วันจันทร์ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

ค่าเสื่อมราคา


ในการทำธุรกิจหลายอย่างนั้น จำเป็นที่จะต้องมีเครื่องจักรต่างๆ ในการดำเนินกิจการ จะมากบ้างหรือน้อยบ้างก็ขึ้นอยู่กับว่าจะเป็นกิจการอะไร เพราะบางกิจการอาจจะแทบไม่มีเครื่องจักรของตัวเองเลยก็เป็นได้ (เช่น อาศัยคู่ค้าเป็นผู้รับภาระในการผลิตให้) แต่หลายกิจการอาจจะต้องจัดการผลิตเองทั้งหมด จึงจำต้องมีเครื่องจักรไว้ใช้เองเป็นจำนวนมาก

สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อกิจการมีเครื่องจักรไว้ใช้เป็นจำนวนมากก็คือ เมื่อถึงเวลาหนึ่งเครื่องจักรเหล่านั้นก็จะต้องเสื่อมสภาพลง และในที่สุดก็ไม่สามารถทำงานได้อีก จำเป็นที่จะต้องซื้อใหม่เข้ามาทดแทนเพื่อให้กิจการสามารถดำเนินงานต่อไปได้ ฟังดูแล้วน่าตกใจมาก แต่นักลงทุนอย่างเราก็ไม่ต้องตกใจเกินไปว่าบริษัทจะไม่มีเครื่องจักรไว้ดำเนินกิจการ เพราะมาตรฐานทางบัญชีได้กำหนดสิ่งที่สามารถ "ต่ออายุ" บริษัทให้มีเงินซื้อเครื่องจักรทดแทนและทำงานต่อไปได้ นั่นก็คือสิ่งที่เรียกว่า "ค่าเสื่อมราคา" ที่แสดงอยู่ในงบการเงินที่เรียกว่า งบกำไรขาดทุน นั่นเอง

เมื่อบริษัทมีการตัดค่าเสื่อมราคา จะมีผลกระทบหลายอย่างเกิดขึ้น คือ
  1. ทำให้กำไรน้อยลง เพราะต้องหักค่าเสื่อมราคาออกจากกำไรขั้นต้นก่อน
  2. มูลค่าของเครื่องจักร (เป็นส่วนของสินทรัพย์และอยู่ในด้านซ้ายของสมการงบดุล - งบแสดงสถานะทางการเงิน) ลดลงเท่ากับค่าเสื่อมราคา
  3. ถ้าการหักค่าเสื่อมราคาเป็นการหักจากกำไรที่เป็นเงินสด จะทำให้เงินสด (ซึ่งเป็นส่วนของสินทรัพย์ในด้านซ้ายของสมการงบดุลในงบแสดงสถานะทางการเงิน) มีจำนวนเพิ่มขึ้น
  4. เงินสดจากข้อ (3) ไม่สามารถนำไปจ่ายปันผลได้ เนื่องจากจะต้องนำไปสมทบไว้เพื่อซื้อเครื่องจักรเพื่อทดแทนเครื่องจักรเก่า (ไม่อย่างนั้นแล้วเมื่อเครื่องจักรเสื่อมไป ก็จะต้องหาเงินจากแหล่งอื่นมาเช่น การกู้หนี้เพิ่ม และ/หรือ การเพิ่มทุน เป็นต้น)
ดังนั้นในการลงทุน สิ่งที่นักลงทุนจะต้องพิจารณาด้วยก็คือ บริษัทมีทรัพย์สินที่จะต้องมีค่าเสื่อมราคามากน้อยแค่ไหน ถ้ามีน้อยก็จะทำให้บริษัทมีกำไรมากขึ้นเพราะไม่ต้องหักค่าเสื่อมราคาไว้ แต่ก็ต้องเสียภาษีเพิ่มขึ้นและธุรกิจนั้นอาจจะมีกำแพงการแข่งขัน (entry barrier) น้อยลงและมีคู่แข่งจำนวนมากในอนาคตได้ แต่หากมีเครื่องจักรที่ต้องเสื่อมราคาและซื้อใหม่ทดแทน ก็จะต้องมีการหักค่าเสื่อมราคาที่เหมาะสมด้วย โดยทั่วไปจะคิดจาก (ราคาทุน - มูลค่าขายซาก) / ระยะเวลาการใช้งาน นั่นเอง การหักค่าเสื่อมราคามากเกินไปก็จะทำให้กำไรน้อยลงโดยไม่สมควร ในขณะที่การหักค่าเสื่อมราคาน้อยเกินไปก็จะทำให้ไม่มีเงินมากพอในการซื้อเครื่องจักรเพื่อทดแทน แต่อย่างไรก็ตาม เครื่องจักรบางอย่างอาจจะมีราคาต่ำลงเมื่อเวลาผ่านไปจึงอาจจะทำให้บริษัทมีเงินพอในการซื้อทดแทนก็ได้

วันศุกร์ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

เคล็ดลับคุมดอกเบี้ยบัตรเครดิตให้อยู่หมัด - ของฝากดีๆ จากธนาคารศรีอยุธยา


สวัสดีครับเพื่อนๆ ในยุคเศรษฐกิจฝืดเคือง การใช้เงินจับจ่ายใช้สอย คงต้องใช้กันอย่างประหยัดเลยทีเดียวใช่ไหมครับ และการซื้อสินค้าบางอย่าง ถ้าเราไม่มีเงินสดเพียงพอที่จะซื้อในขณะนั้น เพื่อนๆ หลายคนคงพึ่งพาบริการบัตรเครดิต รูดซื้อสินค้าที่ต้องการอย่างฉับไวกันแน่เลย แต่ผมเดาได้ว่า หลังจากนั้น เพื่อนๆ คงต้องปวดหัวกับบิลแจ้งหนี้บัตรเครดิตที่ตามมาภายหลัง เพื่อนๆ บางคนหมุนเงินจ่ายบัตรเครดิตไม่ทัน ก็อาจจะเจอกับดอกเบี้ยแสนโหดของบัตรเครดิตกันได้นะครับ ผมเลยอยากเสนอเคล็ดลับคุมดอกเบี้ยบัตรเครดิตให้อยู่หมัด ไม่ให้ดอกเบี้ยบานปลายได้ครับ

ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักกับบัตรเครดิตกันก่อนนะครับ บัตรเครดิต เป็นบริการที่สถาบันทางการเงินต่าง ๆ ซึ่งได้แก่ธนาคารพาณิชย์ และผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิตที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (Non-bank) ออกให้แก่ลูกค้า เพื่อใช้จ่ายแทนเงินสดเพื่อชำระค่าสินค้าและบริการโดยยังไม่ต้องจ่ายเงินในทันที ณ ร้านค้าที่รับบัตร รวมถึงร้านค้าบนอินเทอร์เน็ต นอกจากนี้ยังสามารถใช้บัตรเครดิตเบิกถอนเงินสดจากเครื่อง ATM มาใช้ล่วงหน้าได้ และมีสิทธิประโยชน์อื่น ๆ ตามรายการส่งเสริมการขาย เช่น คะแนนสะสมเพื่อแลกของรางวัล ส่วนลดจากร้านค้า การผ่อนชำระสินค้าดอกเบี้ย 0 % เงินคืนจากการใช้จ่าย (cash back) ที่จอดรถ ห้องรับรองตามสถานที่ต่าง ๆ ความคุ้มครองเมื่อเดินทางไปต่างประเทศ

ข้อดีบัตรเครดิต อย่างเช่น
• สะดวกในการทำธุรกรรมการเงินผ่าน IT. เช่นซื้อของ online. จองตั๋วเครื่องบิน
• มีโปรโมชั่น ส่วนลด แต้มแลก. ผ่อนชำระ 0%
• ใช้กรณีฉุกเฉินเจ็บป่วยกะทันหัน หรือจำเป็นต้องใช้เงินสด

ข้อเสียบัตรเครดิต อย่างเช่น
• ถ้าไม่ควบคุมการใช้เงินให้ดี อาจทำให้ดอกเบี้ยบานปลายได้ และถูกเก็บเบี้ยปรับ
• เมื่อบัตรเครดิตสูญหายหรือถูกขโมยไป อาจเป็นช่องทางให้มิจฉาชีพได้

เรามาดูวิธีการคำนวณดอกเบี้ยบัตรเครดิตกันครับ เพื่อที่จะได้ทราบว่าดอกเบี้ยคิดกันอย่างไร ทำไมถึงแพงจัง
ส่วนใหญ่ผู้ใช้บัตรเครดิต มักคิดว่าดอกเบี้ยจะถูกคำนวณจากยอดที่เหลือจากการชำระขั้นต่ำ และคิดว่าดอกเบี้ยเริ่มถูกคำนวณจากวันครบกำหนดชำระ ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิดอย่างมากเลยนะครับ เพราะดอกเบี้ยจากการชำระยอดค่าใช้จ่ายแบบไม่เต็มจำนวนจะถูกแบ่งคำนวณเป็นสองส่วน คือ

1) ดอกเบี้ยส่วนแรก: 20% คิดจากยอดค่าใช้จ่ายทั้งหมด ตั้งแต่วันที่สรุปยอดรายการ จนถึงวันก่อนที่ธนาคารได้รับชำระเงินขั้นต่ำ (ทั้งนี้ ธนาคารหรือผู้ประกอบการบางราย อาจนับจำนวนวันจากวันที่เกิดรายการนั้น ๆ)
2) ดอกเบี้ยส่วนที่สอง: 20% คิดจากยอดเงินต้นคงเหลือ ตั้งแต่วันที่ทำการชำระขั้นต่ำจนถึงวันสรุปยอดค่าใช้จ่ายเดือนถัดไป
นอกจากนี้หากเพื่อนๆ ชำระหนี้บัตรเครดิตไม่ถึงจำนวนเงินขั้นต่ำที่ทางผู้ออกบัตรได้กำหนดไว้ ก็จะโดนเรียกเก็บค่าธรรมเนียมเมื่อชำระหนี้ไม่ถึงขั้นต่ำ (Underpayment Fees) อีกด้วยนะครับ

จากการคำนวณดอกเบี้ยบัตรเครดิตที่ผมยกมาอธิบายให้เพื่อนๆ คงจะเห็นว่าดอกเบี้ยบัตรเครดิตค่อนข้างจะโหดทีเดียวเลยใช่ไหมครับ วันนี้ผมจึงอยากแนะนำเคล็ดลับการคุมดอกเบี้ยบัตรเครดิตให้อยู่หมัด ไม่ปล่อยให้ดอกเบี้ยบัตรเครดิตมาทำร้ายเราได้ ดังนี้ครับ
• เพื่อนๆ ควรชำระยอดค่าใช้จ่ายบัตรเครดิตให้เต็มจำนวน และตรงเวลาทุกครั้ง เพื่อไม่ต้องเสียดอกเบี้ย ดอกเบี้ยที่สะสมไปทุกๆ รอบบิล จะส่งผลให้เป็นเกิดหนี้ก้อนใหญ่ในท้ายที่สุดจนไม่สามารถจัดการชำระได้
• หากเพื่อนๆ ไม่สามารถชำระเต็มจำนวนได้ ให้เลือกชำระขั้นต่ำ เพื่อหลีกเลี่ยงการผิดนัดชำระหนี้ ซึ่งจะทำให้ถูกเก็บค่าธรรมเนียมในการติดตามทวงถาม นอกจากนั้นหากผู้ใช้ขาดชำระติดต่อกันเป็นเวลา 3 เดือน อาจถูกตัดสิทธิ์การใช้บัตรและถูกฟ้องร้องได้ครับ
• เลือกใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตเฉพาะในเรื่องที่จำเป็นเพื่อไม่ให้มีภาระหนี้มากเกินความสามารถที่จะจ่าย เช่น ค่าน้ำมันเดินทางไปทำงาน ค่ารักษาพยาบาล ค่าสินค้าอุปโภคบริโภคต่างๆ
• ควรชำระเงินหนี้ขั้นต่ำให้มากที่สุด เพราะยิ่งชำระมากเท่าไหร่ ดอกเบี้ยในส่วนที่สองก็จะลดลงมากตามไปด้วยนะครับ
• ควรกันเงินสดไว้หลังการใช้บัตรทุกครั้ง เพื่อให้มั่นใจว่าจะมีเงินเพียงพอสำหรับการชำระเต็มจำนวน
• หลีกเลี่ยงการเบิกถอนเงินสดล่วงหน้า เพราะถ้าเบิกถอนเงินสดด้วยบัตรเครดิต จะถูกคิดดอกเบี้ยฯ ตั้งแต่วันที่เบิกถอนเงินออกมา และจะต้องเสียค่าธรรมเนียมอีก 3 % ของจำนวนเงินสดที่เบิกถอนและภาษีมูลค่าเพิ่มซึ่งคิดจากยอดค่าธรรมเนียมการเบิกถอนด้วยครับ
• ควรใช้บัตรเครดิตที่มีโปรโมชัน สะสมแต้ม ส่วนลด ผ่อน 0%
• ไม่ควรรูดซื้อสินค้าเกินกว่าเงินเดือนที่ได้รับ ข้อนี้สำคัญมากนะครับ
• ทำบัญชีรายจ่ายบัตรเครดิตในแต่ละเดือน เพื่อตรวจสอบว่าเราไม่ใช้บัตรเครดิตเกินรายรับ
• รักษาดอกเบี้ยให้อยู่ในอัตราคงที่ โดยจ่ายยอดชำระขั้นต่ำเป็นอย่างน้อยทุกๆ เดือน
• ตรวจสอบใบเรียกเก็บเงินประจำเดือนของบัตรเครดิตอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีรายการใช้จ่ายใดๆ ที่ผิดพลาดไปครับ
• เลือกใช้บัตรเครดิตที่เหมาะสมกับตัวเรามากที่สุด

