วันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2558

มือเก่าหัดขับพาเที่ยว เขาใหญ่

น้ำตกเหวสุวัติ เขาใหญ่

โดยส่วนตัวแล้ว ผมเที่ยวชมธรรมชาติในหลายจังหวัดในภาคกลาง และหลายครั้งก็ขับผ่านบริเวณที่เป็นที่รู้จักกันว่า "เขาใหญ่" ที่ถือได้ว่าเป็นอุทยานแห่งชาติแห่งแรกของประเทศไทย มีอาณาบริเวณกินพื้นที่หลายจังหวัดคือ สระบุรี นครราชสีมา นครนายก และปราจีนบุรี (แต่พื้นที่ก็น้อยกว่าอุทยานแห่งชาติ แก่งกระจาน ที่เป็นอุทยานแห่งชาติที่ใหญ่ที่สุดของไทย) เนื่องจากมีพื้นที่และความสูงหลากหลายทำให้อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ประกอบไปด้วยป่าไม้หลายชนิดคือ ป่าเบญจพรรณ ป่าดงดิบแล้ง ป่าดงดิบชื้น ป่าดิบเขา ทุ่งหญ้า และป่ารุ่นหรือป่าเหล่า ทำให้มีพืชต่างๆ กว่า 3,000 ชนิด นกกว่า 350 ชนิด สัตว์ป่าอีกกว่า 70 ชนิด (ตอนที่ไป เห็นกวางเดินเล่นและเล็มหญ้าอยู่บริเวณที่ทำการอุทยานอย่างสบายใจด้วย) ก็ต้องขอบคุณธรรมชาติที่แม้หน้านี้จะไม่ใช่หน้าน้ำอย่างเต็มที่นัก แถมมีข่าวภัยแล้งอยู่เนืองๆ น้ำตกเหวสุวัติก็ยังมีน้ำให้เห็นอยู่บ้าง เลยถ่ายภาพมาฝากกันสักหน่อยครับ

 
 
ความชุ่มฉ่ำของป่าและสายฝน
 
ผมออกเดินทางจากกรุงเทพไปยังอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ในเวลาเช้าตรู่ เพื่อถ่ายภาพนกในตอนเช้า และเดินทางถึงที่ทำการอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ทางด้านจังหวัดนครราชสีมา เวลาก็ประมาณ 07:00 น. หลังจากชำระค่าผ่านทางสำหรับรถยนต์และคน (คนละ 40 บาท รถยนต์คันละ 50 บาท) เรียบร้อยแล้ว ก็ขับผ่านเข้าไปในอุทยานแห่งชาติและสามารถเที่ยวชมอุทยานแห่งชาติได้แล้ว ในการไปครั้งนี้จุดประสงค์หลักคือต้องการพักผ่อนและถ่ายภาพนก ทันทีที่เข้าไปในบริเวณอุทยาน ก็จอดรถลงมายืดเส้นยืดสายรับอากาศยามเช้าซึ่งต้องบอกว่าเช้าจริงๆ กระทั่งไม่พบนักท่องเที่ยวอื่นขับรถเข้ามาเลย อุณหภูมิยามเช้ากำลังสบาย ในขณะที่กรุงเทพฯ คงจะร้อนประมาณ 30 องศา แต่อุณหภูมิที่อุทยานแห่งชาติกลับสบายๆ ที่ราวๆ 20-22 องศาเซลเซียสเท่านั้น นอกจากนั้นยังมีเสียงร้องของนกตลอดสองข้างทางที่ขับรถเข้ามาตั้งแต่ถนนธนะรัชต์แล้วจวบจนถึงบริเวณที่ทำการอุทยานฯ ก็ยังไม่เบาเสียงลงเลย ณ บริเวณนี้ผมก็เก็บภาพของนกกลับมาได้บ้างเหมือนกัน

ไลเคน สาหร่ายและราที่พึ่งพาอาศัยกัน


การไปครั้งนี้ในบริเวณจุดชมวิวผาเดียวดาย ได้พบ ไลเคน (lichen) เป็นสิ่งมีชีวิตที่เกิดจากเห็ดราและสาหร่ายและพึ่งพาอาศัยกัน เส้นใยจากราก็ทอหุ้มห่อเซลล์สาหร่ายเพื่อปกป้องสาหร่ายเอาไว้ ส่วนเจ้าสาหร่ายก็มีคลอโรฟิลด์รับพลังงานจากแสงอาทิตย์เพื่อปรุงอาหารแบ่งให้ราเหมือนเป็นค่าตอบแทน ช่างน่ามหัศจรรย์จริงๆ เราสามารถพบไลเคนได้ในบริเวณที่ไม่มีมลพิษเท่านั้น สามารถใช้เป็นดัชนีชี้วัดมลพิษทางอากาศได้เป็นอย่างดี ขณะที่เดินลงไปนั้นเนื่องจากเป็นฤดูฝน จึงมีเมฆฝนปกคลุมไปทั่ว ถ่ายภาพออกมาเห็นเมฆหมอกเหล่านี้ได้อย่างชัดเจน


 
 
 
 
ไว้คราวหน้า หากได้ไปเยือนอีก อาจจะลองค้างคืนในอุทยานแห่งชาติ หรือบริเวณใกล้เคียง เพื่อถ่ายภาพนกและชีวิตป่าเพิ่มเติมมาฝากกันอีกนะครับ

