วันพุธที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2559

BREXIT (British Exit)



ความจริงแล้วทีแรกผมคิดว่าจะไม่เขียนเกี่ยวกับเรื่องนี้แล้วเพราะมีผู้เขียนถึงจำนวนมาก แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อเราถือว่ามีผลกระทบต่อการลงทุนไม่มากก็น้อยรวมทั้งเพื่อเป็นการบันทึกไว้อ้างอิงในอนาคตและจะเพิ่มความคิดเห็นลงไปบ้าง เลยคิดว่าเราคุยกันสักหน่อยน่าจะเป็นการดี โดยพื้นฐานแล้วเรื่อง Britian Exit หรือรวมเป็นคำสั้นว่า BREXIT นี้เป็นเรื่องของประเทศอังกฤษซึ่งมีการทำประชามติเพื่อดูว่าประชาชนต้องการที่จะออกหรือจะอยู่ในกลุ่มประเทศยุโรปต่อไปหรือไม่

อาจจะมีคำถามว่าอยู่ที่นี่แล้วทำไมถึงมาพูดเรื่องการออกจากสารภาพยุโรปของประเทศอังกฤษก็ในเมื่อก่อนที่จะเข้าร่วมไม่ได้คิดให้ดีหรอกหรือ จริงๆ เวลานั้นก็คงคิดมาครั้งหนึ่งแล้วล่ะครับแต่ว่าพอเวลาผ่านไปก็มีปัญหาอื่นๆตามมาเยอะเช่น
  1. บางประเทศในยุโรปมีปัญหาหนี้สินรุงรังซึ่งกระทบต่อสมาชิกทั้งหมด แสดงให้เห็นว่า คนอังกฤษบางส่วนไม่อยากแบกปัญหานี้กับประเทศอื่นที่มีปัญหาไปด้วย 
  2. การอยู่ในกลุ่มประเทศยุโรปหรือ EU ทำให้มีการเคลื่อนย้ายคนไปมาเพื่อทำงานต่างถิ่นได้ง่ายขึ้น คนอังกฤษบางกลุ่มก็ต่อต้านการไหลเข้ามาทำงานของคนต่างชาติเหล่านี้ นอกจากนี้ยังมีปัญหาผู้อพยพที่ไหลเข้ามาในกลุ่ม EU อีกด้วย 
  3. มีกลุ่มคนที่อยากให้อังกฤษมีเสรีในการจัดทำข้อตกลงทางการค้ากับประเทศอื่นๆ ไม่ใช่ต้องไปขออนุญาตกลุ่ม EU ทุกครั้งซึ่งทำให้ไม่คล่องตัวหรือไม่ได้ตามที่ตัวเองต้องการ

ผลการทำประชามติ


หลังจากที่มีการทำประชามติเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2559 ที่ผ่านมาก็ปรากฏว่าประชาชนเกินครึ่งหนึ่งของอังกฤษเล็กน้อยต้องการที่จะออกจากสหภาพยุโรป (ออก 52% - อยู่ต่อ 48%) โดยถ้าดูตามภูมิศาสตร์แล้ว ประชาชนในสกอตแลนด์และกรุงลอนดอนเลือกที่จะคงอยู่กับสหภาพยุโรปในขณะที่ประชาชนที่อาศัยบริเวณรอบนอกเมืองใหญ่และบริเวณอื่นเลือกลงคะแนนเสียงที่จะแยกตัวออกจากสหภาพยุโรป อย่างไรก็ตามการตัดสินใจนี้ยังไม่ถือว่าเป็นที่สิ้นสุดเพราะว่าจะต้องผ่านสภาผู้แทนราษฎรของอังกฤษก่อนอีกครั้งหนึ่ง และกว่าจะดำเนินการออกได้จริงคงใช้เวลากว่าสองปี สิ่งที่เกิดขึ้นทันทีก็คือนายกรัฐมนตรีของอังกฤษที่รณรงค์ให้อังกฤษยังคงอยู่กับสหภาพยุโรป (David Cameron) ประกาศลาออกทันทีหลังจากที่ผลประชามติเป็นตรงกันข้ามกับนโยบายที่ตัวเองสนับสนุน เมื่อผลประชามติออกมาดังนี้ก็ดูเหมือนจะมีความขัดแย้งกันระหว่างผู้คนในอังกฤษที่บางส่วนก็ยังอยากที่จะอยู่กับสหภาพยุโรปในขณะที่บางส่วนก็ต้องการที่จะออกจากสารภาพยุโรป พูดไปพูดมาก็ดูเหมือนว่าบางแคว้นของสหราชอาณาจักรทำท่าทางอยากจะขอแยกตัวออกจากกัน แต่เรื่องนี้ก็คงเป็นเรื่องที่พูดกันโดยมีความเป็นไปได้ค่อนข้างน้อย

แต่สิ่งที่อาจจะตามมาอีกอย่างหนึ่งก็คือเมื่ออังกฤษคิดจะออกจากสหภาพยุโรปก็มีคำถามว่าประเทศอื่นๆ ในยุโรปเองที่มีแนวโน้มหรือเริ่มมีความคิดอยากออกอยู่แล้ว (เช่น ประเทศเนเธอร์แลนด์) จะดำเนินคล้อยตามทำประชามติแยกตัวออกไปหรือไม่เป็นต้นก็ต้องคอยติดตามกันต่อไป

ผลด้านการค้า


ในความเป็นจริงแล้วการออกจากสหภาพยุโรปของประเทศอังกฤษก็คงไม่กระทบกับประเทศไทยมากนักเนื่องจากว่าเราไม่ได้มีการค้าขายโดยตรงกับอังกฤษเป็นปริมาณที่มากมายนัก (ประมาณ 3.6 พันล้านดอลลาร์ หรือเพียง 1.5% ของการส่งออกทั้งหมดของไทย) โดยถ้าเกิดการแยกตัวจริงเราก็จะต้องทำข้อตกลงเรื่องเขตการค้าเสรี (FTA) กับอังกฤษเป็นการเฉพาะแยกจากสหภาพยุโรป สินค้าของไทยไปยังอังกฤษส่วนมากเป็น เนื้อไก่ รถยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ รวมทั้งเครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ (บริษัทเหล่านี้อาจได้รับผลกระทบ ต้องคอยจับตา) และถ้าปัญหาลุกลามไปถึงกับกลุ่มประเทศสหภาพยุโรปแยกตัวออกจากกันถึงตรงนั้นการค้าที่ประเทศไทยมีกับประเทศอื่นๆ ในสหภาพยุโรปก็คงส่งผลทางที่ไม่ดีแน่นอน แต่ก็คงเป็นเรื่องที่อยู่ห่างไกลความเป็นจริงและเวลาในปัจจุบันค่อนข้างมากดังนั้นคงไม่ต้องกังวลมากเกินไปนะครับ

ผลด้านการลงทุน


ในวันศุกร์ที่ 24 มิถุนายน 2559 ซึ่งเป็นวันที่ประเทศอังกฤษกำลังนับคะแนนประชามติกันอยู่ และมีแนวโน้มว่าจำนวนประชาชนที่ต้องการที่จะออกจากสหภาพยุโรปนั้นมีจำนวนมากกว่าส่วนที่ต้องการจะอยู่ต่อ ดัชนีหุ้นไทย จึงแสดงอาการตกใจไปด้วยโดยการลดลงจากดัชนีที่ปิดในวันพฤหัสบดีก่อนหน้าที่ 1436.40 จุด ลงไปที่จุดต่ำสุดคือ 1393.83 จุดหรือ - 42.57 จุด ก่อนที่จะขึ้นมาปิดการซื้อขายด้วยดัชนี 1413.19 จุด หรือลดต่ำลง - 23.21 จุด เรียกได้ว่าวันนั้นหุ้นแดงทั้งกระดานก็คงจะไม่ผิดนัก

อย่างไรก็ตามเพียงสองสามวันให้หลังดัชนีก็สามารถปรับตัวพุ่งทะยานขึ้นมาและมีเสถียรภาพดีขึ้นได้หลังจากที่พิจารณาได้แล้วว่าคงไม่ได้มีผลกระทบกับประเทศไทยมากนัก ถ้าจะว่ากันตามความเป็นจริงดัชนีของตลาดหลักทรัพย์ต่างๆ ทั่วโลกก็เริ่มปรับตัวกับขึ้นมาหลังจากทราบผลประชามติในสองสามวันให้หลังเช่นกัน (วันที่รู้ผลประชามติก็พากันร่วงลงไปพร้อมกับเราด้วย)