ทุกวันนี้สถาบันการเงินต่าง ๆ ได้ออกโปรโมชันบัตรเครดิตมากมาย เพื่อนๆ คงสับสนว่าจะเลือกใช้บัตรเครดิตไหนดีให้เหมาะกับตัวเรา ผมจึงขอแนะนำให้เพื่อนเข้าไปศึกษาหาข้อมูลบัตรเครดิตจากเว็บนี้ http://www.krungsricard.com/kccstatic/th/index.html ซึ่งเป็นบัตรเครดิตของธนาคารกรุงศรีอยุธยาที่มีโปรโมชั่นให้เลือกมากมายเลยครับ แค่นี้เราก็จะสามารถจัดการกับดอกเบี้ยบัตรเครดิตให้อยู่หมัดแล้ว หรือจะศึกษาประเภทบัตรต่างๆ ก็แวะเข้าไปดูได้ที่ https://www.krungsri.com/ นะครับ จะได้ไม่โดยบัตรหนีบแบบในภาพด้านล่างนี้ คิกๆ



หมายเหตุ:
ขอขอบคุณบทความนี้จากทางธนาคารกรุงศรีอยุธยา ที่จะช่วยให้ผู้ใช้บัตรและผู้ออกบัตรมีความสุขร่วมกันได้อย่างยาวนานแสนนานครับ

วันพุธที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

กินอยู่ต่ำกว่าฐานะ - จุดเริ่มต้นของการลงทุน



เราคงเคยได้ยินคำทำนองนี้มาแล้วหลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็นในแบบภาษาอังกฤษว่า Live below your means หรือในภาษาไทยที่บอกว่า "อย่าทำตัวรวยจะไม่มีวันรวย ทำตัวจนจะไม่มีวันจน" อะไรประมาณนั้น (จริงๆ แล้วสำหรับคำที่สองนี้ ผมค่อนข้างมีข้อไม่เห็นด้วยในบางจุด แต่เอาไว้ก่อนครับ เดี๋ยวเราค่อยพูดเรื่องนี้ที่ด้านท้ายของเรื่องกัน) ซึ่งการกินอยู่ต่ำกว่าฐานะนี้นับว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการลงทุนและความร่ำรวยเลยก็ว่าได้

อย่างที่เราทราบกันดีในแง่ของการลงทุนในหุ้นว่า สิ่งแรกในงบการเงินที่เราควรจะดูเป็นพิเศษก็คืองบกำไรขาดทุน บริษัทที่มีกำไรที่แท้จริงจากการประกอบการ (ไม่ใช่จากการขายสินทรัพย์เก่า ที่ไม่ได้เป็นการประกอบกิจการตามปกติจึงเป็นรายได้ที่จะเกิดเพียงครั้งเดียว) และมีกระแสเงินสดจากการประกอบกิจการไหลเข้ามา ประกอบกับกระแสเงินสดจากกิจกรรมการจัดหาเงินเป็นลบจากการทะยอยใช้หนี้ที่มี ย่อมแสดงความสามารถทางการเงินที่เป็นหลักของสิ่งต่างๆ ที่จะตามมา นั่นคือกิจการหาเงินได้มากกว่าที่จ่ายออกไป สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือหนี้สินที่ลดลง (ทำให้ภาระดอกเบี้ยลดลง) และมีกำไรสะสมเกิดขึ้น
ย้อนกลับมาทางคนเราก็เช่นเดียวกัน คนเราทุกคนควรทำทุกวิถีทางให้เกิดสภาพที่เรียกว่า "งบประมาณเกินดุล" (budget surplus) ให้ได้ นั่นแปลว่าต้องสามารถหาได้มากกว่า การใช้ การจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ และทะยอยจ่ายเงินต้นคืน และจ่ายภาษี (ในบางกรณีภาษีอาจจะลดลงได้บ้างหากมีหนี้สินจากการกู้ยืมซื้ออสังหาริมทรัพย์เพื่อการอยู่อาศัย) รวมกัน และเป้าหมายสำคัญสำหรับบุคคลหนึ่งก็คือ การมีชีวิตอยู่โดยปลอดจากภาระหนี้สินที่ไม่เกี่ยวกับการลงทุนภายใต้ความรู้ทางการเงินและการลงทุนอย่างแท้จริง การปลอดหนี้ย่อมแปลว่าเราไม่ต้องจ่ายเงินออกไปจากกระเป๋าให้กับคนอื่นอีกต่อไป ที่สำคัญกว่านั้นคือการมีเงินเหลือจะสร้างโอกาสให้สามารถลงทุนต่อได้ ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ การทดลองทำธุรกิจ หรืออื่นใดก็ตาม

