วันศุกร์ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2557

วิถีชีวิตเรียบง่ายวิถีชีวิตนักลงทุนเน้นคุณค่า



จริงๆแล้วโดยส่วนตัวผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าใครเป็นคนที่ความคิดที่ทำให้นักลงทุนในตลาดหลักทรัพย์มีความรู้สึกว่า การลงทุนในตลาดหลักทรัพย์เป็นเรื่องน่าตื่นเต้น ท้าทาย เชือดเฉือน อะไรทำนองนั้น อาจจะเป็นเพราะว่าภาพยนตร์หลายหลายเรื่องทำให้เกิดความรู้สึกนั้นก็เป็นได้ โดยสร้างภาพยนตร์ให้เห็นภาพและกิจกรรมของนักลงทุนว่าเป็นเรื่องตื่นเต้นเฉือนคม ต้องซื้อต้องขายตลอดเวลา ซึ่งดูไปแล้วการลงทุนจึงเป็นการทำงานเต็มเวลาโดยใช้เวลานั้นเฝ้าดูการเปลี่ยนแปลงของตลาด จะผ่านหรือไม่ผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์ก็ตาม เพื่อดูการเคลื่อนไหวของราคาหุ้นทั้งวัน แต่มันก็เป็นเรื่องของนักลงทุนประเภทหนึ่งซึ่งน่าจะเป็นส่วนใหญ่ของนักลงทุนทั่วไปเสียด้วย ภาพยนต์ต่างๆจึงถูกสร้างมาในลักษณะเช่นนั้น (เรื่องนี้ ทำให้นึกถึงเรื่องการตลาดว่า เป็นแบบ pull marketing หรือเปล่า คือสินค้าถูกสร้างตามความชอบของผู้ซื้อ)

แต่ก็ยังมีนักลงทุนอีกประเภทหนึ่งซึ่งดูแล้วน่าจะเป็นส่วนน้อยในประเทศไทยของเราหรือแม้แต่ในโลกก็ตาม ก็คือนักลงทุนที่มุ่งเน้นมูลค่าของบริษัทหรือกิจการที่ต้องการลงทุน เรียกว่าจะเอาเงินไปซื้ออะไรก็ต้องคิดก่อนว่ามันคุ้มค่าหรือไม่นั่นเอง ซึ่งวิธีชีวิตนักลงทุนเน้นคุณค่ามักไม่ต้องวิ่งตามราคาหุ้นขึ้นขึ้นลงลงให้เวียนหัว เพื่อนๆ ที่เป็นนักลงทุนรุ่นใหม่เคยรู้สึกแปลกใจหรือไม่ว่าวันหนึ่งหุ้นก็ขึ้นอีกวันหนึ่งหุ้นก็ลง พื้นฐานการทำงาน ทำกำไร ของบริษัทที่หุ้นขึ้นๆ ลงๆ มากๆ ขนาดนั้นมันเปลี่ยนไปมาทุกวันกันเลยหรืออย่างไร และถ้าเราต้องการที่จะทำกำไรกับหุ้นที่ขึ้นและลงนั้นเราก็ต้องคอยคาดการณ์ว่าวันพรุ่งนี้จะเกิดอะไรขึ้นหุ้นจะขึ้นหรือจะลง ถึงแม้ว่าจะมีเครื่องมือในการคาดการณ์และช่วยตัดสินใจอยู่หลายอย่างก็ตาม ก็อดที่จะรู้สึกเวียนหัวมากๆ ไม่ได้อยู่ดี แต่ในอีกฟากหนึ่ง นักลงทุนอีกประเภทคือนักลงทุนเน้นคุณค่าหรือประเภทพิจารณามูลค่าของกิจการเทียบกับราคาของคุณของบริษัทดังในตลาดลักทรัพย์ นักลงทุนประเภทที่ว่านี้ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องขอดูราคาหุ้นว่าจะขึ้นหรือจะลงในวันรุ่งขึ้นหรือในสัปดาห์หน้าหรือในเดือนหน้า แต่นักลงทุนประเภทเน้นมูลค่านี้จะพิจารณาว่าราคานั้นถูกหรือแพงกว่ามูลค่าที่ควรจะเป็นของบริษัทหรือไม่ เมื่อเห็นว่าราคาถูกกว่ามูลค่าของบริษัทนักลงทุนประเภทนี้ก็จะเข้าไปซื้อหุ้นโดยไม่ลังเลแน่นอนว่าอาจจะมีการวางแผนในการซื้อหรือวางแผนในการขายบ้างทั้งนี้เป็นไปตามหลักการที่ว่ามูลค่าของบริษัทเป็นเช่นไรและราคาหุ้นในตลาดหลักทรัพย์เป็นเช่นไร ไม่ใช่กังวลแต่ว่าราคาของหุ้นจะขึ้นลง อย่างไรก็ตามนักลงทุนประเภทเน้นมูลค่าจะต้องมั่นใจว่าตัวเองนั้นคำนวณมูลค่าไม่ผิด เมื่อไรก็ตามที่เขาคิดว่าการคำนวณนั้นเกิดความผิดพลาดเขาก็จะต้องแก้ไขโดยทันที อาจจะจำเป็นต้องขายหุ้นออกในราคาต่ำกว่าที่ซื้อมาก็คือขาดทุนนั้นเองก็เป็นได้

แม้นักลงทุนประเภทเน้นมูลค่าของกิจการไม่ต้องติดตามราคาหุ้นมากนัก แต่เขาจะต้องติดตามผลประกอบการของบริษัทที่ตัวเองถือหุ้นอยู่เป็นสำคัญกว่า เมื่อใดก็ตามที่บริษัทยังคงรักษาความสามารถในการดำเนินกิจการตามที่ได้คิดคำนวณมูลค่าของหุ้นเอาไว้แต่แรกและยังคงเติบโตต่อไปเขาก็ยังคงถือหุ้นของบริษัทนั้นอยู่ อาจจะมีกรณียกเว้นบ้านเช่นมีโอกาสการลงทุนอื่นที่ดีกว่ามากเขาก็อาจจะต้องขายหุ้นนั้นทิ้งไปและเข้าไปลงทุนในบริษัทที่มีอนาคตดีกว่านั้น แต่อย่างไรก็ตามบริษัทอื่นที่มีอนาคตดีกว่าที่ว่านั้นจะต้องถูกคำนวณมูลค่าและเทียบกับราคาหุ้นที่เป็นอยู่ในเวลานั้นด้วยเช่นกัน โดยที่ถ้าราคาที่เหมาะสมของหุ้นของบริษัทนั้นสูงกว่าราคาในตลาดหลักทรัพย์มากๆ ก็ยิ่งมีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น