ด้านพื้นฐานเศรษฐกิจ


คราวนี้เราหันกลับมาดูผลทางด้านพื้นฐานเศรษฐกิจกันบ้างการออกจากกลุ่มยุโรปของสหภาพของประเทศอังกฤษนั้นถ้าเกิดขึ้นจริงก็อาจจะมีผลทำให้เงินปอนด์ของอังกฤษมีค่าตกลงเล็กน้อย นอกจากนั้นแล้วก็คงไม่มีผลอะไรมากมายนักเนื่องจากว่ากลุ่มประเทศยุโรปคงจะต้องร่วมมือและค่อยค่อยปรับตัวเพื่อให้ทุกประเทศสามารถดำเนินธุรกิจทั้งด้านการผลิตและการค้าด้วยกันต่อไปได้ ดังจะเห็นว่าคราวที่ประเทศกรีซออกจากกลุ่มสหภาพยุโรปนั้นในช่วงแรกก็มีการคาดการณ์ว่าจะเกิดผลเสียหายกระทบมากมาย แต่จริงๆ แล้วก็ยังไม่มีความเสียหายในวงกว้างให้เราเห็นชัดเจนมากนัก (แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าไม่มีปัญหาใดๆ นะครับ)

ในบางแง่มุมการอ่อนค่าของเงินปอนด์หรือเงินสกุลยูโรก็อาจจะเป็นผลดีกับบริษัทไทยบางบริษัทซึ่งมีหนี้สินในตระกูลเงินยูโรก็ได้ หมายความว่าเราก็ใช้เงินไทยจำนวนน้อยลงไปใช้หนี้ ถ้าบริษัทเหล่านั้นมีรายได้เป็นเงินไทยและมีหนี้สินเป็นเงินยูโรก็จะได้รับประโยชน์ไปเต็มๆ ในทางตรงกันข้ามถ้าเป็นบริษัทที่ส่งออกสินค้าไปขายประเทศอังกฤษการที่ค่าเงินต่ำลงก็อาจจะทำให้ต้องขายสินค้าเป็นเงินสกุลเงินปอนด์ในราคาที่สูงขึ้นอาจจะทำให้ขายยากขึ้น แต่คิดว่าบริษัทที่มีลักษณะอย่างนี้คงมีจำนวนไม่มากนัก สำหรับนักลงทุนก็คงจะต้องดูว่าเราถือหุ้นหรือเป็นเจ้าของบริษัทดังกล่าวเรานี้หรือไม่

โอกาสในการลงทุน


ในช่วงที่เกิดการตกใจอย่างไม่สมเหตุผลเช่นนี้และราคาหุ้นในกระดานลดต่ำลงโดยไม่สมเหตุสมผล นั่นหมายความว่าเรารู้แล้วมันไม่ได้เกิดผลกระทบที่รุนแรงหรือเป็นระยะเวลานานการที่หุ้นตกราคาต่ำลงก็เป็นโอกาสที่นักลงทุนสามารถเข้าไปซื้อสะสมไว้ได้ โดยส่วนตัวผมเองก็ช่วยโอกาสนั้นไว้เช่นกัน
ไว้เราคอยติดตามกันต่อไปนะครับว่าการที่อังกฤษประชาชนอังกฤษต้องการออกจากสหภาพยุโรปนั้นจะถูกตอบสนองโดยมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอย่างไรและประชาชนอังกฤษจะทำอะไรต่อไปโดยที่เราก็ต้องคอยติดตามผลการดำเนินงานของบริษัทที่เราถือหุ้นไว้ด้วยนะครับ

วันพฤหัสบดีที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2559

เขาว่าแนว VI นั้นแสนดีแต่ทำไมมีคนใช้กราฟกันมากมาย



พวกเราที่เป็นนักลงทุนหน้าใหม่ หรือเพิ่งสนใจในการลงทุน อาจจะพอทราบว่าแนวทางลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ผ่านการซื้อหุ้นนั้นมีหลายแนวทาง แต่สองวิธีใหญ่ๆ คือ แนวพื้นฐาน แนวเน้นมูลค่า (VI) (Value Investment) และแนวเทคนิค (technical) และอาจจะเคยได้ยินว่ามีนักลงทุนแนวเน้นมูลค่าที่ประสบความสำเร็จมากมายหลายท่านให้เราได้ยินกัน อย่างไรก็ตามก็มีนักลงทุนอีกจำนวนมาก (และดูเหมือนมากกว่า) ที่ใช้แนวการลงทุนในแนวเทคนิคอยู่ (แน่นอนว่า มีโอากสประสบความสำเร็จเช่นกัน) จำนวนมาก จนอดสงสัยไม่ได้ว่าในเมื่อ (อย่างน้อยก็ดูเหมือนว่า) มีนักลงทุนแนวเน้นมูลค่าที่ประสบความสำเร็จมากกว่า แล้วทำไมคนยังใช้แนวเทคนิกหรือใช้กราฟในการลงทุนจำนวนมากมาย ก่อนอื่นเรามาดูพื้นฐานที่ต้องใช้ในการลงทุนแต่ละแบบกันก่อน

พื้นฐานการลงทุนแต่ละแนวทาง


1) การลงทุนในแนว พื้นฐาน หรือแนวเน้นมูลค่า (VI) นั้นจะต้องเข้าใจธุรกิจ ว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร มีกลไกการทำกำไรอย่างไร มีความเป็นไปได้ในการขยายและความเสี่ยงอย่างไรบ้าง จากนั้นยังต้องมีความสามารถในการหามูลค่าที่แท้จริงของธุรกิจนั้นอีก เรียกว่าต้องรู้รอบแทบจะเข้าไปนั่งอยู่ในธุรกิจนั้นเลยก็ว่าได้ การจะรู้ได้ขนาดดังกล่าวต้องอาศัยการอ่าน สังเกต และหาข้อมูลรอบด้านประกอบไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐศาสตร์ การตลาด แนวโน้มของสังคม แนวโน้มของประชากรศาสตร์ แน่นอนว่าในกลุ่มอุตสาหกรรมจำนวนมากมายกที่มีอยู่ นักลงทุนคนหนึ่งๆ ก็ไม่มีความรู้ ความชำนาญ ความชอบ หรือจริตที่จะชอบหรือเข้าใจธุรกิจไปได้ทุกกลุ่มอุตสาหกรรม ยิ่งถ้าแยกย่อยเป็นแต่ละบริษัทแล้วยิ่งไม่ต้องพูดถึงเลย คงไม่มีใครทีจะเข้าใจได้ทุกบริษัทในตลาดหลักทรัพย์เป็นแน่ (และในความเป็นจริงก็ไม่จำเป็นด้วย เพราะการ ซื้อหุ้นในบริษัทเล็กๆ ที่เรารู้จักดีก็รวยได้ ) เพราะถ้าพยายามเข้าใจให้หมดก่อนตัดสินใจเลือกหุ้นมาสักตัวหนึ่ง ก็คงไม่ได้ซื้อหุ้นเป็นแน่

2) ในทางตรงกันข้ามกับการศึกษาที่มาที่ไป การทำกำไร และอื่นๆ อีกสารพัดของบริษัทที่สนใจ การดูราคา เวลา และจำนวนซื้อขายนั้นต้องถือว่ารวดเร็วกว่า นอกจากการดูด้วยตาแล้วยังมีซอฟท์แวร์ช่วยอีกมาก ทั้งการวาดเส้นกราฟแนวโน้มต่างๆ การคำนวณทางสถิติอีกสารพัด รวมทั้งซอฟท์แวร์บางอย่างยังช่วยบอกว่าตรงไหนควรซื้อควรขายให้อีกโดยไม่ต้องคาดการณ์ผลประกอบการอะไร ไม่ต้องมีความรู้ว่าบริษัทนั้นทำอะไร ขายใคร กำไรมากน้อยแค่ไหน และที่สำคัญก็คือไม่ต้องเฝ้ารอหรือสงสัยว่าถ้ากำไรมากขึ้นแล้วราคาจะขึ้นตามไปด้วยไหม

3) นักลงทุนหลายส่วนคิดว่า ปลอดภัยไว้ก่อนดีกว่า โดยมีแนวคิดว่ากราฟสามารถบอกจุดขายตัดขาดทุนได้แน่นอนว่าแนว VI ที่ไม่ได้มีจุดขายตัดขาดทุน (จุดตัดสินใจขายของ VI จะมีสองส่วนหลักคือขายเมื่อพื้นฐานเปลี่ยนไปทำให้ไม่เหลือส่วนเผื่อเพื่อความปลอดภัยอีกต่อไปคือต้นทุนที่ซื้อมาราคาแพงเกินไป กับ ขายเมื่อราคาเพิ่มมขึ้นสูงเกินไปแล้ว เมื่อได้กำไรแล้วก็ขายไป) สำหรับบางคนอาจจะดูพื้นฐานไม่ออก ติดตามการทำงานไม่ใกล้ชิด ก็อาศัยกราฟเป็นตัวช่วยให้ขายหุ้นทิ้งก็ได้  โดยความคิดส่วนตัวของผมแล้วความคิดนี้ก็ไม่แลว แต่ที่มักจะเห็นคือยังคงถือหุ้นที่พื้นฐานไม่ดีที่กราฟบอกให้ซื้อเอาไว้ แต่เมื่อกราฟบอกให้ขายก็ยังคงถือเอาไว้อยู่ และขาดทุนเป็นจำนวนมากกว่าที่ควร

