วันศุกร์ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2558

คิดอย่าง (แต่กลับ) ทำอีกอย่าง

 

ตลาดหลักทรัพย์นับว่าเป็นช่องทางการลงทุนหนึ่งของคนที่มีเงินเหลือสำหรับการลงทุน แต่จริงๆ แล้วเหรียญนั้นก็มีสองด้านเสมอ เป็นด้านที่ทั้งให้คุณและให้โทษกับผู้คนที่อยู่รอบๆ ตลาดนี้ไปในเวลาเดียวกัน ซึ่งจะว่าไปแล้วผู้คนที่เข้ามาในตลาดมักจะแบ่งออกตามความตั้งใจได้เป็นสองประเภทคือ นักเก็งกำไร และ นักลงทุน ซึ่งจะว่าไปแล้วคนในสองประเภทนี้จะมีพฤติกรรมที่แตกต่างกันไปโดยสิ้นเชิง ทั้งในหลักการและวิธีการปฏิบัติ

คนส่วนที่คิดต้องการเป็นนักเก็งกำไรในหุ้น จะต้องการเวลามากกับตลาด ในการเฝ้าดูตลาด ทั้งนี้ขึ้นกับว่าเป็นนักเก็งกำไรระยะใดด้วย ทั้งนี้เพราะหุ้นที่ตัวเองไม่ได้วิเคราะห์พื้นฐานอาจจะมีราคาผิดไปจากราคาที่เหมาะสมได้มาก จึงต้องคอยกระโดดตามซื้อ (ภาษาเราๆ เรียกว่า "เกาะรถ") เมื่อหุ้นกำลังขยับตัวขึ้น และขายตัดขาดทุนเมื่อราคาลดตกต่ำลง หลายคนรู้และคิดว่าทำได้ แต่เมื่อเอาเข้าจริง กลับทำไม่ได้อาจจะเพราะติดงานการอื่น ทำให้ไม่มีเวลาเฝ้าราคาหุ้น หรือเห็นช้าไป ขาดวินัยในการเก็งกำไรคือไม่ยอมขาดทุนน้อยแต่ยอมขาดทุนมากกว่าแทน

อีกประเภทคือตรงกันข้ามกัน หมายมั่นในการลงทุนระยะยาวด้วยหลักการลงทุนแบบเน้นมูลค่าของกิจการ อุตส่าห์ประเมินมูลค่าหุ้นอย่างดี และทำการเข้าซื้อ แต่ด้วยความที่มีเวลามาก วันๆ เลยได้แต่นั่งเฝ้าจอ เมื่อเห็นราคาสวิงไปมา ทำใจไม่ได้ก็ซื่อขายไปตามอารมณ์ ทำให้ไม่สามารถควบคุมต้นทุนและจัดการซื้อ-ถือ-ขาย ได้ตามที่คำนวณมา แบบนี้ก็มีผลทำให้ตั้งแต่ได้กำไรน้อย ไปจนกระทั่งขาดทุนได้เลยทีเดียว

แบบนี้ก็เรียกได้ว่า คิดอย่างหนึ่ง แต่ทำอีกอย่างหนึ่ง ไม่ว่าจะโดยเต็มใจหรือไม่ และรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม ดังนั้นในฐานะที่เป็นผู้อ่านบล็อกนี้ และจะต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญการลงทุนต่อไป ก็ลองไตร่ตรองดูว่าเราคิดและทำอย่างสอดคล้องกันหรือไม่ และที่สำคัญทั้งการคิดและทำนั้นจะต้องถูกกับจริต สภาวะแวดล้อมที่เราเป็นอยู่ เพื่อให้เราสามารถทำกำไรได้ด้วยนะครับ

วันพฤหัสบดีที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2558

ทำไมนักลงทุนเน้นมูลค่าจึงไม่ซื้อขายหุ้นบ่อย



 
โดยทั่วไปแล้ว มีความเข้าใจหลายอย่างเกี่ยวกับนักลงทุนเน้นมูลค่าที่ผิดไปจากความเป็นจริงมาก หลายคนเข้าใจว่านักลงทุนแบบเน้นมูลค่าจะต้องเป็นนักลงทุนที่ซื้อหุ้นแล้วถือไว้เป็นเวลานานมากๆ ไม่ยอมซื้อไม่ยอมขาย เรียกว่ายิ่งถือนานเท่าไรก็ยิ่งเป็นนักลงทุนเน้นมูลค่าค่าเท่านั้น ซึ่งนี้เป็นความเข้าใจที่ผิดไปมาก บางคนถึงกับตัดสินแบ่งแยกประเภทของนักลงทุนว่าเป็นนักลงทุนแบบเน้นมูลค่าด้วยการถามว่าพี่ซื้อหุ้นที่เวลาเท่าไร ถ้าตอบไปว่าผมถือหุ้นนี้มา 3-4 ปีแล้ว หลายคนก็จะตอบกลับมาว่า โอ้โหพี่ต้องเป็น VI หรือ Value Investor แน่เลย (ซึ่งก็จริงนะครับว่าผมเป็น VI แต่เหตุผลไม่ใช่เพราะว่าผมถือหุ้นมานานหรอก แต่เป็นเพราะผมตัดสินใจซื้อหรือขายหุ้นโดยเทียบราคาของมันกับมูลค่าที่แท้จริงต่อหุ้นของกิจการต่างหาก)

