วันอาทิตย์ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2560

การวิเคราะห์คำอธิบายและวิเคราะห์ของฝ่ายจัดการ


การวิเคราะห์คำอธิบายและวิเคราะห์ของฝ่ายจัดการ

การลงทุนนั้น ต่างจากการเป็นพ่อค้าหุ้น ซึ่งอย่างหลังมีกิจกรรมหลักคือการพยายามคาดการณ์ทิศทางของราคาหุ้นเป็นหลัก ไม่ว่าจะใช้ราคาและปริมาณการซื้อขายที่ผ่านมาในอดีต รวมทั้งอาจจะใช้หลักการบางอย่างเข้าช่วยด้วยเช่น ทิศทางของราคาน้ำมัน อัตราแลกเปลี่ยน ทิศทางของเศรษฐกิจโลก ไปจนถึงแนวโน้มการเกิดสงครามไปเลย แต่สำหรับการลงทุนนั้น นักลงทุนต้องวิเคราะห์ทั้งบริษัท คู่แข่ง กลยุทธ์ของทั้งคู่ ผลกระทบจากสิ่งที่อยู่ภายในและรอบๆ ของธุรกิจนั้น (Micheal E. Porter's 5-force) และสิ่งอื่นๆ อีก ซึ่งทั้งหมดจะกลายเป็น "เหตุ" ที่ทำให้เกิด "ผล" ไปที่ "งบการเงิน" ซึ่งนักลงทุนก็จะดูความสมเหตุสมผลของทั้งสองอย่างนี้ด้วย

การรู้ลึกลงไปในบริษัท

แน่นอนว่านักลงทุนที่ติดตามข่าว ติดตามการดำเนินงานของบริษัท ติดตามและวิเคราะห์งบการเงิน ย่อมจะมองเห็นสิ่งต่างๆ หลายอย่างที่เกิดขึ้นกับบริษัทได้ แต่อย่างไรก็ตามก็ยังเป็นการติดตามแบบครึ่งๆ กลางๆ (ก็ดีกว่าไม่ดูอะไรพวกนี้เลย เพราะนั่นคือการติดตามแบบ "คนวงนอก" อย่างแท้จริง) แต่การที่จะรู้ลึกกว่านั้นเราอาจจะใช้วิธีการสอบถามจากพนักงานบางคน ไปจนถึงสอบถามจากพนักงานระดับบริหารนอกรอบ ซึ่งจะบอกได้หรือไม่ก็แล้วแต่สถานการณ์และสภาพการณ์ รวมทั้งการสอบถามจากผู้บริหารในรอบ คือในการประชุมผู้ถือหุ้นหรือ opportunity day เป็นต้น ซึ่งเรานักลงทุนก็อาจจะมีโอกาสหรือไม่มีโอกาสที่จะได้รับฟังหรือถามได้บ่อยนัก โดยส่วนตัวแล้วยังมีเอกสารเล็กๆ อีกชิ้นหนึ่งที่ผมชอบอ่านเป็นประจำสำหรับบริษัทที่สนใจก็คือ "คำอธิบายและวิเคราะห์ของฝ่ายจัดการ"

คำอธิบายและวิเคราะห์ของฝ่ายจัดการ

เป็นสิ่งหนึ่งที่ผู้บริหารของบริษัทจะต้องให้ข้อมูลกับนักลงทุนเป็นประจำ คือทุกไตรมาสเลยก็ว่าได้ ไม่ว่าบริษัทจะได้กำไรหรือขาดทุนก็ตามก็คือ "คำอธิบายและวิเคราะห์ของฝ่ายจัดการ" โดยเราสามารถหาอ่านได้ในเว็บไซต์ของบริษัทนั้นหรือเว็บไซต์ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยผู้บริหารมักจะอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นในไตรมาสที่ผ่านมา (ถ้าเป็น ปีที่ผ่านมา ก็อาจจะหาได้จากรายงานประจำปีของบริษัทนั้น) และแต่ละบริษัทก็มีลักษณะของการอธิบายที่แตกต่างกันไป

บางบริษัท บอกแต่ยอดการขาย ต้นทุน กำไรขาดทุน ก็อาจจะมีประโยชน์บ้างในกรณีที่เราไม่ทราบเรื่องราวเกี่ยวกับบริษัทมากนัก บางทีในคำอธิบายส่วนนี้อาจจะบอกว่ายอดขายจากกลุ่มธุรกิจย่อยใดเป็นเท่าไรบ้าง และมีรายจ่ายอะไรบ้างจากส่วนไหน ตรงนี้จะทำให้เราพอจะทราบได้ว่ากำไรหรือขาดทุนที่เกิดขึ้นนั้นมาจากส่วนใดเท่าไร

บางครั้ง คำอธิบายอาจจะบอกเรื่องที่เราสืบค้นได้ไม่ง่าย เช่น ความก้าวหน้าของโครงการลงทุนในส่วนต่างๆ ส่วนของกำไรหรือขาดทุนเนื่องจากอัตราแลกเปลี่ยน ส่วนแบ่งการตลาดของสินค้าและ/หรือบริการของบริษัทที่เราสนใจกับบริษัทคู่แข่งหลัก นี่คือสิ่งที่มีประโยชน์มาก เพราะเราในฐานะนักลงทุนอาจจะไม่รู้ได้ง่ายด้วยตัวเอง

สิ่งที่นักลงทุนควรมองหา

สำหรับคำอธิบายและวิเคราะห์ของฝ่ายจัดการ "แบบพื้นๆ" ก็คงเป็นแบบที่บอกแต่รายได้ รายจ่าย กำไร และขาดทุน แต่ไม่เจาะจงไปใน business unit ต่างๆ ในการอ่านคำอธิบายนี้เราจึงต้องมองหาสิ่งที่จะทำให้เรา "คาดการณ์สิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น" เพื่อเราจะได้สามารถคาดการณ์และคำนวณสภาพของธุรกิจ ความสามารถในการแข่งขัน  และความสามารถในการทำกำไร (และกำไร) ในอนาคตได้ สิ่งเหล่านี้ก็คือ
  • สภาพการณ์ในปัจจุบัน - มีปัญหาหรือไม่ เช่น ยอดขายตกต่ำ ปัญหาขาดทุนต่อเนื่อง ปัญหาการเสียรายได้ ปัญหา (การเพิ่มของ) หนี้สิน รวมทั้งการหลีกเลี่ยงไม่พูดถึงปัญหาเหล่านี้ก็แสดงให้เราเห็นความจริงใจและตั้งใจในการแก้ปัญหาได้
  • สภาพการแข่งขันในอนาคต - ดูว่าจะแย่ลงหรือไม่ ธุรกิจมีความสามารถในการแข่งขัน ป้องกันตัวเองหรือไม่ หรือจะสร้างการป้องกันนี้ได้หรือไม่
  • มองหาคำอธิบายเกี่ยวกับตลาด (demand - supply) ว่าอะไรเติบโตขึ้นหรือไม่อย่างไร และมีวิธีจัดการอย่างไร (รับรู้ไหม ทำตัว reactive หรือ proactive) รวมทั้งความสามารถในการสร้างความแตกต่าง (differentiation) ให้กับสินค้า/ผลิตภัณฑ์ของตัวเอง
  • การแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น - ดูว่าบริษัทพูดถึงหรือไม่ และมีความเป็นไปได้ที่จะสำเร็จแค่ไหน
  • การวางกลยุทธ์ของบริษัท - หาว่าบริษัทมีแนวคิดในการ แก้ปัญหาเดิม ป้องกันปัญหาใหม่ หาแนวทางทำธุรกิจใหม่ การเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน เป็นต้น
  • อ่าน คำอธิบายและวิเคราะห์ของฝ่ายจัดการ หลายไตรมาสของบริษัทนั้นอย่างต่อเนื่องกัน และดูความต่อเนื่อง พยายาามมองหา ทำความเข้าใจวิสัยทัศน์ของผู้บริหารของบริษัทนั้น และดูความสามารถในการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นแล้วและคาดการณ์ปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้น เมื่อเวลาผ่านไปในแต่ละไตรมาส
ประมวลผลที่ได้