โอกาสในธุรกิจและการลงทุนในหุ้น


มีความเป็นจริงอยู่ข้อหนึ่งที่เราอาจจะปฏิเสธไม่ได้เลยก็คือ ความสำเร็จนั้นขึ้นอยู่กับโอกาสด้วย ถ้าเราพิจารณาโอกาสในการดำเนินธุรกิจกับโอกาสในการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์แล้ว ถึงแม้ว่า 2 คำนี้จะดูคล้ายกัน แต่สภาพการณ์ที่เกิดขึ้นในสถานที่ 2 แห่งนี้มีความแตกต่างกันมากเลยทีเดียว
ถ้าเรามองดูโอกาสทั้งหมดที่มีอยู่รอบตัวเรา จะเห็นการเกิด การผ่านมาผ่านไปของมันในหลายลักษณะ คือ

1. โอกาสที่มองหาได้

หรือจะเรียกอีกอย่างหนึ่งก็คือการหาโอกาสนั่นเอง ลักษณะแบบนี้คือการมองไปรอบตัวในสภาพการตามปกติ ในสภาพเศรษฐกิจตามปกติ การดำเนินดำรงชีวิตของผู้คนตามปกติ เพื่อมองหาโอกาสที่เหมาะสมกับตัวเองและนำไปใช้ประโยชน์ โอกาสที่หาได้แบบนี้จะเป็นไปได้ทั้งในการลงทุนในธุรกิจและการลงทุนในหุ้น ในแง่ของการลงทุนในธุรกิจก็เช่นโทรศัพท์รุ่นใหม่กำลังจะออกมาหากเราเป็นร้านค้าจำหน่ายอุปกรณ์โทรศัพท์ เราก็อาจมองหากรอบสำหรับใส่กับโทรศัพท์รุ่นนั้นเพื่อนำมาจำหน่ายก่อนร้านค้ารายอื่น หรือหากเป็นการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์การหาโอกาสก็อาจเปรียบได้กับการหาหุ้นของธุรกิจที่มีอนาคตดีและเราคำนวณแล้วว่าราคาของมัน (value) ควรจะสูงกว่าที่เป็นในปัจจุบันมากนั่นคือมีโอกาสให้เราสามารถลงทุนได้

2. โอกาสที่ฉกฉวยได้

กรณีนี้ก็เรียกได้ว่าการฉวยโอกาสนั่นเอง แต่เป็นการฉวยโอกาสแบบถูกต้องคือไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อน นั่นคือเราไม่ได้เป็นคนสร้างความเดือดร้อนขึ้นแต่เมื่อมีการเดือดร้อนแล้วเราเขียนช่วยโอกาสนั้นไว้โดยไม่ได้ทำให้ผู้คนเดือดร้อนมากขึ้นในทางตรงกันข้ามก็มักจะทำให้ผู้คนบรรเทาความเดือดร้อนหลงด้วยซ้ำไป ในแง่ของธุรกิจการฉวยโอกาสแบบนี้ก็เช่นการนำเรือไปขายในบริเวณที่เกิดน้ำท่วม และถ้าเป็นการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ก็คือการช้อนซื้อหุ้นในราคาต่ำเมื่อผู้คนในตลาดเกิดความแตกตื่นหรือตกใจนั่นเอง

3. โอกาสที่สร้างขึ้นมาได้

สำหรับนักธุรกิจที่เก่งแล้วเค้าอาจจะไม่ได้ใช้วิธีการหาโอกาสหรือฉวยโอกาสเลยก็ได้ แต่กลับใช้วิธีอื่นที่แยบยลกว่าคือการสร้างโอกาสขึ้นมาเสียเอง ตัวอย่างเช่นการคิดประดิษฐ์สินค้าใหม่พร้อมทั้งการสร้างความต้องการทางการตลาดในสินค้านั้น จากนั้นก็ผลิตสินค้าออกจำหน่ายวางขายสร้างผลกำไรให้กับธุรกิจของตัวเอง ตัวอย่างในกรณีนี้ก็ไม่ต้องมองอื่นไกลหรอกครับ ลองมองบรรดาโทรศัพท์มือถือยี่ห้อผลไม้ที่พวกเราหลายคนใช้กันอยู่ก็คงเป็นตัวอย่างที่ดีที่ไม่ต้องการคำอธิบายเพิ่มเติมมากนัก อย่างไรก็ตามสำหรับนักลงทุนรายย่อยแล้ว เราแทบจะไม่สามารถสร้างโอกาสขึ้นมาในตลาดหลักทรัพย์ได้เลย เพราะเราไม่สามารถเปลี่ยนนโยบายบริษัทได้ เราไม่สามารถทำให้ราคาหลักทรัพย์เพิ่มขึ้นหรือต่ำลงได้ตามความต้องการนั่นเอง

โดยสรุปก็คือ สำหรับการลงทุนในหุ้นแล้ว เราจะทำเงินได้จากการฉวยโอกาสและหาโอกาสเท่านั้น เราแทบจะสร้างโอกาสไม่ได้เลยเพราะเราไม่ใช่เจ้ามือหรือเจ้าของบริษัทที่สามารถควบคุมสิ่งต่างๆ ได้ การฉวยโอกาส คือการซื้อหุ้นดีราคาถูกตอนที่คนตกใจ พอหายตกใจราคาก็กลับไปที่เดิมของมันเอง และการหาโอกาสคือการมองดูว่าบริษัทใดมีการเติบโตที่ดี และ/หรือ คนทั่วๆ ไปยังไม่เห็นค่าที่แท้จริงของมัน นั่นคือเราสามารถคำนวณราคาได้ก่อนที่คนอื่นจะทำ บางทีการหาโอกาสนี้รวมถึงการหาข้อมูลจากบทวิเคราะห์ต่างๆ ด้วย