ด้วยความที่นักลงทุนประเภทเน้นมูลค่าของกิจการไม่ได้ซื้อและขายหุ้นบ่อยบ่อยจึงค่อนข้างเหมาะสมกับหลายคนที่ไม่มีเวลาว่างมากนักในการเฝ้าหน้าจอคอมพิวเตอร์เพื่อทำการซื้อขายอยู่ตลอดเวลา เราหลายคนอาจจะต้องนั่งทำงานในบริษัทห้างร้านหรือที่ทำงานประจำและไม่มีเวลาเฝ้าดูราคาหุ้นอย่างต่อเนื่อง ลักษณะเช่นนี้ทำให้ไม่สามารถตัดสินใจซื้อขายหุ้นในลักษณะเก็งกำไรได้อย่างทันท่วงที (ถึงแม้ว่าจะทันท่วงทีแต่ก็ไม่ได้รับประกันว่าจะได้กำไรอยู่ดี) และเกิดผลเสียหายได้ดังนั้นการลงทุนแบบเน้นมูลค่าจึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ปลอดภัย และอาจจะเหมาะสมกับนักลงทุนที่มีงานประจำอีกหลายหลายคนก็ได้ครับ

ในคราวหน้าเรามาดูคำว่า "มูลค่า" กันในละเอียดอีกทีนะครับ

วันอังคารที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2557

ราคากับ(คุณ)ค่าของสิ่งของ



เชื่อแน่ว่าเพื่อนๆ หลายคนย่อมต้องเคยได้ยิน ได้ฟัง ได้เห็น สิ่งที่เรียกว่าการลงทุนแบบคุณค่า (Value Investment - VI) กันมาบ้างแล้ว แต่หลายคนอาจจะไม่เข้าใจหรือตีความหมายผิดไปมากเกี่ยวกับเรื่องนี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการถือหุ้นเป็นเวลานาน ว่านักลงทุนแนว VI จะต้องซื้อแล้วถือหุ้นนานๆ หรือแม้ว่าหุ้นจะขึ้นก็ไม่ขายจะลงก็ไม่ขาย หลับหูหลับตาถือหุ้นเอาไว้ (ฟังดูอึด เนอะ) ก็เป็นนักลงทุนแบบเน้นคุณค่าได้ เป็นต้น ซึ่งในความเป็นจริงแล้วค่อนข้างห่างไกลจากสิ่งที่ถูกต้องอยู่มากๆ เชียว เพราะจริงแล้วนักลงทุนที่เรียกว่าแนว VI นั้นเขาลงทุนด้วยแนวคิดเปรียบเทียบระหว่าง ราคากับ(คุณ)ค่า ของสิ่งของที่จะลงทุน ในกรณีของเราๆ ก็คือหุ้น นั่นเอง


สำหรับหุ้นแล้ว ราคาเป็นสิ่งที่เราเห็นได้อย่างชัดเจน เราดูไปที่กระดานซื้อขายก็เห็นได้ชัดในทันที ถามว่านักลงทุนแนวคุณค่าสนใจราคาไหม ทำตอบคือสนใจสิครับ เพราะอย่างน้อยก็เป็นสิ่งที่เราจะต้องจ่ายเงินออกไปหากเราต้องการซื้อหุ้นนั้น แต่ไม่เพียงเท่านั้น นักลงทุนในแนวคุณค่า มักจะสนใจในอีกเรื่องหนึ่งไปควบคู่กันก็คือ (คุณ)ค่า ของหุ้นนั้น ว่าหุ้นหนึ่งหุ้นนั้นในแท้ที่จริงแล้วมีค่าเป็นเท่าไร พอพูดถึงตรงนี้หลายคนอาจจะไม่ค่อยเข้าใจโดยคิดไปว่าค่าของมันก็คือราคาที่เห็นวิ่งไปมาเขียวๆ เหลืองๆ แดงๆ อยู่นั่นปะไร ทำไมจะต้องคิดเพิ่มให้มากความไปอีกเล่า


ที่ต้องคิดให้มากความก็เพราะของสองอย่างนี้ในบางครั้ง (จริงๆ แล้วหลายครั้งด้วยซ้ำไป) มีความไม่เหมือนหรือไม่เท่ากัน ไม่สะท้อนต่อกันอยู่ ยกตัวอย่างก็เหมือนกับสินค้าอะไรบางอย่างเช่น กล้องถ่ายรูปที่ตกรุ่นแล้ว ที่อาจจะเคยเป็นรุ่นสูงสุดมาก่อน แน่นอนว่ากล้องอย่างนี้ถูกออกแบบมาอย่างดี ถูกสร้างด้วยวัสดุอย่างดี ถูกผลิตด้วยโรงงานที่ได้รับการคัดเลือกมาแล้วเป็นอย่างดี แต่เมื่อมีรุ่นใหม่มาแทนที่ซึ่งอาจจะสวยกว่า ดูรูปร่างอ้อนแอ้นอรชรกว่าน่าใช้กว่า ก็ทำให้ความนิยมหรือราคาของกล้องรุ่นเก่ากว่าตกต่ำลงไปบางครั้งอาจจะถึงระดับ 30-40% เลยทีเดียว แต่ถามอีกทีว่ากล้องที่ตกรุ่นลงไปนั้นสามารถใช้งานได้ไหม ได้ดีไหม และต่างจากรุ่นใหม่อย่างไร ถ้าเราดูดีๆ แล้วเราจะเห็นว่า (คุณ)ค่าในการใช้งานของกล้องที่ตกรุ่นลงไปนั้นไม่ได้ลดน้อยลงไปเลย มันถ่ายรูปได้เหมือนกัน มีลูกเล่นครบเหมือนๆ กัน และแถมอาจจะใช้วัสดุดีกว่ารุ่นใหม่ที่ลดต้นทุนลงไปอีกก็เป็นไปได้ นี่ก็เป็นตัวอย่างของความไม่สัมพันธ์กันระหว่าง ราคา กับ (คุณ)ค่าของสินค้าหนึ่งๆ ที่พอจะเห็นได้