เมื่อเรารู้สภาพการณ์มากขึ้นจากที่เราอ่านจาก "คำอธิบายและวิเคราะห์ของฝ่ายจัดการ" เราย่อมมองเห็น "ภาพ" ของธุรกิจนั้นได้ชัดเจนขึ้น ว่าจะมียอดขายมากขึ้นหรือน้อยลง มีรายจ่าย (รวมทั้งต้นทุนต่างๆ ทั้งตัวสินค้าเองและรายจ่ายด้านการบริหารและการตลาด - เช่นโฆษณา) มากขึ้นหรือน้อยลง และกำไรมากขึ้นหรือน้อยลงในอนาคต ย่อมมีความสามารถประมวลสิ่งต่างๆ ทั้งหมดซึ่งผมมักมุ่งเน้นที่ "กำไรในอนาคต" ว่าจะเป็นเท่าไร และตัดสินใจในการลงทุนได้ดีขึ้น

หมายเหตุ

แน่นอนว่าทั้งหมดนี้คือหลักการ ซึ่งการที่นักลงทุนแต่ละคนจะนำเอา "ภาพ" รวมของธุรกิจจาก "คำอธิบายและวิเคราะห์ของฝ่ายจัดการ" มาใช้งานได้แม่นยำแค่ไหน ย่อมขึ้นกับความชำนาญที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจนั้นด้วย บางคนอาจจะไม่ชำนาญเกี่ยวกับธุรกิจปิโตรเคมี ที่มีสารพัดสารเคมีข้องเกี่ยวกัน แม้อ่านคำวิเคราะห์ต่างก็อาจจะไม่เห็นภาพได้ ในขณะที่บางคนทำให้มองเห็นภาพปรุโปร่ง ดังนั้นถ้านักลงทุนพยายามอ่านคำอธิบายจากผู้บริหารต่างๆ แล้วก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี ก็อาจจะเป็นเพราะเราไม่มีความรู้พื้นฐานในธุรกิจนั้นดีพอที่จะคาดการณ์กำไรในอนาคตได้ คงต้องมองหาธุรกิจอื่นเพื่อลงทุนก็น่าจะดีกว่าครับ

วันอาทิตย์ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

ต้องพบอะไรบ้างเมื่อลาออก

ต้องพบอะไรบ้างเมื่อลาออก

ไม่ว่าสถานการณ์ของการเงินการลงทุนจะเป็นอย่างไร ผมเชื่อว่าทุกๆวัน ก็มีคนที่ต้องการลาออกจากงานประจำ ด้วยสารพัดเหตุผลของแต่ละคน บางคนต้องการที่จะไปทำงานส่วนตัว บางคนทะเลาะกับเพื่อนหรือเจ้านาย บางคนเข้ากันไม่ได้กับวัฒนธรรมขององค์กร ไปจนกระทั่งบางคนคิดว่าการหาเงินจากตลาดหลักทรัพย์เป็นเรื่องง่ายและทำให้รวยเร็วอย่างมั่นคง (คือหวังทั้ง 3 อย่างพร้อมกัน ซึ่งไม่ได้ เพราะความเป็นจริงคือ รวยง่ายแต่มั่นคงก็ไม่เร็ว รวยเร็วและมั่นคงด้วยก็ไม่ง่าย รวยง่ายด้วยเร็วด้วยก็ไม่มั่นคง)

ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม เมื่อเราได้ลาออกจากงานประจำ มีหลายอย่างที่เปลี่ยนแปลงไปในชีวิต และจำเป็นต้องทราบไว้ล่วงหน้าก่อนสำหรับคนที่กำลังคิดจะลาออกจากงานประจำ คือ

(1) เงินเดือนหายไป เราเคยมีเงินประจำ ถึงเวลาก็มีเงินใช้ ก็หายไป ความรู้สึกจะต่างไป เฮ้ย... เงินไม่โผล่มา ทำไงดีล่ะ ไม่เป็นไร ยังพอมีเงินเก็บ แต่ถ้ารายได้น้อยกว่ารายจ่ายแล้วล่ะก็ คุณกำลังทำผิดหลักการของความฉลาดทางการเงินข้อแรกคือ "Budget Surplus" (ต้องมีเงินส่วนเกินหลังการใช้จ่าย) เลยทีเดียว ดังนั้น เมื่อ (คิดจะ) ลาออก ต้องคิดให้ได้ (หรือให้ดีที่สุดคือทำให้ได้) ก่อนว่าเราจะมีรายได้ครอบคลุมค่าใช้จ่ายต่างๆ ได้อย่างไร

(2) เงินเพิ่มขึ้นมาแบบตกใจในช่วงแรก หลานคนเมื่อลาออกจากการทำงานประจำ จะต้องลาออกจากกองทุนต่างๆ ในที่ทำงานนั้นๆ ด้วย เงินเหล่านี้จะถูกคืนมาเป็นก้อนใหญ่ในตอนแรก อาจจะทำให้รู้สึกว่า เอ๊ะ เงินเยอะแฮะ อยู่ได้สบายเลย (จะว่าไป เงิน 2-3 ล้านบาท ใช้ 3-4 ปีก็หมดแล้ว) เอาไปทำอะไรดี บางคนก็เอาไปทำอะไรที่มลายหายไป บางคนค่อยๆ ใช้ไปจนหมด แต่คนฉลาดสุดจะเอาเงินส่วนอื่นมาสร้างรายได้ประจำแทน แล้วเอาเงินก้อนนี้ไปลงทุนแบบปลอดภัยกว่า ถือเป็นความฉลาดทางการเงินที่ว่า รักษาเงินของเราเอาไว้ให้ได้ (Protect your money)

(3) เพิ่อนหายไป ที่จริงก็ไม่ได้หายไปไหนหรอกนะ แต่เราจะไม่เจอเพื่อนทุกๆ เช้า ไม่ได้กินข้าวด้วยกันทุกเที่ยง บางคนที่ไม่ชินกับการทำอะไรคนเดียวอาจจะอึดอัด บางคนเลยเอาแต่เที่ยว ช้อปปิ้ง ใช้เงิน หมดไป อันตราย แต่ที่ถูกต้องคือ ทำงานอื่น ลงทุนอื่นแทน เดี๋ยวก็หมดเวลาคิดถึงเพื่อนเอง ที่ถูกต้องคือใช้ข้อนี้ให้เป็นประโยชน์ คือเพื่อนที่เคยทำให้เราต้องกินข้าวแพงๆ อาหารหรูๆ หายไป เราก็เลือกเป็นอยู่แบบธรรมดาแค่มีคุณค่า เท่านั้นเอง

(4) สบายแฮ (ล้อเล่นน่ะ)
คำว่าสบายนี้ หมายความว่าไม่มีใครมาดูแลเราอีก ไม่ต้องตอกบัตรเข้าออกงาน ไม่ต้องวางแผนงาน ไม่ต้องประเมินทั้งตัวเองและลูกน้อง ไม่ต้องประชุม ไม่ต้อง ฯลฯ สารพัด แต่ถ้าเราสบายจนเพลิน เวลาจะผ่านไป พร้อมเงินที่สะสมไว้จะร่อยหรอไปเรื่อย พอเงินหมดเท่านั้นแหละ นึกออกเลยว่าไม่สบายแล้วล่ะ ดังนั้นถ้าลาออกมาแล้วรู้สึกสบายเพราะอยากทำการค้า ธุรกิจ ลงทุน แบบของตัวเองแล้วประสบความสำเร็จได้โดยไม่ต้องสนใจเจ้านายล่ะก็ ยังพอโอเคอยู่ แต่ถ้ารู้สึกสบายแบบไม่ต้องทำอะไรล่ะก็... ผิดทางแล้วล่ะคุณ เพราะที่จริงแล้วเมื่อคุณทำงานส่วนตัว และต้องรับผิดชอบตัวเองทุกอย่าง ทั้งรายได้รายจ่าย เงินลงทุน การประกันสุขภาพตัวเอง และอื่นๆ คุณมักจะต้องวุ่นวายมากเลยทีเดียว และต้องทำงานให้มากขึ้นด้วยซ้ำ ใช้เวลาหาเงินให้ได้มากขึ้น (Make More Money)