หวังว่า เพื่อนๆ นักลงทุนจะจัดการกับโอกาสที่ผานมาได้ถูกต้องโดยไม่ปล่อยให้โอกาสที่ดีผ่านไปเฉยๆ อยู่ตลอดเวลานะครับ

วันพุธที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2558

มือเก่าหัดขับพาเที่ยว แหลมผักเบี้ย



เมื่อวันหยุดที่ผ่านมา ผมมีเวลาว่างนิดหน่อย เลยถือโอกาสขับรถออกนอกเมืองไปดูธรรมชาติบ้าง ถือเป็นการพักสายตากับการทำงานประจำ การลงทุน รวมทั้งการซื้อขายเก็งกำไรนิดๆ หน่อยๆ ไปด้วยในตัว คราวนี้เดินทางไป จ.เพชรบุรี เหมือนเดิมแต่ม่งหน้าไปที่ โครงการศึกษาวิจัยและพัฒนาสิ่งแวดล้อมแหลมผักเบี้ย อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ซึ่งอยู่ที่ตำบลแหลมผักเบี้ย อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี  (ภาพบน: เมื่อเดินสุดทางไปยังทะเล มองกลับเข้ามายังพืนดินจะเห็นทิวหนาของป่าชายเลนรอรับอยู่)

เส้นทางเดินผ่านป่าชายเลนออกไปยังทะเล


เสน่ห์ของแหลมผักเบี้ยนี้นอกจากจะเป็นโครงการศึกษาวิจัยพัฒนาสิ่งแวดล้อมแล้ว ยังมีเส้นทางเพื่อศึกษาในเรื่องของระบบนิเวศป่าชายเลนที่มีทางเดินลัดเลาะเข้าไปยังป่าชายเลน เรียกว่าทะลุออกไปที่ทะเลเลยเชียว มีระยะทางประมาณ 850 เมตร ระหว่างทางก็จะได้บรรยากาศของป่าชายเลนที่มี ต้นโกงกางใบเล็ก ต้นโกงกางใบใหญ่ ซึ่งมีดอกและเมล็ดลักษณะพิเศษที่เมื่อร่วงหล่นลงกับพื้นจะปักลงบนเลนและพร้อมจะเติบโตได้ทันที ระหว่างทางที่เดินออกไปที่ริมทะเลก็จะพบสัตว์ชายเลนหลายชนิดเช่น ปู กุ้ง ปลาตีน แต่ที่น่าสนใจเห็นจะเป็น ปูก้ามดาบหยกฟ้า และ กุ้งดีดขัน โดยเฉพาะเจ้ากุ้งที่ว่านี้เราจะได้ยินเสียงของมันดีดก้ามทำให้เกิดเสียงคล้ายคนเอานิ้วดีดขันน้ำโลหะเป็นระยะๆ น่ารักดีเหมือนกันครับ

ปูก้ามดาบหยกฟ้า แม่-ลูก


นอกจากป่าชายเลนซึ่งถือเป็นสถานที่บำบัดน้ำเสียที่ดีที่สุด ก่อนที่น้ำนั้นจะไหลลงสู่่ทะเลที่ทอดยาวและหนากว่าหนึ่งกิโลเมตรแล้ว ยังมีบ่อน้ำที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงมีพระราชดำริจัดตั้งโครงการดังกล่าวเพื่อบำบัดน้ำเสีย โดยให้ธรรมชาติช่วยธรรมชาติ มีด้วยกัน 4 ระบบอีกคือ บ่อบำบัดน้ำเสีย ระบบพืชและหญ้ากรองน้ำเสีย (ใช้หญ้าธูปฤาษีเป็นผู้ดำเนินกลไกสำคัญนี้) ระบบพื้นที่ชุ่มน้ำเทียม และ ระบบแปลงพืชป่าชายเลน เรียกว่าได้มาศึกษาระบบนิเวศน์ไปด้วยในตัว

นอกจากนั้นในบริเวณนี้ยังมีนกนานาชนิด (ข้อนี้ผมชอบเป็นพิเศษ) ไม่ว่าจะเป็นนกเด้าดิน นกเด้าลม นกยางเปีย และนกอีกมากมายหลากหลายชนิด จนสถานที่แห่งนี้ได้รับการขนานนามว่าเป็น 1 ใน 10 สถานที่ดูนกที่ดีที่สุดของประเทศไทยครับ ส่วนหนึ่งก็คงเป็นเพราะว่าไม่มีใครกล้าไปยุ่ง จับ หรือทำอันตรายนกต่างๆ เหล่านี้ด้วย ทำให้อยู่อาศัยกันแบบสบายใจไม่ต้องกลัวใครมาทำร้าย ผมก็เลยถ่ายรูปนกมาฝากกันมากหน่อย

 


 
 

 
แถมอีกนิดหนึ่งว่า ไหนๆ ขับรถไปถึงแหลมผักเบี้ยแล้ว ก็เผื่อเวลาอีกสักนิดขับต่อไปอีกสิบกว่ากิโลเมตร ก็จะถึงหาดเจ้าสำราญ จะได้แวะชมหาดและทะเลได้อีกที่หนึ่งด้วยเลย อย่าลืมนะครับ ทำงานแล้ว หาเวลาพักผ่อนกันด้วย เพิ่มชีวิตชีวาให้กับตัวเอง จะได้มีแรงต่อสู้สร้างสรรค์สิ่งดีๆ ต่อไปครับ
 