สำหรับการลงทุนก็เช่นเดียวกัน นักลงทุนแนวเน้นคุณค่าก็มีหน้าที่ในการพิจารณาค่าที่แท้จริงของบริษัท ของหุ้นของบริษัทหนึ่งหุ้น ว่าควรจะมีค่าเป็นเท่าไร จากนั้นก็ทำการเปรียบเทียบกับราคาที่หุ้นนั้นทำการซื้อขายอยู่ ถ้าเป็นของดีราคาต่ำเพียงเพราะไม่มีใครสนใจ ก็อาจจะเป็นการโชคดีที่ได้พบของที่คนอื่น (ยัง) ไม่เห็นค่า (จึงมีราคาต่ำ) ก็ได้นะครับ

วันพุธที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2557

นักลงทุนแบบ Price Investor

 

พอพูดถึงคำว่า "นักลงทุน" ทุกครั้งทำให้ผมรู้สึกหวั่นใจได้เสมอ เพราะเป็นคำที่กินความหมายกว้างมาก เพราะโดยเนื้อแท้แล้วการลงทุนมีได้หลากหลายหลายรูปแบบ จะยกตัวอย่างก็เช่นการใช้เงินเข้าหุ้นร่วมกับเพื่อนแล้วทำงานร่วมกัน ไม่ว่าจะทำเต็มที่ซึ่งก็จะออกเป็นแนวการทำธุรกิจด้วย หรือทำบ้างไม่ทำบ้าง ประมาณว่าออกเงินแต่ไม่ออกแรง หรือไม่มั่นใจว่าแรงและความคิดจะดีเท่าเพื่อน ก็ออกแต่เงินไป เป็นนายทุนให้ไปว่าอย่างนั้น แล้วรอเก็บดอกเก็บผลในรูปแบบต่างๆ ก็เรียกว่าเป็นการลงทุนได้เหมือนกัน

แต่สำหรับพวกเราที่วนเวียนอยู่ในตลาดทุนอย่างเช่นตลาดหลักทรัพย์นั้น เรียกว่าเป็นการใช้เงินในการไปซื้อส่วนของกิจการที่เขาดำเนินงานอยู่แล้ว (ในทางเทคนิคหรือหลักวิชาเรียกว่า "ตลาดรอง") แล้วก็รอออกดอกออกผลให้เราได้รับประโยชน์กลับคืน แต่ในหลายกรณีก็มีนักลงทุนอีกส่วนหนึ่งที่สนใจในส่วนต่างของราคาหุ้นในระยะสั้น จึงทำการซื้อขายหุ้นเพื่อทำกำไรในระยะสั้น สั้นมาก หรือสั้นที่สุด (ยิ่งดี - เขาอาจจะมีความคิดแบบนั้น ซึ่งก็ไม่ผิดนะครับถ้าทำกำไรได้อยู่) ต่างจากนักลงทุนอีกประเภทหนึ่งที่หวังผลรอให้ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นในระยะกลางหรือยาว และ/หรือ ต้องการผลตอบแทนจากการซื้อหุ้นในรูปแบบอื่น เช่น ปันผล, การได้สิทธิซื้อหุ้นเพิ่มทุนในราคาถูก, การได้สิทธิจองซื้อใบสำคัญแสดงสิทธิต่างๆ เป็นต้น

พอย้อนกลับมาดูนักลงทุนส่วนที่สนใจในส่วนต่างของราคาหุ้นในระยะสั้น นักลงทุนเหล่านี้มักจะจับจ้องกับการเปลี่ยนแปลงของราคาหุ้นในรายเดือน รายสัปดาห์ รายวัน รายชั่วโมง หรือเป็นรายนาทีก็มี และมีวิธีการสารพัดเทคนิคในการตัดสินใจซื้อและขายหุ้น (รวมถึงบรรดาผลิตภัณฑ์ทางการเงินอื่นๆ ที่ออกมาในปัจจุบัน เช่น ใบสำคัญแสดงสิทธิอนุพันธ์หรือ Derivative Warrants - DW เป็นต้น) ที่จะทำให้ตัวเองได้ประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงราคาของหุ้น แต่หากเราพิจารณากันดูดีๆ บางครั้งก็อดสงสัยว่า ทำไมหนอราคาหุ้นจึงเปลี่ยนแปลงไปมาได้ถึง 10% หรือ 20% ต่อวัน ขึ้นบ้างลงบ้างสลับกันไปมาแบบนั้น ในขณะที่ก็ไม่เห็นว่าบริษัทจะมีความเปลี่ยนแปลงอะไรที่จะทำให้พื้นฐานเปลี่ยนไปได้ขนาดนั้น (หรือเปลี่ยนกลับไป กลับมา ได้ขนาดนั้น) ในทัศนะความเห็นของนักลงทุนแบบเน้นค่าของกิจการ (value investor) แล้วดูแปลกและไม่สมเหตุสมผลด้วยซ้ำและอะไรที่เข้าใจยาก ไม่สมเหตุสมผลนั้น ในสายตาของนักลงทุนแบบเน้นค่าก็จะบอกว่าไม่น่าจะเป็นการลงทุนที่ดี แต่แน่นอนว่าในอีกทัศนะของนักลงทุนแบบเน้นที่การเปลี่ยนแปลงของราคาแล้วล่ะก็ ต้องขอบอกว่า "สนุกฉันล่ะ" เพราะมีโอกาสในการทำกำไร (จริงๆ แล้วก็คือทำขาดทุนด้วย) ได้สูง

ดังนั้นถ้าเรามองดูภาพแบบรวมๆ ในตลาดแล้ว ก็คงแบ่งผู้คนที่อยู่ในตลาดได้เป็นหลายประเภทก็คือ นักลงทุนแบบเน้นคุณค่า (value investor), นักลงทุนแบบเน้นราคา (price investor) นั่นเอง ซึ่งแน่นอนว่าไม่มีอะไรที่ถูกหรือผิด และผู้คนในทั้งสองฝ่ายนี้ก็มีได้ทั้งแบบที่เก่งและไม่เก่ง ประสบความสำเร็จและล้มเหลว ได้เช่นกันทั้งคู่ เพียงแต่เมื่อเราได้อยู่ในที่แห่งหนึ่ง เราก็ควรจะทราบว่าที่แห่งนั้นมีสภาพเป็นอย่างไร ก็จะทำให้เรามีความสุขหรืออย่างน้อยก็มีความเข้าใจในสภาพการณ์ของที่นั้นๆ ดีขึ้น จริงไหมครับ

วันศุกร์ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2556

เคล็ดลับความรวย

 