(5) ญาติจะคิดว่าเราว่าง เพราะว่าไม่ได้ทำงานประจำ เลยขอให้ไปนั่น ไปนี่ พาไปโน่น (เราออกเงิน ฮ่าๆ) จนเราไม่มีเวลาทำงานของเรา เงินก็ร่อยหรอหายไปๆ สุดท้ายคงไม่ต้องบอกว่าเกิดอะไรขึ้น บางคนกลับไปทำงาน บางคนกู้หนี้ยืมสินเป็นภาระของคนอื่นต่อไป เราต้องอธิบายให้ชัดเจนว่า การออกมาคือมาทำงานส่วนตัวนะ มาลงทุนนะ (เป็นงานลักษณะหนึ่งเหมือนกัน) ต้องทำงานเหมือนกันนะ ไม่ได้ว่างนะ การที่เห็นอยู่ที่บ้าน นั่งหน้าคอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์นั้น ไม่ใช่เล่นเกม ไม่ใช่คุยเล่นกับเพื่อน แต่อาจจะกำลังเตรียมเอกสาร ทำโฆษณา คุยกับลูกค้า หรืออื่นๆ อยู่ ต้องเข้าใจให้ได้ก่อน

(6) ความรู้อาจจะหดหาย บางครั้ง การทำงานในบริษัท มีการพัฒนาพนักงาน เราจะมีความรู้เพิ่มขึ้น แต่เมื่อลาออกมาแล้วจะไม่มีใครมาคอยต้อนเราไปเข้าห้องอบรมสัมนา เราจะต้องหาความรู้เพิ่มเติมเอง ก็ใช้โอกาสนี้หาความรู้ในสิ่งที่เราคิดว่าสำคัญ กว่าการที่เคยโดนต้อนไปนั่งฟังในสิ่งที่เราไม่ได้ใช้งาน

(7) สวัสดิการ การรักษาพยาบาล โอกาสในการกู้เพื่อที่อยู่อาศัยต่างๆ อาจจะหายไป การอยู่กับองค์กรโดยเฉพาะกับการทำงานกับองค์กรที่มีชื่อเสียง หลายครั้ง โอกาสส่วนนี้จะสูงมาก  มีการติดต่อกับสถาบันการเงิน มีการจ่ายเงินเดือนผ่านสถาบันการเงินเหล่านั้น การกู้เงินต่างๆ ก็ง่ายขึ้น ก่อนการลาออกเราต้องจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อย (คือ จะกู้ก็กู้ซะ แต่คิดให้ดีก่อนสร้างหนี้) จะปิดหนี้ จะขอบัตรเครดิต ขอวงเงินเผื่อไว้ ทำไว้ให้หมด แต่ เน้นอีกครั้งว่า การไม่มีหนี้เป็นลาภอันประเสริฐ

ดังนั้น ก่อนการลาออก ไม่ว่าจะเพื่อมาทำงานส่วนตัว ไปเป็นนักลงทุน ไปสร้างกิจการส่วนตัว (หรือแม้แต่อยากไปเป็นแม่บ้าน หรือพ่อบ้าน ซึ่งเปลี่ยนสถานะจากผู้มีเงินได้เอง ไปเป็นผู้รับเงินเลี้ยงดูจากผู้อื่น) ก็ต้องรู้สิ่งที่จะตามมาเหล่านี้เสียก่อนครับ

วันอาทิตย์ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

อึดอัดดัชนี


พ้นปีใหม่ 2560 จนกลายเป็นปีเก่ามาได้เป็นระยะเวลาพอสมควรแล้วนะครับ จะว่าไปช่วงนี้ก็เข้าไตรมาสที่สองของปีแล้วด้วยซ้ำจนกระทั่งหลายบริษัทเริ่มประกาศผลประกอบการรายไตรมาสที่ 1 กันแล้ว (สำหรับบริษัทส่วนใหญ่ที่มีรอบระยะเวลาดำเนินการ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม) ถ้าเราดูดัชนีตลาดหลักทรัพย์ตั้งแต่วันที่เปิดทำการวันแรกขของปีจนถึงวันนี้คงจะเรียกได้ว่าไม่ไปไหน เพราะเปิดต้นปีใวันที่ 4 มกราคาคม 2560 ที่ 1548.49 จุด จนถึงวันศุกที่ 12 พฤษภาคม 2560 ที่ 1543.94 จุด ระหว่างน้นก็ขึ้นๆ ลงๆ อยู่ในกรอบ +/- 20 จุดเท่านั้น หลายคนก็บ่นว่าไม่ยอมขึ้นไม่ยอมลงเรียกว่าทำอะไรไม่ได้ถนัดมือ

เหตุหนึ่งที่เป็นไปได้คือ ช่วงนี้เป็นช่วงที่หลายคนใช้คำพูดว่า "Sell in May" หรือ ขายในเดือนพฤษภาคม และดูเหมือนว่าดัชนีตลาดหลักทรัพย์ของไทยจะมีแนวโน้มทำนองนี้มาสองสามปีแล้ว (แต่ก็ไม่ได้ลงมากนัก) อาจจะเป็นเพราะเลยช่วงประกาศผลประกอบการรายปี (ปี 2559) ไปแล้ว บริษัทที่คิดว่าผลประกอบการจะออกมาดีในปีต่อมา (คือปี 2560 นี้) ก็จะถูกซื้อไล่ราคาหุ้นขึ้นต่อเนื่องจากต้นปี แต่เมื่อประกาศผลประกอบการออกมาในไตรามาสที่หนึ่ง ถ้านักลงทุนผิดหวังหุ้นนั้นก็คงปรับตัวลง หรือแม้จะดูพอใช้ได้แต่ถ้า P/E สูงเกินไป (ค่า P/E เป็นการดูความถูกหรือแพงได้ง่ายที่สุด แต่อย่างไรก็ตามไม่ใช่ทั้งหมด) ก็จะมีแรงขายออกมาอีก หรือแม้แต่ผลงานออกมาดีแต่ P/E สูงมาก ก็ถูกขายออกมาเพราะกลายเป็น Sell On Fact (ข่าวดีเป็นจริงให้ขาย - เขาว่ากันโดยทั่วไปนะครับ ไม่ใช่ผมบอกให้ขายตามนั้น เพราะมีอย่างอื่นที่ต้องพิจารณามากมายก่อนการซื้อหรือขาย) อีก เรียกว่ายังไงๆ หุ้นก็ดูเหมือนจะลงให้ได้ ว่างั้นเถอะ

ย้อนกลับมาดูตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยที่บัดนี้มีผลิตภัณฑ์ทางการลงทุนอยู่หลายอย่าง (ซึ่งแน่นอนว่ารวมทั้งผลิตภัณฑ์ประเภท stock futures ในตลาดสัญญาล่วงหน้าหรืออนุพันธ์ต่างๆ ที่คาดหมายว่าหุ้นจะขึ้นหรือคาดหมายว่าหุ้นจะลงให้ซื้อหากันด้วย) ทำให้หลายๆ คนอาจจะมีความตั้งใจในการทำกำไรไม่ว่าดัชนีจะขึ้นหรือลงก็ได้เพียงแต่ก็ขอให้มีทิศทางที่แน่นอนก็แล้วกัน (ส่วนโดยรวมแล้วจะทำกำไรได้จริงตามความตั้งใจหรือไม่นั้นผมก็คงรับรองหรือนำข้อมูลมาคุยไม่ได้ เพราะไม่ทราบจริงๆ และตัวเองก็ไม่ได้ทำอะไรแบบนั้น โดยเราต้องเข้าใจก่อนว่าการได้กำไรจากการเก็งกำไรในสัญญาล่วงหน้าหรืออนุพันธ์นั้นคือการนำเงินของคนอื่นมาเป็นของตน และการเสียก็คือเสียเงินให้คนอื่น ซึ่งต่างจากการลงทุนในหุ้นอยู่มาก)

นักลงทุนหรือนักเก็งกำไรที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์หลายหลายคนช่วงนี้ก็บ่นว่าอึดอัด แต่ก็มีนักลงทุนบางคนที่รู้สึกเฉยๆ ในกรณีนี้ก็คงจะต้องแยกออกจากกันว่าทำไมคนหลายประเภทถึงมีความรู้สึกไม่เหมือนกัน