วันอาทิตย์ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2558

บริษัทขยายกิจการดีหรือไม่



สำหรับธุรกิจต่างๆการเจริญเติบโตนั้นเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างน้อยการทำยอดขายและกำไรก็จะต้องได้เทียบเท่าหรือดีกว่าสภาวะเงินเฟ้อที่เกิดขึ้นนอกจากนั้นแล้วการไม่ขยายกิจการก็อาจจะสร้างปัญหาภายในได้การขึ้นเงินเดือนอัตราค่าจ้างก็จะทำได้ยากลำบาก ทำให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับการรักษาพนักงานที่มีคุณภาพสูงเอาไว้ในองค์กรอีกด้วย

ดังนั้นถ้าเราพูดถึงการขยายกิจการ โดยปกติแล้วใครๆ ก็ต้องบอกว่าดี แต่ถ้าเราพิจารณาให้ถ้วนถี่แล้ว ก็อาจจะไม่เป็นจริงเสมอไป นั่นคืออาจจะไม่ดีก็ได้ เพราะเราก็คงเคยเห็นกิจการหลายอย่างที่เมื่อแตกธุรกิจออกไปแล้วกลับไม่สามารถทำยอดขายจนสร้างผลกำไรเพิ่มขึ้นจากธุรกิจเดิมได้ เหตุผลก็มีหลายประการ  เช่น ขยายไปในสิ่งที่ไม่เคยทำ ไม่มีชื่อเสียงมาก่อน ไม่มีลูกค้าเดิมมาก่อน หรือในที่ที่ไม่มีลูกค้า และแม้จะดีก็อาจจะดีต่างกันในช่วงของการขยายที่ต่างกัน (ขยายสาขาแรกๆ จะดี หลังๆ มาเริ่มแย่งลูกค้ากันเอง กำไรโตไม่เป็นเชิงเส้นกับสาขาที่เพิ่มขึ้น หรือบางครั้งอย่างลูกค้ากันเองจนกระทั่งยอดขายไม่เพิ่มขึ้นก็มี)

เนื่องจาก "ลูกค้า" เป็นสิ่งสำคัญที่สุดของธุรกิจ การขยายงานจะไม่เกิดประโยชน์อะไรเลยถ้าบริษัทไม่สามารถขายสินค้าได้ "มากขึ้น" (คำว่าลูกค้านี้รวมถึงลูกค้าเดิมและลูกค้าใหม่ ไม่ว่าจะเป็นลูกค้าสำหรับผลิตภัณฑ์เดิมหรือผลิตภัณฑ์ใหม่ก็ตาม) ดังนั้นเราจะต้องพิจารณาข้อต่างๆ เกี่ยวกับลูกค้าต่อไปนี้ด้วย

1) ทำเล
การขยายงานนั้นเป็นการทำให้ได้เปรียบคู่แข่ง ทำให้ได้ลูกค้ามากขึ้นเนื่องจากการได้เปรียบทางด้านทำเลหรือไม่ ลูกค้าที่ไม่เคยซื้อมาซื้อได้สะดวกมากขึ้นหรือไม่ หรือดีกว่านั้นคือการขยายงานนั้นออกไปสู่ต่างประเทศที่มีลูกค้ารองรับยิ่งเป็นสิ่งที่ดีมาก

2) ต้นทุน
การขยายนั้นทำให้ต้นทุนที่ต่ำลงหรือไม่ แต่มักต้องเป็นการขยายที่ได้ economies of scale (การประหยัดเนื่องจากขนาดกำลังการผลิตที่สูงขึ้น) ด้วย นั่นคือปริมาณการผลิตจะต้องมาก ดังนั้นต้องดูให้ดีว่าสินค้าที่ผลิตออกมานั้นมีลูกค้ารองรับไหม บางบริษัทตั้งหน้าตั้งตาผลิตสินค้ามากมายเพื่อหวังการประหยัดจากขนาดตราสินค้ากับขายไม่ได้ตกรุ่นและต้องทำลายทิ้งไป ทำให้เสียเงินเสียทอง ต้นทุนหาย กำไรไม่มี แบบนี้ก็มีนะครับอย่าคิดว่าไม่มี

3) อุปสงค์-อุปทาน (Demand-Supply)
ถ้าการขยายงานเป็นการขยายงานที่มีอุปสงค์รองรับอยู่แล้ว (คือปกติมีสินค้าเดิมไม่พอขายอยู่แล้ว) เป็นเรื่องที่ดี เพราะทำออกมาจะสามารถขายได้เลยทันที แต่ก็มีข้อควรระวังอยู่อย่างหนึ่งคือกรณีแบบนี้มักอยู่ไม่นานเนื่องจากคู่แข่งก็มองเห็นเช่นกันและก็จะตั้งโรงงานหรือพยายามหาสินค้ามาตอบสนองอุปสงค์นั้นในเวลาไม่นาน

4) ความเป็นผู้นำหรือการผูกขาด
การขยายงานที่ดีในสินค้าที่ตัวเองมีความชำนาญ ลูกค้าต้องการซื้อแต่ของเรา หรือเป็นสินค้าและบริการที่ผูกขาด แบบนี้เป็นสิ่งที่ดีเพราะเท่ากับมีลูกค้ารองรับอยู่แล้ว