คราวนี้ย้อนกลับมาถึงคำพูดที่ผมบอกว่าผมไม่ค่อยเห็นด้วยเท่าไรนักกับคำที่ว่า "อย่าทำตัวรวยจะไม่มีวันรวย ทำตัวจนจะไม่มีวันจน" เพราะจริงๆ แล้วผมก็มีเพื่อนที่เรียกว่า "รวย" อยู่หลายคน ทุกคนล้วนแต่ทำตัวในรูปแบบหนึ่งคือ ขยัน ใช้จ่ายอย่างคุ้มค่า ไม่จ่ายเงินมากกว่าที่ตัวเองหามาได้ ไม่ก่อหนี้โดยไม่เกิดประโยชน์ทางการลงทุน พยายามหาความรู้ทางธุรกิจการเงินการลงทุนอยู่เสมอ ถ้าสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่เราหวังว่าจะให้กลุ่มคนที่เรียกว่า "คนจน" ปฏิบัติเพื่อให้เขาเหล่านั้นรวยขึ้นมาได้ ผมคิดว่าคำพูดที่ถูกต้องก็คือ "ถ้ายังจน จงคิดและทำตัวแบบคนรวย เพื่อจะได้มีโอกาสรวยบ้าง" น่าจะเป็นคำที่ถูกต้องมากกว่า แต่ปัญหาเรื่องนี้อาจจะเกิดจากการที่คนภายนอกมองคนรวย (ที่จะรวยจริงไหมก็ไม่ทราบได้) โดยผิวเผินและคิดว่าเขาจ่ายเงินมากก็คิดว่าสุรุ่ยสุร่ายทั้งที่จริงๆ แล้วเขายังจัดการ budget surplus ได้อยู่อย่างสบายนั่นเอง

อย่าลืมนะครับ ไม่ว่าจะเป็นบุคคลหรือบริษัท การจัดการงบประมาณหรือ budgetting เป็นสิ่งสำคัญ ถ้าจัดการได้ไม่ดี คือหาได้ไม่เท่าที่จ่ายออกไป ก็มีแต่จะเหี่ยวเฉาไปทุกวันนั่นเอง

ประชาสัมพันธ์งานสัมนาที่น่าสนใจ

งานสัมนาเร็วๆ นี้ที่ไม่ควรพลาด ไม่ว่าจะชอบของจับต้องได้แบบอสังหาริมทรัพย์ หรือของจับไม่ได้แต่รวยได้เช่นกันแบบการลงทุนในหุ้น (จริงๆ ก็จับต้องได้เพราะถือว่าเราเป็นเจ้าของบริษัทด้วยนั่นเอง) ที่สามารถนำพาไปสู่อิสรภาพทางการเงิน หากท่านใดว่างก็อย่าพลาดนะครับ
 

 
 

ทั้งสองงานติดต่อได้ที่ โทร. 086-6003832 เลย
อย่าลืมว่าการลงทุนที่ดีที่สุดคือ "การลงทุนกับตัวเอง" รับรองว่าไม่ขาดทุนแน่นอน!

วันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2558

มือเก่าหัดขับพาเที่ยว เขาใหญ่

น้ำตกเหวสุวัติ เขาใหญ่

โดยส่วนตัวแล้ว ผมเที่ยวชมธรรมชาติในหลายจังหวัดในภาคกลาง และหลายครั้งก็ขับผ่านบริเวณที่เป็นที่รู้จักกันว่า "เขาใหญ่" ที่ถือได้ว่าเป็นอุทยานแห่งชาติแห่งแรกของประเทศไทย มีอาณาบริเวณกินพื้นที่หลายจังหวัดคือ สระบุรี นครราชสีมา นครนายก และปราจีนบุรี (แต่พื้นที่ก็น้อยกว่าอุทยานแห่งชาติ แก่งกระจาน ที่เป็นอุทยานแห่งชาติที่ใหญ่ที่สุดของไทย) เนื่องจากมีพื้นที่และความสูงหลากหลายทำให้อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ประกอบไปด้วยป่าไม้หลายชนิดคือ ป่าเบญจพรรณ ป่าดงดิบแล้ง ป่าดงดิบชื้น ป่าดิบเขา ทุ่งหญ้า และป่ารุ่นหรือป่าเหล่า ทำให้มีพืชต่างๆ กว่า 3,000 ชนิด นกกว่า 350 ชนิด สัตว์ป่าอีกกว่า 70 ชนิด (ตอนที่ไป เห็นกวางเดินเล่นและเล็มหญ้าอยู่บริเวณที่ทำการอุทยานอย่างสบายใจด้วย) ก็ต้องขอบคุณธรรมชาติที่แม้หน้านี้จะไม่ใช่หน้าน้ำอย่างเต็มที่นัก แถมมีข่าวภัยแล้งอยู่เนืองๆ น้ำตกเหวสุวัติก็ยังมีน้ำให้เห็นอยู่บ้าง เลยถ่ายภาพมาฝากกันสักหน่อยครับ

 
 
ความชุ่มฉ่ำของป่าและสายฝน
 
ผมออกเดินทางจากกรุงเทพไปยังอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ในเวลาเช้าตรู่ เพื่อถ่ายภาพนกในตอนเช้า และเดินทางถึงที่ทำการอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ทางด้านจังหวัดนครราชสีมา เวลาก็ประมาณ 07:00 น. หลังจากชำระค่าผ่านทางสำหรับรถยนต์และคน (คนละ 40 บาท รถยนต์คันละ 50 บาท) เรียบร้อยแล้ว ก็ขับผ่านเข้าไปในอุทยานแห่งชาติและสามารถเที่ยวชมอุทยานแห่งชาติได้แล้ว ในการไปครั้งนี้จุดประสงค์หลักคือต้องการพักผ่อนและถ่ายภาพนก ทันทีที่เข้าไปในบริเวณอุทยาน ก็จอดรถลงมายืดเส้นยืดสายรับอากาศยามเช้าซึ่งต้องบอกว่าเช้าจริงๆ กระทั่งไม่พบนักท่องเที่ยวอื่นขับรถเข้ามาเลย อุณหภูมิยามเช้ากำลังสบาย ในขณะที่กรุงเทพฯ คงจะร้อนประมาณ 30 องศา แต่อุณหภูมิที่อุทยานแห่งชาติกลับสบายๆ ที่ราวๆ 20-22 องศาเซลเซียสเท่านั้น นอกจากนั้นยังมีเสียงร้องของนกตลอดสองข้างทางที่ขับรถเข้ามาตั้งแต่ถนนธนะรัชต์แล้วจวบจนถึงบริเวณที่ทำการอุทยานฯ ก็ยังไม่เบาเสียงลงเลย ณ บริเวณนี้ผมก็เก็บภาพของนกกลับมาได้บ้างเหมือนกัน