นักลงทุนเน้นมูลค่านั้นจะตัดสินใจในการซื้อหรือขายหุ้นโดยพิจารณามูลค่าที่แท้จริงของหุ้นเทียบกับราคาตลาด ถ้ามูลค่าค่ามากกว่าราคาตลาดก็อาจจะตัดสินใจซื้อ แต่ถ้ามูลค่าต่ำกว่าราคาตลาดก็คงต้องตัดสินใจอยู่เฉยๆ ก่อน ผมใช้คำว่า "อาจจะตัดสินใจซื้อ" ก็เพราะว่ามันจะมีองค์ประกอบอื่นที่ต้องพิจารณาอีกด้วย เช่น ทิศทางของธุรกิจ ทิศทางของตลาด อารมณ์ของตลาด เงินในกระเป๋า รวมทั้งโอกาสการลงทุนอื่นว่าดีกว่าหรือไม่

และที่สำคัญที่สุดเมื่อเราเริ่มซื้อหุ้นตัวหนึ่งซึ่งไม่เคยมีอยู่ในพอร์ตการลงทุนมาก่อนเลย สิ่งที่ควรจะทำก็คือการวางแผนกลยุทธ์ ว่าควรจะแบ่งซื้อหรือไม่ อย่างไร เป็นปริมาณเท่าไร เมื่อซื้อมาแล้วถ้าราคาเพิ่มสูงขึ้น ระดับใดจะทำอย่างไร (เช่นอาจจะจะซื้อเพิ่มขึ้นอีกขณะที่ราคาเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ หรือถ้าราคาขึ้นสูงมากเกินพื้นฐานไปอย่างรวดเร็วก็อาจจะต้องพิจารณาขายก็ได้) หรือในทางกลับกะนถ้าราคาลดลงจะทำอย่างไร (เช่น อาจจะต้องขายตัดขาดทุนออกไปก่อน แล้วซื้อกลับคืนในราคาที่ต่ำกว่าที่ได้ขายตัดขาดทุนไปนั้น) เรียกง่ายๆ ก็คือในช่วงแรกๆ เราจะต้องสละเวลาส่วนหนึ่งในการดูแลและเฝ้าราคาของหุ้นที่เราได้ซื้อมานั้น ไม่เหมือนกับหุ้นหลายหลายตัวที่เราได้ซื้อมาเป็นเวลานานมากและราคาได้เพิ่มสูงขึ้นกว่าที่เราได้ซื้อมามาก แบบนั้นเราก็อาจจะปล่อยหรือละเลยได้บ้าง (เน้นว่า "บ้าง" นะครับ) ไม่ต้องเฝ้าอย่างใกล้ชิดมากนัก โดยนำเวลาที่มีว่างมากขึ้นไปพิจารณาค้นหาหุ้นของบริษัทนอกเหนือไปจากหุ้นของบริษัทที่เรามีอยู่ ก็น่าจะดูดีมีประโยชน์มากกว่าการซื้อขายบ่อยๆ หรือเปลี่ยนตัวไปมาแล้วต้องมานั่งเฝ้าประคบประหงมในช่วงแรกๆ มากทีเดียว

วันอังคารที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2558

เรื่องของความเสี่ยง



จะว่าไปแล้ว ชีวิตคนเรานั้นล้วนมีความเสี่ยงทั้งสิ้น เมื่อสองสามวันที่แล้วผมขับรถไปบนถนนในเวลากลางคืน ก็เจออุบัติเหตุที่เกิดขึ้นอยู่ข้างทาง ดูแล้วอาจจะมีผู้บาดเจ็บจนกระทั่งอาจจะเสียชีวิตก็เป็นไปได้ บางครั้งถ้าเราคิดดีๆ อาจจะเห็นได้ว่า เมื่อเราออกจากบ้านในเวลาเช้า ก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเราจะได้กลับเข้าบ้านหรือไม่ ฟังดูก็น่ากลัวพอควรเลยทีเดียว แต่นั่นก็เป็นเรื่องของความเสี่ยงทางชีวิต (แน่นอน ว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับทรัพย์หรือการเสียทรัพย์สินได้ด้วย) แต่ถ้าเป็นความเสี่ยงทางด้านการเงินและการลงทุนล่ะ เราจะจัดการมันได้อย่างไร