เรื่องอื่นที่ควรต้องพิจารณาด้วยคือการขยายงานนั้นทำให้ความสามารถทางการเงินเปลี่ยนไปหรือไม่อย่างไร มีการกู้ยืมเงิน (บางที กู้มาซื้อกิจการ หรือออกหุ้นเพิ่มทุน) การกู้บางลักษณะทำให้เกิดภาระดอกเบี้ยเพิ่มเข้ามาจนกดดันกำไรหากไม่สามารถทำยอดขายและกำไรมากขึ้นจนเพียงพอกับดอกเบี้ยจ่ายที่เพิ่มขึ้นหรือจำนวนหุ้นที่เพิ่มมากขึ้น ดังนั้นในการเป็นนักลงทุนเราจะต้องพิจารณาให้รอบคอบไปในอนาคตว่าการขยายกิจการของธุรกิจนั้นจะเกิดผลดีหรือผลเสียมากกว่ากัน ถ้าคิดแล้วว่าเกิดผลดีมากกว่า แต่ราคาหุ้นยังไม่ตอบรับเราก็อาจฉวยโอกาสซื้อเพื่อการลงทุนได้ในทางตรงกันข้ามถ้าคิดว่าเกิดผลเสียมากกว่าแต่หุ้นกลับพุ่งเพิ่มราคาสูงขึ้นไปก็นับว่าเป็นโชค เพราะอาจจะเป็นจังหวะขายของเราก็ได้เช่นกัน

มือใหม่คุ้ยแคะแกะหุ้นเด้ง #1

ขอขอบคุณภาพจาก บก.แก้ว อภิรดี สนธิชัย สนพ. Thinkgood ครับ
 
วันศุกร์ที่ 19 มิถุนายน 2558 ที่ผ่านมา มีโอกาสได้ร่วมงานอบรมเกี่ยวกับหุ้นกับ อ. ภัทรธร ช่อวิชิต ซึ่งได้ความรู้เพิ่มเติมในหลายมุมมอง และได้พบกัลเพื่อนนักลงทุนหลายท่านที่ร่วมในงานอบรมส่วนของผมเมื่อวันพุธที่ 17 มิถุนายน 2558 ที่ผ่านมาอีกสดๆ ร้อนๆ ด้วย นับว่าเป็นโอกาสที่ดีที่ได้พูดคุยแลกเปลี่ยนความรู้เพื่อต่อยอดเพิ่มเติมไปอีก
 
ไม่ว่าจะเป็นงานช่วงของผม หรือช่วงของ อ. ภัทรธร โดยสรุปแล้วส่วนของเราก็คือ หุ้นจะขึ้นได้ก็เพราะการที่บริษัทมียอดขายดีขึ้น อัตรากำไรขั้นต้นดีขึ้น อัตรากำไรสุทธิดีขึ้น และสุดท้ายต้องทำให้กำไรต่อหุ้นดีขึ้น หลายบริษัทในตลาดหลักทรัพย์มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา หรือแม้ถ้าบริษัทเองไม่เปลี่ยนแปลง บริษัทก็จะถูกสิ่งแวดล้อมทำให้เปลี่ยนไปเมื่อเทียบกับ "สิ่งสัมพัทธ์" ที่เกิดขึ้น นั่นคือถ้าตัวเองไม่ก้าวหน้าแต่สิ่งต่างๆ รอบตัวก้าวไป ก็จะกลายเป็นว่าตัวเองถอยหลังนั่นเอง แต่หลายแง่มุมของการเปลี่ยนแปลงก็จะทำให้ผลการดำเนินงานของบริษัทดีขึ้น สิ่งที่ดีขึ้นในทางการเงินที่ว่านี้สามารถแบ่งออกได้เป็นหลายอย่างเช่น:
  • จากขาดทุนมากเป็นขาดทุนน้อยลง 
  • จากขาดทุนเป็นไม่ขาดทุน
  • จากขาดทุนเล็กน้อยเป็นกำไร
  • จากกำไรน้อยเป็นกำไรมาก หรือดีกว่านั้นคือ
  • เปลี่ยนพื้นฐานจากขาดทุนสม่ำเสมอกลายเป็นกำไรเติบโตขึ้นเรื่อย
 
สิ่งเหล่านี้จะทำให้หุ้น "เด้ง" ขึ้นมาได้ (แต่ก็อาศัยตัวเร่งอื่นบ้างเล็กน้อย เข่น ข่าว การขยายกิจการ ได้ลูกค้าใหม่ ประโยชน์จากสิ่งแวดล้อม แนวโน้ม เป็นต้น) และเราสามารถหาสิ่งที่จะเกิดเหล่านี้ได้จากข่าวต่างๆ และพิจารณาว่าข่าวเหล่านั้นกระทบกับบริษัทที่เราสนใจอย่งไร จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเงิน ทางความสามารถในการทำกำไรของบริษัทอย่างไร แน่นอนว่าเมื่อหุ้นเด้งปุ้บ ผู้ที่ซื้อไว้ก่อนก็จะสามารถทำกำไรได้ ส่วนจะเด้งได้มากหรือนานแค่ไหน เด้งแล้วลงหรือเปล่า ก็จะขึ้นอยู่กับตัวบริษัทนั่นเองว่าจะสามารถรักษาอัตรากำไร และทำให้เติบโตต่อไปได้แค่ไหน นั่นก็เพราะ "เจ้าที่แท้จริงคือผลประกอบการ" นั่นเอง ก็ต้องขอบคุณ อ. ภัทรธร ที่มาให้ความรู้กับนักลงทุนด้วยนะครับ 

