วันเสาร์ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2565

วิกฤติช่วยเลือกหุ้น


ก่อนอื่นต้องขอสวัสดีเพื่อนๆ นักลงทุนทุกท่าน  หลังจากที่ห่างหายไปนาน สิ่งแรกที่จะบอกกับเพื่อนๆ คือยังสบายดีอยู่ และตลอดเวลาที่หายไปเพียงเพราะมีงานประจำส่วนตัวที่ต้องดูแลด้วย และตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาก็ยังถือหุ้นลงทุนเต็มพอร์ตอยู่เสมอไม่ได้หนีหายไปไหน 

ตลอดช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา (ตั้งแต่ปลาย พศ. 2562 - ปัจจุบันคือกลางไตรมาสที่สองของ พ.ศ. 2565) เกือบทั้งโลกรวมถึงประเทศไทยต้องเผชิญกับวิกฤตการณ์หนักคือการแพร่ระบาดของเชื้อ Covid-19 ซึ่งดูจะมีความรุนแรงมากในช่วงแรกกระทั่งระบบสาธารณสุขของหลายประเทศรับไม่ไหว มาตรการต่างๆ ทั้งการป้องกัน การห้ามประชาชนออกจากบ้าน การจำกัดเวลาออกนอกเคหสถาน (เคอร์ฟิว) การจำกัดการใช้บริการร้านอาหาร รวมไปถึงการปิดประเทศ นั่นยังไม่พอยังมีมาตรการเพิ่มเติมในการส่งสินค้าระหว่างประเทศอีกด้วย นี่เรียกว่าเกือบเป็นการแช่แข็งธุรกิจและการทำงานเลยทีเดียว  ผลของการแพร่ระบาดนี้ทุกท่านคงทราบดีว่าทำให้ธุรกิจเล็กๆ จำนวนมากต้องปิดตัวลงไป

ด้านดัชนีตลาดหลักทรัพย์เองก็ปรับตัวลงจากกลางปี พ.ศ. 2562 ที่ประมาณ 1750 ลงต่ำถึง 1024.46 จุดเมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2563 (ปี 2022) ซึ่งจะสังเกตได้ว่า Covid-19 นั้นเริ่มแพร่ระบาดตั้งแต่ปี 2562 แล้ว จนถึงปัจจุบันแม้สถานการณ์เกี่ยวกับโรคดีขึ้นมากแต่ก็ยังไม่หมดไป ซ้ำยังเริ่มมีเหตุการณ์สู้รบกันระหว่างรัสเซียกับยูเครนเข้ามาอีก เรียกว่าพระศุกร์เข้าพระเสาร์แทรกก็ว่าได้


Covid-19 มีผลทำให้ดัชนีตลาดหลักทรัพย์
ตกต่ำลงมากในช่วง 10 ปีเลยก็ว่าได้

ทั้งหมดถือเป็นเรื่องธรรมดา เพราะต่อให้ Covid-19 จบลง หรือสงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครนจบลง ก็มีเรื่องอื่นเข้ามาเสมอแหละครับ ข้อเสียก็คือการลงทุนจะวูบวาบน่าหวาดเสียวสำหรับคนทั่วไป แต่กับนักลงทุนที่มองหลายมุมแล้ว อาจจะเป็นข้อดีก็ได้

ข้อดีของวิกฤติ

1. เป็นโอกาสได้ซื้อหุ้นในราคาต่ำ 
ข้อนี้เป็นข้อดีมากสำหรับผู้มีรายได้ประจำ แล้วค่อยๆ สะสมหุ้นไปเรื่อยๆ ในระยะยาว เป็นการออมที่ดีและมีโอกาสได้ผลตอบแทนที่ดี  แต่ต้องไม่ลืมว่า ราคาต่ำ (low price) ที่ว่านี้ยังถูกหรือแพงกว่ามูลค่า (value) ของธุรกิจนั้น ต้องไปคำนวณอีกทีหนึ่งด้วย 

