วันพุธที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

อย่าเล่นหุ้น

อย่าเล่นหุ้น

ขึ้นหัวข้อแบบนี้เพื่อนๆ หลายคนอาจจะงงว่าเว็บบล็อกนี้เกี่ยวกับการลงทุนในหุ้นแล้วอยู่ดีๆ จะมาบอกว่าอย่าเล่นหุ้นได้อย่างไร ก็ตัวคนเขียนเองก็เล่นหุ้นอยู่ไม่ใช่หรือ?

ถ้าจะว่าไปแล้วคำว่าเล่นหุ้นดูเหมือนจะเป็นคำที่ถูกใช้เหมารวมกับทุกๆคนที่ยุ่งเกี่ยวกับการซื้อและขายหุ้น เรียกว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่มีการซื้อและขายคนคนนั้นก็จะถูกเรียกว่าเป็นนักเล่นหุ้นไปด้วยเสมอ กับตัวผมเองก็ไม่เป็นด้วยเช่นกัน  เพื่อนที่รู้จักกันมานานแต่อาจจะไม่เคยเจอกันหรือไม่ได้พูดคุยกันบ่อยเป็นเวลานาน เมื่อกลับมาเจออีกครั้งก็มักจะคิดว่านอกจากทำธุรกิจส่วนตัวเล็กๆ น้อยๆ แล้วผมก็ยังเล่นหุ้นด้วย  จนผมต้องคอยบอกอยู่เสมอว่าผมไม่ได้เล่นหุ้นนะ แต่ผมเอาจริงตลอดโดยเป็นนักลงทุนอาชีพต่างหาก

ถ้าถามว่าคำสองคำ คือการเล่นหุ้นและการลงทุน นี้ต่างกันอย่างไร โดยส่วนตัวแล้วผมคิดว่ามันต่างกันมากเลย ถ้าเราคิดว่าเราเล่นอะไรซักอย่างเราก็อาจจะหวังหรือไม่หวังผลตอบแทนมากมายนัก บางคนตั้งใจเล่นหุ้นอยากได้ตอบแทนทุกวัน วันละ 1000 บาท สมองก็จะเริ่มคิดแล้วว่าในทุกๆ วันที่ตลาดปิดนั้นวันรุ่งขึ้นจะซื้อขายหุ้นอะไรดี มีหุ้นตัวไหนที่มีข่าวดีกำลังจะวิ่ง ราคากำลังจะขึ้น เราก็จะคิดและทำอย่างนี้อยู่ทุกๆวัน และถ้าไม่ได้หรือขาดทุนก็ไม่เป็นไร เพราะถือว่าเป็นของที่เราทำเล่นๆ ถ้าเกิดขาดทุน หรือไม่ได้เงิน (แต่ว่าเสียเวลา) ก็ยังมีรายได้จากที่อื่นมาจ่ายค่าขาดทุนนั้น วนไปวนมาอยู่แบบนี้จนกระทั่งพลาดครั้งใหญ่ 2-3 ครั้งติดกันสุดท้ายก็ออกจากตลาดหลักทรัพย์ไป

ในทางตรงกันข้ามถ้าเราคิดว่าเราต้องการเป็นนักลงทุนจริงๆโดยสุดท้ายแล้วมีผลตอบแทนที่เป็นอิสระทางการเงินได้ เราก็จะเริ่มคิดในทางที่แตกต่างไป เช่นปัจจุบันมีเงินอยู่ 2 ล้านบาทจะทำอย่างไรให้เป็น 10 ล้านบาทให้ได้ภายในเวลา 10 ปี ความคิดตรงนี้จะเป็นโจทย์ที่แตกต่างอย่างมากกับการมีเงิน 2 ล้านบาทเท่ากันและซื้อมาขายไปให้ได้กำไรวันละ 1,000 บาท เช่นเราจะคิดว่าเราจะต้องลงทุนทบต้นให้สำเร็จกี่รอบ อย่างเช่นในกรณีนี้ก็ประมาณไม่ถึง 3 รอบเท่านั้นเราก็จะเริ่มคิดว่าในเวลา 3 ปีจะมีหุ้น ของบริษัทใดที่เติบโตได้เกิน 1 เท่าตัวบ้างและลงทุนไป ทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆ  2-3 ครั้งก็จะไปถึงเป้าหมายที่ต้องการได้

สรุปสั้นๆ ได้ว่า
- ความคิดที่แตกต่างกันนำมาซึ่งคำตอบที่แตกต่างกัน
- คำตอบที่ต่างกันนำมาซึ่งโจทย์ที่ต่างกัน
- โจทย์ที่ต่างกันนำมาซึ่งวิธีการที่แตกต่างกัน
- วิธีการที่แตกต่างกันนำมาซึ่ง โอกาสของความสำเร็จอย่างยั่งยืนที่ต่างกัน

ทุกอย่างจึงอยู่ที่ความคิดเบื้องต้นที่เป็นที่มาของทุกอย่างนั่นเอง และในความเห็นและประสบการณ์เกือบ 20 ปีที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ ผมบอกได้เลยว่าการลงทุนเพื่อให้ได้กำไรเป็น 2 เท่าตัวในเวลา 1-2 ปีนั้นง่ายกว่าการลงทุนเพื่อให้ได้กำไรวันละ 1% ทุกวันมากๆ เลยล่ะ เพราะในระยะสั้นเราไม่สามารถคาดการณ์ราคาหุ้นได้อย่างแม่นยำ (แปลง่ายๆ ว่าโอกาสถูกและผิดเท่ากัน) ในขณะที่ในระยะกลางและยาวแล้ว ความแม่นยำนี้มีมากกว่า 80% เลยทีเดียว

เพื่อนๆ ที่ต้องการประสบความสำเร็จในการลงทุนอย่างแท้จริงลองพิจารณาดูความแตกต่างของการเล่นและการทำอย่างจริงจังนะครับเมื่อเราตั้งใจทำอะไรอย่างจริงจังและต้องการความสำเร็จที่แน่นอน จิตใจและสมองของเราก็จะคิดในอีกรูปแบบหนึ่งเพื่อไปสู่ความสำเร็จนั้นให้จงได้ ไม่ว่าจะต้องล้มลุกคุกคลานอย่างไรเราก็จะหาวิธีแก้ไขไปตลอดทางที่เราล้มและลุกขึ้นนั้น โอกาสที่จะประสบความสำเร็จก็จะสูงขึ้น  แม้ว่าผมจะไม่ค่อยเชื่อเรื่องโชคเท่าไหร่นัก (ผมเชื่อในฝีมือที่เกิดจาก ความรู้ ความชำนาญและความพยายามแก้ไขสิ่งบกพร่องมากกว่า) แต่ก็ขอบอกว่า ขอให้โชคดีทุกๆ ท่านนะครับ

วันพฤหัสบดีที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

หุ้นตัวแรกซื้ออะไรดี


หลังจากขึ้นปี 2559 มาได้พักใหญ่ ดูเหมือนว่าข่าวร้ายที่กดดันราคาของหุ้นหลายกลุ่มบริษัทเช่นกลุ่มสื่อสารจะค่อยๆ บรรเทาเบาบางลงไป ยกเว้นบางบริษัทที่ดูเหมือนว่าจะมีปัญหาด้านความสามารถในการแข่งขันในธุรกิจ ที่ต้องการเงินทุนมากมายนี้ ก็อาจจะไม่ได้เป็นการง่ายที่จะฟื้นตัวขึ้นมาเร็วนัก หรือว่าหุ้นในกลุ่มพลังงานโดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับน้ำมันและผู้ผลิตพลังงานต้นน้ำเช่นน้ำมันและแก๊สธรรมชาติ ในขณะที่ราคาน้ำมันของโลกตกต่ำเหลือประมาณ 30 เหรียญสหรัฐต่อบาเรลขนาดนี้ ราคาหุ้นของบรรดาบริษัทกลุ่มพลังงานต้นน้ำต่างๆ ก็ย่อมฟื้นตัวได้ยาก อย่างไรก็ตามเวลานี้ก็ดูเหมือนว่ายังพอทรงตัวทรงราคาเอาไว้ได้เนื่องจากราคามันน่าจะรับข่าวร้ายไปกันหมดแล้วนั่นเอง

ในเวลาที่ราคาหุ้นพากันตกต่ำอย่างนี้ มีเพื่อนหลายคนที่สนใจที่จะเข้ามาลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งในความเห็นส่วนตัวผมก็คิดว่าเป็นช่วงเวลาที่ไม่เลวร้ายนัก (ถ้าจะว่ากันตามความเป็นจริงแล้วการจะเข้ามาในตลาดก็เข้ามาได้ทุกเวลาล่ะครับ อยู่ที่ว่าเราจะเลือกซื้อหุ้นไหน ด้วยวิธีการใด ในราคาเท่าใด และมีระบบการดูแลการลงทุนอย่างไรเท่านั้นเอง) เพราะมีหุ้นหลายบริษัทที่เคยมีราคาสูงมากแต่ได้ลดราคาต่ำลงมาจนเริ่มน่าสนใจเข้าไปศึกษาว่าราคาต่ำกว่าที่ควรจะเป็นหรือไม่ (ก็ตามประสาของนักลงทุนแบบเน้นมูลค่าของกิจการนะครับที่พยายามค้นหาของถูกในตลาดแล้วก็เข้าไปลงทุน)  แต่ทุกครั้งที่ผมตอบเพื่อนไปว่าแน่นอนเราสามารถเข้ามาลงทุนลักทรัพย์ได้เฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาแบบนี้น่าเข้ามา ก็จะถูกถามคำถามย้อนกลับมาเสมอว่าแล้วหุ่นตัวแรกที่จะซื้อจะทำอย่างไร