วันพฤหัสบดีที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2558

งาน "วิถี VI กำไรยั่งยืน #1" วันที่ 17 มิถุนายน 2558



เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2558 ที่ผ่านมาเราได้จัดการอบรมสำหรับผู้ที่เริ่มหรือยังไม่เริ่มลงทุนในหุ้นกับเรื่อง "วิถี VI กำไรยังยืน" ซึ่งในคราวนี้ก็จัดเป็นครั้งที่ 1 และมีเพื่อนนักลงทุนเข้าร่วมในงานหลายต่อหลายท่านเลยทีเดียว ในงานนี้เราได้คุยกัน หลายเรื่องเลยทีเดียวที่ผมได้คัดสรรมาคุยให้เพื่อนๆ ฟังในระยะเวลาอันสั้น เช่น

 แก่นแท้ของการลงทุนคืออะไร การลงทุนในลักษณะต่างๆ
 แบบการลงทุนตลาดหลักทรัพย์
 การวางแผนพอร์ตการลงทุน
 ราคาที่เหมาะสมและส่วนเผื่อเพื่อความปลอดภัย
 แนวคิดในการซื้อและขายหุ้น
 แถมด้วยเทคนิคต่างๆ ในการลงทุนและซื้อ/ขายหุ้น

ซึ่งผมก็หวังว่าจะได้มีประโยชน์และผู้เข้าร่วมงานจะได้นำไปต่อยอดเป็นแนวทางของแต่ละท่านและลงทุนได้อย่างมีความสุขและประสบความสำเร็จในอนาคตต่อไป สำหรับงานนี้ก็ต้องขอบคุณ สำนักพิมพ์ เจ้าของและบรรณาธิการบริหารของสำนักพิมพ์ Thinkgood คุณพรหมมาตร์ ชายสิม (ให้เกียรติถ่ายภาพร่วมกันกับผมด้านบน) และน้องๆ เจ้าหน้าที่ของสำนักพิมพ์ที่ได้ช่วยจัดการเรื่องการประชาสัมพันธ์ สถานที่ และการดูแลต่างๆ ภายในงาน ที่ทำให้งานสำเร็จลุล่วงไปด้วยดีทุกประการ แล้วพบกันใหม่คราวหน้านะครับ

วันอาทิตย์ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2558

มือเก่าหัดขับพาเที่ยวอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน


ไม่ว่าเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ จะเป็นผู้สนใจในการลงทุน เป็นผู้ที่ลงทุนบ้างแล้ว หรือเป็นนักลงทุนอาชีพก็ตาม หลังจากที่ทำงานเสร็จแล้วเราก็คงต้องการการพักผ่อนบ้างเป็นบางครั้ง ได้ทำในกิจกรรมที่ตัวเองชอบ สำหรับผมโดยส่วนตัวคงเที่ยวไปในที่ที่มีธรรมชาติที่สวยงาม หรือแหล่งวัฒนธรรมต่างๆ การท่องเที่ยวทำให้เราจิตใจผ่องใส มองเห็นสิ่งต่างๆ ในแง่มุมอื่นที่เราอาจจะไม่เคยนึกถึง สุดท้ายแล้วจะทำให้มีวิสัยทัศน์ที่กว้างกว่าที่เราเคยเป็นอยู่ได้ และในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาผมก็มีโอกาสได้เดินทางไป "แก่งกระจาน"

 

แก่งกระจานนั้นเป็นอุทยานแห่งชาติที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย (ผมก็เพิ่งทราบเมื่อไปถึง) ตั้งอยู่ในจังหวัดเพชรบุรีและกินพื้นที่ไปถึงจังหวัดประจวบคีรีขันธุ์ มีพื้นที่รวมกว่า 2,915 ตารางกิโลเมตรหรือกว่า 1.8 ล้านไร่ ตั้งอยู่ทางด้านตะวันออกของเทือกเขาตะนาวศรี เป็นแหล่งกำเนิดของแม่น้ำอีกสองสายคือ แม่น้ำปราจีนบุรีและแม่น้ำเพชรบุรี มีระดับความสูงกว่าน้ำทะเล 1,200 เมตร ตลอดทั้งปีอากาศเย็นและฝนตกชุกทำให้สามารถไปเที่ยวได้เกือบทั้งปี (หน้าฝนก็อาจจะเปียกหน่อยเท่านั้นเอง)
 

อุทยานนี้สามรถเดินทางไปเที่ยวได้ไม่ยากเลย เพียงแยกออกจากถนนเพชรเกษมบริเวณ อ.ท่ายาง เข้าสู่อำเภอแก่งกระจานได้โดยตรงใช้เวลาเพียง 45 นาทีแบบสบายๆ เลยตัวอำเภอไปเพียงไม่นานก็จะเข้าสุ่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ที่ทำการอุทยานก็จะมีเจ้าหน้าที่ให้คำแนะนำกับนักท่องเที่ยวเป็นอย่างดี (ค่าเข้าสำหรับคนไทย คนละ 100 บาท รถยนต์ 30 บาท) ภายในบริเวณอุทยานอุดมไปด้วยพืชและสัตว์นานาชนิดไม่ว่จะเป็น เสือโคร่ง หมี ช้าง และอื่นๆ อีก แต่ที่ดูจะดึงดูดนักท่องเที่ยวรวมทั้งผมด้วยเป็นพิเศษก็คือ นก และ ผีเสื้อ ที่มีนักดูนกและนักถ่ายภาพนกทั้งชาวไทยและต่างชาติมาเที่ยวกันอยู่เสมอ และคราวนี้ผมก็ไปถ่ายภาพนำมาฝากเพื่อนๆ นักลงทุนกันด้วย ลองดูภาพนะครับ
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
ผมเดินทางไปถึงอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานประมาณ 06:30 น. (ออกจากกรุงเทพ 04:00 น.) และกลับออกจากอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานประมาณ 15:00 น. เรียกว่าไปเช้าเย็นกลับได้อย่างสบาย สำหรับเพื่อนนักลงทุน ถ้ามีเวลาว่างก็พักผ่อนและใกล้ชิดธรรมชาติ ร่วมกันอนุรักษ์ธรรมชาติให้คงอยู่กับเราตลอดไปนะครับ