4) มีนักลงทุนอีกไม่น้อยที่ใช้กราฟช่วยในการตัดสินใจ แม้แต่ VI หลายคนก็ตามที่เห็นว่าหุ้นราคาต่ำกว่าที่ควรเป็น แต่ราคากำลังลดลงมาและแกว่งตัวไปมา ไม่สามารถตัดสินใจได้ว่าควรจะซือหรือไม่ตอนไหน ก็อาศัยกราฟเป็นตัวช่วยก็มีเช่นกัน (ผมมีข้อแนะนำว่า ถ้าพบหุ้นที่ราคาต่ำกว่าพื้นฐานมากๆ แล้วต้องการซื้อ ให้ซื้อเข้ามาสักเล็กน้อย แล้วรอจนราคาลงไปแล้วนิง ก็เข้าซื้อเพิ่มแบบ DCA ได้ จะเป็นอีกวิธีที่ปลอดภัยเช่นกัน เรืองการซื้อขายนี้เอาไว้เขียนแยกต่างหากในบทความคราวต่อๆ ไปน่าจะดีกว่าครับ)

ทางเลือกที่น้อยกว่าของ VI


ถ้าจะว่าไปแล้ว นักลงทุนแนว VI ถ้าไม่รู้ว่า บริษัททำอะไร ขายใคร ลูกค้าเป็นใครในปัจจุบัน อนาคต ความเป็นไปได้ของโอกาสต่างๆ ในอนาคตเป็นอย่างไร กำไรควรเป็นเท่าไร ค่าใช้จ่ายเท่าไร แนวโน้มต่างๆ เป็นอย่างไรแล้วล่ะก็ นักลงทุน VI จะไม่สามารถตัดสินใจอะไรเกี่ยวกับหุ้นนั้นๆ ได้เลย หรือพูดง่ายๆ เลยว่า นักลงทุนแบบ VI มีทางเลือกที่จะซื้อขายหุ้นต่างๆ "น้อยกว่ามาก" นั่นเอง ตรงกันข้ามกับนักลงทุนที่ใช้กราฟต่างๆ ที่มีข้อมูลของการซื้อขายของทุกบริษัทเพียบพร้อมให้หยิบใช้งานได้ทันที

ทางเลือกที่คล่องกว่าของนักลงทุนแนวเทคนิค


ด้วยทางเลือกที่มาก กว้าง สามารถซื้อหรือขายหุ้นไหนก็ได้ ตัดสินใจได้รวดเร็ว เครื่องมือช่วยมาก ไม่ต้องคาดการณ์ ไม่ต้องคำนวณรายรับรายจ่าย ดอกเบี้ยจ่าย ค่าเสื่อมราคา เงินสดหมุนเวียน มูลค่าที่เหมาะสม p/e, p/bv, roe, roa, d/e, div ratio และอีกสารพัดตัวเลขทางการเงินเอง ไม่ต้องการหาเหตุผลอะไรมากหรือคิดว่าแม้จะพยายามหาเหตุผลก็หาไม่พบ หรือไม่รู้ทั้งหมดหรือผิดอยู่ดี รวมทั้งเชื่อว่าสุดท้ายสิ่งที่เกิดขึ้นที่จะทำให้ได้กำไรหรือขาดทุนก็คือราคาซื้อขายหุ้นบนกระดานอยู่ดี (ในขณะที่นักลงทุนแบบ VI คิดว่าสิ่งที่ได้คือส่วนต่างของมูลค่าบริษัทกับราคาหุ้นที่จ่ายไป) จึงมีนักลงทุนจำนวนมากเลือกใช้แนวเทคนิคในการลงทุน ซึ่งก็เป็นความถนัดอีกแนวทางหนึ่งที่รวดเร็ว มีทางเลือกมาก และมีตัวช่วยมากกว่านั่นเองครับ

วันจันทร์ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2559

ซื้อหุ้นให้เหมือนเป็นเจ้าของบริษัท


ทั้งที่การซื้อหุ้นนั้นโดยหลักการแล้วคือการซื้อเพื่อเป็นเจ้าของกิจการ (ไม่ว่าจะส่วนน้อยหรือมากก็ถือว่าเป็นเจ้าของกิจการ ตามกฏหมายสากล) แต่ในหลายครั้งการซื้อขายหุ้นเพื่อทำกำไรได้กลบหลักการเดิมนี้ไปเสียไม่น้อย จนหลายคนคงเคยได้ยินคำพูดนี้แต่กลับนึกไม่ออกและมีการให้ความหมายแตกต่างกันไป บางคนตีความหมายว่าเราต้องถือหุ้นนั้นไว้นานๆ บางคนตีความหมายว่าต้องเข้าใจว่าบริษัททำอะไร บางคนก็บอกว่าต้องเป็นเงินเย็น ซึ่งก็มีทั้งถูกมาก ถูกน้อย ไปตามเรื่อง ถ้าจะว่าไปจริงๆ ก็คงตอบไม่ได้ถูกเต็มที่นักจนกระทั่งนักลงทุนนั้นได้เคยเป็นเจ้าของธุรกิจจริงๆ มาก่อน เพราะหากเราดำเนินธุรกิจจริงๆ ไม่ได้อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ สิ่งที่เราคิดกับธุรกิจของเราก็น่าจะเป็นตามด้านล่างนี้
 

ความคิดของเจ้าของบริษัท


ในฐานะที่ผมเองทำมาหลายอาชีพ ทั้งวิศกร ลูกจ้าง ข้าราชการ เจ้าของธุริกจ และนักลงทุน เลยขอแบ่งปันความคิดในแง่มุมของการเป็นเจ้าของธุรกิจ/บริษัท ให้กับเพื่อนๆ นักลงทุนว่าที่จริงแล้วถ้าเราเป็นเจ้าของ มีพนักงานหลายชีวิต (และครอบครัว) ที่ช่วยทำงานและต้องดูแลกัน จะมีความคิดอย่างไรบ้าง
 
  • เมื่อเราเป็นเจ้าของบริษัทเราจะสนใจกับการถือหุ้นในจำนวนมากขึ้นเผื่อมีสัดส่วนการเป็นเจ้าของที่มากขึ้นหากมีโอกาส
  • เมื่อเราเป็นเจ้าของบริษัทเราจะสนใจกับการดำเนินงานของบริษัท สนใจเกี่ยวกับภาพลักษณ์การเจริญเติบโตของบริษัท ให้ลูกค้า คู่ค้า มีความสุขที่จะทำงานด้วย ให้คู่แข่งมีความปรารถนาดีต่อกัน
  • เราจะสนใจในการมีพนักงานที่มีความสามารถมีคุณภาพสูงมาทำงานด้วย ให้พนักงานทุกคนมีสวัสดิการที่ดี มีความสุขในการทำงาน
  • เมื่อเราถือหุ้นแบบเป็นเจ้าของบริษัทเราย่อมมีความภูมิใจที่จะบอกกับผู้อื่นไม่ว่าจะเป็นเพื่อนหรือญาติว่าเรามีอาชีพเป็นเจ้าของบริษัทโดยการใช้เงินของเราทำงานให้มากกว่าการที่จะ กระมิดกระเมี้ยนบอกว่าเป็นนักเล่นหุ้น
  • สิ่งที่เราต้องการคือ การขยายตัวของลูกค้า ยอดขาย ขยายบริษัท มีบริษัทใหม่ ซื้อบริษัทใหม่ ขยายไปต่างประเทศ จ่ายปันผล และจ่ายปันผลมากขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป
  • นักลงทุนที่ถือหุ้นแบบเป็นเจ้าของบริษัทต้องการให้ธุรกิจนั้นอยู่ยงคงกระพัน สร้างผลตอบแทนในรูปของกระแสเงินสดตลอดเวลาและเพิ่มขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป (ชนะเงินเฟ้อ) ผลตอบแทนนั้นก็คือเงินปันผลที่มาจากกำไรของบริษัทนั่นเอง ดังนั้นเมื่อเราถือหุ้นไปและได้รับเงินปันผลไปเรื่อย เราก็จะมีความสุขกับการเป็นเจ้าของส่วนของบริษัทที่เป็นเหมือนกับเครื่องสร้างเงินให้เรา เมื่อถึงจุดหนึ่งเงินสดเหล่านี้ก็สามารถทำให้เรามีชีวิตอยู่ได้โดยเป็นอิสระทางการเงินเลยทีเดียว
  • เมื่อเป็นเจ้าของบริษัท เราจะคอยติตามการดำเนินกิจการของบริษัท จะรู้จักผู้บริหาร ร่วมเข้าประชุมผู้ถือหุ้น สอบถาม และที่สำคัญที่สุดคือให้ความคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ต่อการดำเนินงานของบริษัทด้วย