หลายๆ ครั้งที่พบเพื่อนๆ ไม่ว่าจะเป็นนักลงทุนหรือไม่ก็ตาม หลายครั้งมีคำถามที่ง่ายมาก (แต่ตอบยากมาก) ว่าทำอย่างไรถึงจะรวย ฟังถึงตรงนี้เพื่อนๆ ก็คงจะพอเดาออกแล้วว่าทำไมจึงตอบยาก เพราะบางครั้งอาจจะต้องถึงกับทำความเข้าใจไปก่อนหน้านั้นถึงคำว่า "รวย" ก่อนว่าเป็นอย่างไร เพราะว่าแต่ละคนก็มีนิยามของคำว่ารวยที่แตกต่างกัน ซ้ำร้าย คำนิยามเรื่องความรวยของบางคนอาจจะไม่ถูกต้องสักเท่าไรด้วยซ้ำไป

แต่อย่าว่าอย่างนั้นอย่างนี้เลยครับ เรามาลองดูบุคคลคนหนึ่งที่นักลงทุนเกือบทุกท่านคงต้องรู้จัก นั่นก็คือวอร์เรน บัฟเฟตต์ นั่นเอง ว่าทำอย่างไรถึงรวย โดยเราคงจะข้ามนิยามของคำว่ารวยไปก่อนในตอนนี้ เพราะจะว่าไปแล้ว ไม่ว่าเราจะตีลังกาคิดอย่างไรก็ตาม เราก็คงเข้าใจได้ว่าคุณวอร์เรน บัฟเฟตต์นั้น "รวยของจริง" ซึ่งเขาได้ให้คำตอบไว้น่าคิดและน่าพิจารณาปฏิบัติตามหลายข้อเลยทีเดียว คือ

1) ด้านรายได้ - อย่าอาศัยรายได้จากแหล่งเดียว จงลงทุนให้เกิดรายได้เป็นแหล่งที่สอง
2) ด้านการใช้จ่าย - หากท่านเอาแต่ซื้อสิ่งที่ไม่จำเป็น อีกไม่นานท่านจะต้องขายสิ่งที่จำเป็น
3) ด้านการเก็บออม - อย่าเก็บออมส่วนที่เหลือจากการใช้จ่าย แต่จงใช้จ่ายส่วนที่เหลือจากการเก็บออม
4) ด้านการบริหารความเสี่ยง - อย่าทำอะไรโดยไม่เตรียมหาทางหนีทีไล่ไว้ก่อน
5) ด้านการลงทุน - อย่าทุ่มแบบหมดหน้าตักลงไปในสิ่งเดียว
6) ด้านความคาดหวัง - ความซื่อสัตย์เป็นของขวัญที่มีราคาสูง จงอย่าหวังว่าจะได้จากคนต่ำ ๆ

วอร์เรน บัฟเฟตต์ปฏิบัติอย่างเคร่งครัดตามหลักเกณฑ์ชุดนี้จนเป็นอภิมหาเศรษฐีอเมริกันอันดับสอง รองลงมาจากบิล เกตส์ ซึ่งได้ความรวยมาจากการทำธุรกิจซึ่งมีสินค้าเป็นที่ต้องการของคนจำนวนมกในโลกนี้ ลองดูนะครับว่าตรงไหนเป็นจุดที่เราสามารถทำตามได้บ้าง เผื่อจะรวยกับเขาบ้างนะครับ

วันจันทร์ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2556

พื้นฐานการกำไร (ที่ถูกลืม)

 

พูดถึงเรื่องหุ้นแล้ว หลายๆ คนที่เข้ามาลงทุนในเรื่องหุ้นคงไม่มีใครที่ตั้งใจจะเข้ามาแล้วขาดทุนเป็นแน่ แต่กลับเข้ามาแล้วสามารถทำเงินได้ ทำกำไรเป็นตัวเงินได้อย่างเป็นชิ้นเป็นอัน หรือบางคนก็อาจจะคิดไปจนถึงการทำการมีรายได้จากหุ้นจนกระทั่งสามารถไม่ต้องทำงานประจำอีกต่อไปได้ หรือเรียกได้ว่าเป็นอิสระทางการเงินนั่นเอง

พูดถึงเรื่องนี้แล้ว ก็อดทำให้เราต้องคิดเรื่องการทำกำไร (และโอกาสที่จะขาดทุน) จากตลาดหุ้นไม่ได้ เพราะจากเริ่มแรกเดิมทีหลายปีที่ผ่านมา เมื่อตลาดหลักทรัพย์ของไทยเราเองยังไม่ซับซ้อนขนาดนี้ การทำกำไรก็จะเป็นไปในไม่กี่รูปแบบเช่น การทำกำไรจากการซื้อและขายหุ้นในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว และจากการทำกำไรจากการขอยืมหุ้นมาขายก่อนและซื้อคืนในราคาต่ำกว่า (หรือเรียกสั้นๆ ว่า short หุ้น) เท่านั้น แต่ในปัจจุบันมีการทำกำไร (และมีโอกาสขาดทุนด้วย) ในหลายรูปแบบมากขึ้น นั่นคือรวมถึงการเก็งความเป็นไปและ/หรือลดความเสี่ยงผ่านการซื้อออปชั่นส์ในรูปของสัญญาล่วงหน้า เป็นต้น ซึ่งเมื่อทำไปทำมาด้วยผู้ที่ไม่รู้และไม่ชำนาญจริง ก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าเป้นการลดหรือเพิ่มความเสี่ยงเหมือนกันนะครับ

ถึงตรงนี้ จึงเห็นว่ามีการทำกำไรหลายรูปแบบอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ในปัจจุบันนี้ ถ้าว่ากันในระยะสั้นแล้ว เราจะเห็นว่ามีความเป็นไปได้ที่เราจะทำกำไรจากหุ้น (และผลิตภัณฑ์อื่นๆ ที่ผสมรวมกันอยู่ในตลาดในปัจจุบันนี้) ได้อย่างมากมายและในเวลาสั้น เพราะราคาหุ้นของหลายบริษัทที่เปลี่ยนแปลงไปมาวันละ 3-5% นั้น อาจจะทำให้หลายๆ คนคิดว่าสามารถทำกำไรได้สัก 5% ต่อสองวัน หรือนั่นคือประมาณสัก 10% ต่อสัปดาห์ หรือถ้าทบต้นไปมา ก็จะได้สัก 50% ต่อหนึ่งเดือน หรือหากคิดเป็นปีก็ โอ.. ช่างมากมายเสียเหลือเกิน ดูเหมือนจะอยู่ในความฝัน แต่ฟังดูแล้วผมก้ไม่แน่ใจว่าจะมีคนที่ทำได้จริงหรือไม่ ถึงแม้อาจจะทำได้จริงแต่ที่แน่ๆ ก็คือโดยส่วนตัวแล้วผมก็คงไม่รู้จักเขาคนนั้นแน่ๆ