วันอังคารที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2558

ก้าวแรกวิถี VI กำไรยั่งยืนรุ่นที่ 1


ต้องขอบคุณสำนักพิมพ์ Thinkgood ที่จัดคอร์สเกี่ยวกับการเงิน การลงทุน และการบริหารขึ้นมา ต้องถือว่าเป็นการตอบแทนผู้อ่านและถ่ายทอดความรู้ให้กับผู้ที่สนใจในหลากหลายด้านอย่างแท้จริง เพราะบางคอร์สนั้นเสียค่าใช้จ่ายต่ำมาก บางคอร์สฟรีก็มี แต่ค่าสถานที่ ผู้จัดก็ต้องเสียค่าใช้จ่ายอยู่ ไม่ได้ฟรีไปตามค่าคอร์สด้วย ผู้สอนก็สอนแบบคืนกำไรจริงๆ สำหรับรายได้ สำนักพิมพ์ Thinkgood จะนำรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายทำบุญให้กับวัดพระบาทน้ำพุอีกด้วย เรียกว่าได้ทั้งความรู้ ความบันเทิง แถมด้วยบุญอีก เรียกว่าคุ้มค่าจริงๆ

ส่วนคอร์ส “ก้าวแรกวิถี VI กำไรยั่งยืนรุ่นที่ 1” นี้เป็นของผม ที่ตั้งใจนำประสบการณ์นับสิบปีมาเล่าให้ฟังว่า "การรวยแบบยั่งยืน" ไม่เสี่ยงหัวใจวายนั้นทำอย่างไร และทุกคนทำได้จริงหรือ? กับการลงทุนแบบสบายๆ มีหลักการ ความเสี่ยงต่ำ ที่เรียกว่า Value Investment และวิถีชีวิตของนักลงทุนแบบเน้นคุณค่าหรือ Value Investor นี้เป็นอย่างไร

หัวข้อการอบรม
- เจาะแก่นแท้การลงทุน
- ทางเลือกในการลงทุน
- ความสุข และความสำเร็จของนักลงทุน VI
- เครื่องมือการวิเคราะห์หุ้นพื้นฐานแนวVI ที่ต้องเรียนรู้
- วิเคราะห์หุ้น แบบ VI สายแข็ง
- เส้นทางชีวิต นักลงทุนสายแข็ง

พบกันวันพุธที่ 17 มิถุนายน 2558 ที่ Glowfish อโศกทาวเวอร์ 13:00-17:00
รีบลงทะเบียน ด่วน! ครับ (199 บาทเท่านั้น รับเพียง 50 ท่าน) ดูรายละเอียดการสมัครด้านล่างได้เลย
แล้วพบกันนะครับ

ลงทะเบียนได้โดยชำระเงินมาที่
ธนาคารกรุงเทพ บัญชีออมทรัพย์
เลขที่ 186-416-247-2 สาขาย่อยราษฎร์บูรณะ
ชื่อ บัญชี บริษัท พีอาร์ พับลิชชิ่ง จำกัด
และแจ้งการชำระเงิน พร้อมหลักฐานการโอนเงิน แจ้งชื่อคอร์ส
ชื่อ-นามสกุล และเบอร์ติดต่อกลับ
มาที่อีเมล info@kid-dd.com แล้วรอการยืนยันจากเจ้าหน้าที่
หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 02 4627050-2 ต่อ 106/109 หรือ 086 6003832

สำหรับคอร์สอื่นๆ ที่น่าสนใจ ดูตามภาพด้านล่างนี้ได้เลย
อย่าลืมนะครับ สนุก ได้ความรู้ และได้บุญด้วยนะครับ

วันศุกร์ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

ความรู้ในหลักการและความรู้ด้านข้อมูล


ถ้าจะว่าไปแล้วในโลกนี้มีงานหลายอย่างที่ดูเหมือนง่ายแต่ในการทำให้สำเร็จกลับต้องใช้ความรอบรู้ในหลายด้าน หนึ่งในนั้นก็คืองานทางด้านการลงทุนที่หากต้องการอยู่ในนลาดได้อย่างยืนยาวและมั้นคง จะต้องอาศัยความรู้ในหลายด้านเพราะไม่ใช่ว่าใครก็ตามที่อยู่ดีดีก็มานั่งซื้อขายหุ้นจะได้กำไรทุกคนไป จริงอยู่เมื่อตลาดเป็นขาขึ้นคนส่วนใหญ่ก็จะได้กำไรแต่เมื่อตลาดเป็นขาลงเมื่อไร เราจะเห็นกันได้ทันทีว่าคนที่จะเอาตัวรอดจริงๆ ได้นั้นเป็นใครกันบ้าง