หุ้นตัวแรก

บางครั้งการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ก็เหมือนกับการดื่มเหล้าจนเมามายนั่นเอง นี่ผมไม่ได้หมายความว่าใครที่เข้ามาในตลาดหลักทรัพย์และเป็นนักลงทุนจะต้องเมา แต่เราคงเคยได้ยินเรื่องเล่าว่าถ้าคนเราดื่มเหล้าจนเมาครั้งแรกแล้วทำตัวอย่างไรครั้งต่อๆ ไปก็จะทำตัวอย่างนั้น เช่น ถ้าครั้งแรกเมาแล้วหลับครั้งต่อไปก็คงจะหลับทุกครั้ง หรือถ้าเมาแล้วชอบเล่าเรื่องตลก เขาก็จะเล่าเรื่องตลกเมื่อเมานั่นเอง  กับการลงทุนก็เหมือนกันถ้าครั้งแรกชอบแนวหวือหวากระโดดเข้าไปซื้อหุ้นที่ราคาขึ้นลงรวดเร็วและหาจังหวะทำกำไรและหลบเลี่ยงการขาดทุน ครั้งต่อๆ ไปเขาก็จะพยายามทำอย่างนั้น ในทางตรงกันข้ามถ้าครั้งแรกก่อนจะซื้อหุ้นพิจารณาคิดแล้วคิดอีกว่าหุ้นตัวใดมีอนาคตที่ดีรวมทั้งมีราคาในปัจจุบันต่ำกว่าราคาที่ควรจะเป็นแล้วเข้าไปลงทุน ครั้งต่อๆไปเค้าก็จะพยายามทำรูปแบบเดิมนี้  ดังนั้นสำหรับผู้ที่เป็นมือใหม่เข้ามาในตลาดหลักทรัพย์และต้องการลงทุนหุ้นตัวแรกแรกผมก็ขอแนะนำให้พิจารณาใน 4 ประเด็นต่อไปนี้

4 จุดหลักคัดหุ้นตัวแรก

1) เป็นหุ้นที่เราคุ้นเคยและเข้าใจกิจการ

เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญเพราะการลงทุนในสิ่งที่เราเข้าใจย่อมดีกว่าการลงทุนในสิ่งที่เราไม่เข้าใจ ธุรกิจที่เราเข้าใจหมายความว่าเรารู้ว่ายอดขายของธุรกิจนั้นดีขึ้นหรือแย่ลงอย่างไรเมื่อใด และเข้าใจว่ากระบวนการการทำกำไรที่เกิดจากธุรกิจนั้นประกอบไปด้วยอะไรบ้าง มีกิจการจำนวนไม่น้อยที่มีกระบวนการทำกำไรซับซ้อนมากจนนักลงทุนเข้าใจได้ยากว่ากำไรที่เกิดขึ้นนั้นมาจากส่วนใดบ้างมากน้อยต่างกันอย่างไรถ้าเป็นอย่างนั้นเราก็อาจจะต้องเลือก หลีกเลี่ยงธุรกิจในลักษณะนั้นก่อนในช่วงแรกๆ ของการลงทุน

2) เข้าใจตัวเลขทางการเงินของบริษัทที่สนใจลงทุน

อย่างน้อยจะต้องสามารถ เข้าใจงบการเงินของบริษัทนั้นพอสมควรเช่น มียอดขายเพิ่มขึ้นในช่วงเวลาที่ผ่านมาหรือไม่ มีกำไรขั้นต้น (ถ้ามากกว่า 35% แสดงว่าสินค้าและบริการมีลักษณะเฉพาะ) และอัตรากำไรสุทธิเป็นเช่นใดและเปลี่ยนแปลงมากขึ้นหรือน้อยลงหรือไม่ (อย่างน้อยต้องมีอัตรากำไรขั้นต้นและสุทธิคงที่เมื่อยอดขายเพิ่มขึ้น หรือหากยอดขายคงที่อัตรากำไรต่างๆเท่าเดิมหรือเพิ่มขึ้น) เข้าใจอัตราส่วนระหว่างหนี้สินต่อทุนที่บริษัทดำเนินงานอยู่ (หนี้สินระยะยาวควรจะลดลงเรื่อยๆ เมื่อเวลาผ่านไปและมีจำนวนไม่มากนักเนื่องจากว่าเป็นหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ย) มีทุนดำเนินงาน (ทรัพย์สินหมุนเวียน - หนี้สินหมุนเวียน) ในระดับสูง มีผลตอบแทนต่อสินทรัพย์  (ROA ผมชอบให้สูงกว่า 10%) และต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE ผมชอบให้สูงกว่า 15%) สูงรวมทั้งมีอัตราการจ่ายปันผลที่ดี เป็นต้น

3) เข้าใจในมูลค่าที่แท้จริง

เรื่องนี้ดูเหมือนว่าจะเป็นกลัวอย่างที่เข้าใจได้ยากที่สุดเพราะสามารถคิดคำนวณราคาที่เหมาะสมได้หลายวิธีไม่ว่าจะเป็นอัตราส่วนราคาหุ้นต่อกำไรต่อหุ้นหรือ P/E (อัตราส่วนนี้ยิ่งต่ำยิ่งดี ค่าปกติอยู่ในช่วง 8-20 แล้วแต่อุตสาหกรรม โดยเทียบกับอุตสาหกรรมนั้นและการเติบโตของความสามารถในการทำกำไรของบริษัทและประเมินเป็นค่า Forward P/E หรือ P/E ในอนาคต) มูลค่าที่เหมาะสมจากการคิดด้วยวิธีคิดลดเงินสด (Discounted Cash Flow, DCF) หรือราคาที่เหมาะสมเมื่อคิดด้วยโมเดลการจ่ายปันผล (Dividend Discount Model - หุ้นที่มีการเติบโตสูงมากแต่จ่ายปันผลต่ำจะคิดด้วยวิธีนี้ไม่ดีนัก) เป็นต้น การอ่านบทวิเคราะห์ที่พูกถึงตัวเลขบ่อยๆ รวมทั้งการศึกษาเพิ่มเติมจะช่วยในข้อนี้ได้มาก

4) เข้าใจตัวเองและธรรมชาติราคาของหุ้นนั้น

เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ค่อนข้างซับซ้อน การเข้าใจในตัวเองคือรู้ว่าเราชอบอะไร กิจการแบบไหน และที่สำคัญคือมีเงินงบประมาณสำหรับการทดสอบทดลองซื้อหุ้นเท่าไรสำหรับหุ้นตัวแรกนี้ โดยในเงินก้อนหนึ่งอาจจะต้องแบ่งออกเป็นส่วนๆ เพื่อการทะยอยซื้อ อย่างน้อยควรซื้อได้ 3 ครั้งไม่ใช่ซื้อครั้งเดียวหมด ส่วนถ้าถามว่านักลงทุนแบบเน้นมูลค่าของกิจการหรือวีไอ (VI - Value Investor) สนใจราคาที่เปลี่ยนแปลงหรือไม่ สำหรับคนอื่นผมคงบอกแทนไม่ได้แต่สำหรับตัวผมเองแล้ว แน่นอนราคาที่เปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งที่น่าสนใจเพราะจะทำให้เรารู้ว่าหุ้นที่เรากำลังสนใจนั้นมีแนวโน้มราคาที่กำลังลดลง ทรงตัว หรือว่ากำลังเพิ่มขึ้น นอกจากนั้นเราก็น่าจะรู้ว่าการแกร่งไปมาของราคา ในช่วงเวลาหนึ่งวัน หนึ่งสัปดาห์หรือแม้กระทั่งหนึ่งเดือนเป็นอย่างไร ความรู้สึกเหล่านี้จะทำให้ช่วยตัดสินใจในการเข้าลงทุนได้ด้วย เนื่องจากบางครั้งเราอาจจะใช้เทคนิคการเข้าซื้อลงทุนได้หลายรูปแบบ เช่น เมื่อพบหุ้นที่มีราคาต่ำกว่ามูลค่าของมันแล้ว (โดยมีส่วนเผื่อเพื่อความปลอดภัยต่างๆ กัน) เราก็อาจจะทยอยเข้าซื้อสะสม (ถ้าราคามีแนวโน้มทรงตัวหรือแกว่งเพียงเล็กน้อย) หรือซื้อครั้งเดียวทีละมาก (กรณีที่ราคาหุ้นมีแนวโน้มสูงขึ้นและมีส่วนเผื่อเพื่อความปลอดภัยมาก เพราะขืนรอช้าก็คงได้ราคาที่แพงขึ้น แต่ก็ต้องกำหนดจุดขายตัดขาดทุนหรือขายแล้วซื้อคืนคือ short against port ด้วย) หรือจะใช้วิธีซื้อลงทุนแบบ DCA (Dollar Cost Average สำหรับผู้ที่มีเวลาน้อยก็ไม่ผิดอะไร แต่อาจจะต้องแบ่งเงินลงทุนก้อนแรกออกเป็นอย่างน้อย 5 ส่วน) หรือแม้แต่เฝ้าและรอซื้อที่มักใช้ในกรณีที่มีมีส่วนเผื่อเพื่อความปลอดภัยไม่มากนัก ก็ต้องรอจนราคาหุ้นนั้นต่ำลงมาเสียก่อนจึงเริ่มเข้าซื้อ

ทั้ง 4 ข้อด้านบนนี้ก็เป็นหลักการง่ายๆ ขั้นต้นที่ผู้ที่จะซื้อหุ้นตัวแรกควรจะเข้าใจและเริ่มหัดลงทุน อย่างไรก็ตามก็ไม่มีหลักการไหนที่รับประกันความสำเร็จได้ 100% เพียงแต่หลักการที่ถูกต้องจะทำให้มีโอกาสได้กำไรมากครั้งกว่าที่จะขาดทุน และเมื่อได้กำไรก็จะได้มากกว่าเมื่อขาดทุนนั่นเอง

วันพฤหัสบดีที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2559

งบการเงินเฉพาะกิจการและงบการเงินรวมต่างกันอย่างไร



หมดสิ้นปี 2558 เรียบร้อยแล้ว ช่วงเวลานี้บริษัทจดทะเบียนต่างๆ ก็มีเวลา 60 วันก่อนที่จะต้องส่งงบการเงินให้กับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย พวกเราที่เป็นนักลงทุนก็คงเฝ้าดูอย่างใจจดใจจ่อว่า บริษัทต่างๆที่เราลงทุน หรือที่เราส่งกำลังใจเชียร์ รวมทั้งส่งกำลังใจแช่ง (หวังว่าคงไม่มีมากนะครับ บางคนอาจจะคอยดูผลการดำเนินงานของบริษัทคู่แข่งบ้าง แต่ก็อย่าส่งกำลังใจแช่งมากเลยครับ) จะออกมาในรูปแบบใด ซึ่งเมื่อเราดูงบการเงินของหลายบริษัทแล้วเราก็จะเห็นว่ามีงบการเงินสองอย่างที่ถูกส่งและเผยแพร่ก็คือ งบการเงินเฉพาะกิจการ และ งบการเงินรวม หลายคนที่เป็นนักลงทุนหน้าใหม่คงสงสัยหรือสนใจว่างบการเงินสองอย่างนี้คืออะไร ทำไมต้องมีสองอย่างแยกจากกันด้วยและต่างกันอย่างไร