  1. นักลงทุนประเภทเก็งกำไรระยะสั้นคือ อาจจะมีทุนจำนวนไม่มากนักและพยายามหาผลประโยชน์จากการซื้อและขายไม่ว่าจะเป็นหุ้นหรือสัญญาอนุพันธ์ต่างๆ แน่นอนว่าช่วงนี้ก็คงจะต้องอึดอัดมากเพราะดัชนีกลับไปกลับมา ไม่มีทิศทางที่แน่นอน บางคนเดี๋ยวได้เดี๋ยวเสีย บางคนอึดอัดแต่ยอมอยู่เฉยๆ ไม่ทำอะไรดีกว่า
  2. นักเก็งกำไรหรือนักลงทุนระยะกลาง นักลงทุนเหล่านี้จะรู้สึกเช่นกันแต่ส่วนมากมักจะเป็นคนที่มีรายได้หลายทาง ก็คงพอจะรอได้ หรือจะชะลอการลงทุนไปก่อนเนื่องจากไม่แน่ใจทิศทางที่แน่นอน ก็ไม่ได้เดือดร้อนเท่าไรนัก
  3. นักลงทุนประเภทที่ต้องการเป็นเจ้าของบริษัท ดัชนีที่วิ่งไปมาอย่างนี้ก็คงไม่ได้ทำให้อึดอัดอะไรมากนัก คนเหล่านี้ส่วนใหญ่มีรายได้หลายทางและอาจจะมีรายได้จากที่อื่นที่พอเพียงที่จะดำรงชีวิตอยู่ได้ตามปกติอยู่แล้ว ก็เลยเป็นนักลงทุนประเภทที่ว่าหาเงินได้มาก็ซื้อหุ้นเพิ่ม คือซื้อบริษัทที่ตัวเองรักชอบ หลายคนลงทุนแบบ DCA ในบริษัทที่มีพื้นฐานที่ดีและราคาหุ้นยังไม่สูงมากเกินไปก็คงไม่ได้เดือดร้อนอะไรนัก
  4. นักลงทุนประเภทสุดท้ายก็คือนักลงทุนระยะยาวที่ต้องการมีส่วนเป็นเจ้าของบริษัทที่ตัวเองชอบให้มากที่สุด ด้วยราคาที่สมเหตุสมผลที่สุด หรือต่ำเท่าที่พอจะทำได้ นักลงทุนประเภทนี้ในช่วงเวลานี้แทบจะเรียกได้ว่าไม่รู้สึกอะไรเลย เหตุผลอาจเป็นเพราะนักลงทุนเหล่านี้มีประสบการณ์ค่อนข้างสูง และมีรายได้หลายทาง จากการทำงาน จากธุรกิจ จากปันผลของหุ้นต่างๆ ก็เพียงพอที่จะเลี้ยงตัวอยู่แล้ว เรียกว่าหุ้นจะขึ้นหรือลงก็ไม่ค่อยเดือดร้อนเท่าไร นอกจากนั้นนักลงทุนกลุ่มที่สี่นี้มักเป็นนักลงทุนประเภทเน้นมูลค่าของกิจการหรือ VI (Value Investor) ผ่านร้อนผ่านหนาวมามาก ชินและสามารถทนกับการที่หุ้นอยู่นิ่งๆ ไม่ขึ้นไม่ลงเป็นเวลานาน (นักลงทุนแนวเน้นมูลค่าของกิจการส่วนใหญ่หลายคนอาจจะซื้อหุ้นเร็วกว่าที่คนอื่นมองเห็นมาก ทำให้ต้องรอเป็นเวลานานกว่าจะรับรู้ความดีและคุณจึงขยับขึ้นในภายหลัง) กลุ่มนี้เลยไม่เดือดร้อนอะไรนัก
ไม่ว่าท่านผู้อ่านจะเป็นนักลงทุนประเภทใดก็ตาม ก็เรียกได้ว่าไม่มีถูกหรือผิดตราบใดที่ยังมีความสุขและไม่โลกมากเกินไปจนทำให้ตัวเองเป็นทุกข์ เพียงแต่ขอให้ท่านรู้ตัวว่าท่านเป็นนักลงทุนที่จัดอยู่ในประเภทใดและมีความสุขที่จะอยู่ในประเภทนั้นต่อไปหรือไม่ หรือจะขยับปรับเปลี่ยนอย่างไรก็เป็นการเปลี่ยนแผนวิธีการลงทุนซึ่งนักลงทุนสามารถทำได้หลายครั้งในชีวิตการลงทุนของเรา

สุดท้ายแล้วผมก็คงอยากจะเน้นให้เพื่อนนักลงทุนได้มีความอดทนมีการวางแผนที่ดีและถูกต้องในการลงทุนนอกจากนั้นก็คอยให้กำลังใจผู้บริหารบริษัทที่เราเป็นเจ้าของในการทำกิจการที่ดีเพื่อที่จะได้เจริญเติบโตก้าวหน้าต่อไป เพราะหลังจากนั้นแล้ว เจ้ามือที่แท้จริงก็จะมาจัดการกับราคาหุ้นให้เป็นไปอย่างที่ควรต่อเองครับ

วันอาทิตย์ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

มหัศจรรย์ของ "ส่วนเกิน"


ถ้าสังเกตให้ดีแล้ว จะเห็นได้ว่านักลงทุนผู้ยิ่งใหญ่ของโลกล้วนเป็นนักวิเคราะห์ธุรกิจที่ดี ไม่ใช่เป็นนักวิเคราะห์หุ้นที่ดี หลายท่านอาจจะสงสัยว่าของสองอย่างนี้ต่างกันอย่างไร เรามาดูอย่างที่สองก่อนคือ การวิเคราะห์หุ้น ซึ่งมักจะใช้แนวทางด้านราคา และจิตวิทยาของผู้คนในตลาดที่มีต่อหุ้นนั้นเป็นหลัก มีการใช้ปัจจัยด้านราคา ปริมาณการซื้อขาย (ปัจจัยด้านเทคนิค) ข่าวสาร เป็นหลักในการวิเคราะห์ โดยมีปัจจัยด้านธุรกิจหรือผลประกอบการเข้าร่วมด้วยบ้างแต่ก็ไม่มากนัก เรามักจะเห็นผลการวิเคราะห์หุ้นออกมาในลักษณะที่ว่า "กรอบราคาควรเป็นเท่านั้นเท่านี้บาท แนวต้านเท่านี้บาท แนวรับเท่านั้นบาท" เป็นต้น

ถ้าหันมาดูการวิเคราะห์ธุรกิจแล้ว นักวิเคราะห์จะมองไปที่พื้นฐานการดำเนินงานของธุรกิจ ความเสี่ยงต่างๆ (เช่นนำเอา 5-Force ของ Micheal E. Porter เข้ามาประกอบการพิจารณาด้วย) ปัจจัยด้านการตลาด ความแตกต่างในการดำเนินธุรกิจ (Differentiate) และอื่นๆ ที่ทั้งหมดจะฟ้องออกมาในงบการเงิน และนักลงทุนแบบวิเคราะห์ธุรกิจจะคำนวณความสามารถที่อาจจะเป็นไปได้ของธุรกิจในอนาคต (ตรงนี้ล่ะครับที่สำคัญมาก) จากนั้นจึงคำนวณมูลค่าของกิจการและสุดท้ายออกมาเป็นราคาต่อหุ้นที่ยุติธรรม (เหมาะสม ในการลงทุน) ออกมาได้ (อ่าน วิชาที่สอง วิชาหามูลค่าที่แท้จริงของกิจการ ประกอบ)

กำไรที่ทำได้

จุดหนึ่งที่นักลงทุนแบบวิเคราะห์ธุรกิจแนวเน้นมูลค่าาของกิจการมักดูเป็นอย่างแรกๆ คือความสามารถในการทำกำไร แน่นอนว่าอัตรากำไรขั้นต้นนั้นเป็นเรื่องสำคัญมาก การมีอัตรากำไรขั้นต้นสูง (30-40% ขึ้นไป) แสดงว่าตัวเองไม่ได้อยู่ในตลาดที่มีการแข่งขันทางด้านราคามากนัก หรือมีการผูกขาดบางประการ แต่นั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วในอดีต และถ้าเราไม่ได้โชคดีมากนัก ตลาดก็มักจะรับรู้ผลประกอบการของบริษัทไปแล้ว และมักจะสะท้อนออกมาในราคาหุ้นแล้ว แต่ก็เป็นไปได้ที่มีบางบริษัทที่ไม่เป็นที่เหลียวแล หรือเรียกว่าไม่ได้เป็นที่สนใจของมหาชน มีราคาต่ำกว่าที่ควรแม้ในอดีตให้เราได้เลือกซื้อหา แต่ต้องผ่านการพิจารณาว่ามันจะโตต่อไปกว่าที่เป็นได้อีกเท่าไรด้วย ซึ่งเป็นหัวข้อต่อไปที่สำคัญ