2. เป็นโอกาสได้เห็นความแข็งแกร่งของธุรกิจ
ในสภาพการณ์ที่เลวร้ายของเศรษฐกิจ หลายบริษัทอาจจะมียอดขายต่ำลง ในขณะที่บางบริษัทอาจจะมียอดขายสูงขึ้น ตัวเลขต่างๆ ทางบัญชีจากการดำเนินงานจะเปลี่ยนแปลงไปมาก ที่สำคัญมากคือรายได้ว่าลดลงหรือเพิ่มขึ้นมากหรือน้อยแค่ไหน สามารถควบคุมรายจ่ายได้สัมพันธ์กับรายได้หรือไม่ ค่าเสื่อมราคาที่ไม่ได้ลดลงไปตามรายได้แน่ๆ เหลือภาษีจ่ายเท่าไร สุดท้ายคือธุรกิจเหลือกำไรเท่าไร ในยุคแห่งวิกฤตินี่ล่ะที่เราจะเห็นได้จริงๆ

ซื้ออะไร

มีจุดน่าสังเกตว่าเราควรมองธุรกิจอะไรในการลงทุน ซึ่งพอจะสรุปได้ดังนี้นะครับ 

1. ประเภทอุตสาหกรรม 
ในช่วงวิกฤติอาจจะมีบางอุตสาหกรรมที่ได้ผลประโยชน์ก็ได้ เช่น วิกฤติทางสุขภาพ ก็มีผู้ให้บริการทางการแพทย์ได้ประโยชน์ ในทางกลับกัน ธุรกิจกลุ่มประกันภัยที่รับประกันแก่ผู้ป่วย (เช่น กรณี Covid-19) อุตสาหกรรมท่องเที่ยว อาหาร การบิน ได้รับผลกระทบไปด้วยแน่นอน ในขณะที่กลุ่มของแต่งบ้าน ลอจิสติกส์ อุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่องกับการส่งของให้ผู้คนตามบ้าน กลับไม่ได้รับผลกระทบมากนัก 

2. บริษัทที่ยังคงได้กำไรจากผลประกอบการ
หลายอุตสาหกรรมมีค่าใช้จ่ายคงตัวต่ำ เมื่อรายได้ต่ำลง ค่าใช้จ่ายรวมก็ต่ำลงมากด้วย ก็เพราะค่าใช้จ่ายคงตัวต่ำนั่นเอง และนั่นมักแสดงถึงการมีหนี้สินน้อยด้วย (ดอกเบี้ยจ่ายไม่เคยรอใคร) ในช่วงวิกฤตินี้ถ้าดูว่ายอดขายลดลงแล้วยังมีกำไรได้ ในขณะที่ราคาหุ้นลดต่ำลงมาจน P/E เหลือ 10-12 ก็น่าสนใจเข้าไปดูนะครับ 

3. บริษัทที่ขาดทุน แต่ไม่มากนัก
ถ้าจะไม่มองบริษัทที่ขาดทุนเลยก็คงไม่ครบถ้วน ในวิกฤติที่เห็นชัดเจนว่าบางบริษัทได้รับผลกระทบรุนแรงมาก ยอดขายตกต่ำเป็นเท่าตัว แต่กลับขาดทุนเพียงเล็กน้อย ถ้าบริษัทเหล่านั้นเคยมีผลกำไรที่ดีในช่วงเวลาปกติ และเห็นว่าการขาดทุนเป็นผลเพียงชั่วคราว ราคาหุ้นต่ำลงกว่าปกติมาก ทำให้มีส่วนเผื่อเพื่อความปลอดภัยมากขึ้น (เมื่อเทียบกับราคาเหมาะสมของหุ้นที่คำนวณจากมูลค่าของบริษัท) ก็ยังน่าพิจารณาว่าควรลงทุนหรือไม่