ทำไมต้องมีการจัดทำงบการเงินสองแบบด้วย

ถ้าบริษัทจดทะเบียนเป็นบริษัทเล็กๆ นั่นหมายความว่าไม่มีบริษัทร่วมหรือบริษัทย่อยอยู่เลย เรียกว่าเป็นบริษัทเดียวโดดเดี่ยวเดียวดายก็จะมีแต่งบการเงินเดี่ยวหรืองบเฉพาะกิจการ (คืองบแสดงสถานะทางการเงินหรืองบดุล, งบกำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จ, งบกระแสเงินสด ลำพังของตัวเอง) และก็จะหน้าตาเหมือนกันกับงบการเงินรวมนั่นเอง ก็เหมือนคนโสดไม่มีคู่มาวุ่นวายนั่นล่ะครับ แต่ถ้าเป็นบริษัทใหญ่ซึ่งเป็นบริษัทหลักที่มีบริษัทบริวารที่บริษัทใหญ่นำเงินไปลงทุนด้วย บรรดานักการเงินและนักลงทุนก็มักจะเกิดความสงสัยว่าและผลการดำเนินงานเฉพาะของบริษัทใหญ่เอง และของบริษัทใหญ่รวมกับบริษัทบริวารเข้ามาด้วยนั้น มีความแตกต่างกันอย่างไร หรือพูดง่ายๆ ก็คือ งบการเงินเฉพาะกิจการและงบการเงินรวมที่จัดทำออกมาสองชุดต่างหากจากกันนี้จะสามารถบอกได้ว่าการมีบริษัทบริวารที่ไปลงทุนนั้นเป็นสิ่งที่ดีหรือไม่แค่ไหนนั่นเอง

นำเงินไปลงทุนด้วยแค่ไหนถีงต้องจัดทำงบการเงินรวม

คราวนี้ก็มาถึงคำถามที่ว่า แล้วบริษัทใหญ่นำเงินไปลงทุนในบริษัทบริวารเป็นเงินเท่าไหร่ล่ะจึงจะต้องจัดทำงบการเงินรวมซึ่งรวมผลประกอบการของบริษัทบริวารเข้าไว้ด้วย ตามมาตรฐานบัญชีมาก่อนแล้วก็อาจจะบอกว่าต้องมีเงินลงทุนมากกว่าครึ่งหนึ่งของบริษัทบริวารแต่ในปัจจุบันแล้วแม้ว่ามีเงินลงทุนไม่ถึงครึ่งหนึ่งเช่น ตั้งแต่ 20 - 50% แต่บริษัทใหญ่มีอำนาจควบคุมการประกอบกิจการของบริษัทบริวาร อย่างมีนัยยะสำคัญ (เช่นมีอำนาจในการแต่งตั้งผู้บริหารมีอำนาจในการกำหนดทิศทางของธุรกิจ เป็นต้น) ก็ถือว่าจะต้องจัดทำงบการเงินรวมด้วย (ส่วนงบการเงินเฉพาะกิจการนั้นต้องจัดทำอยู่แล้ว) โดยสรุปก็คือในปัจจุบันเราไม่ได้ดูเฉพาะเงินที่นำไปลงทุนหรือสัดส่วนการถือหุ้นในบริษัทบริวารของบริษัทใหญ่ แต่ดูอำนาจควบคุมในการดำเนินกิจการของบริษัทบริวารด้วย

งบการเงินรวมบอกอะไรเรา

งบการเงินรวมจะบอกสภาพโดยรวมของบริษัทหลักรวมกับบริษัทย่อยตามส่วนที่บริษัทหลักได้เข้าไปลงทุน ตัวเลขในงบการเงินจะถูกจัดทำโดย นำเอาสินทรัพย์หนี้สินรายได้รายจ่ายของทั้งบริษัทหลักและบริษัทย่อยมารวมกันโดย หักรายการระหว่างกัน (รายการซื้อ รายการขายระหว่างกัน การกู้ยืมระหว่างกัน เงินปันผล) ออก โดยเมื่อเราดูงบการเงินรวมเราจะเห็นตัวเลขหนึ่งคือ "ส่วนได้ส่วนเสียที่ไม่มีอำนาจควบคุม" ซึ่งก็คือสัดส่วนการลงทุนในบริษัทบริวารที่บริษัทใหญ่ไม่ได้ไปลงทุนเอาไว้ ตัวเลขนี้ถ้ามีสัดส่วนมากก็แสดงว่าบริษัทใหญ่ไม่ได้ลงทุนในบริษัทบริวารมากนักนั่นเอง
ย้อนกลับมางบการเงินเฉพาะกิจการอีกที
สำหรับบริษัทใหญ่ๆ ที่มีบริษัทบริวารที่ตัวเองไปลงทุนด้วยนั้นงบการเงินเฉพาะกิจการของบริษัทใหญ่เองจะแสดงสถานะทางการเงิน กำไรขาดทุน และกระแสเงินสดของตัวเอง โดยไม่เกี่ยวกับบริษัทบริวารและจะบันทึกการลงทุนในบริษัทบริวารตามวิธีราคาทุนหักด้วยค่ะเพื่อการด้อยค่าของเงินลงทุนในบริษัทบริวารนั้น

แล้วเราควรจะดูงบการเงินไหนอย่างไร

ในเมื่อมันมีงบการเงินสองอย่างให้เราดู เราก็คงต้องดูทั้งคู่ล่ะครับ (แหม ก็อุตส่าห์ทำมาแล้ว ต้องมีประโยชน์สิ) โดยดูเปรียบเทียบกันโดยหลักการแล้วงบการเงินรวมนั้นสำคัญกว่า โดยเราจะดูว่าเมื่อรวมเอาบริษัทบริวารเข้ามาด้วยแล้วบริษัทใหญ่มีกำไรมากขึ้นหรือน้อยลงอย่างไร ถ้ารวมแล้วมีกำไรขาดทุนเท่าๆ เดิมนั่นก็หมายความว่าบริษัทย่อยไม่ได้ทำกำไรหรือสร้างผลขาดทุนเท่าไหร่นัก แต่ถ้างบการเงินรวมมีตัวเลขที่ดีกว่างบการเงินเฉพาะกิจการค่อนข้างมากก็เป็นที่สังเกตว่าบริษัทบริวารทำกำไรให้มาก ซึ่งมีทั้งข้อดีและข้อเสียข้อดีก็คือมีบริษัทบริวารคอยค้ำจุนบริษัทใหญ่ (บริษัทแม่) ได้ แต่ข้อเสียก็คือเราอาจจะไม่รู้รายละเอียดความเป็นมาเป็นไปของบริษัทบริวารมากนักทำให้เรามีความสามารถในการคาดการณ์ผลประกอบการของบริษัทบริวารเหล่านั้น (ที่มีอิทธิพลค้ำจุนอยู่มาก) ได้ไม่ดีนัก เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจหรือสภาพแวดล้อมใดๆ กับบริษัทบริวาร อาจจะทำให้งบการเงินรวมย่ำแย่ไปโดยที่เราคาดการณ์ไม่ได้ รวมทั้งผู้บริหารก็อาจจะให้น้ำหนักในการไปพยายามทำงานกับบริษัทบริวารเพื่อให้สร้างผลกำไรได้มากกว่าบริษัทหลักก็เป็นไปได้ ในทางกลับกันถ้างบการเงินเฉพาะกิจการดูดีแต่งบการเงินรวมกลับแย่ แสดงว่าผลประกอบการของบริษัทบริวารไม่ดีนักเราก็คงต้องตั้งข้อสังเกตว่าผู้บริหารของบริษัทมักจะทำอย่างไรกับบริษัทบริวารเหล่านั้นต่อไป โดยสรุปเราอาจจะกล่าวโดยรวมได้ว่า เราต้องดูงบการเงินทั้ง เฉพาะกิจการและงบการเงินรวมโดยงบการเงินรวมควรมีตัวเลขที่ดีขึ้นกว่างบการเงินเฉพาะกิจการแต่ไม่ควรดิขึ้นมากจนผิดสังเกตนั่นเอง

กลวิธีทางการเงิน

ในบางครั้งบริษัทใหญ่บางบริษัทมีบริษัทย่อยหรือไปลงทุนในบริษัทบริวารที่ไม่ทำกำไรขาดทุนวุ่นวายต่อเนื่องไปหมด บริษัทใหญ่ก็อาจจะลดสัดส่วนการถือหุ้นในบริษัทย่อยนั้นโดยขายหุ้นทิ้งให้ใครก็ได้สักคนหนึ่ง และ ทำตัวให้ไม่มีอำนาจควบคุมใดๆ ในบริษัทย่อยนั้นเพียงเท่านี้ก็ไม่ต้องนำงบการเงินที่เละเทะของบริษัทบริวารมารวมในงบการเงินรวม ทำให้งบการเงินรวมของบริษัทหลักซึ่งยังอาจจะรวมผลงานของบริษัทย่อยบริวารอื่นเอาไว้อยู่ดูดีขึ้นมาก ผลก็อาจจะทำให้หุ้นพุ่งกระฉูดก็ได้

ช่วงนี้ หลายบริษัทก็ประกาศผลประกอบการกันแล้ว และอีกไม่กี่วันเราก็คงเห็นงบการเงินของอีกหลายบริษัทแล้ว ผมก็ขอเอาใจช่วยบริษัทที่เพื่อนๆ ลงทุนเป็นเจ้าของให้เจริญรุ่งเรือง มีตัวเลขที่ออกมาดี ดีขึ้น และก้าวหน้าได้อย่างมั่นคงในอนาคตต่อไปครับ

วันพุธที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2559

ลงทุนอย่างไรในปี 2559


หลังจากปี 2558 ผ่านไปแบบทุลักทุเลพอสมควร เพราะมีหลายสิ่งอย่างกดดันทำให้สภาพของตลาดหลักทรัพย์ดูไม่สดใสเท่าไร เกือบทั้งปีที่ราคาหุ้นใหญ่เช่น PTT ลดต่ำลงจาก 300 กว่าบาทเหลือเพียง 214 บาทในวันสุดท้ายของปี ราคาหุ้น SCC จากประมาณ 550 บาทเมื่อปลายไตรมาสแรกลดเหลือเพียง 400 บาทต้นๆ ในปลายปี ในขณะที่หุ้นธนาคารขนาดใหญ่เองก็ไม่น้อยหน้า พากันลดราคาลงมากับเขาด้วย เช่น หุ้นธนาคารกรุงเทพ BBL ลดราคาจากประมาณ 195 บาทเหลือเพียง 140 บาท และหุ้นธนาคารกสิกรไทย KBANK ลดราคาจากประมาณ 250 บาทเหลือเพียง 150 บาท นอกจากนั้นแล้วหุ้นขนาดใหญ่ในกลุ่มอุตสาหกรรมต่างๆ ก็พากันลดราคาลงมาแทบตลอดทั้งปี พ.ศ. 2558 ที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งอุตสาหกรรมสื่อสารที่ได้รับแรงกดดันจากการประมูลคลื่นที่ทำให่หลายคนพากันกังวลว่ารายจ่ายที่เกิดขึ้นจะทำให้บริษัทเหล่านี้ไม่สามารถทำกำไรได้เหมือนเดิม และ/หรือไม่สามารถเติบโตต่อไปได้ (ประมาณว่าพื้นฐานเปลี่ยนไป) ก็เหมือนกับเป็นการซ้ำเติมดัชนีให้ร่วงลงมาแบบไร้ความสดใสเลยทีเดียว