ส่วนเกิน

ส่วนเกินในที่นี้ ถ้าพูดเป็นภาษาอังกฤษอาจจะทำให้หลายท่านเข้าใจได้ดีมากขึ้น เพราะตรงกับคำว่า Surplus มากกว่า ส่วนเกินหมายถึงความสามารถที่เกินอยู่ ที่ทำได้กว่าปกติ ที่อาจจะซ่อนเร้นอยู่โดยที่ยังไม่ได้นำออกมาใช้ หรือยังไม่มีโอกาสที่จะเอาออกมาใช้ ธุรกิจใหญ่น้อยที่ร่ำรวยทำเงินได้มากให้กับเจ้าของได้ล้วนแต่มีพื้นฐานมาจากการเอาส่วนเกินมาใช้ทั้งสิ้น เช่น จ่ายค่าจ้างพนักงาน 10 คนเป็นเงิน 1 ล้านบาทแต่พนักงานทำกำไรได้ 2 ล้านบาท เจ้าของก็เก็บส่วนเกินของกำไรไว้ 1 ล้านบาท เป็นต้น มิเช่นนั้นแล้วถ้าเจ้าของทำงานคนเดียวก็คงได้ค่าตอบแทนของตนเองราว 1 แสนบาทเท่านั้น เป็นต้น

ส่วนเกินทางการเงิน คือกำไร

ในแง่ธุรกิจ การจะได้กำไรก็คือการมีส่วนเกินไปจากต้นทุนการผลิต/บริการโดยรวม ถ้าธุรกิจใดมี "ส่วนขาด" (Deficit, Lack) จากต้นทุนการผลิตแล้ว ธุรกิจนั้นย่อมขาดทุน และเมื่อเวลาผ่านไปๆ ก็ย่อมขาดทุนสะสมมากขึ้นๆ ในทางตรงกันข้าม ถ้าบริษัทมี "ส่วนเกิน" จากการดำเนินงาน คือมีรายได้มากกว่ารายจ่าย ก็จะได้กำไร และเมื่อเวลาผ่านไปก็จะมีกำไรสะสมมากขึ้นๆ สร้างความมั่งคั่งให้กับตัวธุรกิจเองและเจ้าของ ผู้ถือหุ้น ของธุรกิจนั้น

ภาพที่ 1 ธุรกิจที่เป็น deficit คือไม่มี
ส่วนเกินในการดำเนินงาน ทำให้ขาดทุน
 
ภาพที่ 2 ส่วนธุรกิจที่มี surplus คือ
มีส่วนเกินทางการดำเนินงาน มีรายได้
มากกว่ารายจ่าย จะสามารถทำกำไรได้
และสะสมเพิ่มมากขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป
 

ส่วนเกินทางการผลิตและตลาด คือโอกาส

ที่คุยผ่านไปด้านบนนั้นคือส่วนเกินทางการเงิน ย่อมสะท้อนออกมาในงบการเงินอย่างชัดเจน อย่างไรก็ตามนักลงทุนแบบนักวิเคราะห์บริษัทจะต้องวิเคราะห์ส่วนเกินในอีกรูปแบบหนึ่งคือ ส่วนเกินทางการตลาดและการผลิต นั่นคือความาสามารถที่แฝงอยู่และยังไม่สะท้อนออกมาในปัจจุบัน ส่วนเกินทางการตลาดก็เช่น ผลิตภัณฑ์และบริการนั้นมีลูกค้าที่แอบซ่อนอยู่และบริษัทยังเข้าไม่ถึงอยู่เท่าไร (บางทีเราเรียกว่าโอกาสนั่นล่ะ) อีกส่วนหนึ่งคือส่วนเกินทางการผลิต เช่น บริษัทที่ปัจจุบันนี้ได้กำไรอยู่แล้วนั้น ใช้กำลังการผลิตเต็มที่หรือยัง สมมติว่าใช้กำลังการผลิตเพียงแค่ 60% แต่ได้กำไรพอควรแล้ว หากมีโอกาสทางการตลาดซ่อนอยู่ด้วยและบริษัทสามารถคว้ามาได้ การผลิตด้วยกำลังที่มากกว่าเช่น 80-90% ย่อมทำกำไรให้บริษัทได้อีกมากโดยไม่ต้องลงทุนอีกเลยด้วยซ้ำ (ยกเว้น ค่าใช้จ่ายแปรผันบ้าง ค่าการตลาดบ้าง) พอนึกภาพออกไหมครับ
ภาพที่ 3 ผู้บริหารมีหน้าที่สร้างส่วนเกิน
ให้กับบริษัท อาจจะด้วยการมีกำลังการ
ผลิตเหลือเตรียมเอาไว้ มีความสามารถ
ขยายตลาดเตรียมเอาไว้ ก็จะขยับจาก
(1) ไปยัง (2) ด้วยการลงทุนที่คุ้มค่า
ที่สุด เพื่อพร้อมในการสร้างผลกำไร
ให้เพิ่มขึ้นได้เมื่อมีโอกาส


บริษัทเปลี่ยนสมการส่วนเกินได้โดยเปลี่ยนกลยุทธ์

นอกจากบริษัทมี ส่วนเกิน ที่แอบซ่อนอยู่แล้วซึ่งเป็นเรื่องที่ดี บางครั้งบริษัทที่มีสมการดำเนินงานแบบ "ส่วนขาด" อยู่ หรือมี "ส่วนเกิน" น้อยหรือไม่มากนัก อาจจะปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ของธุรกิจ ปรับปรุงโรงงาน ปรับปรุงผลิตภัณฑ์ (ดูค่าใช้จ่ายด้วย) ก็อาจจทำให้ "ภาพ" ของส่วนขาด-เกิน เปลี่ยนไป จากที่ขาดอาจจะกลายเป็นเกินและทำกำไรได้ในอนาคตก็ได้
ภาพที่ 4 ผู้บริหารมีหน้าที่เปลี่ยนโมเดล
ของธุรกิจเพื่อสร้าง surplus ให้ได้

สรุป

การที่เราลงทุนเพื่อให้ไม่ขาดทุน หรือลดความเสี่ยงลงให้ได้มากที่สุดนั้น เราอาจจะเพ่งเล็งที่งบการเงินต่างๆ เป็นหลักได้ แต่ผมแทบจะรับรองได้ว่า งบการเงินไม่สามารถบอกว่าหุ้นตัวไหนจะขึ้นมากเกิน 4-5 เท่าได้ (ยกเว้นในสถานการณ์ผิดปกติบางอย่าง เช่น ตลาดเลวร้ายมากจนหุ้นทั่วไปมีราคาต่ำเกินจริง) สิ่งที่จะ "กระซิบ" บอกเราได้ว่าหุ้นจะขึ้นมากหลายเท่าได้ก็คือ "ตัวเราเอง" แปลว่าเราต้องมองหาความพิเศษในบริษัทนั้นได้เอง และหนึ่งในความพิเศษที่ว่าก็คือ ส่วนเหลือ หรือ ส่วนเกิน นั่นเอง

ถ้านักลงทุนสามารถค้นหาบริษัทที่มีส่วนเกินซ่อนอยู่ (เมื่อเทียบกับสิ่งที่บริษัททำได้ในปัจจุบัน ซึ่งมักจะท้อนออกมาในราคาหุ้นปัจจุบันเช่นกัน) โดยมีผู้บริหารที่ใส่ใจในการเอาส่วนเกินนั้นมาใช้งาน ก็มีโอกาสที่จะสร้างผลกำไรที่สูงมากได้ แต่ในทางตรงกันข้าม ก็ต้องรอดูอนาคตของบริษัทและดูว่าผู้บริหารจะทำอะไรหรือไม่อย่างไร หากพบบริษัทที่ใช้งานของทุกอย่างเต็มที่แล้ว (เช่น เป็นยานโดยสาร ก็มีคนนั่งเต็มทุกเที่ยวแล้ว) แต่ก็ยังขาดทุนอยู่ แบบนี้เรียกว่าโอกาสจะได้กำไรจากส่วนเกินที่เหลือก็หายไป ก็คงต้องรอการปรับปรุงสมการของการทำธุรกิจ จึงอาจจะทำให้มีกำไรได้ ซึ่งจะเกิดหรือไม่ก็ต้องแล้วแต่อนาคตเช่นกันครับ

วันพฤหัสบดีที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2560

เรื่องเล่าจากการประชุม ผถห.