ไลเคน สาหร่ายและราที่พึ่งพาอาศัยกัน


การไปครั้งนี้ในบริเวณจุดชมวิวผาเดียวดาย ได้พบ ไลเคน (lichen) เป็นสิ่งมีชีวิตที่เกิดจากเห็ดราและสาหร่ายและพึ่งพาอาศัยกัน เส้นใยจากราก็ทอหุ้มห่อเซลล์สาหร่ายเพื่อปกป้องสาหร่ายเอาไว้ ส่วนเจ้าสาหร่ายก็มีคลอโรฟิลด์รับพลังงานจากแสงอาทิตย์เพื่อปรุงอาหารแบ่งให้ราเหมือนเป็นค่าตอบแทน ช่างน่ามหัศจรรย์จริงๆ เราสามารถพบไลเคนได้ในบริเวณที่ไม่มีมลพิษเท่านั้น สามารถใช้เป็นดัชนีชี้วัดมลพิษทางอากาศได้เป็นอย่างดี ขณะที่เดินลงไปนั้นเนื่องจากเป็นฤดูฝน จึงมีเมฆฝนปกคลุมไปทั่ว ถ่ายภาพออกมาเห็นเมฆหมอกเหล่านี้ได้อย่างชัดเจน


 
 
 
 
ไว้คราวหน้า หากได้ไปเยือนอีก อาจจะลองค้างคืนในอุทยานแห่งชาติ หรือบริเวณใกล้เคียง เพื่อถ่ายภาพนกและชีวิตป่าเพิ่มเติมมาฝากกันอีกนะครับ

โอกาสในธุรกิจและการลงทุนในหุ้น


มีความเป็นจริงอยู่ข้อหนึ่งที่เราอาจจะปฏิเสธไม่ได้เลยก็คือ ความสำเร็จนั้นขึ้นอยู่กับโอกาสด้วย ถ้าเราพิจารณาโอกาสในการดำเนินธุรกิจกับโอกาสในการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์แล้ว ถึงแม้ว่า 2 คำนี้จะดูคล้ายกัน แต่สภาพการณ์ที่เกิดขึ้นในสถานที่ 2 แห่งนี้มีความแตกต่างกันมากเลยทีเดียว
ถ้าเรามองดูโอกาสทั้งหมดที่มีอยู่รอบตัวเรา จะเห็นการเกิด การผ่านมาผ่านไปของมันในหลายลักษณะ คือ

1. โอกาสที่มองหาได้

หรือจะเรียกอีกอย่างหนึ่งก็คือการหาโอกาสนั่นเอง ลักษณะแบบนี้คือการมองไปรอบตัวในสภาพการตามปกติ ในสภาพเศรษฐกิจตามปกติ การดำเนินดำรงชีวิตของผู้คนตามปกติ เพื่อมองหาโอกาสที่เหมาะสมกับตัวเองและนำไปใช้ประโยชน์ โอกาสที่หาได้แบบนี้จะเป็นไปได้ทั้งในการลงทุนในธุรกิจและการลงทุนในหุ้น ในแง่ของการลงทุนในธุรกิจก็เช่นโทรศัพท์รุ่นใหม่กำลังจะออกมาหากเราเป็นร้านค้าจำหน่ายอุปกรณ์โทรศัพท์ เราก็อาจมองหากรอบสำหรับใส่กับโทรศัพท์รุ่นนั้นเพื่อนำมาจำหน่ายก่อนร้านค้ารายอื่น หรือหากเป็นการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์การหาโอกาสก็อาจเปรียบได้กับการหาหุ้นของธุรกิจที่มีอนาคตดีและเราคำนวณแล้วว่าราคาของมัน (value) ควรจะสูงกว่าที่เป็นในปัจจุบันมากนั่นคือมีโอกาสให้เราสามารถลงทุนได้

2. โอกาสที่ฉกฉวยได้

กรณีนี้ก็เรียกได้ว่าการฉวยโอกาสนั่นเอง แต่เป็นการฉวยโอกาสแบบถูกต้องคือไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อน นั่นคือเราไม่ได้เป็นคนสร้างความเดือดร้อนขึ้นแต่เมื่อมีการเดือดร้อนแล้วเราเขียนช่วยโอกาสนั้นไว้โดยไม่ได้ทำให้ผู้คนเดือดร้อนมากขึ้นในทางตรงกันข้ามก็มักจะทำให้ผู้คนบรรเทาความเดือดร้อนหลงด้วยซ้ำไป ในแง่ของธุรกิจการฉวยโอกาสแบบนี้ก็เช่นการนำเรือไปขายในบริเวณที่เกิดน้ำท่วม และถ้าเป็นการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ก็คือการช้อนซื้อหุ้นในราคาต่ำเมื่อผู้คนในตลาดเกิดความแตกตื่นหรือตกใจนั่นเอง

3. โอกาสที่สร้างขึ้นมาได้

สำหรับนักธุรกิจที่เก่งแล้วเค้าอาจจะไม่ได้ใช้วิธีการหาโอกาสหรือฉวยโอกาสเลยก็ได้ แต่กลับใช้วิธีอื่นที่แยบยลกว่าคือการสร้างโอกาสขึ้นมาเสียเอง ตัวอย่างเช่นการคิดประดิษฐ์สินค้าใหม่พร้อมทั้งการสร้างความต้องการทางการตลาดในสินค้านั้น จากนั้นก็ผลิตสินค้าออกจำหน่ายวางขายสร้างผลกำไรให้กับธุรกิจของตัวเอง ตัวอย่างในกรณีนี้ก็ไม่ต้องมองอื่นไกลหรอกครับ ลองมองบรรดาโทรศัพท์มือถือยี่ห้อผลไม้ที่พวกเราหลายคนใช้กันอยู่ก็คงเป็นตัวอย่างที่ดีที่ไม่ต้องการคำอธิบายเพิ่มเติมมากนัก อย่างไรก็ตามสำหรับนักลงทุนรายย่อยแล้ว เราแทบจะไม่สามารถสร้างโอกาสขึ้นมาในตลาดหลักทรัพย์ได้เลย เพราะเราไม่สามารถเปลี่ยนนโยบายบริษัทได้ เราไม่สามารถทำให้ราคาหลักทรัพย์เพิ่มขึ้นหรือต่ำลงได้ตามความต้องการนั่นเอง