4. ระวังเรื่องการเปลี่ยนพื้นฐาน 
บางวิกฤตินั้นอาจจะตามมาด้วยการเปลี่ยนพื้นฐานของธุรกิจไปได้เลย การเปลี่ยนพื้นฐานอาจจะเกิดได้สองส่วนใหญ่ๆ อย่างแรกคือ การขาดทุนที่ทำให้หนี้สินเพิ่มพูนเกิดขาดทุนสะสมจำนวนมากจนไม่สามารถชดใช้ได้ แม้บริษัทเหล่านี้จะกลับมาดำเนินงานตามปกติก็คงใช้เวลานานมากกว่าที่จะทำกำไรใช้หนี้สินจนหมด จะมีวิธีลัดมากขึ้นเช่นการเพิ่มทุนเพื่อล้างขาดทุนสะสมเพื่อให้กลับมาดำเนินงานได้อย่างแข็งแกร่งอีกครั้งหนึ่ง (แต่ก็ตามมาด้วย dilution effect คือจำนวนหุ้นมากขึ้น กำไรต่อหุ้นน้อยลง) หรือบางอุตสาหกรรมอาจจะเปลี่ยนพื้นฐานไปในทางที่ดีเช่น ระบบบริการการำงานจากบ้าน ต่างๆ หรือระบบลอจิสติกส์ ก็เป็นไปได้ 

ซื้อตอนไหน

ในช่วงวิกฤติจริงๆ นั้นคงเป็นเวลที่ไม่ดีเท่าไรในการเข้าไปซื้อหุ้น เพราะแม้จะราคาต่ำแล้วก็ยังมีต่ำกว่านั่นแล เหมือนเรือในมหาสมุทรที่เมื่อระดับน้ำลดต่ำลง เรือก็ต้องลอยต่ำลงไปด้วย ปกติแล้วเราจะเริ่มทยอยซื้อหุ้นตอนกำลังจะออกจากวิกฤติ ถ้าถาว่าทำไมไม่ซื้อตอนออกมาแล้ว ก็เพราะราคาหุ้นมักจะปรับตัวไปแล้ว (ราคามักวิ่งนำหน้าอนาคต) นั่นเอง 

ซื้อตอนนี้ทันไหม 

ณ วันนี้คือตลาดปิดทำการวันที่ 27 พฤษภาคม 2565 ดัชนีตลาดหลักทรัพย์อยู่ที่ 1638.75 จุด ถ้าดูเผินๆ ก็คือดัชนีขึ้นมาพอสมควรแล้ว แต่ถ้าเราไม่ได้ลงทุนกับกองทุนที่อิงดัชนีตลาดหลักทรัพย์ฯ ก็ยังมีหุ้นของหลายบริษัทที่ยังไม่ปรับตัวขึ้นมา (เรียกว่าหุ้น laggard คือช้าอืดอาดกว่าคนอื่น) ให้ลงทุนได้ ต้องลองเลือกดูเพราะมีอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันจริงๆ ครับ


แม้เรากำลังจะรอดพ้นจากวิกฤติ Covid-19
ดัชนีปรับตัวขึ้นมาพอสมควร แต่ยังมีหุ้นของ
บริษัทที่มีศักยภาพในการเติบโตให้เราลงทุนเสมอ

เครดิตภาพประกอบ: ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

ทดลองทำ

ลองกลับไปดูข้อมูลย้อนหลังในอดีตว่า ในวิกฤติต่างๆ ที่ผ่านมา เช่น ต้มยำกุ้ง (พ.ศ. 2540)  ซับไพรม์ (พ.ศ. 2550)  ไวรัสโควิด (พ.ศ. 2562) บริษัทที่เราสนใจได้รับผลกระทบมากหรือน้อยอย่างไร โดยดูว่ายังคงได้กำไรหรือไม่หรือถึงกับขาดทุน หรือแย่กว่านั้นคือต้องเพิ่มทุนเพื่อเอาตัวรอด)  ลองเลือกออกมาให้ได้สัก 5-10 บริษัท  ในการนี้ลองสังเกตราคาหุ้นของบริษัทที่เราสนใจว่าขึ้นหรือลงในช่วงนั้น และเทียบกับปัจจุบัน สิ่งเหล่านี้จะเป็นข้อมูลที่สร้างประสบการณ์ให้เราได้เคยเห็นแล้วนำไปใช้ประกอบการตัดสินใจในอนาคตได้