ก่อนที่เราจะตัดสินใจวางแผนการลงทุนในปี พ.ศ. 2559 นี้ เราคงต้องมาดูสภาพแวดล้อมโดยทั่วไปกันเสียก่อน โดยมองย้อนไปในปีที่ผ่านมาซึ่งจะเห็นว่ามีแนวโน้ม คือ
  • การนำเข้าติดลบ (ส่วนมากเป็นสินค้าทุน)
  • การส่งออกติดลบ (ผลจากการนำเข้าที่ต่ำลง)
  • อัตราเงินเฟ้อติดลบ (เป็นตัวบอกสภาพเศรษฐกิจโดยทั่วไปว่าไม่ดีนัก)
  • เงินบาทอ่อนค่าลง
  • นักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น (การที่เงินอ่อนค่า มีส่วนช่วยบ้าง แต่การนำเข้าสินค้าจะมีต้นทุนสูงขึ้น)
  • รายได้ของเกษตรกรลดต่ำลง (ถ้ารากไม่แข็งแรง ลำต้นย่อมอ่อนแอไปด้วย)
  • ปริมาณน้ำมีแนวโน้มที่จะเกิดความแห้งแล้งได้ (เป็นธรรมชาติ แต่มีผลตามมาที่เลี่ยงได้ยาก)
  • การเมืองดูสงบ แต่ไม่กระตุ้นการเติบโตและการลงทุน นอกจากโครงการใหญ่ๆ
จากสภาพการณ์เหล่านี้ โดยส่วนตัวแล้วผมคงสรุปสิ่งที่เป็นโอกาสและสิ่งที่ต้องระวังในการลงทุนต่อไปนี้ (เน้นว่าเป็นความเห็นส่วนตัวนะครับ เพื่อนๆ ลองพิจารณาด้วยตัวเองก่อนการนำไปใช้นะครับ)

ธุรกิจที่อาจจะได้รับผลดีในปี 2559

1) หุ้นของธุรกิจที่มีความสามารถไปเติบโตในต่างประเทศที่มีสภาพเศรษฐศาสตร์ดีกว่าประเทศไทยในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจเกี่ยวกับการค้าปลีก วัสดุก่อสร้าง ธุรกิจการผลิตและส่งออกสินค้าพื้นฐานต่างๆ หุ้นบริการทางการเงินที่เติบโตต่างประเทศได้ อาจจะเป็นที่น่าสนใจหากราคาของมันยังไม่เกินพื้นฐานไป โดยมีข้อควรระวังว่าควรเป็นธุรกิจที่มีความแน่นอนในการควบคุมรายรับ/จ่าย และสามารถคาดการณ์ผลกำไรได้ค่อนข้างแน่นอน (ให้ระวังหุ้นกลุ่มรับเหมาก่อสร้างที่ได้งานในต่างประเทศ ว่าจะต้องคาดการณ์ผลกำไรได้ มีค่าใช้จ่ายที่ไม่คาดหวังต่ำ โดยนักลงทุนต้องรวมความไม่คาดหวังเหล่านี้ไว้ในการคำนวณราคาเหมาะสมด้วย จีงปลอดภัยพอในการลงทุน)

2) หุ้นของธุรกิจที่ยังมีพื้นฐานที่ดีแต่ถูกผู้คนเข้าใจผิด จนทำให้มีราคาลดต่ำลงมากเกินไป และทำให้มีส่วนเผื่อเพื่อความปลอดภัยกว้างมากพอ (ยิ่งมีราคาถูกด้วยการคำนวณปันผลตอบแทน และรายได้ กำไร ปันผล ยังมีการเติบโตอยู่ ยิ่งน่าสนใจ) หนึ่งในนั้นคือธุรกิจสื่อสารบางบริษัทที่ดูจะมีพื้นฐานทางการเงิน การตลาด และเทคโนโลยีรวมถึงสภาพแวดล้อมที่ดี (คลื่นที่มีในมือ อายุของคลื่น ความสามารถของทีมงาน มีปันผลตอบแทนที่ดี) หากนักลงทุนเห็นราคาลงมามากเกินสมควรและมีความเสี่ยงต่ำก็น่าจะลองพิจารณาลงทุนได้

3) ธุรกิจท่องเที่ยวที่เคยซบเซาเมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่สงบในประเทศที่ผ่านมา เวลานี้ก็มีจำนวนนักท่องเที่ยวกลับเข้ามาเพิ่มขึ้น ธุรกิจบริการด้านนี้น่าจะได้ผลดีไปด้วยไม่ว่าจะเป็นร้านอาหาร โรงแรม การบิน (ต้องเลือกบริษัทที่มีความสามารถในการทำกำไรที่เหมาะสมกับการใช้จ่ายของบรรดานักท่องเที่ยวเหล่านี้)

4) ธุรกิจก่อสร้างที่ได้รับผลพวงจากงานใหญ่ของภาครัฐ เช่น ธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง ธุรกิจวัสดุก่อสร้าง โดยต้องคัดเลือกบริษัทที่มีความสามารถในการแข่งขันสูง สามารถควบคุมต้นทุนได้ดี (โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง ที่ได้งานเป็นจำนวนเงินมาก แต่หากมีการควบคุมดูแลไม่ดี มีการรั่วไหลสูง หรือมีอุปสรรคในการทำงานมาก ผลสุดท้ายอาจจะไม่ได้กำไรอย่างที่หวังไว้ได้)

ธุรกิจที่ควรระวังในการลงทุนในปี 2559

ถามว่า หุ้นที่ควรระวังนั้นหมายถึงให้หลีกเลี่ยงการลงทุนไปเลยใช่ไหม คำตอบคือไม่ใช่ เพราะธุรกิจที่อาจจะได้รับผลกระทบก็ยังแบ่งออกเป็นในระยะสั้นหรือยาวได้อีก ถ้าบริษัทมีพื้นฐานที่ดี แต่อาจจะได้ผลกระทบเพียงระยะสั้น โดยทำให้ราคาหุ้นตกต่ำลงมามากเกินไป เราก็อาจจะเข้าไปลงทุนได้โดยวางแผนการลงทุน (การซื้อ ขาย) ให้ดี อย่างไรก็ตามหากการคาดการณ์ของเราผิด อาจจะจำเป็นต้องขายตัดขาดทุนออกไปก่อนเท่านั้นเอง หุ้นของธุรกิจที่ต้องระวังก็เช่น

1) จากราคาน้ำมันที่ต่ำลง จากแนวโน้มและสภาพแวดล้อมที่ผ่านมา ดูเหมือนราคาน้ำมันจะถูกกดดันด้วยสภาพของ อุปสงค์-อุปทานอย่างแท้จริง จะสังเกตได้ว่า เมื่อก่อนนี้หากมีข่าวความเป็นไปได้ของสงคราม (ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ จริงหรือเท็จอย่างไร) ราคาน้ำมันจะดีดตัวขึ้นไปก่อนเลย แต่ปัจจุบันนี้กลับไม่เป็นเช่นนั้น อีกส่วนหนึ่งอาจจะเป็นการแตกคอของเหล่าประเทศผู้ผลิตน้ำมันที่ระดมกำลังกันผลิตน้ำมันออกมาโดยไม่สนใจว่าราคาจะตกต่ำลงไปแค่ไหน  และที่ขาดจะไม่พูดถึงไม่ได้ก็คือปกติแล้วที่สหรัฐอเมริกามีกฏหมายว่าจะไม่ส่งออกน้ำมันมากว่า 40 ปี แต่กลับแก้กฏหมายนี้ให้สามารถส่งออกน้ำมันได้ เรื่องนี้มองได้หลายแง่มุมของความเป็นไปได้ว่า สหรัฐอเมริกาอาจจะคิดว่าตัวเองมีปริมาณน้ำมันสำรองมากพอ หรือมีแหล่งพลังงานอื่นที่ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาเพียงน้ำมันดิบอีกต่อไป หรือแม้กระทั่งเป็นการกดดันราคาน้ำมันดิบที่เป็นแหล่งรายได้เป็นกอบเป็นกำให้กับประเทศกลุ่มอาหรับและโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับรัสเซียที่ถึงอย่างไรก็ดูไม่ค่อยสนิทใจเท่าไร ทำให้ประเทศเหล่านี้มีรายได้ต่ำลงและมีความสามารถในการซื้อ (และแน่นอนว่า ในทางการทหาร) ต่ำลงด้วย ด้วยเหตุผลต่างๆ เหล่านี้จึงยังไม่มีเหตุผลหรือสถานการณ์อันที่ทำให้พอจะมองได้ว่าราคาน้ำมันจะปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นเหมือนเช่นในอดีตที่ผ่านมา  ดังนั้นธุรกิจที่น่าสนใจก็คือธุรกิจที่ได้รับประโยชน์จากราคาน้ำมันที่ต่ำลง (ต้นทุนต่ำลง หรือยอดขายเป็นปริมาณสูงขึ้น) โดยมีข้อแม้ว่าจะต้องไม่มีคู่แข่งกันเองรับประโยชน์จากราคาน้ำมันด้วยซึ่งสุดท้ายก็จะราคาขายลงมาและทำให้ความสามารถในการทำกำไรไม่ได้ดีขึ้นแต่อย่างใด

2) หุ้นการเกษตรที่อาจจะได้รับผลกระทบจากปริมาณน้ำฝนที่น้อยลง ทำให้ผลผลิตต่ำลง ราคาผลผลิตมักเพิ่มสูงขึ้นทำให้ต้นทุนในการผลิตสูงขึ้น ถ้าธุรกิจไม่สามารถขึ้นราคาสินค้าได้ไม่ว่าจะเพราะเป็นสินค้าควบคุมราคาขายหรือเพราะคู่แข่งล้วนไม่ยอมปรับราคา ก็ย่อมทำให้ความสามารถในการทำกำไรต่ำลง  ธุรกิจอีกอย่างหนึ่งที่อาจจะได้รับผลกระทบจากความแล้งก็คือธุรกิจผลิตและจำหน่ายวัตถุดิบในการผลิตสินค้าเกษตร เมื่อเกิดการแห้งแล้ง การเพาะปลูกลดน้อยลง (เช่น ทำนาน้อยลง ก็ย่อมซื้อปุ๋ยน้อยลง เป็นต้น) เหล่านี้จึงต้องระวังในการลงทุน