นักลงทุนแบบเป็นเจ้าของมักไม่ค่อยสนใจว่าราคาหุ้นจะขึ้นไปเร็วหรือไม่ (ขอให้กำไรของบริษัทมากขึ้น แต่ราคาหุ้นไม่ขึ้นไม่เป็นไร ยิ่งดีเสียอีกที่จะนำเงินมาลงทุนเพิ่มขึ้นได้) ในทางตรงกันข้าม ถ้าเราไม่ได้ลงทุนแบบเป็นเจ้าของบริษัท เราคงต้องการเพียงส่วนต่างของราคาหุ้นจะอยากให้หุ้นขึ้นราคาไปเร็วๆ เพื่อที่จะขาย (ส่วนของบริษัท) ทำกำไรไป เห็นไหมครับว่ามิติการคิดนั้นผิดไปจากเดิมมาก มีสิ่งที่ต้องคำนึงมากจนลืมเรื่องราคาหุ้นไปเลย

คราวนี้สมมติว่าเราเป็นนักลงทุนคือเรามีเงินเหลือ เราอยากลงทุน บังเอิญมีเพื่อนที่เรารู้จักมาชวนเราให้ทำธุรกิจด้วย (เป็นธุรกิจที่ทำอยู่แล้ว อาจจะนานมาก นานน้อย ก็แล้วแต่โอกาส) โดยการเสนอให้เราร่วมลงทุนด้วยเงินจำนวนหนึ่งแลกกับหุ้นของบริษัทนั้นซึ่งไม่ได้อยู่ในตลาดหลักทรัพย์อีกจำนวนหนึ่ง คราวนี้ล่ะ เราจะตัดสินใจอย่างไร

เห็นภาพไหมครับ ว่า เรื่องเปลี่ยนไปมากมายเมื่อเทียบกับการซื้อๆ ขายๆ หุ้นในตลาดหลักทรัพย์โดยการดูราคาและปริมาณการซื้อขาย และการอ่านบทวิเคราะห์บ้างนิดๆ หน่อยๆ เพราะคราวนี้ บทวิเคราะห์ก็ไม่มี คำแถลงของผู้บริหารก็ไม่มีให้อ่าน บัญชีถูกต้องมากน้อยแค่ไหนก็ไม่เห็นชัดเจน ความเห็นของกรรมการตรวจสอบก็ไม่มีให้อ่าน (เอาล่ะสิ เริ่มรู้สึกไหมครับว่าการซื้อบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ ง่ายกว่ามากเลยในแง่มุมเหล่านี้)

อยากเป็นเจ้าของบริษัท ดูอะไรบ้าง


คราวนี้ เราต้องทำอย่างไรต่อถ้าสนใจร่วมลงทุนกับเพื่อนที่มาชวนพอดี คำถามและสิ่งที่ต้องทำก่อนการตัดสินใจเกิดขึ้นมากมาย เช่น

1) เพื่อนเราที่มาชวนนั้น เรารู้จักมาก่อนหรือเปล่า นิสัยใจคอเป็นอย่างไร มีความเก่งกาจเฉลียวฉลาดแค่ไหน เห็นชัดเจนไหมครับ ในกรณีแบบนี้เรามักดูที่ตัวเจ้าของเดิมหรือผู้บริหารก่อนเลย (ตอนซื้อหุ้นในตลาดหลักทรัพย์เราก็ควรดูเช่นกัน ดูว่าเจ้าของเดิมรักบริษํทไหม หรือขายหุ้นออกจนหมดเหลือถือไว้นิดเดียว แบบนี้ไม่ดี) ถ้าเราไม่ไว้ใจผู้บริหารเราก็ไม่ควรไปยุ่งด้วย (แต่ถ้าเราระแวงเกินไป ไม่เคยไว้ใจใครเลย ก็ต้องขอให้ไปทำธุรกิจเองน่าจะสบายใจกว่าการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ครับ)

2) ธุรกิจนั้นทำอะไร เราชอบหรือไม่ เราเข้าใจมันหรือไม่ เข้าใจว่าผลิตหรือให้บริการใคร มีลูกค้ากี่คน ต้นทุนเท่าไรจ่ายให้ใครบ้าง มีข้อได้เปรียบคู่แข่งอย่างไร มีอัตรากำไรเท่าไร ยอดขายต่อไปขึ้นอยู่กับอะไรบ้าง

3) ธุรกิจมีอะไรเป็นทรัพย์สินที่ทำเงินบ้าง การไหลเวียนของเงินสดเป็นอย่างไร คุณภาพของผู้ขายวัสดุ (supplier) เป็นอย่างไร จำนวนและคุณภาพของลูกค้าเป็นอย่างไร (ความสม่ำเสมอในการซื้อ และที่สำคัญคือการจ่ายเงิน ซึ่งมีผลต่ออัตราหนี้เสีย) คือ ลูกค้าควรมีจำนวนมากราย มีความมั่นคงทางการเงินดี จ่ายหนี้ตรงเวลา

3) ธุรกิจนั้นมีอะไรเป็นตัวถ่วง (ทรัพย์สินไม่ทำเงิน หนี้สิน) มีหนี้สินมากแค่ไหน มีดอกเบี้ยจ่ายมากแค่ไหน ธุรกิจจำเป็นต้องสร้างหนี้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตลอดเวลาหรือไม่ โดยธุรกิจที่ดีควรสามารถเลือกที่จะควบคุมอัตราส่วนหนี้สิน (ต่อทุน) ไม่ให้สูงมากเกินไป ธุรกิจที่มีหนี้สินมากขึ้นๆ ตลอดเวลาและมีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุนสูงขึ้นเรื่อยๆ อาจจะแสดงถึงความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น มีปัญหาในธรรมชาติของธุรกิจนั้น  (หรือแม้แต่เกิดจากความผิดพลาดในการบริหารจัดการก็ได้)

4) ธุรกิจนั้นมีกำไรอย่างไร อัตรากำไรขั้นต้นและสุทธิมากหรือน้อยแค่ไหน สินค้าพิเศษหรือเป็นโภคภัณฑ์ สามารถตั้งราคาตามต้องการได้หรือไม่ ราคาถูกกำหนดด้วยอะไร ด้วยการแข่งขัน/ความต้องการของตลาด หรือถูกควบคุมด้วยกฏหมายของรัฐไหม ยอดขายเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ หรือไม่ และจะขยายยอดขายไปได้เรื่อยๆ หรือไม่ด้วยวิธีไหน เช่น มีสินค้าใหม่ ลูกค้าใหม่ หรือลูกค้าจะซื้อสินค้า/บริการเพิ่มขึ้นหรือไม่เมื่อเวลาผ่านไป

5) ความคงเส้นคงวาของธุรกิจนั้นเป็นเช่นไร มีการเติบโตหรือไม่อย่างไร ส่วนแบ่งการตลาดเป็นอย่างไร (จะ)เป็นผู้นำตลาดได้หรือไม่ ยามดีจะดีแค่ไหนคือได้กำไรมากเพียงใดและเป็นเวลายาวนานอย่างไร ยามร้ายถึงกับขาดทุนไหมและจะต้องรอเท่าใดจึงฟื้นตัว เรียกว่าเข้าใจว่าธุรกิจนั้นเป็นวัฏจักรหรือไม่อย่างไร สิ่งเหล่านี้จะทำให้เรารู้จังหวะการทำกำไรของบริษัท ทำให้เราไม่ตกใจและรู้ว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่บางครั้งการทำกำไรอาจจะไม่ต่อเนื่อง และต้อง "รอ" เวลาบ้าง

จะเห็นว่าทุกข้อที่กล่าวมา เราแทบจะต้องหาข้อมูลเองแทบทุกอย่างในกรณีที่เป็นบริษัทนอกตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งถ้าเราสนใจที่จะลงทุนในบริษัทที่ได้รับการชักชวนจริงๆ เราก็ย่อมหาวิธีสืบเสาะหาข้อมูลเหล่านี้จนได้นั่นแหละ แต่ในกรณีของบริษัทที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ เราสามารถหาข้อมูลเหล่านี้ได้เกือบทั้งหมดโดยการอ่านเอกสารที่เรียกว่าแบบ F56-1 แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าเราไม่สามารถหาข้อมูลเหล่านี้ด้วยวิธีอื่นได้  ในทางตรงกันข้ามเราสามารถเสาะหาและประเมินคุณภาพของผู้บริหารได้เอง  เราสามารถประเมินความสามารถทางการตลาด ความสามารถในการขาย ความรู้สึกของลูกค้าต่อสินค้าและบริการได้ หลายครั้งจะดีกว่าและรวดเร็วกว่าการรออ่านเอกสาร F56-1 ในปีต่อไปเยอะเลย