ช่วงเวลานี้ของปีนับว่าเป็นเวลาแห่งการจัดประชุมผู้ถือหุ้นเลยก็ว่าได้  ซึ่งเป็นไปตามพระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. ๒๕๓๕

"หมวด ๗ การประชุมผู้ถือหุ้น
มาตรา ๙๘ คณะกรรมการต้องจัดให้มีการประชุมผู้ถือหุ้นเป็นการประชุมสามัญประจำปีภายในสี่เดือน นับแต่วันสิ้นสุดของรอบปีบัญชีของบริษัท การประชุมผู้ถือหุ้นคราวอื่นนอกจากวรรคหนึ่ง ให้เรียกว่าการประชุมวิสามัญ"

ดังนั้น สำหรับบริษัทส่วนใหญ่ซึ่งมีรอบบัญชีสิ้นสุด 31 ธ.ค. ช่วงเวลาของการประชุมสามัญประจำปีก็จะเป็นช่วงเวลานี้ล่ะครับ
การเข้าร่วมประชุมสามัญจำปีสำหรับผู้ถือหุ้นถือว่าเป็นโอกาสที่ดีที่นักลงทุนโอกาสพบกับผู้บริหาร มีโอกาสได้ฟังคำสรุปต่างๆ สอบถามและออกความเห็นในเรื่องสำคัญของบริษัทตามวาระการประชุมต่างๆ รวมทั้งการตอบข้อสงสัยต่างๆ ด้วย ก็ถือเป็นโอกาสอันดีอย่างหนึ่งที่หากมีเวลาแล้ว นักลงทุนที่มีเวลาก็ควรไปร่วมการประชุมนะครับ

จากการเข้าประชุมเหล่านี้มานับครั้งไม่ถ้วน ผมก็มีข้อสังเกตต่างๆ หลายข้อนำมาเล่าสู่กันฟัง เช่น

1) นลท. จำนวนมากไม่รู้ philosophy การทำธุรกิจของบริษัท

หลายบริษัทอาจจะเป็นบริษัทอนุรักษ์นิยม โตช้าแต่ภูมิคุ้มกันสูง ทั้งตัวธุรกิจเองและผู้บริหาร บางบริษัทเป็นบริษัท High return ความเสี่ยงสูง แต่อยุ่รอดได้ด้วยการบริหารความเสี่ยง บางบริษัทมีหลายหลากธุรกิจ บางส่วนทำกำไร บางส่วนยังไม่ทำกำไร บางบริษัทมีชื่อและอยู่กลุ่มอุตสาหกรรมหนึ่งแต่มีรายได้ในอีกแบบหนึ่ง เป็นต้น ทำให้บางครั้งในการสอบถามผู้บริหารแล้วเกิดความไม่เข้าใจกัน กว่าจะปรับความเข้าใจได้ก็ใช้เวลามาก อย่างไรก็ตามก็เป็นโอกาสที่ดีที่ได้เข้าใจนั่นแหละครับ แต่ก็น่าจะดีกว่าไหมถ้านักลงทุนเข้าใจดีก่อนการซื้อหุ้นนั้นๆ ด้วย หรือหากไม่เข้าใจนักก็อาจจะซื้อหุ้นเพียงไม่มาก และเข้าไปสอบถามปรัชญาการดำเนินธุรกิจแบบตรงไปตรงมา ผมเชื่อว่าผู้บริหารยินดีให้คำตอบที่ชัดเจนและเข้าใจได้อย่างแน่นอน

2) เชื่อข่าวตามสื่อแบบจริงจัง

เรื่องนี้จะโทษนักลงทุนเพียงฝ่ายเดียวก็อาจจะไม่ถูกนัก เพราะเป็นธรรมชาติมนุษย์ที่เมื่อเราได้ยินอะไรบ่อยๆ เข้า เราจะเชื่อตามนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเพื่อนๆ ของเราเชื่อด้วย เรายิ่งเชื่อใหญ่ และสำคัญที่สุดคือคนเรานั้นแปลก อะไรที่พิสูจน์ได้ชัดๆ บางครั้งไม่ค่อยเชื่อเท่าไร แต่เรื่องลึกลับดำมืดกลับเชื่อกันแบบไม่ลืมหูลืมตาก็มี การสนใจข่าวตามสื่อนั้นเป็นเรื่องดี แต่ต้องพิจารณาให้ถี่ถ้วนว่าจริงหรือไม่ ควรเชื่อหรือเปล่า และเรื่องนี้ต้องโทษสื่อบางค่ายบางพวกด้วย ซึ่งเดี๋ยวนี้ก็มีมากมาย ที่สำคัญคือเราต้องเข้าใจว่าสื่อก็ไม่ได้รู้เรื่องการเงิน เรื่องธุรกิจ เศรษฐกิจต่างๆ ดีพอ หรือก็ไม่ได้เป็นนักลงทุนเหมือนกับเรา บางที ผบห. พูดอย่างหนึ่งแต่เขียนไปอีกแบบ (โดยเฉพาะข่าว หรือการให้ข่าวที่เป็นภาษาต่างประเทศ) คราวนี้ไปกันใหญ่ เพราะความผิดเพี้ยนแพร่ไปในวงกว้าง บางที ผถห. เอาข่าวด้านนอกเหล่านี้มาถามอย่างเอาเป็นเอาตายโดยไม่ได้ยืนยันความถูกต้องของข่าวก่อนว่าจริงหรือไม่ ก็ทำให้ ผบห. มึนงงไปว่าคุยเรื่องเดียวกันหรือเปล่าก็มี

3) นักลงทุนจำนวนไม่น้อยไม่รู้เรื่องการเงิน

ผู้คนที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ย่อมมีหลายหลาก เป็นสีสันของทุกๆ ตลาดในโลกใบนี้ แน่นอนว่าไม่จำเป็นที่ทุกคนต้องรู้เรื่องงบการเงิน แต่โดยส่วนตัวแล้วถ้าเรียกตัวเองว่า "นักลงทุน" ก็ควรจะมีความรู้ด้านการเงินและงบการเงินตามสมควร โดยเรื่องนี้แบ่งเป็นสองส่วน ส่วนแรกคือเรื่องการเงิน การอ่านงบการเงินอย่างง่าย รวมทั้งการอ่านบทสรุปของผู้สอบบัญชี มีมาแล้วที่นักลงทุนถาม ผบห. ว่าผู้สอบบัญชี "ไม่รับรอง" งบการเงิน ทั้งในความเป็นจริงแล้ว ผู้สอบบัญชีรับรองงบการเงิน "ไม่มีเงื่อนไขและมีข้อสังเกต" ซึ่งเป็นการรับรองงบการเงินนั้น แบบไม่มีเงื่อนไข เพียงแต่มีข้อสังเกต (ให้นักลงทุนค้นคว้าเพิ่มเติม) เล่นเอา ผบห. งงไปตามกันก็มี

ส่วนที่สองคือ นักลงทุนส่วนหนึ่งไม่สามารถ "เห็นภาพ ต้นทุนทางการเงินและผลตอบแทนที่คุ้มค่า และคุ้มเสี่ยง ในจังหวะธุรกิจที่ดี" ได้ ดังนั้นบางคนจะถามหาเพียง ต้นทุนต่ำสุด ผลตอบแทนสูงสุด และ ไม่มีความเสี่ยงเลย เอิ่ม... สำหรับหลายๆ ธุรกิจก็คงนั่งอยู่เฉยๆ ไม่ต้องทำอะไรกันล่ะครับ คนอื่นเอาไปรับประทานหมดก่อนแล้วล่ะ แต่ไม่เป็นไร ถ้าเราไม่ชอบบริษัทแบบนี้ ไม่เข้าใจมัน เราก็อย่ามาถือหุ้นนั้นๆ เท่านั้นเอง

4) มุมมองที่ทับซ้อน

หลายมุมมองเป็นเรื่องหยุมหยิมทับซ้อนหน้าที่ของ ผู้สอบ บ/ช ที่จริงๆ แล้วเป็นเรื่องที่เห็นได้ชัดเจน ที่เขาต้องทำอยู่แล้ว แต่กลับไม่ไว้ใจ แน่นอนว่านักลงทุนสามารถสงสัยได้ แต่คำถามที่สะท้อนว่าไม่ได้ถามเพื่อความเข้าใจ แต่ถามในรายละเอียดแบบไม่ไว้ใจ การถามที่น่าจะดีกว่าคือถามว่าได้ตรวจดูรายละเอียดเหล่านั้นในระหว่างการสอบบัญชีหรือไม่ ก็น่าจะเพียงพอแล้ว