ย้อนกลับมาสู่ความเป็นจริงสักหน่อย ว่าเราคงต้องประเมินตัวเองว่าเราจะสามารถทำกำไรจากหุ้นหรือผลิตภัณฑ์อื่นๆ ในตลาดได้ทุกวันอย่างต่อเนื่องแบบนั้นหรือไม่ หรือจะมีเวลาที่จะเฝ้าการเปลี่ยนแปลง ดูความเป็นไป และตัดสินใจได้ถูกต้องทุกครั้งไปหรือไม่ บางครั้งเราอาจจะเห็นหลายคนบอกเพียงว่า อ่ะไม่เป็นไรหรอก แม้จะไม่ได้กำไรถึง 1000% ต่อปี แต่ก็ขอแค่ 50-60% ต่อปีก็พอ โดยการซื้อๆ ขายๆ และทำกำไรบ้างขาดทุนบ้าง แต่ขอให้หักลบกลบหนี้แล้วได้กำไรสัก 50-60% ต่อปีนั้นก็พอใจแล้ว เพระว่าดูไปแล้วมันก็ดีกว่าการซื้อหุ้นและเก็บกินปันผลที่ได้ผลตอบแทนเพียงปีละ 5-10% เท่านั้นเอง... แหม ดีกว่าตั้งเยอะแยะ

แต่สิ่งหนึ่งที่อาจจะถูกหลงลืมไปก็คือ ในพื้นฐานของการลงทุนในหุ้นแบบเน้นมูลค่าแล้ว นักลงทุนจะซื้อหุ้นของบริษัทที่มีความสามารถในการเติบโตสูง หรือของบริษัทที่ดีแต่คนทั่วไปยังมองไม่เห็นสิ่งที่แฝงอยู่ จะด้วยประการใดก็ตาม (เช่น บริษัทเล็ก, เขาไม่เล่นกัน, บริษัทกำลังขยายงาน แต่คนไม่ทราบ หรือไม่เชื่อว่าจะทำได้จริง) โดยที่ราคาปัจจุบันนั้นทำให้บริษัทสามารถจ่ายปันผลได้ 5% ของราคาหุ้น (เช่น จ่ายปันผล 1 บาทจากหุ้นราคา 20 บาท) แต่ถ้าบริษัทเติบโตขึ้น จนสามารถจ่ายปันผลได้เป็นเงิน 2 บาทต่อหุ้นล่ะ เมื่อนั้นเองครับที่ราคาหุ้นจะต้องวิ่งตอบรับผลประกอบการที่ดีขึ้น โดยอาจจะขึ้นมาเป็นที่ราคา 35-40 บาทต่อหุ้นได้โดยไม่ยาก และเมื่อถึงตอนนั้นแล้ว นักลงทุนก็มีทางเลือกที่จะถือหุ้นนั้นไว้เพื่อรับปันผลต่อไปหรือขายหุ้นนั้นไปเพื่อลงทุนในบริษัทอื่นที่ดีกว่า ซึ่งก็ขึ้นกับสภาวะการณ์ต่างๆ นั่นเอง
จะว่าไปแล้ว พื้นฐานการได้กำไรจากหุ้นในแบบที่สอง คือ ซื้อหุ้นของบริษัทที่จะเติบโตจนจ่ายเงินปันผลได้มากขึ้น ซึ่งจะทำให้ราคาของหุ้นนั้นเพิ่มสูงขึ้นเองตามธรรมชาติ เป็นพื้นฐานอีกแบบหนึงที่นักลงทุนมักจะหลงลืมกันไป หรืออาจจะเพียงไม่อยากจำเพียงเพราะว่าต้องใช้เวลาที่นานกว่านั่นเอง

วันจันทร์ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2556

หุ้นสภาพคล่องต่ำ - ลงทุนไหวหรือ



ถ้าเรามองดูหุ้นของบริษัทต่างๆ ที่มีอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ทุกวันนี้ อาจจะแบ่งออกตามสภาพคล่องได้ด้วยเช่นกัน ก็คือหุ้นสภาพล่องสูง ปานกลาง และหุ้นสภาพคล่องต่ำ โดยที่สองแบบแรกนั้นเราคงไม่มีคำถามกับมันมากนัก แต่กับหุ้นแบบที่สามที่มีสภาพคล่อต่ำถึงต่ำมากนี่สิ หลายครั้งที่เราต้องการซื้อหรือขายก็มักจะมีคำถามในใจเสมอว่าจะไหวหรือ ซื้อก็ยากขายก็ยาก แล้วจะไปขายใครเป็นต้น จนไม่นานมานี้ผมก็ได้รับจดหมายจากเพื่อนนักลงทุนท่านหนึ่งที่สอบถามเกี่ยวกับแนวคิดและความรู้สึกที่มีต่อหุ้นสภาพคล่องต่ำนี้ ว่าจะลงทุนได้หรือไม่อย่างไร และผมเห็นว่าเป็นสิ่งที่ดีจึงขออนุญาตนำมาเล่าสู่กันฟังเพิ่มเติมด้วยในบล็อกนี้

จริงๆ แล้วถ้าเรามองที่ตัวบริษัทแล้ว สภาพคล่องของหุ้นไม่ได้เกี่ยวอะไรเลยกับความสามารถในการทำกำไร การเติบโต การรักษาความสามารถในการแข่งขันของบริษัทหนึ่ง ๆ เรื่องนี้คิดว่าพวกเรานักลงทุนเกือบทุกคนคงทราบกันอยู่แล้ว และถ้าเรามาพิจารณาดูว่าสภาพคล่องที่ต่ำนั้นเกิดจากอะไร เราอาจจะเห็นอะไรดีๆ ในนั้นก็ได้ ซึ่งโดยปกติแล้วก็เป็นเพราะว่าหุ้นได้อยู่ในมือของผู้ที่ไม่ยอมซื้อๆ ขายๆ เป็นประจำอยู่เป็นจำนวนมาก อาจจะเป็นกองทุนต่างๆ อาจจะเป็นบริษัทหรือนิติบุคคลที่ต้องการซื้อเพื่อลงทุนทั้งในแง่เงินปันผลและในแง่ของการเติบโตของราคาหุ้น และที่น่าสนใจที่สุดที่เป็นเรืองที่ดีสำหรับหุ้นสภาพคล่องต่ำก็คือ หุ้นได้อยู่ในมือของเจ้าของเก่าเป็นจำนวนมาก ซึ่งเราคงเดาได้ไม่ยากนักว่าทำไมหุ้นยังอยู่ในมือพวกเขา โดยคำตอบก็น่าจะเป็นเพราะเขายังเห็นความสามารถและความเป็นไปได้ในการเติบโตของบริษัท การได้รับปันผลจำนวนมาก นั่นก็คือเป็นบ่อเงินบ่อทองสำหรับเขานั้นเองซึ่งก็ย่อมจะต้องพยายามรักษาเอาไว้เป็นอย่างดี (ทั้งนี้ ต้องดูว่าไม่มีพฤติกรรมแปลกๆ เช่นซื้อๆ ขายๆ หรือทำราคาขึ้นลงโดยได้ประโยชน์โดยทางตรงหรือทางอ้อมด้วย ซึ่งจะว่าไปแล้วเราก็ทราบได้ยาก) และข้อดีของหุ้นที่มีสภาพคล่องต่ำก็คือ เมื่อผลการดำเนินงานของบริษัทดีขึ้น ราคาจะเพิ่มสูงขึ้นได้ไม่ยากเนื่องจากมีหุ้นหมุนเวียนในปริมาณน้อย ใครที่อยากได้ก็ย่อมจะต้องยอมซื้อที่ราคาสูงขึ้น ซึ่งเป็นไปตามหลักการของอุปสงค์และอุปทานนั่นเอง