เมื่อพูดถึงเรื่องการเงิน สิ่งที่ดีอย่างหนึ่งก็คือเราสามารถจัดการและควบคุมความเสี่ยงได้ดีกว่าความเสี่ยงด้านอุับัติเหตุก็คือ สิ่งที่เราทำส่วนมากแล้วขึ้นกับตัวของเราเองมากกว่าจะขึ้นกับผู้อื่น เราสามารถที่จะเลือกลงทุนในหุ้น ในกองทุน ในตราสารต่างๆ หรือไม่ก็ได้ ถ้าเลือกก็ยังเลือกได้อีกว่าจะเป็นบริษัทอะไรบ้าง ในอัตราเท่าไรบ้าง และยังสามารถเลือกประกันความเสี่ยงด้วยเครื่องมือทางการเงินอื่นๆ (เช่น สัญญาล่วงหน้าต่างๆ) หรือไม่ก็ได้อีก เรียกว่าชีวิตด้านการลงทุนมีทางเลือกมากทีเดียว เพียงแต่ว่าจะต้องประกอบไปด้วยสภาพแวดล้อมทางการเงินและความคิดที่ถูกต้อง นั่นคือต้องมีความรู้ มีประสบการณ์ มีเงินเหลือ และมีความรู้จักพอคือทั้งพอดีและพอเพียงกับตัวเองนั่นเอง

สำหรับนักลงทุนเล็กๆ ที่เริ่มลงทุน ก็มักจะมีพอร์ตขนาดเล็ก คือคิดเป็นเงินแล้วจำนวนไม่มากนัก เรียกว่าเป็นเงินที่หากเสียหายขึ้นก็ไม่เดือดร้อนมากนัก ถึงตรงนี้ ถ้าใครเริ่มลงทุน มีประสบการณ์น้อยกว่า 2-3 ปี และลงเงินไปด้วยจำนวนที่หากเสียหายแล้วจะเกิดปัญหากับชีวิตแล้วล่ะก็ ควรจะพิจารณาตรงนี้ด้วยว่าควรลดพอร์ตลงหรือไม่ ถ้าเห็นว่าสมควรก็อาจจะลดทุกอย่างลงครึ่งหนึ่ง หรืออาจจะตัดขายตัวที่มีส่วนเผื่อเพื่อความปลอดภัย (Margin of Safety) น้อยที่สุดลงมากกว่าหุ้นตัวอื่นก็ได้ ก็เรียกว่าเป็นการลดความเสี่ยงในระดับหนึ่ง ซึ่งแน่นอนล่ะก็ย่อมเป็นการลดโอกาสในการทำกำไรด้วยเช่นกัน และด้วยพอร์ตที่มีขนาดเล็ก นักลงทุนรุ่นใหม่นี้ก็สามารถเลือกซื้อหุ้นและผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่มีความเสี่ยงสูงขึ้นได้ ด้วยสมมติฐานที่ว่าหากเสียเงินส่วนนั้นไปก็ยังไม่ได้เดือดร้อนอะไรนัก ทำให้มีโอกาสได้ผลตอบแทนที่ดีมากๆ ได้ (เมื่อคิดเป็นอัตราร้อยละ)

กับนักลงทุนที่มีพอร์ตใหญ่ขึ้น อาจจะหลายสิบล้านบาทขึ้นไป หรือนักลงทุนที่มีรายได้หลักจากปันผล จากส่วนต่างของราคาหุ้น ก็อาจจะต้องเลือกหุ้นที่มีความเสี่ยงน้อยลง อาจจะเป็นหุ้นของบริษัทที่ใหญ่กว่า มีอัตราเติบโตต่ำกว่า มีอัตราการจ่ายปันผลต่ำกว่า แต่ก็แลกมาด้วยการมีสินค้าและบริการที่มั่นคงกว่า มีฐานลูกค้าใหญ่กว่า เป็นต้น ทั้งนี้พอร์ตที่ใหญ่ขึ้นก็ยังมีทางเลือกที่จะลงทุนในหุ้นของบริษัทที่เล็กลงและดูมีอัตราการเติบโตที่สูงมากได้ แต่ก็ด้วยอัตราส่วนที่ต่ำลงมาเมื่อเทียบกับขนาดของพอร์ต ดังนั้นเมื่อคิดถึงผลตอนแทนของพอร์ตที่ใหญ่ขึ้น (โดยมีความมั่นคงมากขึ้นด้วย) ก็มักจะดูไม่หวือหวาเหมือนกับพอร์ตเล็กพอร์ตที่จิ๋วกว่าลงมาเป็นเรื่องธรรมดา

ที่เล่าเรื่องนี้ให้เพื่อนๆ ฟังก็ไม่ได้มีวัตถุประสงค์อะไรมากไปกว่าการเล่าแนวความคิดของการจัดการกับพอร์ตที่มีขนาดต่างๆ กัน ที่จะต้องเหมาะสมกับแต่ละบุคคล (แต่ละพอร์ต) ชี้ให้เห็นถึงความเสี่ยงและโอกาสที่แอบซ่อนอยู่ในพอร์ตแต่ละลักษระ  และที่สำคัญที่สุดก็คือเราจะต้องรู้ว่าเราทำอะไรอยู่คือมีความเสี่ยงและโอกาสแค่ไหนนั่นเอง