5) สนใจจุกจิกอยู่แต่กับอดีต

แน่นอนว่าอดีตที่ผ่านมาสามารถทำให้เขามองเห็นอนาคตที่อาจจะเกิดขึ้นได้ อย่างไรก็ตามก็เป็นเพียงคำว่า "อาจจะ" เท่านั้น  ความจริงแล้วนักลงทุนควรสนใจอนาคตให้มาก กับ สนใจว่าบริษัทไม่ได้ทำอะไรผิดมหันต์ไว้ในช่วงเวลาที่ผ่านมา (หรือ ถ้าผิด จะแก้ไจได้ไหม เสียหายเท่าไร) ก็เพียงพอแล้ว คำถามที่ควรถามจึงน่าจะมุ่งเน้นไปในสองส่วนนี้ หรือ จะรวมส่วนการเอาอดีตมาสอนให้ทำให้ดีขึ้นในอนาคตก็ได้

6) นักลงทุนหลายคนชอบ "ทางลัด"

บางครั้งมีคำถามประเภทที้ว่า "ปีนี้จะกำไรเท่าไร" ก็ไม่แน่ใจว่าทราบหรือไม่ว่า ผบห. ตอบไม่ได้ (ถ้าตอบเพียงนิดเดียว อาจจะมีข่าวออกไปยาวเหยียดและเป็นคนละเรื่อง) สิ่งที่นักลงทุนคสรถามคือ แนวโน้มตลาด คู่แข่ง โอกาสทางการค้าใหม่ๆ ความเสี่ยงต่างๆ จากนั้นต้องทำการบ้านเองบ้างเพื่อคาดหมายสิ่งที่ตัวเองอยากรู้ 

ส่วนใหญ่ถ้าผมถามคำถามต่างๆ ก็มักจะเป็นคำถามที่ทำให้เรามองเห็นภาพความปราดเปรื่อง (intelligence) ของผู้บริหารในการสร้างทางเลือกและหลบเลี่ยงความเสียหายที่จะเกิดขึ้นหรือแฝงอยู่หรือถามเกี่ยวกับการเทียบเคียงกับสิ่งที่ดี (benchmarking) เพื่อการพัฒนาหรือต่อยอด ซึ่งก็น่าจะเป็ฯประโยชน์กับทั้งบริษัทและนักลงทุนด้วยกันครับ

วันเสาร์ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2560

หุ้นดีต้องมีตำหนิ

หุ้นดีต้องมีตำหนิ

ฟังดูแล้วออกจะแปลก เพราะทุกครั้งที่เราต้องการซื้อของอะไรสักอย่างเรามักจะต้องเลือกเฟ้นให้สวยงามไร้ที่ติ แต่กับหุ้นทำไมเราถึงบอกว่าต้องเป็นของมีตำหนิ หรืออยู่ดีๆ ก็บอกว่าต้องไปซื้อของมีตำหนิเสียอย่างนั้นแหละ เรามาดูกันหน่อยดีกว่าว่าทำไมจึงเป็นแบบนั้น

ของสวยหรูเลิศ

ลองคิดดูว่า ถ้าเราเดินเข้าห้างสรรพสินค้า แล้วไปที่แผนกของหรูหรา หรือของปกติก็ได้ คือเป็นสินค้าปกติไม่มีตำหนิ ราคาขายย่อมถูกตั้งเอาไว้ตามปกติ ยิ่งเป็นสินค้าที่ได้รับการโปรโมทเป็นพิเศษ ยิ่งต้องจ่ายเงินเพิ่มเข้าไปอีก (นึกถึงหุ้น IPO และบรรดาหุ้นเจ๋งๆ ราคาวิ่งปรู๊ดๆ ที่เขาเล่าต่อกันมาเอาไว้) สูงล้ำ เรียกว่าหรูตามความสวยเป็นเรื่องธรรมดา คราวนี้พอมาถึงเรื่องเกี่ยวกับหุ้น ความสวยที่ว่านี้ก็เช่น บริษัทมีอัตรากำไรและกำไรดี ตลาดตอบรับดีและเติบโต หนี้สินต่ำ ค่าเสื่อมราคาต่ำ มีข่าวว่าจะขยายกิจการไปต่างๆ นาๆ (แต่ ไม่มีอดีตให้เห็นว่าทำได้ หรือทำสำเร็จมาก่อน) ราคาที่วิ่งไปล่วงหน้าก็นับว่าเป็นราคาหรูหรานั่นเอง

หุ้นมีตำหนิเป็นอย่างไร

หุ้นมีตำหนิก็คือบริษัทมีตำหนินั่นเอง คือมีอะไรบางอย่างดึงราคาหุ้นเอาไว้ หรือแม้กระทั่งราคาถูกถล่มลงมาแรงๆ จากข่าวสารต่างๆ ที่ไม่เป็นจริง ตำหนิเหล่านี้จะกดราคาหุ้นเอาไว้ ทำให้เรามีเวลาซื้อมันในราคาไม่แพง ถ้าหุ้น/บริษัทไม่มีตำหนิเลย เราก็หมดโอกาสได้ของดีราคาถูก ราคาจะวิ่งไปที่ของมัน (ใกล้ หรือ เลยราคาเหมาะสมตาม value ของมัน) ทำให้ MOS ต่ำ/แคบ จนความเสี่ยงในการซื้อเพื่อการลงทุนมีมากขึ้น แต่ทั้งนี้เราก็ต้องดูว่าตำหนิที่ว่านั้นเป็นของที่แก้ไขได้หรือไม่ โดยเลือกตำหนิที่แก้ไขได้ เช่น
  • หุ้นเสือเจ็บ คือ ทำอะไรบางอย่างผิดพลาด หรือโดนคู่แข่งเอาชนะไปได้ในบางเกม แต่ตัวเองยังคงอยู่ได้ มีอีกหลายสายธุรกิจ (business unit) ที่ทำกำไรได้ มั่นคง และเติบโตได้
  • มีแผลเป็น (แต่แก้ไขได้) แผลเป็นที่ว่านี้หนักกว่าเสือเจ็บหน่อย เช่น ผิดพลาดจนขาดทุนสะสมมาในอดีต แต่ถ้าอนาคตยังดีสามารถทำกำไรได้ก็อาจจะค่อยๆ ล้างขาดทุนสะสมได้ แต่อาจจะนานหน่อย นอกจากนั้นยังสามารถ ลดทุน เพื่อล้างขาดทุนสะสมได้ หรือใช้ วิธีอื่น ในการล้างขาดทุนสะสม ถ้าทำสำเร็จ บริษัทก็จะเปลี่ยนสถานะทางการเงินกลับมาได้
  • มีตำหนิปลอม หรือแค่ไม่สมบูรณ์ชั่วคราว เช่น ถูกโจมตีด้วยข่าวที่ไม่จริง คนคิดไปเอง, หรือ จัดการได้ หรือเพียงแต่เป็นหุ้นที่ยังไม่ถึงเวลาของมัน เปรียบไปก็เหมือนกับปลูกมะม่วง มะม่วงยังไม่ออกช่อก็ราคาไม่สูง เมื่อใดที่ออกช่อก็มีราคาขึ้นเอง แบบนี้คือตำหนิ หรือข้อติ สำหรับคนใจร้อน แต่กับคนใจเย็นนั้นโอกาสทำกำไรก็อยู่ตรงหน้า
  • งบการเงินไม่สวย ก็อาจจะเป็นตำหนิเทียมได้ เช่น ยอดขายตกลงชั่วคราว ค่าเสื่อมราคาเพิ่มขึ้นจากการลงทุนเพิ่ม ผลตอบแทนยังไม่เกิดแต่ต้องตัดค่าเสื่อมราคาแล้ว เป็นต้น
  • ราคาที่ดูแพงเกินไป (หรือแม้แต่สำหรับบางคนคือดูเหมือนจะถูกเกินไปจนสร้างความระแวงได้) ทำให้ P/E ดูสูงเกินไปก็อาจจะเป็นความไม่สมบูรณ์แบบก็ได้ แต่ทั้งนี้เราต้องดูว่ากำไรวิ่งตามมาทันหรือไม่ด้วย
ทำอย่างไรถ้าหุ้นเรากลับใจ จากมีตำหนิกลายเป็นหรูหรา