โดยสรุปก็คือ สำหรับการลงทุนในหุ้นแล้ว เราจะทำเงินได้จากการฉวยโอกาสและหาโอกาสเท่านั้น เราแทบจะสร้างโอกาสไม่ได้เลยเพราะเราไม่ใช่เจ้ามือหรือเจ้าของบริษัทที่สามารถควบคุมสิ่งต่างๆ ได้ การฉวยโอกาส คือการซื้อหุ้นดีราคาถูกตอนที่คนตกใจ พอหายตกใจราคาก็กลับไปที่เดิมของมันเอง และการหาโอกาสคือการมองดูว่าบริษัทใดมีการเติบโตที่ดี และ/หรือ คนทั่วๆ ไปยังไม่เห็นค่าที่แท้จริงของมัน นั่นคือเราสามารถคำนวณราคาได้ก่อนที่คนอื่นจะทำ บางทีการหาโอกาสนี้รวมถึงการหาข้อมูลจากบทวิเคราะห์ต่างๆ ด้วย

หวังว่า เพื่อนๆ นักลงทุนจะจัดการกับโอกาสที่ผานมาได้ถูกต้องโดยไม่ปล่อยให้โอกาสที่ดีผ่านไปเฉยๆ อยู่ตลอดเวลานะครับ

วันพุธที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2558

มือเก่าหัดขับพาเที่ยว แหลมผักเบี้ย



เมื่อวันหยุดที่ผ่านมา ผมมีเวลาว่างนิดหน่อย เลยถือโอกาสขับรถออกนอกเมืองไปดูธรรมชาติบ้าง ถือเป็นการพักสายตากับการทำงานประจำ การลงทุน รวมทั้งการซื้อขายเก็งกำไรนิดๆ หน่อยๆ ไปด้วยในตัว คราวนี้เดินทางไป จ.เพชรบุรี เหมือนเดิมแต่ม่งหน้าไปที่ โครงการศึกษาวิจัยและพัฒนาสิ่งแวดล้อมแหลมผักเบี้ย อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ซึ่งอยู่ที่ตำบลแหลมผักเบี้ย อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี  (ภาพบน: เมื่อเดินสุดทางไปยังทะเล มองกลับเข้ามายังพืนดินจะเห็นทิวหนาของป่าชายเลนรอรับอยู่)

เส้นทางเดินผ่านป่าชายเลนออกไปยังทะเล


เสน่ห์ของแหลมผักเบี้ยนี้นอกจากจะเป็นโครงการศึกษาวิจัยพัฒนาสิ่งแวดล้อมแล้ว ยังมีเส้นทางเพื่อศึกษาในเรื่องของระบบนิเวศป่าชายเลนที่มีทางเดินลัดเลาะเข้าไปยังป่าชายเลน เรียกว่าทะลุออกไปที่ทะเลเลยเชียว มีระยะทางประมาณ 850 เมตร ระหว่างทางก็จะได้บรรยากาศของป่าชายเลนที่มี ต้นโกงกางใบเล็ก ต้นโกงกางใบใหญ่ ซึ่งมีดอกและเมล็ดลักษณะพิเศษที่เมื่อร่วงหล่นลงกับพื้นจะปักลงบนเลนและพร้อมจะเติบโตได้ทันที ระหว่างทางที่เดินออกไปที่ริมทะเลก็จะพบสัตว์ชายเลนหลายชนิดเช่น ปู กุ้ง ปลาตีน แต่ที่น่าสนใจเห็นจะเป็น ปูก้ามดาบหยกฟ้า และ กุ้งดีดขัน โดยเฉพาะเจ้ากุ้งที่ว่านี้เราจะได้ยินเสียงของมันดีดก้ามทำให้เกิดเสียงคล้ายคนเอานิ้วดีดขันน้ำโลหะเป็นระยะๆ น่ารักดีเหมือนกันครับ

ปูก้ามดาบหยกฟ้า แม่-ลูก


นอกจากป่าชายเลนซึ่งถือเป็นสถานที่บำบัดน้ำเสียที่ดีที่สุด ก่อนที่น้ำนั้นจะไหลลงสู่่ทะเลที่ทอดยาวและหนากว่าหนึ่งกิโลเมตรแล้ว ยังมีบ่อน้ำที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงมีพระราชดำริจัดตั้งโครงการดังกล่าวเพื่อบำบัดน้ำเสีย โดยให้ธรรมชาติช่วยธรรมชาติ มีด้วยกัน 4 ระบบอีกคือ บ่อบำบัดน้ำเสีย ระบบพืชและหญ้ากรองน้ำเสีย (ใช้หญ้าธูปฤาษีเป็นผู้ดำเนินกลไกสำคัญนี้) ระบบพื้นที่ชุ่มน้ำเทียม และ ระบบแปลงพืชป่าชายเลน เรียกว่าได้มาศึกษาระบบนิเวศน์ไปด้วยในตัว

นอกจากนั้นในบริเวณนี้ยังมีนกนานาชนิด (ข้อนี้ผมชอบเป็นพิเศษ) ไม่ว่าจะเป็นนกเด้าดิน นกเด้าลม นกยางเปีย และนกอีกมากมายหลากหลายชนิด จนสถานที่แห่งนี้ได้รับการขนานนามว่าเป็น 1 ใน 10 สถานที่ดูนกที่ดีที่สุดของประเทศไทยครับ ส่วนหนึ่งก็คงเป็นเพราะว่าไม่มีใครกล้าไปยุ่ง จับ หรือทำอันตรายนกต่างๆ เหล่านี้ด้วย ทำให้อยู่อาศัยกันแบบสบายใจไม่ต้องกลัวใครมาทำร้าย ผมก็เลยถ่ายรูปนกมาฝากกันมากหน่อย

 


 
 

 
แถมอีกนิดหนึ่งว่า ไหนๆ ขับรถไปถึงแหลมผักเบี้ยแล้ว ก็เผื่อเวลาอีกสักนิดขับต่อไปอีกสิบกว่ากิโลเมตร ก็จะถึงหาดเจ้าสำราญ จะได้แวะชมหาดและทะเลได้อีกที่หนึ่งด้วยเลย อย่าลืมนะครับ ทำงานแล้ว หาเวลาพักผ่อนกันด้วย เพิ่มชีวิตชีวาให้กับตัวเอง จะได้มีแรงต่อสู้สร้างสรรค์สิ่งดีๆ ต่อไปครับ
 