3) หุ้นพลังงานทดแทน เป็นอีกหนึ่งกลุ่มธุรกิจที่เราควรให้ความระมัดระวังในการลงทุนในปีนี้ เนื่องจากราคาน้ำมันซึ่งเป็นแหล่งพลังงานหลักลดต่ำลงอย่างต่อเนื่อง ธุรกิจที่ขายสินค้าทดแทนน้ำมันย่อมได้รับผลกระทบไปด้วย อย่างน้อยก็ต้องลดราคาลงมาเพื่อให้เทียบเคียงกับค่าใช้จ่ายกับพลังงานหลัก นอกจากนั้นเราต้องไม่ลืมความจริงที่ว่าธุรกิจผลิตพลังงานทดแทนเช่นไฟฟ้าได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลไม่มากก็น้อย ส่วนหนึ่งที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะราคาของพลังงานหลักที่พุ่งสูงขึ้นในช่วงระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา แต่เมื่อแนวโน้มได้เปลี่ยนไป การช่วยเหลือสนับสนุนจากภาครัฐในการลงทุน ก็อาจจะเปลี่ยนไปด้วย ดังนั้นนักลงทุนควรจะให้ความระมัดระวังในการลงทุนกับธุรกิจเหล่านี้เช่นกัน

4) การเงินการธนาคารที่เป็นธุรกิจในประเทศ โดยปกติแล้วราคาหุ้นของกลุ่มธนาคารจะสะท้อนสภาพเศรษฐกิจล่วงหน้าอยู่หลายเดือน (5-6 เดือน) สิ่งที่เป็นกังวลที่สุดของธุรกิจการเงินการธนาคารก็คือปริมาณของหนี้เสียและนโยบายการเงินของรัฐบาล เมื่อหนี้เสียพุ่งสูงขึ้นจะทำให้ธนาคารเหล่านี้ต้องกันเผื่อหนี้สงสัยจะสูญเพิ่มขึ้น แม้เพียงสัดส่วนน้อยนิดก็มักกระทบกับกำไรของธนาคารต่างๆ เป็นจำนวนมาก นักลงทุนจึงต้องติดตามการดำเนินงานและสภาพเศรษฐศาสตร์ของลูกค้าของเหล่าสถาบันการเงินเหล่านี้ให้ดี

สำหรับนักลงทุนแนวเน้นมูลค่าของกิจการแล้ว สิ่งที่เป็นแก่นของการลงทุนคือความสามารถในการคาดเดาผลการดำเนินงานของธุรกิจต่างๆ ได้ และเราย่อมสามารถใช้ความสามารถในการคาดเดาผลการดำเนินงานเหล่านั้นในระยะ สั้น กลาง และยาว มาตัดสินใจลงทุนในระยะต่างๆ ได้ ก็ขอให้เพื่อนๆ ประสบความสำเร็จในการลงทุนในปีนี้นะครับ

หมายเหตุ
บทความนี้เป็นความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน ขอให้เพื่อนนักลงทุนพิจารณาด้วยตัวเอง และดัดแปลงให้เข้ากับสภาพการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปก่อนการนำไปใช้งานครับ

วันเสาร์ที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2559

ข้อคิดคำคมในการลงทุนโดย วอเรน บัฟเฟตต์



วันหยุดแบบนี้ เอาของดีมาฝากกันเหมือนเดิม บางท่านอาจจะเคยได้ยินบ้างแล้ว บางทีได้ยินแต่อาจจะเป็นภาษาอังกฤษต่างด้าวบ้าง หรือเข้าใจยากบ้าง ก็ไม่เป็นไรครับ ผมพยายามเขียนใหม่ให้เป็นภาษาชาวบ้านเข้าใจได้ง่าย อาจจะไม่ตรงเป๊ะตามคำแปล (เพราะเป็นการเขียนใหม่ ไม่ใช่แปล) แต่ก็พยายามรักษาความหมายและบรรยากาศเดิมไว้ให้มากที่สุด ลองดูแล้วคิดตามนะครับ น่าจะมีประโยชน์ในการลงทุนอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว

Buying a stock is about more than just the price.
"การซื้อหุ้นของบริษัทสุดยอดที่ราคายุติธรรมนั้นดีกว่าการซื้อหุ้นของบริษัทงั้นๆ ที่ราคาถูกๆ เยอะเลย"

You don't have to be a genius to invest well.
"คุณไม่ต้องฉลาดขนาดเป็นนักวิทยาศาสตร์ยิงจรวดหรอก การลงทุนไม่ใช่เกมที่คนไอคิว 160 จะชนะคนไอคิว 130 ได้"

But, master the basics.
"การลงทุนให้ประสบความสำเร็จ ไม่จำเป็นต้องรู้สารพัดทฤษฎีทางการเงินให้เชี่ยวชาญหรอก โรงเรียนธุรกิจและการเงินมีแนวโน้มจะครอบงำผู้ลงทุนด้วยวิชาการเหล่านั้น ในความเห็นของเรา ผู้ลงทุนควรเก่งจริงสองอย่างก็คือ การประเมินค่าของธุรกิจ และ ความคิดเกี่ยวกับราคาตลาด เท่านั้นเอง"

Don't buy a stock just because everyone hates it.
"การซื้อหุ้นที่ใครๆ ก็ไม่ชอบ หรือชิงชัง ก็แย่พอๆ กับซื้อหุ้นตามๆ คนอื่นไปนั่นล่ะ สิ่งที่นักลงทุนควรทำคือการคิดมากกว่าการไปสืบเสาะว่าใครชอบอะไร"

Bad things aren't obvious when times are good.
"ในวันที่ดีๆ หุ้นก็พากันขึ้นทั้งตลาด เรามองไม่เห็นหรอกว่าใครดีใครไม่ดี ก็เหมือนกับเรามองไม่เห็นว่าใครแก้ผ้าว่ายน้ำ จนกระทั่งน้ำลดนั่นแหละ"

Always be liquid.
"ควรมีสภาพคล่องที่ดี อย่าทำให้ตัวเอง (และการลงทุนของตัว) ตกอยู่ในสภาพที่เป็นหนี้"

The best time to buy a company is when it's in trouble.
"สิ่งดีที่สุดที่สามารถจะเกิดขึ้นกับนักลงทุนได้ก็คือเมื่อบริษัทชั้นเลิศมีปัญหาชั่วคราว เรียกว่าเข้าไปซื้อตอนมันนอนอยู่บนเตียงผ่าตัดเลยได้ยิ่งดี"

Stocks have always come out of crises.
"ในท้ายที่สุด ตลาดหุ้นก็จะดีเองนั่นล่ะ ถ้าเราดูย้อนกลับไปนานๆ จะเห็นว่าตลาดไหนๆ ก็ผ่านการแย่มาทั้งนั้น และสุดท้ายก็ออกจากวิกฤตมาได้"

Don't be fooled by that Cinderella feeling you get from great returns.
"สำหรับบางคน การลงทุนและการเก็งกำไรดูยิ่งไม่ชัดเจนเมื่อตลาดดี การหาเงินได้ง่ายๆ นั้นดูทำให้คนมีความสุขมาก ดูไปก็เหมือนการไปงานเลี้ยงที่ทุกคนก็รู้ว่าถ้าออกมาไม่ทันก็จะซวยได้ ทุกคนก็หวังว่าจะวิ่งออกจากงานก่อนงานเลิก แต่ปัญหาอยู่แค่ว่าไม่มีใครรู้ว่างานจะเลิกเมื่อไร ก็เหมือนกับการเล่นเก้าอี้ดนตรีนั่นเองที่ไม่รู้ว่าเพลงจะหยุดเมื่อใด"

Think long-term.
"หุ้นที่ควรซื้อคือหุ้นของบริษัทชั้นเลิศที่สามารถทำกำไรเพิ่มมากขึ้นได้ทุกๆ ปี ตลอด 2, 5, หรือ 10 ปีจากนี้ไป บริษัทเหล่านี้หายาก แต่ถ้าหาเจอแล้วล่ะก็ให้ซื้อหุ้นของเขาในปริมาณมาก จากนั้นก็ถือไปเรื่อยๆ พอบริษัทมีกำไรดี ราคาหุ้นกับพอร์ตของเราก็โตไปเอง ถ้าเราไม่คิดจะถือหุ้นของบริษัทใดได้ 10 ปี ก็อย่าคิดไปซื้อหุ้นของบริษัทนั้นแล้วถือไว้ 10 นาทีเลย"

Forever is a good holding period.
"ถ้าเราถือหุ้นของบริษัทชั้นเลิศ ที่มีการบริหารชั้นเลิศแล้วล่ะก็ แผนการถือหุ้นนั้นคือถือไปเรื่อยๆ ไม่มีกำหนด ตราบเท่าที่มันยังดีอยู่"

Buy businesses that can be run by idiots.
"พยายามหาซื้อธุรกิจชั้นเลิศที่ประสบความสำเร็จและเติบโตได้แม้ว่าเอาคนโง่มาบริหาร เพราะไม่ช้าก็เร็ว ก็จะมีคนโง่มานั่งบริหารบริษัทบ้างนั่นเอง"

Be greedy when others are fearful.
"นักลงทุนควรจำไว้เสมอว่า ความตื่นเต้นและการใช้จ่าย (สองอย่างนี้ทำให้และเป็นผลจากซื้อขายบ่อย) เป็นศัตรูของตัวเอง และถ้ากำลังพยายามกะเกณฑ์ช่วงเวลาที่จะลงทุนล่ะก็ ลองกลัวตอนคนอื่นโลภ และโลภตอนคนอื่นๆ กลัว น่าจะดีกว่า"

You don't have to move at every opportunity.
"ตลาดหุ้นก็เหมือนกีฬาเบสบอล เราไม่ต้องตีทุกลูกก็ได้ แต่รอลูกที่ดีจริงๆ เท่านั้น ปัญหาก็คือเมื่อเราเป็นผู้จัดการการเงิน แล้วแฟนๆ ตะโกนเชียร์ตลอดเวลาว่า เอาเลย เอาเลย หวดเปรี้ยง! เป็นเรื่องทันที..."