ในทางตรงกันข้าม ถ้าหุ้นไม่มีตำหนิเลย และหุ้นขึ้นไปเยอะมากๆ เราได้กำไรมากแล้ว อาจจะเป็นโอกาสในการขาย หรือ อย่างน้อยก็ขายเอาทุนกลับมาให้หมดก่อนก็ยังดี สำหรับหุ้นหรูหราทั้งหลายที่มีข่าวต่างๆ ดีเลิศไปหมด และราคาวิ่งนำไปแล้ว หุ้นพวกนี้สำหรับผมแล้วไม่ใช่ "Too good to be true" หรอกครับ แต่มันเป็น "Too good to buy (and make profit)"  เพราะว่าราคามันแพงเกินไป ไม่ใช่เพราะบริษัทมันเป็นอะไรไป บริษัทเขาก็ยังทำกิจการดีๆ ต่อไป แต่เรานี่สิที่อาจจะขาดทุนได้ง่ายมากๆ (แต่ถ้านึกอยากสนุก ก็คงห้ามกันไม่ได้ แต่ถือกรรไกรเอาไว้ขายตัดขาดทุนให้เร็วๆ ก็แล้วกันครับ)

สรุป
  1. หุ้นมีตำหนิ ที่ว่าดีเพราะมันดีกับเรา คือเรามีโอกาสทำกำไรจากมัน
  2. หุ้นไม่มีตำหนิ ไม่มีข้อติ ราคามักแพง โอกาสทำกำไรยากขึ้น
  3. หาหุ้นตำหนิ หรือมีข้อติ ที่ไม่เป็นจริงหรือแก้ไขง่ายให้พบ ก็มีโอกาสทำกำไรได้

วันเสาร์ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2560

ตัดเนื้อร้ายกำไรพุ่ง


ทุกวันนี้มีบริษัทมากมายในตลาดหลักทรัพย์ให้เราลงทุน บริษัทเรามีความสามารถในการทำกิจการพากันไปทางการผลิตจำหน่ายหรือให้บริการในรูปแบบ   อย่างไรก็ตาม กิจการหนึ่งๆ อาจจะมีการดำเนินงานในหลายกิจการย่อย ในทางธุรกิจแล้วเรียกว่ามีหลายหน่วยธุรกิจ (business unit) นั่นเอง บริษัทที่ดีจะต้องมีความสามารถในการจำแนกแยกแยะรู้ตัวได้ว่าหน่วยธุรกิจของตัวเองนั้นหน่วยใดที่ทำกำไรหน่วยใดที่ไม่ทำกำไรบ้าง

หน่วยธุรกิจที่พึ่งกัน

มีหลายประเด็นที่หลายคนอาจจะสงสัยหรือไม่เข้าใจก็คือทำไมจึงต้องมีหน่วยธุรกิจหลายหน่วยอยู่ในบริษัทเดียวกัน โดยหลักการใหญ่แล้วก็คือให้ช่วยกันทำงานส่งเสริมกันสร้างผลกำไร ถ้าเรามองลึกลงไปหน่วยธุรกิจย่อยๆ ภายในบริษัทอาจจะเกี่ยวข้องพึ่งพาอาศัยกันหรือไม่เกี่ยวข้องก็ได้  ตัวอย่างเช่น หน่วยธุรกิจที่หนึ่งผลิตวัตถุดิบซึ่งไม่สามารถหาทดแทนได้จากที่อื่นโดยง่าย (และไม่รู้จะไปขายใครด้วย อาจจะเพราะเป็นของเฉพาะหรือด้วยโมเดลเพื่อให้กำไรแล้วจะต้องผลิตออกมาปริมาณมาก ทำให้เหลือ) แล้วป้อนให้กับหน่วยธุรกิจที่สองเพื่อทำการแปรรูปต่อไป นั่นคือถ้าขาดหน่วยธุรกิจแรกไปธุรกิจที่สองก็อาจจะมีปัญหาเรื่องของวัตถุดิบในการนำไปผลิตในทางกลับกันถ้าขาดหน่วยธุรกิจที่สองหน่วยธุรกิจแรกก็ไม่รู้จะเอาสิ่งที่ตัวเองผลิตได้นั้นไปขายให้ใคร กรณีอย่างนี้ถือว่าเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันโดยใกล้ชิด ก็คงต้องมีชีวิตผูกติดกันไปเรื่อยๆ ในกรณีอย่างนี้ถ้าหน่วยธุรกิจใดธุรกิจหนึ่งไม่ทำกำไรก็คงจะทำอะไรไม่ได้มากนักเพราะเป็นของที่พึ่งพาอาศัยกันและกันเรียกว่าโดยภาพรวมแล้วยังพออยู่ได้ก็อยู่กันไป

หน่วยธุรกิจที่ไม่พึ่งพากัน

ในหลายบริษัทอาจจะมีการจัดตั้งหน่วยธุรกิจหลายหน่วยโดยที่แต่ละหน่วยนั้นไม่พึ่งพาอาศัยกันเท่าไหร่นัก เช่น หน่วยผลิตที่นำวัตถุจากภายนอกมาผลิตเป็นสินค้าต่างๆ หน่วยขายก็นำสินค้าทั้งจากที่ตัวเองผลิตได้ และสินค้าจากผู้ผลิตอื่นนำไปขายในเวลาเดียวกัน หน่วยบริหารสินทรัพย์ด้านการลงทุน เช่น นำอสังหาริมทรัพย์ที่ตัวเองมีอยู่ออกให้เช่า จะเห็นว่าหน่วยธุรกิจต่างๆเหล่านี้แทบจะไม่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กันเท่าไหร่นัก บริษัทอาจจะเก็บหน่วยธุรกิจทั้งหมดเอาไว้และพัฒนาให้มีคุณภาพดีขึ้น ทำกำไรได้ดีขึ้นก็ได้ แต่ในทางตรงข้ามถ้ามีหน่วยธุรกิจบางหน่วยที่ไม่ทำกำไรหรือขาดทุนล่ะ บริษัทจะทำอย่างไร

ตัดของเสียเหลือของดี

ในกรณีที่หน่วยธุรกิจต่างๆของบริษัทไม่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กันนัก บริษัทมีทางเลือกที่ดีอยู่อย่างน้อยหนึ่งช่องทางก็คือเลิกทำหน่วยธุรกิจที่ไม่ได้กำไรหรือขาดทุนออกไป ยิ่งถ้าเป็นหน่วยธุรกิจที่ขาดทุนมากจนดึงกำไรโดยรวมให้ลดน้อยตกต่ำลงมาก แล้วบริษัทตัดสินใจเลิกธุรกิจนั้นเสีย สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาคือผลกำไรจะเพิ่มขึ้นมากมาย เมื่อกำไรเพิ่มขึ้น P/E ก็เพิ่มขึ้น ถ้าบริษัทจ่ายปันผลอยู่แล้วก็อาจจะจ่ายได้มากขึ้น (ถ้าไม่มีตัวถ่วงเอาไว้เช่น หนี้สินมหาศาล) ขาดทุนสะสมมากมาย (ถ้าเป็นบริษัทจ่ายปันผลอยู่แล้วคงไม่ใช่กรณีนี้) หุ้นก็ขึ้นสิครับท่าน จะรออะไร!

โดยสรุป

ที่ยกตัวอย่างคุยให้ฟังทั้งหมดนี้โดยรวมแล้วก็คืออยากเน้นให้นักลงทุนแนวเน้นมูลค่าของกิจการ (VI - Value Investor) ได้มองเห็นว่าการเข้าใจในธุรกิจที่เราต้องการลงทุนหรือเป็นเจ้าของร่วมนั้นมีความสำคัญมาก เราต้องรู้ว่าธุรกิจทำอะไร มีใครเป็นลูกค้า ในบริษัทนั้นมีหน่วยธุรกิจย่อยอะไรบ้าง แต่ละหน่วยธุรกิจย่อยสัมพันธ์กันหรือไม่ ผู้บริหารมีแนวคิดในการดูแลแต่ละหน่วยธุรกิจย่อยอย่างทั่วถึงหรือไม่ (รู้ได้จากข่าว บทสัมภาษณ์ รายการทีวี คำถาม-ตอบในการประชุมผู้ถือหุ้น เป็นต้น) ถ้าทุกอย่างเหมาะสม เมื่อวันหนึ่งโอกาสมาถึง นักลงทุนแนววีไอ ก็อาจจะได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนได้ดีทีเดียวครับ