วันพฤหัสบดีที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2557

งานการลงทุน



ถ้าพูดถึงงานชนิดต่างๆ ล้วนต้องอาศัยความรู้และความชำนาญในด้านนั้นๆ ทั้งสิ้น ถ้าเราดูดีๆ จะเห็นว่าในกิจการหนึ่งๆ นั้น อาจจะต้องอาศัยความรู้และความชำนาญหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านการผลิต ด้านการตลาด ด้านการเงิน และที่สำคัญคือ รายละเอียดในความรู้ความชำนาญแต่ละอย่างที่กล่าวมานี้ จะเปลี่ยนไปเสมอเมื่อขนาด, ลูกค้า, สินต้า-บริการ เปลี่ยนแปลงไป โดยส่วนมากแล้ว เมื่อขนาดใหญ่ขึ้น ก็จะมีความซับซ้อนมากขึ้น (เช่น การทำร้านก๋วยเตี๋ยว กับร้านอาหารระดับห้าดาว ย่อมต้องการความชำนาญต่างกันมาก)

คราวนี้ ลองหันมาดูงานทางด้านการลงทุนที่ใช้เงินทำงานให้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโดยผ่านตลาดหลักทรัพย์ จะเห็นว่ามีความแตกต่างกับการลงทุนในภาคธุรกิจอยู่หลายประการ เช่น

1) วิธีเดิม ไม่เปลี่ยนเมื่อสเกลเปลี่ยน การทำธุรกิจเงินแสน ล้าน นั้นอาจไม่ยากมาก แต่ถ้าเปสี่ยนเป็น สิบ ร้อย พันล้าน จะต้องเปลี่ยนวิธี ในขณะที่การลงทุนผ่านตลาดหลักทรัพย์นั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในนักลงทุนแบบเน้นมูลค่าของกิจการแล้ว วิธีการดูบริษัทและการลงทุนนั้นแทบจะไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปเลย คือซื้อเมื่อราคาถูกเกินไปและขายเมื่อราคาแพงเกินไปอยู่เช่นเดิม

2) ความรับผิดชอบทางกฎหมายต่ำ ต่างจากการทำธุรกิจที่เมื่อขยายใหญ่ขึ้นก็ย่อมต้องมีความรับผิดชอบทางกฏหมายตามมาค่อนข้างมาก จริงอยู่ที่เราสามารถจัดการเพื่อลดความรับผิดชอบส่วนนี้ไปได้ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายและสามารถทำได้ทันทีอย่างสบายใจนัก

3) สามารถเริ่มจากเงินน้อยๆ ได้ เพราะการซื้อหุ้นของบริษัทต่างๆ นั้นเราไม่จำเป็นต้องซื้อปริมาณมาก (ยกเว้นเป็นการตกลงในล้อตขนาดใหญ่ ซึ่งในระดับนักลงทุนธรรมดาก็คงไม่ได้ข้องเกี่ยวกับการตกลงลักษณะนั้นอยู่แล้ว) แต่ซื้อด้วยปริมาณตามกำลังเงินส่วนที่ไม่สร้างความเดือดร้อนของเรา

4) สเกลใหญ่หรือเล็ก ต้องการเวลาไม่ต่างกัน แต่ถ้าเป็นธุรกิจสเกลใหญ่โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพิ่งเริ่มต้น จะต้องรอเวลาเพื่อให้ได้ผลตอบแทนตามมา

5) สามารถ diversify หรือกระจายการลงทุนได้ง่าย แม้จะไม่ใช่เป็น 10 อย่าง แต่การกระจายออก 3-4 อย่างย่อมดีกว่าการใช้เงินก้อนใหญ่ในการดำเนินกิจการเดียว

6) มีข้อจำกัดในการเลิกกิจการ (Exit barrier) ต่ำ นั่นหมายความว่าเมื่อต้องการเลิกเมื่อไรก็ทำได้ไม่ยาก และยังสามารถเลิกบางส่วน โดยการขายหุ้นบางส่วนหรือบางบริษัทออกไปก็ได้อีก ต่างจากกิจการจริงๆ หลายอย่างที่เมื่อต้องการเลิกก็เลิกได้ไม่ง่ายนัก

เราจึงสามารถเห็นได้ว่า งานด้านการลงทุนนั้นเป็นงานที่มีข้อดีหลายอย่างอยู่ในตัวเอง หากเราฝึกฝนจนชำนาญ หาช่องทางให้เหมาพกับตัวเอง ก็สามารถทำจากเล็กมากจนถึงใหญ่มากได้ไม่ยากเลย แต่อย่าลืมว่า หากตัวเรามีความรู้ความสามารถอื่นด้วย ก็เป็นความคิดที่ดีที่เราจะทำงานด้านอื่นไปด้วย เป็นการสร้างประโยชน์ตามกำลังที่ทำได้นะครับ