อีกอย่างหนึ่งที่ดูแล้วน่าจะเป็นข้อดีและเหมาะกับนักลงทุนรายย่อยก็คือ หุ้นที่มีสภาพคล่องต่ำนั้นมักจะไม่เป็นที่สนใจของกองทุนหรือคนโดยทั่วไป เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว ทำให้บรรดาบริษัทตัวแทนค้าหลักทรัพย์และนักวิเคราะห์ทั้งหลายมักไม่ให้ความสนใจ ไม่ออกบทความวิเคราะห์ออกมาบ่อยนัก (ความไม่ดีจุดนี้ก็คือเราจะต้องหาข้อมูลเกี่ยวกับบริษัทเอง วิเคราะห์กันเอง) แต่เรื่องดีก็คือ การที่ไม่มีใครสนใจนั้นมักจะทำให้ราคาของหุ้นนั้นๆ "ผิดไปจากค่าของมันที่เป็น" และความผิดปกติที่ว่านี้ก็มักจะเป็นไปในลักษณะ "ราคาถูกกว่าค่าที่แท้จริง" ตรงกันข้ามกับหุ้นที่มีสภาพคล่องสูงที่บรรดากองทุนทำกำไรต่างๆ ให้ความสนใจกันมาก ก็มีคนวิเคราะห์กันมาก ทำให้ราคาที่อยู่บนกระดานมักเป็นราคาที่ "ถูกต้อง" หรือแม้จะเป็นราคาแพงเกินไปก็ตาม นอกจากนั้นแล้ว ด้วยปริมาณจำนวนเงินของนักลงทุนรายย่อย ก็คงไม่สามารถซื้อหุ้นในปริมาณที่มากมายมหาศาลได้ หุ้นสภาพคล่องที่ว่าต่ำนั้นอาจจะเพียงพอกับเงินที่มีที่จะทำการซื้อขายได้อย่างสบายด้วยซ้ำไป

สำหรับนักลงทุนหลายๆ คนแล้ว การขายเป็นเรื่องที่คู่กันกับการซื้อ นั่นคือซื้อมาแล้วก็ต้องขาย แต่สำหรับบางคนแล้วเมื่อซื้อของดีมาได้ในมือแล้ว ความคิดในการขายนั้นยังไม่เกิดขึ้นมาเลยเมื่อทการซื้อของดีชิ้นนั้นๆ เราคงบอกไม่ได้ว่าแบบไหนเป็นเรื่องที่ถูกต้องหรือแบบไหนเป็นเรื่องที่ผิด เพราะความต้องการของแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน โดยส่วนตัวแล้วผมอาจจะจัดอยู่ในประเภทที่สองก็ได้นะครับ คือเมื่อได้ของดีที่เป็นห่านทองคำ ออกไข่เป็นทองคำตลอดเวลาในปริมาณที่มาก ก็คงมีความคิดที่จะจัดการกับ "ไข่ทองคำ" ที่ออกมามากกว่าจะจัดการกับ "แม่ห่านทองคำ" ที่ออกไข่ให้กับผม ดังนั้นแน่นอนครับว่าการซื้อหุ้นที่มีสภาพคล่องต่ำ เราจะต้อง "รู้ล่วงหน้า" แล้วว่าเราจะขายหุ้นนั้นออกไปได้ยาก แต่อย่างไรก็ตามเรื่องนี้อาจจะมีความเปลี่ยนแปลงต่อไปในอนาคตก็ได้เช่น เมื่อใดที่บริษัทนั้นเติบโตมากขึ้น สภาพคล่องที่เคยเห็นว่าต่ำก็อาจจะสูงขึ้นได้เมื่อมีคนสนใจมากขึ้น และถ้ามองในแง่ของการซื้อเพื่อลงทุน การเข้าลงทุนซื้อหุ้นที่มีสภาพคล่องต่ำต่างๆ นี้ เราก็คงไม่สามารถเข้าซื้อได้ทีละมากๆ แต่เป็นลักษณะของการทะยอยซื้อ ดังนั้นเมื่อเกิดอะไรขึ้นเราก็ยังพอมีโอกาสที่จะขายออกมา (เมื่อสิ่งที่คิดว่าจะเป็น ผิดไปจากที่เราคิดไป) ได้อยู่

ส่วนการขายหุ้นออกจริงๆ นั้น เมื่อบริษัทเติบโตขึ้นมาก จนหุ้นขึ้นไป 5-6 เท่าหรือมากกว่านั้น และจ่ายปันผลเป็นจำนวนมากหลายสิบเปอร์เซ็นต์ เมื่อนั้นเราอาจจะลืมความต้องการในการขายหุ้นนั้นไปเลยก็ได้ หรือแม้แต่เมื่อต้องการขาย จำนวนที่จะต้องขายเพื่อให้ได้เงินมาทำอะไรสักอย่างหนึ่งตามต้องการ ก็อาจจะน้อยกว่าตอนที่ซื้ออยู่หลายเท่าก็ได้ (เพราะราคาหุ้นได้ขยับสูงขึ้นไปมาก)