สิ่งหนึ่งที่เราควรจะให้ความสำคัญเป็นอย่างมากคือความสามารถของผู้บริหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเป็นบริษัทที่จำเป็นต้องปรับตัวอยู่ตลอดเวลา ซึ่งจะต้องมีผู้บริหารที่มีความเฉลียวฉลาด ตัดสินใจได้ดี ซื่อสัตย์ เห็นผลประโยชน์ของบริษัท ผู้ถือหุ้น และลูกค้าเป็นสำคัญ ถ้าเป็นกรณีที่เป็นเพื่อนกันเราก็คงตัดสินใจเรื่องเหล่านี้ไม่ยากนัก แต่ในกรณีที่เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ การเข้าประชุมผู้ถือหุ้นและป้อนคำถามที่สำคัญกับผู้บริหารรวมทั้งการติดตามการทำงานของผู้บริหารทั้งที่เป็นข่าวและไม่เป็นข่าวก็ทำให้เราสามารถประเมินผู้บริหารได้เช่นกัน

คราวนี้เมื่อเรารู้สึกชินกับการต้องหาข้อมูล ต้องคัดเลือกว่าบริษัทไหนที่มีศักยภาพควรลงทุนด้วย เริ่มรู้สึกอยากอยู่ด้วย อยากดูแลบริษัท โดยลืมเรืองตัวเลขราคาหุ้นไปก่อน นั่นคือเราเดินเข้าใกล้สิ่งที่เรียกว่าความเป็นเจ้าของบริษัทที่แท้จริงแล้ว ถึงตรงนั้นเราค่อยมาดูเรื่องของราคาที่เหมาะสมของบริษัท ราคาที่เหมาะสมของหุ้น แผนการซื้อเพื่อให้ได้ต้นทุนต่ำสุด รวมทั้งแผนการขายหากเราจำเป็นต้องขายหรือขายบางส่วนของบริษัทไปในอนาคต (ซึ่งเจ้าของบริษัทมักไม่อยากขายหุ้นหรือส่วนที่ตัวเองเป็นเจ้าของออกไปแน่นอน) ซึ่งเป็นเรื่องหลังๆ ที่ตามมาทั้งสิ้นครับ

วันเสาร์ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2559

ธุรกิจที่ซับซ้อนและ/หรือคาดเดากำไรได้ยาก


หลายธุรกิจดำเนินการตรงไปตรงมาแบบง่ายๆ มีโครงสร้างของรายได้และรายจ่ายแน่นอน ในขณะที่ก็มีหลายธุรกิจที่มีที่มาของรายได้และความเป็นไปของรายจ่ายซับซ้อนเข้าใจได้ยาก คือไม่รู้ว่ารายได้อยู่ตรงไหนบ้าง รายจ่ายอยู่ที่ไหนบ้าง หรือมีรายการปรับปรุงรายได้ รายจ่าย การเสื่อมค่าต่างๆ มากและบ่อย เช่น
  • กำไร/ขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน
  • กำไร/ขาดทุนจากการเปลี่ยนแปลงของราคาวัตถุดิบหรือราคาขาย (ที่ควบคุมไม่ได้ ต้องเป็นไปตามสภาพตลาด)
  • กำไร/ขาดทุนจากการด้อยค่าของสต้อกสินค้าที่คาดเดาได้ยาก (หรือคาดเดาได้ง่ายว่า ตกรุ่นเร็วมาก แบบนี้แย่แน่แท้)
  • การเผื่อหนี้เสีย/หนี้สงสัยจะสูญ ไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือถูกบังคับให้เผื่อ (เช่น กลุ่มธนาคารที่อาจจะถูก ธปท. กำหนดให้ใช้อัตราเผื่อหนี้เสียเท่านั้นเท่านี้ ซึ่งสามารถทำให้งบการเงินที่ทำกำไรอยู่ดีๆ กลายเป็นขาดทุนได้เลยก็เคยมีให้เห็นมาแล้ว)
เหล่านี้หากเกิดขึ้นให้เห็นบ่อยและ/หรือมีผลมากต่องบการเงินหรือผลประกอบการ ขนาดที่ทำให้บริษัทที่ขยันทำงานขาดทุน หรือบริษัทที่ดำเนินงานแย่กลับได้กำไร อยู่บ่อยๆ ก็ถือว่าเข้าข่ายบริษัทที่คาดการณ์ผลประกอบการได้ยาก เป็นที่มาที่จะทำให้คาดการณ์มูลค่าที่เหมาะสมได้ยากไปด้วย (อีกองค์ประกอบหนึ่งที่ทำให้คาดเดาผลประกอบการได้ยากก็คือ สภาพตลาด ความนิยม ที่ยังไม่แน่นอนก็ด้วย แต่เป็นคนละจุดกับในหัวข้อในเรื่องนี้)
 
ตัวอย่างที่เกิดขึ้นเร็วๆ นี้คือกับ บมจ. โซล่าตรอน ที่ประกาศงบการเงินงวดไตรมาส 1 ปี 2559 เมื่อวันที่ 16 พ.ค. 2559 ว่ามีผลขาดทุนกว่า 21.61 ล้านบาท และอีก 8 วันต่อมากลับประกาศแก้ไขงบการเงินรายไตรมาสเหลือเป็นขาดทุนเพียง 0.26 ล้านบาทโดยให้เหตุผลว่าคำนวณอัตราแลกเปลี่ยนผิดพลาด จากนั้นในวันที่ 30 พ.ค. 2559 บริษัทได้ประกาศแก้ไขงบปี 2558 ให้มีการขาดทุนเพิ่มขึ้นจาก 39 ล้านบาทเป็น 60 ล้านบาท สาเหตุจะเป็นเพราะความไม่รอบคอบ ความตั้งใจ หรืออะไรคงต้องสืบเสาะต่อไป (แต่ราคาหุ้นทรุดฮวบลงตั้งแต่วันแรกที่ประกาศงบฯ ไปแล้ว นักลงทุนหลายคนอาจจะเสียหายเกิด realized loss ไปแล้วจริงๆ) แต่สาเหตุหนึ่งคงเป็นเพราะความซับซ้อนของการคำนวณค่าใช้จ่าย/ต้นทุนที่แท้จริงที่มีเรื่องของค่าเงินที่มีความไม่แน่นอนเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยนั่นเอง

ถ้าจะถามว่านักลงทุนแบบวีไอสามารถลงทุนในหุ้นเหล่านี้ได้ไหม โดยส่วนตัวผมคิดว่าสามารถลงทุนได้แต่ภายใต้เงื่อนไขบางประการ เช่น
  • มองเห็นอนาคตของบริษัทในภาพใหญ่ว่าโดยรวมแล้วอุตสาหกรรมนั้นมีตลาดมีอนาคต
  • รายการพิเศษต่างๆ ไม่ได้มีผลหรือสัดส่วนกับกำไรหรือขาดทุนมากนัก
  • บริษัทที่เลือกนั้นเป็นผู้นำในอุตสาหกรรม
  • ตัวเองมีความชำนาญพิเศษในอุตสาหกรรม/ธุรกิจนั้น จนสามารถคาดเดากำไรและหามูลค่าที่เหมาะสมและ MoS ได้ (ดู กลเม็ดการลงทุน ด้านท้ายของบทความนี้)
โดยต้องระวังขึ้นในการติดตามพฤติกรรมของตลาดและอุตสาหกรรมนั้นและ/หรือกำหนด MoS (ส่วนเผื่อเพื่อความปลอดภัย) มากเป็นพิเศษสักหน่อย รวมทั้งต้องมีแผนการในการขายเพื่อตัวขาดทุนหรือเพื่อลดต้นทุนอย่างเคร่งครัดด้วย ก็จะสามารถลงทุนในบริษัทที่มีลักษณะของรายได้-รายจ่ายที่ซับซ้อนเหล่านี้ได้อย่างสบายใจขึ้น


กลเม็ดการลงทุน


ธุรกิจหลายอย่างอาจจะดูซับซ้อนสำหรับบางคน แต่อาจจะเข้าใจได้ง่ายสำหรับอีกหลายคน ถ้าเรารู้สึกว่าตัวเราเข้าใจธุรกิจบางอย่างได้ดีกว่าคนอื่น ไม่ว่าจะจากการศึกษาธุรกิจนั้นอย่างจริงจัง หรือจากการเคยทำงานและคุ้นเคยอยู่เป็นเวลานาน และพิสูจน์แล้วว่าเป็นจริง (คือ เราคิดว่าดี และอีกไม่นานผลประกอบการก็ออกมาดีจริง และ ในบางครั้งเราคิดว่าต้องมีปัญหาแน่ และผลประกอบการก็ออกมาย่ำแย่จริงๆ) ในกรณีแบบนี้เราอาจจะใช้ความสามารถนี้ให้เป็นประโยชน์ในการลงทุนได้ เช่นเมื่อราคาหุ้นตกต่ำแต่เราคิดว่าผลการดำเนินงานต้องดีเราก็อาจจะช้อนซื้อหุ้นไว้ หรือในทางกลับกันเมื่อราคาหุ้นพุ่งขึ้นสูงมากและเราคิดว่าประเดี๋ยวผลการดำเนินงานคงออกมาย่ำแย่ ก็อาจจะขายหุ้นนั้นทำกำไรออกไปก่อนก็ได้