วันเสาร์ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

จัดพอร์ตอย่างไรให้เหมาะสม



เมื่อเราเริ่มลงทุนสิ่งที่จะต้องพิจารณาและหลบเลี่ยงไม่ได้ก็คือการซื้อหุ้นต่างๆเก็บไว้ในพอร์ตโฟลิโอหรือบัญชีซื้อขายของเรา และไม่มีข้อจำกัดว่าเราจะซื้อหุ้นของกี่บริษัทเก็บไว้ในบัญชีนี้ อาจจะเพียง 1 บริษัทหรือ 100 บริษัทก็ไม่มีใครว่าอะไร ความเหมาะสมที่สุดล่ะเราควรจะมีหุ้นของกี่บริษัทดี
เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ตอบยากมากต่างคนก็ต่างความคิดและมีความสุขต่างกันไป บางคนอาจจะต้องการมีหุ้น 20 - 30 บริษัทหรือมากกว่าไม่ว่าขนาดของบัญชีซื้อขายของตนเองจะมีขนาดเท่าไรแต่ก็มีความสุขกับการมีหุ้นมากบริษัทเอาไว้ในบัญชีของตนเอง ในขณะที่บางคนต้องการมีคุณเพียง 2 ถึง 3 บริษัทเท่านั้นก็มี

โดยคนที่ต้องการมีหุ้นของหลายบริษัทเอาไว้ในบัญชีของตัวก็อาจจะมีเหตุผลว่าต้องการกระจายความเสี่ยงมากๆ หรืออาจจะรักชอบหลายบริษัท หรืออาจจะมีความเห็นว่าจะได้มีโอกาสที่หุ้นเพิ่มราคาสูงขึ้นไปได้มากขึ้นเพราะถือหุ้นอยู่หลายบริษัท ส่วนคนที่มีคนจำนวนน้อยบริษัทอยู่ในบัญชีอาจจะมีเหตุผลว่าเลือกไม่ถูกมีบริษัทจำนวนน้อยมากที่ตัวเองชอบหรือมีบริษัทจำนวนน้อยมากที่ตัวเองเข้าใจในธุรกิจของบริษัทเหล่านั้น แต่ในความเป็นจริงเมื่อจะพิจารณาว่าในบัญชีลงทุนบัญชีหนึ่งๆ ควรจะมีหุ้นของกี่บริษัทคงจะอาศัยความชอบหรือความรู้สึกไม่น่าจะถูกต้องนัก แต่ควรอาศัยความน่าจะเป็นในการทำกำไรเป็นหลักมากกว่า

โดยหลักการแล้วถ้าเรามีหุ้นของหลายบริษัทมาอยู่ในบัญชีการลงทุน การขึ้นลงของมูลค่าบัญชีมักจะมีทิศทางไปในทิศทางเดียวกับดัชนีตลาดหลักทรัพย์ (ยกเว้นแต่ว่าผู้ลงทุนคนนั้นสามารถเลือกหุ้นที่มีการเปลี่ยนแปลงของราคาตรงกันข้ามกับดัชนีตลาดหลักทรัพย์เข้ามาไว้ในบัญชีได้จำนวนหลายบริษัท ซึ่งในทางปฏิบัติเป็นไปได้ยากมาก) ดังนั้นถ้าเราต้องการผลตอบแทนเพียงเป็นไปตามดัชนีของตลาดหลักทรัพย์ยังมีทางเลือกในการลงทุนอื่นที่เหนื่อยน้อยกว่ามาก เช่น ซื้อหน่วยลงทุนของกองทุนที่ลงทุนให้ผลตอบแทนตามดัชนีเป็นต้น และในเมื่อเราต้องการที่จะลงทุนเองและมีโอกาสที่จะได้กำไรสูงกว่าดัชนีตลาดหลักทรัพย์และเมื่อเกิดการขาดทุนก็ต้องการให้มีการขาดทุนน้อยกว่าระดับดัชนีของตลาดหลักทรัพย์ เราจึงไม่ควรถือหุ้นมมากบริษัทเกินไปนัก (ยกเว้นแต่ว่าเรามีความสามารถในการหาหุ้นที่มีราคาซื้อขายต่ำกว่าราคาที่แท้จริงได้หลายบริษัทจริงๆ เท่านั้น)

อีกข้อดีของการมีหุ้นจำนวนน้อยบริษัทอยู่ในบัญชีการลงทุนก็คือ เราสามารถติดตามทั้งผลประกอบการ แนวโน้มของธุรกิจ และพฤติกรรมของราคาของหุ้นจำนวนไม่กี่ตัวนั้นได้ง่ายกว่าการที่มีหุ้นจำนวนมากมายหลายบริษัทอยู่ในบัญชีการลงทุน ทั้งนั้นโดยทั่วไปแล้วถ้าเรามีเงินลงทุน:

. 1 ล้านบาทหรือน้อยกว่า ไม่ควรมีหุ้นเกิน 3-5 บริษัท
. ประมาณ 5 ล้านบาทควรมีหุ้นไม่เกิน 5 - 7 บริษัท
. ประมาณ 10 ล้านบาทก็ไม่น่าจะมีหุ้นมากเกินกว่า 10 บริษัท
. 20 ล้านบาทหรือมากกว่า อาจจะเลือกหุ้นของมากบรืษัทขึ้นได้