สิ่งหนึ่งที่จะนำพาเราให้เอาตัวรอดได้ก็คือความรู้นั่นเอง (ในคราวนี้ผมจะคุยให้ฟังถึงเรื่องของความรู้แต่ที่จริงแล้วยังมีอีกส่วนหนึ่งที่สำคัญก็คือความชำนาญที่นักลงทุนที่ดีจะต้องมีด้วยเช่นกัน) และในเรื่องของการลงทุนผมอยากแบ่งความรู้ออกเป็นอย่างน้อยก็สองส่วน ส่วนแรกคือความรู้ในหลักการและส่วนที่สองก็คือความรู้ในข้อมูล หากเราไม่คิดอะไรมากเราก็จะมีความรู้สองส่วนนี้ปนกันอยู่ในสมองของเรา การจำแนกแยกออกมาอย่างชัดเจนจะช่วยให้การคิดของเราเป็นระบบมากขึ้น

1) ความรู้ในหลักการ

ส่วนนี้คือความรู้ด้านวิชาการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นความรู้ทางด้านวิศวกรรม ความรู้ทางด้านภาษา ความรู้ทางด้านคณิตศาสตร์ หรือสำหรับพวกเราแล้วก็คือความรู้ทางด้านการเงิน ธุรกิจ และการลงทุน ซึ่งสำหรับนักลงทุนแล้วเราก็ต้องมีความรู้ด้านการเงิน สามารถวิเคราะห์งบการเงินได้ว่าดีหรือไม่ สามารถเข้าใจได้ว่าธุรกิจนั้นมีขั้นตอนการทำกำไรอย่างไร มีส่วนประกอบอะไรบ้างที่ทำให้กำไรมากขึ้นหรือน้อยลง (เช่น ราคาขาย ต้นทุน ดอกเบี้ยจ่าย อัตราภาษี ค่าเสื่อมราคา ล้วนมีผลต่ออัตรากำไรสุทธิ) สิ่งต่างๆเหล่านี้ถือว่าเป็นความรู้ในหลักการที่เป็นแกนหลักในการเข้าใจธุรกิจที่เราสนใจที่จะลงทุนได้

2) ความรู้ทางด้านข้อมูล

ความรู้ทางด้านนี้คือการสังเกตสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในชีวิตประจำวันของเรา เป็นความรู้ทางด้านตัวเลขที่เกิดขึ้นจริงเช่น อัตรากำไรของบริษัทในธุรกิจประเภทต่างๆ ย่อมไม่เท่ากันแต่อัตรากำไรของธุรกิจเหล่านั้นมีตัวเลขเป็นเช่นไรบ้าง ความรู้ทางด้านอัตราดอกเบี้ยต่างๆ เช่น อัตราดอกเบี้ยเงินกู้จากธนาคารในระยะสั้นในระยะยาว อัตราดอกเบี้ยหุ้นกู้ของบริษัทที่มีความมั่นคงในระดับต่างๆ ว่าเป็นตัวเลขเท่าใด อัตราหนี้สินต่อทุนของธุรกิจต่างๆที่สามารถเกิดขึ้นได้ว่าสามารถสั่งนี้ได้เท่าไรโดยยังคงปลอดภัยอยู่ รวมทั้งแนวโน้มของตลาดและธุรกิจว่าเป็นเช่นไร มีการเติบโตของลูกค้าของยอดขายอย่างไรเป็นตัวเลขเท่าใด หรือจะว่ากันง่ายก็คือความรู้ทางด้านข้อมูลนี้มักเป็นความรู้ด้านตัวเลขว่าสิ่งที่เกิดขึ้นจริงนั้นมีตัวเลขเป็นอย่างไรที่เราควรจะมีความรู้เอาไว้เพื่อประกอบการตัดสินใจในการลงทุนได้ง่ายขึ้น และทำให้ตัวเองมีโอกาสที่ดีในการลงทุนมากขึ้น

ความรู้ในหลักการเมื่อรวมกับความรู้ด้านข้อมูลจะช่วยได้มากในการแสวงหาโอกาสในการลงทุนที่ดี ทำให้เราสามารถทำนายอนาคตได้ และในหลายครั้งความรู้ทางด้านข้อมูลสามารถช่วยชีวิตการลงทุนของเราได้ ตัวอย่างเช่น ธุรกิจบางอย่างไม่น่าจะมีอัตรากำไรและกำไรมากมายนักแต่บริษัทกลับแจ้งว่ามีกำไรมากมายผิดปกติโดยหาคำอธิบายที่ชัดเจนไม่ได้ เราก็ควรหลีกเลี่ยงในการลงทุน หรือย้อนกลับไปในปีก่อนเกิดวิกฤตที่หุ้นของบรรดาบริษัทหลักทรัพย์ต่างๆ มีราคาแพงลิบลิ่วมากกว่าบริษัทชั้นเยี่ยมที่ดำเนินกิจการมาหลายสิบปีที่มีทั้งโรงงานและพนักงานที่มีความรู้มากมาย แบบนี้ความรู้ด้านข้อมูลของเราก็บอกว่ามันไม่สมเหตุสมผลแล้วจึงควรที่จะถอยออกมาจากการลงทุนเป็นต้น ไม่เช่นนั้นแล้วก็ต้องลงทุนด้วย การจัดการความไม่รู้ - เมื่อไม่สมเหตุสมผลก็ต้องคิดว่าเราไม่รู้ไว้ก่อน เพื่อเอาตัวรอดให้ได้ครับ