Ignore politics and macroeconomics when picking stocks.
"อย่าไปสนใจเรื่องการเมืองขึ้นๆ ลงๆ หรือเศรษฐศาสตร์มหภาคให้มากนัก (เอาหูไปนา เอาตาไปไร่เสียบ้าง) แล้วลงทุนในบริษัทที่ดี มีภูมิคุ้มกันที่ดี ไปเรื่อยๆ ไม่ต้องไปเล่นตามข่าวต่างๆ ที่จริงเรามีโอกาสซื้อดีมากๆ ตอนวิกฤติต่างๆ ถึงจุดสูงสุดของมันนะ"

The more you trade, the more you underperform.
"แม้แต่ เซอร์ ไอแซค นิวต้น ที่ถือว่าเป็นอัจฉริยะทางฟิสิกส์ยังบอกว่าตัวเองไม่มีความสามารถในการคาดการณ์พฤติกรรมของคนในตลาดหลักทรัพย์ได้จนกระทั่งขาดทุนเป็นจำนวนมาก ที่จริงถ้าไม่ขาดทุนมากอาจจะทำงานต่อและค้นพบกฎข้อที่สี่ก็ได้ว่า ยิ่งเทรดมากก็ยิ่งได้ผลตอบแทนต่ำลง นั่นเอง"

Price and value are not the same.
"อาจารย์ของ วอเรน บัฟเฟตต์ สอนไว้นานมาแล้วว่า ราคาคือสิ่งที่คุณจ่าย แต่มูลค่าที่แท้จริงคือสิ่งที่เราได้รับ ไม่ว่าเราจะซื้อรองเท้า ถุงเท้า หรือหุ้น เราคงอยากซื้อของคุณภาพดีตอนลดราคาเหมือนๆ กันแหละ"

There are no bonus points for complicated investments.
"การลงทุนของเรา เน้นที่ความเรียบง่ายไม่ต้องคำนวณอะไรมากมาย การลงทุนใหญ่ๆ ดีๆ ที่เราชอบจะเป็นธุรกิจที่มีพนักงานเก่งและคิดว่าตัวเองเป็นเจ้าของธุรกิจนั้น และควรอธิบายได้ด้วยตัวหนังสือเพียงย่อหน้าเดียวก็พอ  นักลงทุนควรจำไว้ว่าผลสำเร็จของตัวเองนั้นดูได้ง่ายมาก ไม่มีคะแนน "ท่ายาก" ให้ในแบบกีฬากระโดดน้ำ ถ้าเข้าใจได้ว่ามีหลักการอะไรบ้างที่ธุรกิจจะประสบความสำเร็จและนำไปใช้ตัดสินใจ ก็ได้ผลดีพอกับการคำนวณด้วยศาสตร์คณิตศาสตร์อันพิสดารนั่นล่ะ"

A good businessperson makes a good investor.
"การเป็นนักธุรกิจที่ดีสามารถช่วยให้เป็นนักลงทุนที่ดีได้"

Higher taxes aren't a dealbreaker.
"อย่าให้ภาษีที่ต้องจ่ายมามีส่วนในการตัดสินใจลงทุน ยกตัวอย่างง่ายๆ สมมติว่ามีนักลงทุนเก่งๆ ที่คุณเชื่อใจมาชวนลงทุนในบางธุรกิจที่เขาเองก็ลงทุนอยู่ คุณจะตอบว่า เอ่อ.. ขอผมดูก่อนนะว่าผมต้องเสียภาษีเท่าไร เพิ่มมากไหม ถ้าเสียเพิ่มขึ้นผมยอมฝากเงินดอกเบี้ย 1-2% ต่อไปก็แล้วกัน หรือเปล่า ถ้าไม่ได้ตอบแบบนั้น ก็ลืมๆ เรื่องภาษีไปก่อน (อันที่จริง ถ้าบริษัทมีกำไรจริง หรือเราทำเงินได้จริง เราต้องจ่ายภาษีได้จริงด้วยนะ)"

Companies that don't change can be great investments.
"วิธีการของเรามักจะได้กำไรมากจากการลงทุนในธุรกิจที่ไม่เปลี่ยนแปลงมากกว่าธุรกิจที่ต้องเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย เราได้กำไรจากการลงทุนในบริษัทหมากฝรั่งที่ดูเหมือนไม่เปลี่ยนแปลงอะไร (รสชาติ รูปแบบซอง กล่อง และอื่นๆ) เราคิดว่าบริษัทหมากฝรั่งคงไม่เจ๊งหรือโตช้าลงจากอิทธิพลของอินเตอร์เน็ต และเราชอบธุรกิจแบบนั้น"

Time will tell.
"เวลาเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของธุรกิจชั้นเลิศ (เพราะมันจะโตไปเรื่อยๆ ยาวนาน คงทน) แต่เป็นศัตรูกับธุรกิจธรรมดาปานกลางทั่ว ๆ ไป (พวกนี้ มาแล้วไป นิยมเป็นพักๆ)"

This is the most important thing.
"ข้อสำคัญที่สุดในการลงทุนมีสองข้อ (1) อย่าขาดทุน และ (2) อย่าลืมข้อแรก"

คราวนี้ หน้าที่ของเราที่เป็นนักลงทุน ก่อนอื่นเลยก็คือพิจารณาว่าสิ่งต่างๆ ที่คุณบัฟเฟตต์บอกไว้นั้นมีความจริงเท่าใด ควรเชื่อถือหรือไม่อย่างไร ถ้าข้อไหนคิดว่าไม่จริงก็แล้วไป ข้อใดคิดว่าจริงก็ลองนำไปปรับใช้ดู อย่างน้อยเราก็ได้แนวทางในการลงทุนในแนวเน้นมูลค่าของกิจการไม่มากก็น้อย ไม่สะเปะสะปะอีกต่อไปครับ

วันศุกร์ที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2559

สวัสดีปีใหม่ 2559 / 2016 - สรุปผลงานปี 2558



หมดสิ้นปี พ.ศ. 2558 ไปเรียบร้อย นับว่าปีที่ผ่านมาเป็นอีกปีหนึ่งที่ยากลำบากสำหรับธุรกิจและการลงทุนเลยทีเดียว เงินทองค่อนข้างจะฝืดเคือง สินค้าหลายรายการขายยากยกเว้นใบบางสายธุรกิจที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตตามปกติ และธุรกิจไทยหลายหลายธุรกิจที่ปรับตัวโดยขยายกิจการออกไปยังต่างประเทศก็ยังพอจะดูดี  หรืออาจจะพอเติบโตได้บ้าง ที่แย่ที่สุดที่เห็นได้ชัดเจนตลอดทั้งปีที่ผ่านมาก็คือราคาน้ำมันตกต่ำลงมาเรื่อยๆ ดังที่ผมได้เขียนเกี่ยวกับเรื่องนี้เอาไว้แล้ว (วิกฤตน้ำมัน) สุดท้ายก่อนจบปี ก็มีการประมูลคลื่นความถี่สำหรับผู้ประกอบการโทรศัพท์มือถือจำนวน 2 คลื่นความถี่ (1,800 และ 900 MHz) โดยมีผู้เล่นเข้ามาประมาณ 4 ราย ตลอดเวลานับหลายเดือน เหตุการณ์นี้กดดันราคาหุ้นกลุ่มสื่อสารอย่างเห็นได้ชัด ทั้งผลการประมูลกลับเหนือความคาดหมายของตลาดไปอีก ยิ่งทำให้ราคาหุ้นของกลุ่มสื่อสารตกต่ำลงไปอีก นัยว่าส่วนใหญ่แล้วเป็นการขายจากนักลงทุนต่างชาติ ทำให้บรรยากาศช่วงก่อนโค้งสุดท้ายของปี 2558 ที่ผ่านมาดูไม่ค่อยดีเท่าไร มาดูว่าทำท่าจะเงยหน้าขึ้นมาได้ก็ตอน 2 - 3 วันสุดท้ายก่อนจะหมดปีจริงๆ

ในฐานะนักลงทุนเราก็คงต้องสรุปผลการดำเนินงานว่าในปีที่ผ่านมานั้นเป็นอย่างไรบ้าง ไม่เช่นนั้นเราก็จะไม่ทราบว่าเรามีข้อดีที่ควรพัฒนาต่อ และมีข้อเสียที่ต้องแก้ไขในปีต่อไปอย่างไร สำหรับผมแล้วโดยส่วนตัวเป็นดังนี้
  1. ต้นเดือนมกราคา 2558 เปิดปีที่ดัชนี 1497 จุด (โดยประมาณ)
  2. ปิดปี ณ วันที่ 30 ธ.ค. 2558 ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ 1288 จุด (โดยประมาณ) โดยรวมแล้ว ตลาดตกลงมา -13.96%
  3. ระหว่างปี ซื้อบ้าง ขายบ้าง เปลี่ยนบริษัทที่ลงทุนด้วยไปมาบ้าง อยู่เฉยๆ บ้าง ไม่ใช่เพราะขยันหรือขี้เกียจ แต่มันต้องเป็นแบบนั้น แต่ทั้งหมดทั้งปวงแล้วพอร์ตโตขึ้น +46.44%
หมายเหตุ
ในการคำนวณ ผมได้ตัดเงินใหม่ที่ใส่เข้าไปด้วยประการใดๆ ทั้งหมด (ซึ่งเงินที่ใส่เข้าไปนี้เอง เป็นส่วนที่ฉุดผลประกอบการลงมาด้วยซ้ำ หากไม่ใส่เข้าไปจะดูดีกว่านี้ด้วยซ้ำไป)
 
จากนั้นเราก็ควรมาดูว่าอะไรเป็นสิ่งที่ทำได้ดีและผิดพลาด โดยส่วนตัวแล้วสิ่งที่ผมทำได้ดีก็คือปรับพอร์ตให้อิงกับหุ้นที่จ่ายปันผลสูงได้มากขึ้นและยังมีราคาต่ำกว่ามูลค่าของมันเป็นหลัก ลงทุนกับธุรกิจที่เติบโตต่างประเทศให้มากขึ้น หลีกเลี่ยงการลงทุนในหุ้นที่มีปัญหาเรื่องธรรมาภิบาลและที่เกี่ยวกับพลังงานทั้งหลาย (เนื่องจากสภาพแวดล้อมภายนอกที่เป็นขาลงชัดเจน - ก็เพราะมันขึ้นมาแบบไร้เหตุผลอันสมควรมาก่อนหน้านั้น) รวมทั้งหลีกเลี่ยงธุรกิจที่ไม่มีความแตกต่าง มีผู้เล่นจำนวนมาก และมีธรรมชาติในการใช้ราคาเข้าต่อสู้กันอย่างเห็นได้ชัด (เช่น สายการบิน) หลีกเลี่ยงหุ้นที่อ้างอิงกับกับดัชนีหรือเป็นตัวทำดัชนี (ก็ทั้งทำขึ้นและทำลงล่ะครับ) และย้ายการลงทุนไปไว้ในหุ้นที่ไม่ได้เป็นตัวทำดัชนีให้มากขึ้น
 