ทั้งนี้ก็ต้องไม่ลืมว่าการที่มีหุ้นของหลายบริษัทอยู่ในบัญชีการลงทุนนั้น ไม่จำเป็นว่าจะต้องมีจำนวนเท่ากันของเงินลงทุน มันคือเราจะซื้อหุ้นของบริษัทที่ 1 จำนวน 1 ล้านบาทหุ้นของบริษัทที่ 2 จำนวน 2 ล้านบาทและหุ้นของบริษัทที่ 3 เป็นจำนวน 500,000 บาทก็ได้ โดยการพิจารณาจากความถูกต้องเพลงของคุณนั้นผมรมข้างเงินปันผลที่จะได้รับหุ้นของบริษัทได้มีราคาถูกมากเมื่อเทียบกับมูลค่าที่เหมาะสมและ/หรือมีอัตราเงินปันผลที่สูง เราก็สามารถเน้นการลงทุนไปที่หุ้นของบริษัทนั้น คือซื้อเป็นจำนวนเงินมากเป็นพิเศษกว่าหุ้นของบริษัทอื่นก็ได้ ทั้งนี้แทบจะเรียกได้ว่าไม่มีกฎตายตัวในการจัดบัญชีการลงทุนของแต่ละบุคคลตราบใดที่รู้สึกมีความสุขและการจัดบัญชีนั้นยังคงให้ผลตอบแทนที่ดีไม่ยิ่งหย่อนกว่าดัชนีของตลาดหลักทรัพย์นั่นเอง

วันพฤหัสบดีที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

เบี้ยหัวแตก



สมัยที่ผมเริ่มลงทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ด้วยความตื่นเต้นที่ได้รู้จักบริษัทต่างๆ ที่ทำธุรกิจที่เราคิดว่าน่าจะดีแต่บางครั้งเราจะไม่สามารถทำได้เองจำนวนมาก ผมก็พยายามเลือกหุ้นที่เราชอบและดูท่าน่าจะดีซื้อเก็บเข้ามาไว้ในบัญชีของเรา แต่โดยไม่รู้ตัว สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือเรามีบริษัทที่เราชอบจำนวนเยอะมาก สุดท้ายในขณะที่เริ่มลงทุนด้วยจำนวนเงินที่ลงทุนไม่มากนัก (ช่วงนั่นก็คือเพียงไม่กี่แสนบาท) ประกอบกับจำนวนหุ้นของบริษัทที่เราซื้อมีมาก และมีหลายประเภท ก็เลยกลายเป็นว่ามีหุ้นเล็กหุ้นน้อยของแต่ละบริษัทมากมายเต็มไปหมดในพอร์ต

ในบางทฤษฎีการทำแบบนี้อาจจะมีคนบอกว่าดี เป็นการกระจายความเสี่ยง เวลาเกิดอะไรขึ้นกับบริษัทใดบริษัทบริษัทหนึ่ง การลงทุนของเราจะไม่เสียหายมาก ความคิดอย่างนี้ในความเป็นจริงแล้วถูกต้องในแง่ของความเสี่ยง แต่ถ้าเรามองในแง่ของผลตอบแทนแล้ว การซื้อหุ้นของหลายบริษัทในลักษณะแบบนี้ผลตอบแทนที่ได้จากการลงทุนของเราจะเป็นไปในแนวของดัชนีของตลาดหลักทรัพย์ ยิ่งเรามีหุ้นจำนวนมากและซื้อในสัดส่วนที่ว่าซื้อหุ้นตัวใหญ่ (เป็นบริษัทที่มีขนาดใหญ่ หรือขนาดตลาด - market cap. ใหญ่ คือต้องใช้เงินจำนวนมากในการซื้อบริษัทนั้นทั้งบริษัท) จำนวนมากหุ้น และซื้อหุ้นตัวเล็กหรือที่มีขนาดตลาดเล็กลงมาในจำนวนที่น้อยลง ผลตอบแทนยิ่งคล้ายดัชนีตลาดหลักทรัพย์มากขึ้นไปอีก คำถามสำคัญก็คือว่าถ้าเราทำอย่างนั้นหรือต้องการผลตอบแทนที่เพียงเป็นไปตามดัชนีของตลาดหลักทรัพย์ เราซื้อกองทุนซึ่งลงทุนตามดัชนีของตลาดมีคนตอบแทนตามดัชนีของตลาดไม่ดีกว่าหรือ การดูแลน้อยกว่าด้วย

หลังจากที่ได้เห็นถึงความเป็นจริงคอนนี้กับบัญชีการลงทุนของตัวเอง ในช่วงต่อมาของการลงทุน ผมจึงเปลี่ยนแนวทางโดยเลือกซื้อหุ้นจำนวนน้อยบริษัทลง แต่จัดสรรเงินจำนวนมากขึ้นสำหรับหุ้นแต่ละบริษัทเหล่านั้น ด้วยมีความคิดที่ว่าเอาล่ะ ถ้าผมเลือกหุ้นผิดหมายความว่าหุ้นตัวที่ผมเลือกนั้นไม่ได้ขึ้นราคาหรือได้รับผลตอบแทนดีมากๆ ก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าผมเลือกหุ้นถูกตัว คือบริษัทที่ผมเลือกมีผลประกอบการที่ดีขึ้นไปมากๆ และหุ้นของบริษัทนั้นมีราคาเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นไปมาก ผมก็จะต้องได้รับผลตอบแทนที่มากมหาศาลนะ