บางที ความลับของการลงทุนสำหรับบางคนก็คือ การพยายามหาหุ้นที่ถูกลืม หุ้นสภาพคล่องต่ำๆ ที่นักวิเคราะห์ไม่รู้จัก แต่มีศักยภาพในการเติบโตในราคาที่ต่ำกว่าความเป็นจริงไปมาก (ซึ่งก็เหมาะกับการซื้อของรายย่อย เพราะสภาพคล่องส่วนที่มีอยู่ก็เพียงพอแล้วกับปริมาณเงินของเราที่จะเข้าไปซื้อได้) แล้วจัดการเข้าไปซื้อลงทุน ถือกินปันผลแล้วรอให้บริษัทนั้นเติบโตต่อไปเรื่อยๆ เท่านั้นเองครับ

วันเสาร์ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2556

จะหาหุ้นดีราคาถูกด้วยแนว VI ได้ไหมในเมื่อนักลงทุนมีความรู้มากขึ้น


ไม่กี่วันที่ผ่านมานี้ ผมได้รับอีเมล์จากเพื่อนนักลงทุนท่านหนึ่งที่ถามคำถามที่กระตุ้นความคิด (และความรู้สึก) หลายอย่างเลยทีเดียว เพื่อนได้ถามว่าการที่นักลงทุนมีความรู้ในการลงทุนมากขึ้นจะมีผลกับตลาดหุ้นหรือไม่ในแง่ของราคาหุ้น เมื่อทุกคนมีความรู้ในการลงทุนมากขึ้น เราคงจะหาหุ้นดีราคาถูกได้ยากขึ้นในอนาคต และแนวทางแบบviจะยังใช้ได้ผลหรือไม่ (ในเมืองไทย) ถึงแม้จะได้รับการพิสูทธ์มาแล้วว่าได้ผลในต่างประเทศแต่ต่างกันกับประเทศไทยเพราะตลาดเราเล็กกว่ามาก

นักลงทุนไทยทุกวันนี้ มีความรู้มากขึ้นจริงครับ สังเกตจากหนังสือต่างๆ เกี่ยวกับการลงทุนที่วางขายในท้องตลาดทุกวันนี้ ก็มีการพูดถึงทั้งเรื่องปัจจัยพื้นฐานและปัจจัยทางเทคนิครวมทั้งการวิเคราะห์เศรษฐกิจ ค่าเงิน หลายอย่างผสมรวมกัน และจะเห็นว่ามีมากขึ้นทุกวันถ้าดูตรงจุดนี้ เทียบกับในต่างประเทศ คงต้องยกตัวอย่างเช่น สหรัฐอเมริกา (เพราะผมอ่านหนังสือภาษาอื่นไม่ออกอีกนอกจากไทย, อังกฤษ ส่วนญี่ปุ่นก็แค่งูบ้างปลาบ้าง) ก็จะเห็นว่ามีหนังสือเรื่องการ "ทำเงิน" ในตลาดหุ้นอยู่มาก (ผมเรียกว่า ทำเงิน เพราะการกระทำหลายอย่างผมไม่คิดว่าเป็นการลงทุนเพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่คาดหวังได้เพียงพอ แต่ลงไปแล้วเงินหายไปหรือเหลือน้อยลงนั้นเป็นไปได้มากกว่า)

แต่ถ้าดูให้ลึกลงไป ก็ยังมีหนังสืออยู่หลากหลายประเภท ทั้งการลงทุนโดยใช้พื้นฐานธุรกิจและการเก็งกำไรโดยอาศัยปัจจัยทางเทคนิค ต้องถามอีกครั้งหนึ่งว่าอะไรยากง่ายกว่ากัน(แต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน) และอะไรขายดีกว่ากัน (ซึ่งต้องบอกตรงๆ ว่าผมเองก็ไม่ทราบ) แต่สิ่งหนึ่งที่ต้องยอมรับคือ การลงทุนด้วยปัจจัยพื้นฐานของบริษัทนั้น ต้องใช้เวลา จนหลายครั้งที่นักลงทุนแบบอาศัยปัจจัยพื้นฐาน หรือ นักลงทุนแบบ VI (คล้ายแต่ไม่เหมือนกันครับ) จะบอกเสมอว่า เวลาเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของพวกเขา และสิ่งที่อยากให้เป็นกับชีวิตก็คือ อยากให้อายุยืน สุขภาพสมบูรณ์ พอที่จะอยู่ดูความสำเร็จของการลงทุนที่ตัวเองได้คิดคำนวณและคาดหวังไว้ หลายกรณีใช้เวลา 5 ปีขึ้นไป

ถึงตรงนี้ต้องถามต่ออีกว่า คนจำนวนมากหรือน้อยเท่าไรที่จะทนรอความสำเร็จนั้นได้ อาจจะต้องใช้เวลา 5-10 ปีกันเลยทีเดียวที่ราคาหุ้นและ/หรือปันผลจะเพิ่มขึ้น 4-5 เท่าตัว เทียบกับการเปลี่ยนแปลงของราคาหุ้นที่แกว่งไปมาสัปดาห์ละ 5% เพียงหนึ่งปีก็เป็นจำนวน 250% แบบเห็นๆ (นี่ไม่คิดการเก็งกำไรขาลงแบบ put future ต่างๆ อีกนะครับ) เพียงไม่นานก็ได้ผลตอบแทนไม่รู้กี่เท่าตัวแล้ว บางคนอาจจะคิดว่าถ้าอย่างเลว ได้บ้าง เสียบ้าง ได้ 100% ต่อปีก็ยังดี... ผู้ที่อยู่ในตลาดที่มีความคิดนี้ก็มีอยู่ไม่น้อยนะครับ (ผมไม่ได้เจาะจงว่าความคิดนี้ถูกหรือผิดนะครับ บางคนอาจจะทำได้จริงก็ได้)