ส่วนข้อผิดพลาดก็ย่อมมี โดยส่วนตัวคือการปรับพอร์ตที่ผิดจังหวะไปบ้างและทำให้เสียโอกาสที่ดีไปพอสมควร (นับไปนับมาก็เสียโอกาสในบ้านงามๆ เป็นหลังๆ เหมือนกัน) แต่ก็ไม่เป็นไรครับ ในการลงทุนเราต้องพอใจในสิ่งที่เราทำได้ ถ้าเราไม่พอใจในสิ่งที่เราได้ที่เรามีแล้ว ไม่ว่าจะได้ผลตอบแทนเพียงใดก็เป็นทุกข์อยู่ดี นอกจากนั้นผมว่าจะยังเป็นคนค่อนข้างแปลกโดยส่วนตัวคือการขายของที่ราคาสูงแล้วปล่อยให้คนอื่นติดดอยอยู่ข้างบนนั้นดูเหมือนเป็นสิ่งที่ผมไม่ค่อยเลือกที่จทำ ก็เอาเป็นว่าแบบนี้เป็นวิธีการลงทุนส่วนบุคคลก็แล้วกันครับ

ในปี พ.ศ. 2559 ที่กำลังจะมาถึงนี้น่าจะเป็นปีที่ยากลำบากอีกปีหนึ่งในการลงทุน ขอให้เพื่อนๆ ใช้สติปัญญาหาความรู้ให้เท่าทัน ฝึกฝนจนชำนาญ และขอให้ประสบความสำเร็จทุกท่าน สวัสดีปีใหม่ 2559/2016 ครับ

วันอาทิตย์ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2558

ศึก-สงครามคลื่นมือถือ


ในที่สุดก็จบกันไปแล้วนะครับสำหรับการประมูลคลื่นความถี่ 900 MHz ตลอดระยะเวลาสองสามเดือนที่ผ่านมาราคาของหุ้นกลุ่มสื่อสารทั้งหมดดูเหมือนจะถูกกดดันและรอผลการประมูลให้เสร็จสิ้นเสียก่อน สำหรับผลการประมูลของคลื่นทั้ง 1,800  และ 900 MHz ก็คงเป็นที่รู้กันกับทุกท่านแล้วนะครับโดยผู้ที่ชนะการประมูลคลื่น 1,800 MHz คือ AIS และ TRUE ในขณะที่ผู้ชนะการประมูลคลื่น 900 MHz คือ TRUE และ JAS (แม้การส่งบริษัทเข้าประมูลจะเป็นในนามบริษัทอื่นแต่ก็เป็นตัวแทนโดยตรงของผู้ให้บริการหลักทั้ง 4 ราย ดังนั้นผมจึงขอเรียกชื่อของผู้ที่ได้ชนะการประมูลเป็นชื่อของผู้ให้บริการหลักนะครับ)

สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นมีหลายประเด็นที่เราน่าจะนำมาพิจารณากันนอกจากประเด็นทางด้านธุรกิจแล้วก็ยังเห็นถึงประเด็นด้านแนวคิดในการดำเนินธุรกิจของแต่ละบริษัทอีกด้วย โดยเราสามารถพิจารณาแยกกันแต่ละบริษัทได้ดังนี้

1) DTAC
ก่อนเริ่มการประมูลทั้งสองคลื่น ดูเหมือนว่าบริษัทนี้เป็นผู้ที่ต้องการที่จะได้คลื่นมาครอบครองในมือให้ได้ เนื่องจากว่าอายุของการครอบครองคลื่นจะหมดไปในอีก 3 ปีข้างหน้า (ปี 2561) เมื่อถึงตอนนั้นก็จริงอยู่ที่จะมีการนำคลื่นมาประมูลกันอีก แต่ก็มีคำถามว่าถ้าประมูลไม่ได้ล่ะ หรือถ้าไม่ได้คลื่นครบตามจำนวนที่ต้องการจะเป็นอย่างไร และแม้ว่าจะได้คลื่นทั้งหมดที่หลุดมือไปกลับมาจะต้องใช้เงินมากมายเท่าใด แต่สุดท้ายบริษัทก็ไม่สามารถเสนอราคาที่สูงพอที่จะเป็นผู้ชนะในการประมูลคลื่นทั้งสองได้แม้แต่คลื่นเดียว ความหวังก็มีอยู่เพียงแต่ว่าจะต้องได้ขึ้นในการประมูลครั้งต่อไปให้ได้ ซึ่งหนทางเป็นไปได้ก็คือบริษัทคู่แข่งบางรายที่กำลังจะมีค่าใช้จ่ายในปี พ.ศ. 2562 ประมาณรายละ 60,000 ล้านบาทก็หวังว่าคงจะไม่สามารถเสนอราคาเพื่อกีดกันได้สูงมากนัก เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ต้องรอการพิสูจน์ในเวลาต่อไป ในระหว่างนี้บริษัทก็คงต้องตั้งหน้าตั้งตารักษาลูกค้าเดิมพยายามสร้างเครดิตเพื่อให้เกิดความน่าเชื่อถือในกรณีที่จำเป็นต้องกู้เงินจำนวนมากไว้เตรียมสู้ราคาของการประมูลคลื่นที่กำลังจะเกิดขึ้นอีก 3 ปีครั้งหน้า

2) TRUE
ก่อนการประมูลดูเหมือนว่าบริษัทนี้จะเป็นผู้เล่นรายเดียวที่ยังไม่เดือดร้อนเรื่องจำนวนคลื่นและระยะเวลาที่กำลังจะหมดสัญญาในการครอบครองคลื่นต่างๆ ที่สุด แต่ก็ไม่เกินความคาดหมายของนักลงทุนและตลาดว่าโดยปกติของการทำธุรกิจของบริษัทแล้วดูเหมือนจะชอบในการผูกขาดและกีดกันคู่แข่งใหม่ ไม่ให้เข้ามาร่วมแข่งขันในตลาด หรือแม้กระทั่ง พยายามกีดกันคู่แข่งที่อยู่ในตลาดแต่เดิมให้ออกไป ถ้าจะว่าไปแล้วสิ่งเหล่านี้ก็เป็นเรื่องธรรมดาในการทำธุรกิจแต่อะไรก็ตามที่เกินงามเกินควรเกินไปก็อาจจะดูขัดสายตากับผู้คนธรรมดามากไปสักนิด ภายหลังจากการประมูลปรากฏว่าบริษัทเป็นผู้ชนะทั้ง 2 คลื่น สิ่งที่ตามมาก็คือรายจ่ายจำนวนมหาศาลกว่า 116,090 ล้านบาท โดยราคาขนาดนี้กับจำนวนลูกค้าที่มีและโดยส่วนตัวผมก็ไม่คิดว่าจะเพิ่มได้มากมายจากจำนวนคลื่นที่มากขึ้นเพราะคลื่นเดิมที่มีอยู่ก็ไม่ได้ขาดแคลนอะไร จึงเป็นภาระหนักหนาที่ต้องตอบคำถามว่าจะนำเงินจากไหนมาจ่ายค่าใบอนุญาต ก็คงไม่พ้นที่จะต้องเพิ่มทุนถ้าการกู้เพิ่มไม่สามารถทำได้เนื่องจากหนี้สินเดิมมีอยู่มากแล้ว คำถามต่อไปก็คือจะเพิ่มจำนวนลูกค้าอย่างไรที่จะมีผลกำไร ครอบคลุมรายจ่ายที่เกิดขึ้น ถ้าจะว่ากันตามตรงเหนื่อยไม่น้อยเลยทีเดียวและจากสถานะทางการเงินรวมทั้งความสามารถในการทำกำไรปัจจุบันบริษัทก็อาจจะไม่สามารถจ่ายปันผลได้อีกในระยะเวลายาวนานพอสมควรทีเดียว

3) JAS
เรียกว่าเหนือความคาดหมายก็คงจะไม่ผิดเท่าไรเนื่องจากว่าเป็นผู้เล่นหน้าใหม่ที่ยื่นราคาประมูลค่อนข้างสูงเอามากๆคราวที่ประมูลคลื่น 1800 MHz แม้ว่าจะผิดหวังไปในครั้งนั้น แต่ในคราวประมูลคลื่น 900 MHz บริษัทนี้กลับมาใหม่โดยส่งตัวแทนเข้าเสนอราคาเพียง 3 คนเท่านั้นในขณะที่คนอื่นส่งเข้าจำนวน 10 คนตามที่ผู้จัดการประมูลอนุญาต สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือบริษัทสามารถชนะการประมูลมาได้สมใจ แต่คำถามต่อไปคือในระดับราคานี้คือ 75,654 ล้านบาท ซึ่งสูงกว่าสองเท่าของมูลค่าการตลาดของบริษัทเอง (มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด ณ วันที่ 18 ธ.ค. 2558 คือ 34,098 ล้านบาท) ในขณะที่ตัวเองไม่มีทรัพยากรใดๆ เลย รวมทั้งไม่มีลูกค้าในมือแม้แต่รายเดียวบริษัทจะทำอย่างไรที่จะมียอดขายและสร้างกำไรจนถึงจุดคุ้มทุนได้ และใช้เวลานานเท่าไหร่ถึงจะไปถึงจุดนั้นได้ เพราะถ้ามองย้อนดูรุ่นพี่ล่าสุดอย่าง TRUE กว่าจะดำเนินธุรกิจจนถึงระดับที่พอจะสร้างกำไรได้ก็ต้องฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆ รวมทั้งการเพิ่มทุนมานับครั้งไม่ถ้วน หลายคนรวมทั้งนักวิเคราะห์หลายสำนักดูเหมือนจะพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าผู้เล่นรายใหม่จะทำให้ตลาดเกิดความปั่นป่วนเนื่องจากอาจจะเสนอราคาค่าบริการที่ต่ำจนกระทั่งผู้ให้บริการรายอื่นจะต้องลดราคาลงมาตรงจุดนี้ผมค่อนข้างเห็นแย้งเป็นตรงกันข้ามเพราะโดยทั่วไปแล้ว ผู้ผลิตหรือผู้ให้บริการไม่ควรจะเลือกต่อสู้ด้วยสงครามราคาถ้าไม่แน่ใจว่าตัวเองเป็นผู้นำในการมีค่าใช้จ่ายต่ำที่สุดโดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเป็นผู้เล่นรายใหม่ที่ไม่มีอะไรอยู่ในมือเลยค่าใช้จ่ายของตัวเองจะสูงมาก การใช้สงครามราคามาเป็นกลยุทธ์ในการต่อสู้ในระยะแรกนั้นผมมองว่าเป็นการฆ่าตัวตายเร็วขึ้นเท่านั้นเอง สิ่งที่ควรทำคือการหาพันธมิตรและเติบโตไปด้วยกัน ที่จริงผมก็ค่อนข้างแปลกใจว่าทำไมไม่หาพันธมิตรเสียตั้งแต่นอกห้องประมูลโดยที่ไม่ต้องเดินเข้ามาในห้อง บางความเห็นผมนับว่าเป็นผู้เล่นที่น่าสนใจแต่ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่ค่อยค่อยคิดที่จริงแล้วบริษัทไม่น่าจะกลัวคู่แข่งที่มีอยู่ในปัจจุบันหรอกแต่บริษัทควรจะกลัวสภาพของอุตสาหกรรมที่มันเป็นอยู่ในปัจจุบันมากกว่าในการที่ตัดสินใจเข้ามาแต่ก็ไม่แน่นะครับอาจจะมีกลยุทธ์เหนือความคาดหมายอย่างอื่นซ่อนอยู่ก็ได้ ดังนั้น ณ วันนี้เราจึงต้องติดตามต่อไปว่าจะเติบโตได้มากมาย หรืออยู่ในลักษณะของผู้ให้บริการเช่น CAT และ TOT ที่จะว่าไปก็มีลูกค้าของตัวเองอยู่แต่ไม่มีผลกับผู้เล่น 3 รายหลักสักเท่าไร