และหลังจากที่ได้เปลี่ยนความคิดและแผนการลงทุน ผมก็ได้ทำเรื่องนี้จริงๆ โดยเลือกหุ้นให้เหลือจำนวนไม่มากนักและระดมลงทุนด้วยเม็ดเงินที่จำนวนมากขึ้นในหุ้นจำนวนน้อยบริษัทนั้น และสิ่งที่เกิดขึ้นจริงโดยส่วนตัว การทำเช่นนี้ให้ผลดีกว่าการซื้อหุ้นหลายบริษัทหลายหลายตัวมากโดยซื้อจำนวนเล็กน้อยในแต่ละตัวนั้น บางคนซื้อหุ้นจำนวนมากมาย ก็ย่อมมีความเป็นไปได้ที่หุ้นบางตัวจะขึ้นเป็นจำนวนเปอร์เซ็นต์ที่มาก แต่ถ้าดูในความเป็นจริงของผลตอบแทนในรูปเงิน (เป็นบาท) จะเห็นว่าไม่มากมายนัก เพราะจำนวนเงินที่ซื้อหุ้นแต่ละบริษัทนั้นไม่มาก หรือพูดให้ง่ายอีกทีก็คือการหว่านลงทุนในหุ้นจำนวนมากมายเช่นนั้นแน่นอนล่ะว่าก็มีหุ้นบางตัวของบางบริษัทที่ขึ้นมากแต่ผลตอบแทนรวมจึงไม่มากเป็นเรื่องธรรมดา

อย่างไรก็ตามเรื่องทำนองนี้เป็นเรื่องต่างคนต่างความคิดและมีความสุขในการลงทุนที่ต่างกัน ถ้าพวกเราลงทุนแล้วได้ผลตอบแทนที่ดีกว่าการฝากธนาคาร ชนะเงินเฟ้อ รู้สึกมีความสุข และที่สำคัญคือเราได้ทำการออมเงินในอีกรูปแบบหนึ่ง ซึ่งไม่ได้ด้อยค่าตามเวลา ย่อมเป็นการดีกว่าเก็บเงินไว้ใกล้ตัวและใช้ให้หมดไป จริงไหมล่ะครับ

วันศุกร์ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2557

วิถีชีวิตเรียบง่ายวิถีชีวิตนักลงทุนเน้นคุณค่า



จริงๆแล้วโดยส่วนตัวผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าใครเป็นคนที่ความคิดที่ทำให้นักลงทุนในตลาดหลักทรัพย์มีความรู้สึกว่า การลงทุนในตลาดหลักทรัพย์เป็นเรื่องน่าตื่นเต้น ท้าทาย เชือดเฉือน อะไรทำนองนั้น อาจจะเป็นเพราะว่าภาพยนตร์หลายหลายเรื่องทำให้เกิดความรู้สึกนั้นก็เป็นได้ โดยสร้างภาพยนตร์ให้เห็นภาพและกิจกรรมของนักลงทุนว่าเป็นเรื่องตื่นเต้นเฉือนคม ต้องซื้อต้องขายตลอดเวลา ซึ่งดูไปแล้วการลงทุนจึงเป็นการทำงานเต็มเวลาโดยใช้เวลานั้นเฝ้าดูการเปลี่ยนแปลงของตลาด จะผ่านหรือไม่ผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์ก็ตาม เพื่อดูการเคลื่อนไหวของราคาหุ้นทั้งวัน แต่มันก็เป็นเรื่องของนักลงทุนประเภทหนึ่งซึ่งน่าจะเป็นส่วนใหญ่ของนักลงทุนทั่วไปเสียด้วย ภาพยนต์ต่างๆจึงถูกสร้างมาในลักษณะเช่นนั้น (เรื่องนี้ ทำให้นึกถึงเรื่องการตลาดว่า เป็นแบบ pull marketing หรือเปล่า คือสินค้าถูกสร้างตามความชอบของผู้ซื้อ)