อีกเรื่องเป็นเรื่องของใจ ใจในที่นี้หลายคนอาจจะตีความหมายว่าเป็นคนที่ต้องใจสู้ อึด ฮึด แบบศรีทนได้อะไรประมาณนั้น แต่จริงๆ แล้วคนเราจะทนอะไรได้ดีก็ต่อเมื่อเขาเข้าใจในสิ่งที่เป็นไป ในสิ่งที่เห็นที่เป็นอยู่เท่านั้น หัวใจในด้านการลงทุนก็คือความรู้ความเข้าใจในความเป็นไปของตลาด ในเรื่องของราคา ในการทำราคาของใครบางคน ในการไหลเข้าออกของเงินจากนักลงทุนกลุ่มต่างๆ (ไทย, เทศ, รายใหญ่, พร็อพเทรด, กองทุน เป็นต้น) คนที่ยังไม่มีประสบการณ์ผ่านวิกฤตการณ์ต่างๆ เมื่อเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วก็จะตกใจ ว่าราคามันขึ้นหรือลงได้มากมายขนาดนั้น จะแสดงถึงปัญหาของบริษัทหรือเปล่า หรือเขาเลือกลงทุนผิดจังหวะหรือเปล่า อะไรทำนองนั้น ในขณะที่คนที่ลงทุนมานาน จะเห็นว่าเป็นเรื่องปกติและถือเป็นโอกาสที่จะได้ซื้อหุ้นที่ราคาต่ำลง (แต่จะซื้อหรือไม่ก็ต้องคำนวณก่อนว่าราคานั้นถูกกว่าค่าของมันจริงๆ หรือเปล่าเสียก่อน) และคนที่เคยวิเคราะห์บริษัทต่างๆ มานาน และรู้ว่าตัวเองมันจะวิเคราะห์ได้ถูกต้อง (ว่าจะมีกำไรมากขึ้น/น้อยลง เท่าไร เมื่อไร ไม่ใช่ในแง่ของราคาหุ้น)ก็จะสามารถชั่งใจได้ว่าตัวเองจะทำอย่างไรต่อไป ถ้าวิเคราะห์ถูกมาตลอด และราคาหุ้นต่ำลงกว่าค่าที่แท้จริงของมัน คนเหล่านี้จะไม่รีรอเลยที่จะซื้อเพิ่มเข้ามาอีก

กลับมาถึงคำถามสำคัญก็คือ "จะหาหุ้นดีราคาถูกคงยากขึ้นในอนาคตแล้วแนวทางแบบ VI จะยังใช้ได้ผลไหม และใช้ในตลาดบ้านเราได้ผลหรือไม่เนื่องจากขนาดตลาดของเราเล็กกว่าต่างประเทศมาก" จากข้างบนจริงๆ แล้วมีหลายคำถาม จึงต้องว่ากันเป็นข้อๆ คือ

(1) จะหาหุ้นดีราคาถูกคงยากขึ้นในอนาคตหรือไม่

กับคำถามนี้ จะเห็นว่าหลายครั้ง ราคาหุ้นที่เป็นอยู่ไม่ได้เกิดจากนักลงทุนแบบ VI ทั้งหมด (เพราะยังมีคนอีกจำนวนไม่น้อยที่ไม่ได้ใช้แนวทางนี้ รวมทั้งกองทุนอีกหลายกองทุนด้วย) ยิ่งสมัยนี้มีการทำกำไรได้จากการที่หุ้นลดราคาต่ำลง ทำให้ราคาหุ้นที่เห็นในตลาดบิดเบือนผิดไปมากกว่าที่เป็น (ทั้งแพงไป และ ถูกไป) โอกาสจึงมีเสมอ อย่างทุกวินาทีนี้ที่หุ้นลงมาหลายร้อยจุด ก็มีหุ้นที่ราคาไม่แพงและถูกปนอยู่ให้เห็นเสมอใช่ไหมครับ

(2) แนวทางแบบ vi จะยังใช้ได้ผลไหม

ผมยังคงคิดว่าแนวทางการลงทุนแบบ VI เป็นแนวทางที่ปลอดภัยที่สุด ผมไม่ใช้คำว่าถูกต้องที่สุดถ้ามองในแง่ของผลตอบแทนในระยะสั้น แต่อย่างน้อยแนวทาง VI เป็นแนวทางที่เราได้ลงทุนโดยการคำนวณไว้แล้วอย่างมีหลักการล่วงหน้า ไม่ว่าจะใช้อัตรากำไรของบริษัทในอดีตและที่คาดหวังในอนาคต, ไม่ว่าจะใช้อัตราปันผลของบริษัทในอดีตและที่คาดหวังในอนาคต มาใช้คำนวณ ซึ่งเราสามารถใช้ตัวเลขเหล่านี้มาใส่ MOS (Margin Of Safety) เข้าไปอีกว่าในกรณีเลวร้ายที่สุดแล้ว เราจะมีผลตอบแทนเท่าไร หรือหายไปเลย เราก็เอามาประกอบการตัดสินใจได้ ผมจึงคิดว่าแนวทางนี้ยังคงได้ผลอยู่ เพียงแต่เราต้องทำงานามากขึ้นเพื่อเสาะหาหุ้นที่ราคาต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริงของมันไปมากๆ (มี MOS มากพอที่เราพอใจ)

(3) แนวทาง VI ได้ผลในต่างประเทศแต่ต่างกันกับประเทศไทยจะได้ผลหรือไม่เพราะตลาดเราเล็กกว่ามาก

ตรงนี้ผมมองว่าเป็นโอกาสมากกว่านะครับ เพราะการที่ตลาดเล็กจะมีการผันผวนของราคาหุ้นมากกว่า (แบบนี้ล่ะกระมังที่นักลงทุน, นักเก็งกำไรต่างชาติ ชอบนัก) และจากนิสัยโดยทั่วไปของตลาดหุ้นที่ "เว่อร์" คือ ดีใจก็ดีใจเกินเหตุ ตกใจก็ตกใจเกินเหตุ ทำให้ราคาหุ้นมัน "เว่อร์" ไปด้วย ทั้งแพงไปและถูกไป (เมื่อเทียบกับ value หรือค่าที่แท้จริงของมัน) จึงยิ่งเป็นโอกาสให้นักลงทุนแบบ VI หาประโยชน์จากตรงนี้ได้อีก เรียกว่าเมื่อเป็นศัตรูไม่ได้ ก็เป็นมิตรเสียเลย แต่ต้องเป็นด้วยแนวทางที่ "มีโอกาสที่จะสำเร็จ" ที่สุดนั่นเอง

ช่วงนี้หุ้นผันผวน ก็ต้องพิจารณาสิ่งที่เราจะทำ หรือไม่ทำ อะไรกับหุ้นและตลาดนะครับการอยู่เฉยๆ ก็เป็นการตัดสินใจว่าเราจะไม่ทำอะไรกับมันเช่นกัน การอยู่เฉยๆ ไม่ได้หมายความว่าเรายังไม่ได้ตัดสินใจ สำหรับผม คงซื้อเพิ่มในตัวที่เห็นว่ายังไม่แพง และอยู่เฉยๆ ในตัวที่ถือลงทุนครับ (ผมมีรายได้จากปันผลเป็นการประกันว่า เป็นอิสระทางการเงินดังนั้นยากมากที่ผมจะขายหุ้นออกไปครับ)