4) AIS (ADVANC)
บริษัทเป็นผู้ชนะการประมูลคลื่น 1800 MHz ซึ่งทำให้แรงกดดันด้านจำนวนคือไม่พอใช้ลดลงไปมาก โดยมีแผนจะนำคลื่นที่ประมูลได้ไปให้บริการ 4G สนนราคาที่ได้มาก็ประมาณ 40,986 ล้านบาทนับว่าไม่แพงกับ bandwidth ที่ได้และระยะเวลา 18 ปีของใบอนุญาต มาถึงการประมูลคลื่น 900 MHz ที่ใครใครก็ต่างคิดล่วงหน้าไว้ว่าบริษัทจะต้องเสนอราคาจนได้ขึ้นมากครอบครองให้ได้เนื่องจากตัวเองมีชื่อเสียงและข้อได้เปรียบที่มีคุณภาพสัญญาณที่ดีครอบคลุมได้เกือบทุกพื้นที่ในประเทศ ซึ่งเหตุผลทางวิศวกรรมเบื้องหลังก็คือการทำงานกับคลื่น 900 MHz ภายใต้สัญญาสัมปทานกับ TOT แต่เมื่อจบการประมูลปรากฏว่าบริษัทเลือกที่จะหยุดเสนอราคาเกินกว่า 75,976 ล้านบาทโดยให้เหตุผลว่าได้ทำการศึกษาอย่างรอบคอบแล้วว่าที่ระดับราคาขนาดนี้ไม่คุ้มค่าต่อการลงทุน (ก็เป็นที่น่าคิดทันทีว่าขนาดรายใหญ่หมายเลข 1 ยังบอกว่าไม่คุ้มค่าต่อการลงทุน แล้วราคานี้จะไม่ยิ่งแพงมากไปสำหรับคู่แข่งรายอื่นๆ หรือ) ถ้าจะว่ากันตามตรงการตัดสินใจของผู้บริหารก็มีส่วนถูกต้อง เพราะเงินขนาดนี้สามารถตั้งธุรกิจใหญ่ๆ ได้ 2 ถึง 3 ธุรกิจเลยทีเดียว ไปกินตลาดที่ไม่เป็นทะเลสีแดงแบบนี้น่าจะเข้าท่ากว่า นอกจากนั้นก็ยังสามารถนำเงินไปทำโปรโมชั่นและแคมเปญดีๆ ให้ลูกค้า หรือขยายโครงข่ายที่ตัวเองได้สัมปทานให้มีคุณภาพที่ดีเทียบเท่าหรือดีกว่าคลื่น 900 MHz หรือนำไปพัฒนาจากระบบรับส่งข้อมูลแบบมีสายผ่านใยแก้วนำแสงที่มีอยู่ให้ดีขึ้น  และถ้ายังรักษาส่วนแบ่งการตลาดได้หรือแม้แต่เติบโตขึ้นจากลูกค้า 4G มากขึ้น ทำแบบนี้ซัก 3 - 4 ปีผู้เล่นหน้าใหม่ก็หน้ามืดแล้วล่ะครับ นอกจากนั้นบริษัทยังมีทางเลือกในการตกลงกับคู่สัมปทานเดิมคือ TOT ในการนำคลื่นที่มีอยู่มาใช้งาน ถ้าเป็นอย่างนั้นได้จริงก็นับว่าบริษัทมีคลื่นมากมาย มีทรัพยากรมากเกินพอในการให้บริการและขยายปริมาณลูกค้าด้วย ในขณะที่บริษัทไม่ได้สร้างหนี้มากมาย มีกระแสเงินสดที่ดี มีทรัพยากรพอใช้และยังมีทางเลือกในการประมูลคลื่นใหม่ๆ ที่กำลังจะตามมาในอีกหลายหลายปีข้างหน้า นั่นก็คือการตัดสินใจของผู้บริหารของบริษัท (ส่วนแพงไปไหม ลองอ่านตรงหมายเหตุด้านล่างนี้ก็ได้ครับ)

คิดนอกกรอบ

เงิน 75,000 ล้านบาทไม่ใช่เงินจำนวนน้อย ถ้าบริษัทต่างๆ สามารถดำเนินกิจการอยู่ได้อย่างมีกำไรตามสมควร เติบโตได้อยู่แล้วตามสมควร และยั่งยืนอยู่ได้ตามสมควร การนำเงินจำนวนนี้ไปทำอย่างอื่นจะได้ประโยชน์กว่าไหมย่อมเป็นคำถามที่ผู้บริหารที่ดีจะต้องถามตัวเองอยู่ตลอดเวลา ก็เปรียบเหมือนมีใครสักคนหนึ่งโยนเงินก้อนนี้มาให้ ผู้บริหารจะไปทำอย่างไรต่อ? จะเห็นว่ามีหลายทางเลือก จะลงทุนของเดิมของตัวเองในทางลึกจะได้ผลตอบแทนเท่าไร ลงทุนในทางกว้างจะได้ผลตอบแทนเท่าไร หรือแม้แต่นำเงินไปลงทุนในบริษัทอื่นจะได้ผลตอบแทนเท่าไร เงินจำนวนนี้ถ้านำไปลงทุนในบริษัทอื่นที่มี ROE (Return On Equity) สัก 15-20% จะได้ผลตอบแทนมากกว่าการลงทุนในทางลึก (ทั้งที่ไม่จำเป็น) หรือไม่ เป็นประเด็นที่ผมคิดว่าผู้บริหารบริษัทที่ฉลาดย่อมถามตัวเองก่อนเสมอด้วย

แล้วจะเป็นอย่างไรต่อไป

เราคงไม่สามารถบอกได้ในทันทีว่าใครจะเป็นผู้ที่ชนะในสงครามนี้ เพราะถ้าดูจากผลการประมูลก็คงมีคนที่ดูเหมือนว่าจะชนะหรือแพ้ศึกบ้าง แต่นั่นไม่ใช่ทั้งหมดเนื่องจากว่าของที่แต่ละคนมีอยู่และไม่มีอยู่นั้นต่างกัน ผู้ที่ชนะคงเป็นผู้ที่สามารถสร้างยอดขายที่สูงขึ้นในขณะที่รักษาอัตรากำไรได้เท่าเดิมหรือดีขึ้น มีคุณภาพของงบการเงินที่ดี มีสัดส่วนระหว่างทุนและหนี้ตามสมควร มีกระแสเงินสดต่างๆ ดี มีการลงทุนที่ดีในจำนวนพอเหมาะและให้ผลตอบแทนดี เมื่อเวลาผ่านไปงบการเงินและการปรับตัวจะเฉลยทุกอย่างให้นักลงทุนได้ทราบแต่ในวันนี้ก็เป็นหน้าที่ของเราทุกคนที่จะตัดสินใจว่าควรจะลงทุนหรือไม่ลงทุนในหุ้นกลุ่มไหน ในบริษัทใด ในจำนวนเท่าใด ขอให้ทุกท่านมีความสุขและโชคดีในการลงทุนครับ

หมายเหตุ:

ราคาชนะประมูลครั้งนี้เหนือความคาดหมายของทุกฝ่าย จนมีข้อสงสัยว่าเป็นราคาที่สูงกว่าประเทศอื่นๆ หรือไม่ จากรายงานการศึกษาของ ITU เพื่อประเมินมูลค่าคลื่นความถี่ 900 MHz ในการจัดประมูลครั้งนี้ พบว่า เมื่อทำการรวบรวมผลการประมูลในประเทศต่างๆ (ซึ่งอาจไม่ครบทุกประเทศ จึงไม่สามารถยืนยันเป็นสถิติโลกได้) พบว่าราคาคลื่นความถี่ 900 MHz ที่ประมูลสูงสุดในอดีต คือ การประมูลที่ฮ่องกงเมื่อ พ.ศ.2554 มีราคาคลื่นเฉลี่ยต่อหน่วยที่ประมาณ 64 บาทต่อเมกะเฮิรต์ซต่อประชากร ส่วนราคาชนะประมูลของไทยอยู่ที่ประมาณ 57 บาทต่อเมกะเฮิรต์ซต่อประชากร จะเห็นได้ว่าราคาของไทยยังต่ำกว่า แต่นี่เป็นการเปรียบเทียบโดยใช้ตัวเลขดิบ หากมีการปรับมูลค่าที่แท้จริงของค่าเงินตามหลักการความเท่าเทียมกันของอำนาจซื้อ (Purchasing power parity) แล้ว ราคาคลื่นเฉลี่ยของฮ่องกงจะเทียบได้เพียงประมาณ 51 บาทต่อเมกะเฮิรต์ต่อประชากร ซึ่งจะพบว่าราคาของไทยสูงกว่า ทั้งที่ตลาดโทรคมนาคมฮ่องกงมีอัตราผลตอบแทนต่อการลงทุนสูงกว่าประเทศไทยมาก
เครดิตส่วนหมายเหตุ: http://manager.co.th/