วันอาทิตย์ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2558

บริษัทขยายกิจการดีหรือไม่



สำหรับธุรกิจต่างๆการเจริญเติบโตนั้นเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างน้อยการทำยอดขายและกำไรก็จะต้องได้เทียบเท่าหรือดีกว่าสภาวะเงินเฟ้อที่เกิดขึ้นนอกจากนั้นแล้วการไม่ขยายกิจการก็อาจจะสร้างปัญหาภายในได้การขึ้นเงินเดือนอัตราค่าจ้างก็จะทำได้ยากลำบาก ทำให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับการรักษาพนักงานที่มีคุณภาพสูงเอาไว้ในองค์กรอีกด้วย

ดังนั้นถ้าเราพูดถึงการขยายกิจการ โดยปกติแล้วใครๆ ก็ต้องบอกว่าดี แต่ถ้าเราพิจารณาให้ถ้วนถี่แล้ว ก็อาจจะไม่เป็นจริงเสมอไป นั่นคืออาจจะไม่ดีก็ได้ เพราะเราก็คงเคยเห็นกิจการหลายอย่างที่เมื่อแตกธุรกิจออกไปแล้วกลับไม่สามารถทำยอดขายจนสร้างผลกำไรเพิ่มขึ้นจากธุรกิจเดิมได้ เหตุผลก็มีหลายประการ  เช่น ขยายไปในสิ่งที่ไม่เคยทำ ไม่มีชื่อเสียงมาก่อน ไม่มีลูกค้าเดิมมาก่อน หรือในที่ที่ไม่มีลูกค้า และแม้จะดีก็อาจจะดีต่างกันในช่วงของการขยายที่ต่างกัน (ขยายสาขาแรกๆ จะดี หลังๆ มาเริ่มแย่งลูกค้ากันเอง กำไรโตไม่เป็นเชิงเส้นกับสาขาที่เพิ่มขึ้น หรือบางครั้งอย่างลูกค้ากันเองจนกระทั่งยอดขายไม่เพิ่มขึ้นก็มี)

เนื่องจาก "ลูกค้า" เป็นสิ่งสำคัญที่สุดของธุรกิจ การขยายงานจะไม่เกิดประโยชน์อะไรเลยถ้าบริษัทไม่สามารถขายสินค้าได้ "มากขึ้น" (คำว่าลูกค้านี้รวมถึงลูกค้าเดิมและลูกค้าใหม่ ไม่ว่าจะเป็นลูกค้าสำหรับผลิตภัณฑ์เดิมหรือผลิตภัณฑ์ใหม่ก็ตาม) ดังนั้นเราจะต้องพิจารณาข้อต่างๆ เกี่ยวกับลูกค้าต่อไปนี้ด้วย

1) ทำเล
การขยายงานนั้นเป็นการทำให้ได้เปรียบคู่แข่ง ทำให้ได้ลูกค้ามากขึ้นเนื่องจากการได้เปรียบทางด้านทำเลหรือไม่ ลูกค้าที่ไม่เคยซื้อมาซื้อได้สะดวกมากขึ้นหรือไม่ หรือดีกว่านั้นคือการขยายงานนั้นออกไปสู่ต่างประเทศที่มีลูกค้ารองรับยิ่งเป็นสิ่งที่ดีมาก

2) ต้นทุน
การขยายนั้นทำให้ต้นทุนที่ต่ำลงหรือไม่ แต่มักต้องเป็นการขยายที่ได้ economies of scale (การประหยัดเนื่องจากขนาดกำลังการผลิตที่สูงขึ้น) ด้วย นั่นคือปริมาณการผลิตจะต้องมาก ดังนั้นต้องดูให้ดีว่าสินค้าที่ผลิตออกมานั้นมีลูกค้ารองรับไหม บางบริษัทตั้งหน้าตั้งตาผลิตสินค้ามากมายเพื่อหวังการประหยัดจากขนาดตราสินค้ากับขายไม่ได้ตกรุ่นและต้องทำลายทิ้งไป ทำให้เสียเงินเสียทอง ต้นทุนหาย กำไรไม่มี แบบนี้ก็มีนะครับอย่าคิดว่าไม่มี

3) อุปสงค์-อุปทาน (Demand-Supply)
ถ้าการขยายงานเป็นการขยายงานที่มีอุปสงค์รองรับอยู่แล้ว (คือปกติมีสินค้าเดิมไม่พอขายอยู่แล้ว) เป็นเรื่องที่ดี เพราะทำออกมาจะสามารถขายได้เลยทันที แต่ก็มีข้อควรระวังอยู่อย่างหนึ่งคือกรณีแบบนี้มักอยู่ไม่นานเนื่องจากคู่แข่งก็มองเห็นเช่นกันและก็จะตั้งโรงงานหรือพยายามหาสินค้ามาตอบสนองอุปสงค์นั้นในเวลาไม่นาน

4) ความเป็นผู้นำหรือการผูกขาด
การขยายงานที่ดีในสินค้าที่ตัวเองมีความชำนาญ ลูกค้าต้องการซื้อแต่ของเรา หรือเป็นสินค้าและบริการที่ผูกขาด แบบนี้เป็นสิ่งที่ดีเพราะเท่ากับมีลูกค้ารองรับอยู่แล้ว

เรื่องอื่นที่ควรต้องพิจารณาด้วยคือการขยายงานนั้นทำให้ความสามารถทางการเงินเปลี่ยนไปหรือไม่อย่างไร มีการกู้ยืมเงิน (บางที กู้มาซื้อกิจการ หรือออกหุ้นเพิ่มทุน) การกู้บางลักษณะทำให้เกิดภาระดอกเบี้ยเพิ่มเข้ามาจนกดดันกำไรหากไม่สามารถทำยอดขายและกำไรมากขึ้นจนเพียงพอกับดอกเบี้ยจ่ายที่เพิ่มขึ้นหรือจำนวนหุ้นที่เพิ่มมากขึ้น ดังนั้นในการเป็นนักลงทุนเราจะต้องพิจารณาให้รอบคอบไปในอนาคตว่าการขยายกิจการของธุรกิจนั้นจะเกิดผลดีหรือผลเสียมากกว่ากัน ถ้าคิดแล้วว่าเกิดผลดีมากกว่า แต่ราคาหุ้นยังไม่ตอบรับเราก็อาจฉวยโอกาสซื้อเพื่อการลงทุนได้ในทางตรงกันข้ามถ้าคิดว่าเกิดผลเสียมากกว่าแต่หุ้นกลับพุ่งเพิ่มราคาสูงขึ้นไปก็นับว่าเป็นโชค เพราะอาจจะเป็นจังหวะขายของเราก็ได้เช่นกัน