วันพฤหัสบดีที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2559

มือเก่าหัดขับพาเที่ยวอิตาลี

 

สำหรับเพื่อนๆ ผู้อ่านที่น่าจะถือว่าเป็นผู้ที่อยู่ในช่วงทำงานสร้างรายได้สร้างประโยชน์ให้กับตัวเอง ครอบครัว และสังคม เมื่อหาเงินได้ก็ควรใช้บ้าง เก็บบ้าง (และแน่นอน ลงทุนบ้าง) ถ้าหาแทบตายแต่ไม่ใช้เลย บางคนกลับทิ้งเงินไว้สร้างปัญหาภายหลังที่จากโลกนี้ไป (ลูกหลานทะเลาะกัน แย่งสมบัติกัน เอาเงินที่เก็บไว้มาใช้ในสิ่งไร้สาระ) คงจัดได้ว่าเข้าขั้นวิปริต ด้งนั้นควรใช้เงินที่หามาได้บ้างอย่างสมเหตุสมผล คือมีประโยขน์กับตัวเองและไม่เป็นโทษกับผู้อื่นและสังคมก็พอแล้ว

ในการใช้เงิน แต่ละคนก็อาจจะมีสิ่งที่ชื่นชอบต่างกัน สำหรับผมแล้วก็เช่นกัน มีสิ่งที่ชอบอยู่สองสามอย่าง หนึ่งในนั้นคือการท่องเที่ยวไปในที่ต่างๆ โดยไม่เกี่ยงว่าจะเป็นในหรือนอกประเทศสุดแล้วแต่โอกาสจะอำนวย ในประเทศก็ท่องเที่ยวถ่ายภาพสถานที่ต่างๆ ภาพสัตว์ป่าต่างๆ (โดยเฉพาะนกในเมืองไทยนั้นมีเยอะและสวยมากมายจนดึงดูดนักถ่ายภาพจากหลายประเทศให้เดินทางเข้ามาเลยนะครับ) เมื่อมีโอกาสก็จะเดินทางไปต่างประเทศบ้าง โดยทัศนคติส่วนตัวแล้วผมเห็นว่าหากทำให้เหมาะสมแล้วการเดินทางท่องเที่ยวเป็นเรื่องจำเป็นและสำคัญกับชีวิตและไม่ใช่เรื่องสิ้นเปลืองแต่อย่างใด เป็นการเปิดมุมมองให้ทันต่อโลกและสามารถนำมาปรับใช้ในธุรกิจ การงาน การลงทุนได้เป็นอย่างดี

เตรียมตัวเดินทาง


ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาผมมีโอกาสได้เดินทางไปต่างประเทศคืออิตาลีโดยแทบจะไม่ได้วางแผน ก็ต้องขอบคุณคณะทัวร์อุตลุดมา ณ ที่นี้ด้วยที่อุตส่าห์ชวนผม การเดินทางครั้งนี้เรียกว่าฉุกละหุกทัวร์เพราะมีเวลาเตรียมตัวต่างๆ น้อยมาก ทั้งการจองทัวร์ การเตรียมเอกสารเพื่อขอวีซ่า (ตรงนี้แปลกที่ว่าเอกสารการเงินนั้นต้องการบัญชีเงินฝากแบบออมทรัพย์ที่มีการหมุนเวียนที่ดีเท่านั้น หลักทรัพย์เป็นหุ้นก็ไม่เอา บัญชีเงินฝากประจำก็ไม่ได้ บัญชีกระแสรายวันก็ไม่รับ ดังนั้นสำหรับท่านที่ต้องการเดินทางไปต่างประเทศก็ควรสร้างหลักฐานแสดงความมั่นคงทางการเงินที่ดีเอาไว้นะครับ) รวมทั้งการจัดกระเป๋าที่อาศัยว่าเป็นผู้ชายเลยทำได้อย่างรวดเร็ว จนกระโดดขึ้นเครื่อง "การบินไทย" ที่พาเหินฟ้าบินตรงสู่กรุงโรมได้อย่างปลอดภัย ตลอดการเดินทางได้รับการดูแลเป็นอย่างดีจากพนักงานต้อนรับบนเครื่อง ก็ขอขอบคุณไว้ด้วยนะครับ (ขอให้ทำกำไรได้จริงๆ จังๆ สักทีเถิด เพี้ยง! ตรงนี้ห้ามคิดไปว่าไบ้หุ้นเป็นอันขาด)

กรุงโรม เมืองหลวงในปัจจุบัน


สนามกีฬากลางแจ้งโคลอสเซียมในกรุงโรม


เมื่อเดินทางถึงกรุงโรม ผู้นำทางได้เตือนคณะของเราตลอดว่าตั้งแต่มีผู้อพยพเข้ามา (ที่จริงก็ไม่ได้เข้ามาในอิตาลีเพียงประเทศเดียว แต่เข้าไปยังหลายประเทศในกลุ่มสหภาพยุโรป และก็เกิดเหตุคล้ายๆ กันในทุกประเทศ) คดีลักเล็กขโมยน้อยก็เกิดขึ้นมากมาย กระจายทั่วไปทุกพื้นที่และรูปแบบ ตั้งแต่การขโมยกระเป๋าเก็บของมีค่าขณะรอเช็คเข้า/ออกที่สนามบิน ที่ล้อบบี้โรงแรม ล้วงกระเป๋าตามสถานที่ท่องเที่ยว หนักหน่อยก็วิ่งราวกระชากกระเป๋า (ด้วยมอเตอร์ไซค์ เหมือนบ้านเราเลย) หรืองัดรถยนต์ไปจนกระทั่งรถทัวร์ที่จอดรอนักท่องเที่ยวเพื่อขโมยสิ่งของที่นักท่องเที่ยวทิ้งไว้บนรถ หนักที่สุดก็คือการจี้รถทัวร์และคนขับไปทั้งคันเพื่อขโมยของต่างๆ (คราวนี้ได้บรรดาของในกระเป๋าเดินทางที่มักอยู่ใต้รถทัวร์ไปด้วย) เรียกว่าสารพัดรูปแบบกันเลยทีเดียว สำหรับเราที่เป็นนักท่องเที่ยวก็คงทำอะไรไม่ได้มากไปกว่าการนำของมีค่า พาสปอร์ต เงิน กล้องถ่ายรูป ติดตัวลงไปทุกครั้งโดยไม่ทิ้งไว้บนรถ และระวังไม่ให้ไปโดนล้วงกระเป๋าข้างนอกรถก็แล้วกัน

ถ้าไม่นับเรื่องจากผู้อพยพแล้ว ผู้นำทางคณะของเราที่เคยเรียนที่อิตาลีเองยังบอกว่าคนอิตาลีมีนิสัยค่อนข้างมือไว ชอบหยิบนั่นนี่ (ที่สำคัญคือไม่ใช่ของตัวเองน่ะสิ) แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนหรอกนะ แต่ที่แน่ๆ คือเพื่อนสมัยเรียนของไกด์เองก็เคยแอบขโมยอาหารที่ทำขึ้นมาแถมยังบอกว่าก็อร่อยดีเสียอีก ดูเขาสิเอ้า
ถ้าตัดเรื่องที่เราต้องคอยระวังเรื่องการลักเล็กขโมยน้อยแล้วเห็นได้ว่าอิตาลีเป็นประเทศสวยงาม ถนนหนทางสวย ปลอดภัย มาตรฐานสูง มีต้นไม้ใหญ่ซ้ายขวาของถนนมากมาย (ถึงตรงนี้อดไม่ได้ที่อยากตำหนิผู้มีหน้าที่รับผิดชอบในการตัดแต่งกิ่งไม้ในบ้านเรา ที่บางครั้งตัดเสียจนกุดไม่ได้ผุดไม่ได้เกิดกันเลยเชียว ก่อนตัดคิดอะไรบ้างไหมไม่รู้ได้ว่าต้นไม้บางต้นมีอายุมากกว่าตัวคนตัดเองเสียอีกนะ) และแม้จะไม่ถามก็ขอบอกว่าผู้ชายหล่อ ผู้หญิงดูดีครับ