แต่ก็ยังมีนักลงทุนอีกประเภทหนึ่งซึ่งดูแล้วน่าจะเป็นส่วนน้อยในประเทศไทยของเราหรือแม้แต่ในโลกก็ตาม ก็คือนักลงทุนที่มุ่งเน้นมูลค่าของบริษัทหรือกิจการที่ต้องการลงทุน เรียกว่าจะเอาเงินไปซื้ออะไรก็ต้องคิดก่อนว่ามันคุ้มค่าหรือไม่นั่นเอง ซึ่งวิธีชีวิตนักลงทุนเน้นคุณค่ามักไม่ต้องวิ่งตามราคาหุ้นขึ้นขึ้นลงลงให้เวียนหัว เพื่อนๆ ที่เป็นนักลงทุนรุ่นใหม่เคยรู้สึกแปลกใจหรือไม่ว่าวันหนึ่งหุ้นก็ขึ้นอีกวันหนึ่งหุ้นก็ลง พื้นฐานการทำงาน ทำกำไร ของบริษัทที่หุ้นขึ้นๆ ลงๆ มากๆ ขนาดนั้นมันเปลี่ยนไปมาทุกวันกันเลยหรืออย่างไร และถ้าเราต้องการที่จะทำกำไรกับหุ้นที่ขึ้นและลงนั้นเราก็ต้องคอยคาดการณ์ว่าวันพรุ่งนี้จะเกิดอะไรขึ้นหุ้นจะขึ้นหรือจะลง ถึงแม้ว่าจะมีเครื่องมือในการคาดการณ์และช่วยตัดสินใจอยู่หลายอย่างก็ตาม ก็อดที่จะรู้สึกเวียนหัวมากๆ ไม่ได้อยู่ดี แต่ในอีกฟากหนึ่ง นักลงทุนอีกประเภทคือนักลงทุนเน้นคุณค่าหรือประเภทพิจารณามูลค่าของกิจการเทียบกับราคาของคุณของบริษัทดังในตลาดลักทรัพย์ นักลงทุนประเภทที่ว่านี้ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องขอดูราคาหุ้นว่าจะขึ้นหรือจะลงในวันรุ่งขึ้นหรือในสัปดาห์หน้าหรือในเดือนหน้า แต่นักลงทุนประเภทเน้นมูลค่านี้จะพิจารณาว่าราคานั้นถูกหรือแพงกว่ามูลค่าที่ควรจะเป็นของบริษัทหรือไม่ เมื่อเห็นว่าราคาถูกกว่ามูลค่าของบริษัทนักลงทุนประเภทนี้ก็จะเข้าไปซื้อหุ้นโดยไม่ลังเลแน่นอนว่าอาจจะมีการวางแผนในการซื้อหรือวางแผนในการขายบ้างทั้งนี้เป็นไปตามหลักการที่ว่ามูลค่าของบริษัทเป็นเช่นไรและราคาหุ้นในตลาดหลักทรัพย์เป็นเช่นไร ไม่ใช่กังวลแต่ว่าราคาของหุ้นจะขึ้นลง อย่างไรก็ตามนักลงทุนประเภทเน้นมูลค่าจะต้องมั่นใจว่าตัวเองนั้นคำนวณมูลค่าไม่ผิด เมื่อไรก็ตามที่เขาคิดว่าการคำนวณนั้นเกิดความผิดพลาดเขาก็จะต้องแก้ไขโดยทันที อาจจะจำเป็นต้องขายหุ้นออกในราคาต่ำกว่าที่ซื้อมาก็คือขาดทุนนั้นเองก็เป็นได้

แม้นักลงทุนประเภทเน้นมูลค่าของกิจการไม่ต้องติดตามราคาหุ้นมากนัก แต่เขาจะต้องติดตามผลประกอบการของบริษัทที่ตัวเองถือหุ้นอยู่เป็นสำคัญกว่า เมื่อใดก็ตามที่บริษัทยังคงรักษาความสามารถในการดำเนินกิจการตามที่ได้คิดคำนวณมูลค่าของหุ้นเอาไว้แต่แรกและยังคงเติบโตต่อไปเขาก็ยังคงถือหุ้นของบริษัทนั้นอยู่ อาจจะมีกรณียกเว้นบ้านเช่นมีโอกาสการลงทุนอื่นที่ดีกว่ามากเขาก็อาจจะต้องขายหุ้นนั้นทิ้งไปและเข้าไปลงทุนในบริษัทที่มีอนาคตดีกว่านั้น แต่อย่างไรก็ตามบริษัทอื่นที่มีอนาคตดีกว่าที่ว่านั้นจะต้องถูกคำนวณมูลค่าและเทียบกับราคาหุ้นที่เป็นอยู่ในเวลานั้นด้วยเช่นกัน โดยที่ถ้าราคาที่เหมาะสมของหุ้นของบริษัทนั้นสูงกว่าราคาในตลาดหลักทรัพย์มากๆ ก็ยิ่งมีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น

ด้วยความที่นักลงทุนประเภทเน้นมูลค่าของกิจการไม่ได้ซื้อและขายหุ้นบ่อยบ่อยจึงค่อนข้างเหมาะสมกับหลายคนที่ไม่มีเวลาว่างมากนักในการเฝ้าหน้าจอคอมพิวเตอร์เพื่อทำการซื้อขายอยู่ตลอดเวลา เราหลายคนอาจจะต้องนั่งทำงานในบริษัทห้างร้านหรือที่ทำงานประจำและไม่มีเวลาเฝ้าดูราคาหุ้นอย่างต่อเนื่อง ลักษณะเช่นนี้ทำให้ไม่สามารถตัดสินใจซื้อขายหุ้นในลักษณะเก็งกำไรได้อย่างทันท่วงที (ถึงแม้ว่าจะทันท่วงทีแต่ก็ไม่ได้รับประกันว่าจะได้กำไรอยู่ดี) และเกิดผลเสียหายได้ดังนั้นการลงทุนแบบเน้นมูลค่าจึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ปลอดภัย และอาจจะเหมาะสมกับนักลงทุนที่มีงานประจำอีกหลายหลายคนก็ได้ครับ