มือใหม่คุ้ยแคะแกะหุ้นเด้ง #1

ขอขอบคุณภาพจาก บก.แก้ว อภิรดี สนธิชัย สนพ. Thinkgood ครับ
 
วันศุกร์ที่ 19 มิถุนายน 2558 ที่ผ่านมา มีโอกาสได้ร่วมงานอบรมเกี่ยวกับหุ้นกับ อ. ภัทรธร ช่อวิชิต ซึ่งได้ความรู้เพิ่มเติมในหลายมุมมอง และได้พบกัลเพื่อนนักลงทุนหลายท่านที่ร่วมในงานอบรมส่วนของผมเมื่อวันพุธที่ 17 มิถุนายน 2558 ที่ผ่านมาอีกสดๆ ร้อนๆ ด้วย นับว่าเป็นโอกาสที่ดีที่ได้พูดคุยแลกเปลี่ยนความรู้เพื่อต่อยอดเพิ่มเติมไปอีก
 
ไม่ว่าจะเป็นงานช่วงของผม หรือช่วงของ อ. ภัทรธร โดยสรุปแล้วส่วนของเราก็คือ หุ้นจะขึ้นได้ก็เพราะการที่บริษัทมียอดขายดีขึ้น อัตรากำไรขั้นต้นดีขึ้น อัตรากำไรสุทธิดีขึ้น และสุดท้ายต้องทำให้กำไรต่อหุ้นดีขึ้น หลายบริษัทในตลาดหลักทรัพย์มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา หรือแม้ถ้าบริษัทเองไม่เปลี่ยนแปลง บริษัทก็จะถูกสิ่งแวดล้อมทำให้เปลี่ยนไปเมื่อเทียบกับ "สิ่งสัมพัทธ์" ที่เกิดขึ้น นั่นคือถ้าตัวเองไม่ก้าวหน้าแต่สิ่งต่างๆ รอบตัวก้าวไป ก็จะกลายเป็นว่าตัวเองถอยหลังนั่นเอง แต่หลายแง่มุมของการเปลี่ยนแปลงก็จะทำให้ผลการดำเนินงานของบริษัทดีขึ้น สิ่งที่ดีขึ้นในทางการเงินที่ว่านี้สามารถแบ่งออกได้เป็นหลายอย่างเช่น:
  • จากขาดทุนมากเป็นขาดทุนน้อยลง 
  • จากขาดทุนเป็นไม่ขาดทุน
  • จากขาดทุนเล็กน้อยเป็นกำไร
  • จากกำไรน้อยเป็นกำไรมาก หรือดีกว่านั้นคือ
  • เปลี่ยนพื้นฐานจากขาดทุนสม่ำเสมอกลายเป็นกำไรเติบโตขึ้นเรื่อย
 
สิ่งเหล่านี้จะทำให้หุ้น "เด้ง" ขึ้นมาได้ (แต่ก็อาศัยตัวเร่งอื่นบ้างเล็กน้อย เข่น ข่าว การขยายกิจการ ได้ลูกค้าใหม่ ประโยชน์จากสิ่งแวดล้อม แนวโน้ม เป็นต้น) และเราสามารถหาสิ่งที่จะเกิดเหล่านี้ได้จากข่าวต่างๆ และพิจารณาว่าข่าวเหล่านั้นกระทบกับบริษัทที่เราสนใจอย่งไร จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเงิน ทางความสามารถในการทำกำไรของบริษัทอย่างไร แน่นอนว่าเมื่อหุ้นเด้งปุ้บ ผู้ที่ซื้อไว้ก่อนก็จะสามารถทำกำไรได้ ส่วนจะเด้งได้มากหรือนานแค่ไหน เด้งแล้วลงหรือเปล่า ก็จะขึ้นอยู่กับตัวบริษัทนั่นเองว่าจะสามารถรักษาอัตรากำไร และทำให้เติบโตต่อไปได้แค่ไหน นั่นก็เพราะ "เจ้าที่แท้จริงคือผลประกอบการ" นั่นเอง ก็ต้องขอบคุณ อ. ภัทรธร ที่มาให้ความรู้กับนักลงทุนด้วยนะครับ 

วันพฤหัสบดีที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2558

งาน "วิถี VI กำไรยั่งยืน #1" วันที่ 17 มิถุนายน 2558



เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2558 ที่ผ่านมาเราได้จัดการอบรมสำหรับผู้ที่เริ่มหรือยังไม่เริ่มลงทุนในหุ้นกับเรื่อง "วิถี VI กำไรยังยืน" ซึ่งในคราวนี้ก็จัดเป็นครั้งที่ 1 และมีเพื่อนนักลงทุนเข้าร่วมในงานหลายต่อหลายท่านเลยทีเดียว ในงานนี้เราได้คุยกัน หลายเรื่องเลยทีเดียวที่ผมได้คัดสรรมาคุยให้เพื่อนๆ ฟังในระยะเวลาอันสั้น เช่น

 แก่นแท้ของการลงทุนคืออะไร การลงทุนในลักษณะต่างๆ
 แบบการลงทุนตลาดหลักทรัพย์
 การวางแผนพอร์ตการลงทุน
 ราคาที่เหมาะสมและส่วนเผื่อเพื่อความปลอดภัย
 แนวคิดในการซื้อและขายหุ้น
 แถมด้วยเทคนิคต่างๆ ในการลงทุนและซื้อ/ขายหุ้น

ซึ่งผมก็หวังว่าจะได้มีประโยชน์และผู้เข้าร่วมงานจะได้นำไปต่อยอดเป็นแนวทางของแต่ละท่านและลงทุนได้อย่างมีความสุขและประสบความสำเร็จในอนาคตต่อไป สำหรับงานนี้ก็ต้องขอบคุณ สำนักพิมพ์ เจ้าของและบรรณาธิการบริหารของสำนักพิมพ์ Thinkgood คุณพรหมมาตร์ ชายสิม (ให้เกียรติถ่ายภาพร่วมกันกับผมด้านบน) และน้องๆ เจ้าหน้าที่ของสำนักพิมพ์ที่ได้ช่วยจัดการเรื่องการประชาสัมพันธ์ สถานที่ และการดูแลต่างๆ ภายในงาน ที่ทำให้งานสำเร็จลุล่วงไปด้วยดีทุกประการ แล้วพบกันใหม่คราวหน้านะครับ

ขอขอบคุณภาพจาก สำนักพิมพ์ Thinkgood ครับ