อิตาลีมีประชากรประมาณ 60 ล้านคน มีรายได้จากอุตสาหกรรม เกษตรกรรม และการท่องเที่ยวมาก นักท่องเที่ยว รถบัส ที่เข้าแต่ละเมืองต้องเสียภาษี (คนละ 4 ยูโร รถบัส 200 ยูโร) เสียเป็นเมืองๆ ไปเลยไม่มีเหมาเป็นแพ็คเกจแบบโทรศัพท์มือถือเมืองไทยนะครับ และอัตราภาษีที่จัดเก็บนี้มีแผนจะเพิ่มขึ้นอีกในอนาคตจนคนขับรถที่เป็นคนอิตาเลียนเองยังบอกว่า มาเฟียเก็บเงินชัดๆ (หมายความว่าตัวเขายังรู้สึกว่าแพงเกินไปเลย)

พูดถึงคนขับรถโดยสารที่อิตาลีจะเหมือนเยอรมัน คือกำหนดเวลาขับไม่เกินวันละเท่าไร ต้องพักเท่าไร เพื่อความปลอดภัย ในรถจะมีบันทึกว่ารถ ขับไปเท่าไร พักย่างไร โดยทำเป็นระบบ ในรถมีระบบบันทึกข้อมูล (ไม่ใช่คนกรอกเอาเอง เวลาตำรวจเรียกดูก็สามารถเห็นได้ทันที) ถนนหนทางดี เห็นแล้วอิจฉาเลยล่ะ

กรุงโรม (Rome ในภาษาอังกฤษหรือ Roma ในภาษาอิตาลี) เป็นเมืองหลวงของประเทศในปัจจุบัน มีประชากรราว 3 ล้านคน สถานที่สำคัญคือวิหารเซนท์ปีเตอร์ (ในนครวาติกัน) และน้ำพุเทรวี (Trevi) และสนามกีฬากลางแจ้งโคลอสเซียม ที่มีโอกาสไปเยือนทั้งหมด เช่น นครวาติกัน ที่เป็นนครรัฐอิสระตั้งอยู่ใจกลางกรุงโรม มีชาวคริสต์เยอะแยะมากมายมาเยี่ยมชม  นครวาติกันมีพื้นที่ 400,000 ตร.ม. นครวาติกันมีประชากร 800-900 คน ส่วนใหญ่เป็นนักบวช สถานที่สำคัญที่อยู่ภายในนครวาติกันคือโบสถ์เซนท์ ปีเตอร์ ผู้คนเยอะมากๆ ขอบอกครับ ได้ไปถ่ายรูปเล่นก็โอเคแล้วโดยไม่มีโอกาสได้เห็นพระสันตปาปาเพราะท่านจะออกมาพบปะกับผู้คนที่มารอเฝ้าทุกวันพุธช่วงเช้า ก็ผมไปเป็นวันศุกร์ ผิดไปหลายวันเลยเชียว ตอนเย็นก็เดินทางต่อมาที่เมืองฟลอเรนซ์และนอนที่ฟลอเรนซ์อยู่หนึ่งคืน  และเดินเที่ยวแถว ๆ ฟลอเรนซ์ ตอนอยู่โรมไม่เห็นรถไฟใต้ดินนะครับ เพราะถ้าขุดลงไปคงเจอโบราณสถานจนต้องหยุดขุด  ขนาดจะปรับปรุงถนน ตึก บางจุด ขุดไปหน่อยเดียวยังเจอซากตึก ซากกำแพงโบราณ ก็ต้องหยุดขุดแล้วเอารั้วกั้นไว้สวยงาม (เป็นงั้นไป) แต่อิตาลีมีรถไฟระหว่างเมือง ส่วนความเร็วจะปานกลางหรือสูงก็ไม่ทราบเหมือนกันเพราะวิ่งตามไม่ทัน แต่ดูหน่วยก้านหน้าตาแล้วเป็นแบบหัวกระสุนและน่าจะเร็วไม่ต่ำกว่า 150 กม./ชม.  แต่ทั่วไปชอบถนน มีต้นไม้ใหญ่ริมถนนเยอะมาก ตัดแต่งอย่างดี (เห็นได้ตั้งแต่อยู่บนเครื่องบินตอนที่บินวนก่อนการลงที่สนามบิน เลโอนาร์โด ดา วินชี ฟีอูมีชีโน ที่กรุงโรมแล้ว) แต่คนอิตาเลียนโดยทั่วไปไม่ได้ดูน่ารักเท่าคนยุโรปอีกหลายประเทศ คือ การทักทาย ความยิ้มแย้ม ดูไม่เหมือนคนยุโรปปกติครับ แม่แต่พนักงานในโรงแรม ยังไม่ยิ้มแย้มเท่าไร แต่นิสัยใจคอนั้นก็ไม่ได้เลวร้ายหรอกครับ

จะว่าไป เรื่องการสื่อสารนี้ ผมเคยไปรัสเซีย ได้ประชุมวิชาการทางด้านภาษา (ผมไปเกี่ยวไรกับเขาด้วยก็ยังงงๆ แต่ถือว่าเป็นโอกาสที่ดีที่ได้ร่วมสัมนาได้) ก็ได้ฟังศาสตราจารย์ทางภาษาชาวรัสเซีย เล่าเรื่องการสื่อสารของชาวรัสเซีย ที่แปลกกว่าชาติอื่น เช่น ถ้าเราอยู่ในวงสนทนาแล้วพูดไม่ทันเพื่อน เราจะโดนลืมไปเลย หรือ คนรัสเซียจะไม่ค่อยตอบสนองในการสื่อสาร เช่น ทั้งที่คุยกันอยู่ก็อาจจะไม่รับ ไม่พยักหน้า  คือ เฉยๆ ดูอาจจะเป็นเรื่องแปลกของเราแต่ก็เป็นธรรมชาติของคนในแต่ละชาติครับ

ถึงแม้ว่ากรุงโรมจะเป็นเมืองหลวงของอิตาลีในปัจจุบัน แต่เป็นที่รู้กันว่าเมืองเศรษฐกิจของอิตาลีคือเมืองมิลานที่มีประชากรประมาณ 2 ล้านคน พูดถึงเมืองต่างๆ ของอิตาลีนั้นน่าสนใจและแยบคายตรงที่ว่า ในยุคของการรวมชาติ มีการค่อยๆ รวมเอาเมืองต่างๆ เข้ามา เมืองใหม่ๆ ที่ถูกรวมจะถูกกำหนดเป็นเมืองหลวง และเมื่อรวมเมืองใหม่เข้ามาอีกก็ให้เมืองนั้นเป็นเมืองหลวงใหม่ต่อไป การทำแบบนี้อาจจะมีวัตถุประสงค์หลายอย่างเช่น ให้งานราชการไปเน้นหนักในบริเวณนั้น ให้ความเจริญมุ่งไปที่นั้น (ใครๆ ก็อยากให้เมืองตัวเองเจริญ จนยอมรวมเป็นชาติเดียวกัน) เป็นต้น

ฟลอเรนซ์

ฟลอเรนซ์ อิตาลี


จากกรุงโรมเราเดินทางต่อไปยังฟลอเรนซ์ สำหรับท่านที่ชอบแฟชั่นนี่คือเมืองเกิดของ Gucci และเมื่อก่อนรุ่งเรืองมากจากการทำขนแกะ ปัจจุบันมีประชากรราว 300,000 คน ที่เมืองนี้คณะได้แวะไปดูรูปปั้นเดวิด ที่ปั้นโดยศิลปินเอก ไมเคิ่ล แองเจลโล แต่ว่าเป็นของทำขึ้นมาใหม่ ของจริงหลังจากถูกตั้งตากแดดตากฝนมา 400 ปี ก็ทำความสะอาดขัดสีฉวีวรรณเก็บเข้าพิพิธภัณฑ์ไป ที่จริงผมว่าไม่น่าขัด แต่น่าจะเก็บไว้เดิมๆ เดี๋ยวไม่เดิม ฮ่าๆๆ (พูดถึง ไมเคิ่ล แองเจลโล่ เรียกได้ว่าเป็นศิลปินสมัยทำเงินได้ คือทำงานศิลปะเป็นพาณิชย์ ได้เงินมากจากเศรษฐีผู้ว่าจ้าง  ไมเคิ่ล แองเจลโล จึงเป็นศิลปินมีเงิน  ไม่ไส้แห้งเหมือนคนอื่นในยุคอื่นๆ)

ระหว่างทางเรารับประทานอาหารจีนบ้าง อาหารอิตาเลียนบ้าง สำหรับอาหารอิตาเลียนนั้นเชื่อกันว่าอิตาลีเป็นที่กำเนิดของกินเลื่องชื่อสองอย่างคือ ไอศครีมและพิซซ่า ที่นี่เรียกไอศครีมว่าเจลลาโต และพิซซ่านั้นมีการขุดพบซากโบราณของเมือง ในนั้นพบซากของ "พิซซ่า" ค้างอยู่ในเตาที่กำลังจะอบนั่นเอง คาดว่ากำลังทำอาหารแต่เกิดเหตุร้ายเช่น แผ่นดินไหวเสียก่อนเลยทั้งอดกินและถูกฝังอยู่แบบนั้น

โบโลญญา

เจอแล้ว หอที่เอียง ทีแรกดูผิดหอ ดูอย่างไรก็ไม่เอียง


หลังจากเที่ยวชมฟลอเรนซ์จนหมดแรงขาก็เดินทางไปยังเมืองโบโลญญา (ชื่อเมืองนี้เขียนและแปลเหมือนไส้กรอกนั่นแหละครับ) เป็นเมืองที่ว่ากันว่ามีคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุดเมืองหนึ่งในอิตาลี  เมืองเงียบสงบ มีหอคอยเอียงอยู่ที่ตอนแรกเรามองผิดหอที่มันตรงเป็นปกติมองเท่าไรๆ ก็ไม่เอียง จนหมดความพยายาม แต่เมื่อเดินต่อมาอีกสัก 20-30 เมตรได้ก็เจอหอคอยที่เอียงจริงๆ แบบไม่ต้องใช้ความพยายาม เป็นอันว่าได้เห็นหอเอียงสมใจ (บอกตรงๆ ว่าตอนนั้นคิดในใจว่า ประเทศนี้ทำอะไรก็เอียงไปหมดหรืออย่างไร นอกจากหอคอยเหล่านี้แล้วผมว่าต้องมีอีกหลายอย่างที่เอียงแน่ๆ เลย)

เวนิซ

เมืองเวนิซกับเรือกอนโดลา
 

จากเมืองโบโลนยาเราเดินทางต่อไปเวนิส มีแผนว่าคืนนี้จะนอนที่เวนิสฝั่งแผ่นดิน (เพราะฝั่งเกาะแก่งนั้นนอนไม่ได้เนื่องจากเฉพาะค่าจอดรถยังแพงมากคือโหดร้ายระดับ ชม. ละ 10 ยูโร ค่าห้องนอนเลยไม่ได้ถาม) แล้วตอนค่อยเข้าเมืองเวนิซที่มีเกาะนับร้อย เวนิซเมื่อก่อนเป็นเมืองท่า ตอนนี้ถูกโค่นแชมป์ไปโดยเมืองปิซา เมื่อก่อนเวนิซถูกปกครองโดยออสเตรีย เพิ่งเข้าร่วมรวมเป็นส่วนหนึ่งของอิตาลีในราวปี 1860 ครับ

เมื่อถึงเวนิซเราต้องข้ามเรือเร็วจากฝั่งแผ่นดินไปยังเกาะแก่งต่างๆ (มีนับร้อยเกาะ) เมื่อขึ้นเกาะเล้วเรามีโอกาสได้ล่องเรือกอนโดลา (gondola) ที่ต้องใช้คนคัดท้ายที่คัดเป็น เพราะเรือนี้มีโครงสร้างแบบไม่สมมาตร (ด้านท้ายเบี้ยวยกสูงไปด้านหนึ่ง ผู้คัดท้ายจะยืนคัดอยู่บริเวณนั้น สนนราคาก็ 80-100 ยูโรต่อระยะเวลา 40-60 นาที  หลังจากนั่งเรือแจวจนขึ้นฝั่งเสร็จสรรพ เดินเที่ยวชมเมืองเวนิซอีกเล็กน้อย เราก็ขึ้นเรือสปีดโบ้ทกลับมาฝั่งแผ่นดินเพื่อเดินทางต่อโดยเป้าหมายต่อไปคือเมือง เวโรน่า เพื่อไปดูบ้านของ "จูเลียต" ตัวละคนเอกหนึ่งในเรื่อง "โรเมโอกับจูเลียต" นั่นเอง พูดถึงบทประพันธ์ที่ วิลเลียม เช็คสเปียร์ แต่งขึ้นเรื่องนี้ ได้แนวความคิดมาจากการขัดแย้งกันของขุนนางบางเหล่าในสมัยนั้น ทำให้เกิดเป็นอุปสรรคความรักของหนุ่มสาวและเขียนเป็นเรื่องนี้ขึ้น นั่นคือเรื่องของโรเมโอกับจูเลียตเป็นเรื่องแต่งขึ้นทั้งหมดและไม่มีความจริงแต่อย่างใดนั่นเอง (อ้าว แล้วบ้านใครล่ะนี่ที่เราจะเดินทางไป)

เมืองเวโรน่า - ภาษีท่องเที่ยว

รูปปั้นจูเลียต ภายใน "บ้านจูเลียต" เมืองเวโรน่า
 
หญิงสาววัยรุ่นกำลังเขียนข้อความเพื่อแปะไว้บนผนัง "บ้านจูเลียต"
 

ก่อนเข้าเมืองเวโรน่าก็ต้องเสียภาษีเสียก่อน (ที่จริงก็เสียมาทุกเมืองนั่นล่ะครับ แต่ลืมเล่า แหะๆ) เมืองเวโรน่ามีแม่น้ำล้อมรอบสามด้าน มีโคลอสเซียมที่สร้างในเวลาเดียวๆ กันและมีลักษณะเดียวกับที่โรม แต่ยังสมบูรณ์อยู่ การเดินเล่นในเวโรนาในวันสุดสัปดาห์แบบนี้ดูน่าสนุก ผู้คนจำนวนมากมายเดินทางมาเพื่อกิจกรรมหลากหลายอย่าง เช่น ไปยัง "บ้านจูเลียต" เพื่อเขียนข้อความไว้ตามกำแพงหรือติดแม่กุญแจเอาไว้ที่กำแพงภายในของบ้าน นัยว่าเพื่อขอให้จูเลียตให้พรให้สมหวังในความรัก (ก็ไม่แน่ใจว่าความเชื่อนี้มาจากไหน เพราะเท่าที่ทราบ จูเลียตกับโรมีโอเองก็ไม่ได้สมหวังในความรักสักหน่อย) อีกกิจกรรมภายในบ้านของจูเลียตก็คือการ "จับหน้าอก" รูปปั้นจูเลียตที่เชื่อกันว่าจะทำให้โชคดีในความรักเช่นกัน  นอกจากนั้นบังเอิญว่าวันที่เข้าเมืองเป็นวันอาทิตย์ บริเวณ "โคลอสเซียม" จึงมีการจัดการแสดงดนตรี ผู้คนจึงมากมายเป็นพิเศษ  หลังจากเดินเล่นและรับประทานอาหารเย็น (มื้อนี้เป็นอาหารจีน) คณะของเราก็เดินทางออกนอกตัวเมืองราว 10 กิโลเมตรเพื่อเข้าพักโรงแรมเพื่อเตรียมออกเดินทางไป "มิลาน" กัน

โคลอสเซียม เวโรน่า - โคลอสเซียมหรือสนามกีฬากลางแจ้งที่กรุงโรม ถูกทำลายไปมาก
แต่ที่เมืองเวโรน่านั้นยังค่อนข้างสมบูรณ์ ยังสามารถใช้เป็นสถานที่จัดการแสดงต่างๆ ได้

เดินเล่นในมิลาน

ภายในมหาวิหารแห่งเมืองมิลาน ยิ่งใหญ่อลังการมาก


เมื่อเราเดินทางเข้าตัวเมืองมิลาน สังเกตได้ชัดว่ารถติดมากเนื่องจากเป็นเช้าวันจันทร์ ผู้คนเข้าเมืองเพื่อทำงานเนื่องจากมิลานเป็นเมืองธุรกิจ แถมฝนยังกระหน่ำลงมาอย่างหนัก เมื่อรถหยุดเราก็วิ่งกระหืดกระหอบจากจุดที่รถสามารถส่งเราได้ใกล้ที่สุดจนกระทั่งถึงมหาวิหารแห่งเมืองมิลาน (Duomo di Milano) ซึ่งมีขนาดใหญ่โตมาก ก่อนจะเข้าชมก็ต้องเสียเงินค่าตั๋วเป็นเงิน 2 ยูโร ลองนึกภาพตามไปว่าเราต้องเข้าคิวในที่โล่ง ฝนตกหนัก ลมพัด เพื่อรอตรวจอาวุธก่อนเข้าโบสถ์ (แน่นอนว่า ไม่เฉพาะคนไทยที่จะต้องตรวจอาวุธเช่นนี้ คนต่างชาติอื่นๆ และคนอิตาเลียนเองก็ต้องถูกตรวจอาวุธด้วยเช่นกัน) โบสถ์นี้เป็นศิลปะแบบนีโอโกธิค ภายในเก็บตะปูที่ตรึงกางเขนพระเยซูเอาไว้ เพื่อนในคณะบางท่านก็พยายามเดินไปหาตะปูดังกล่าว แต่ปรากฏว่าถูกเก็บเอาไว้อย่างดี น่าจะได้เห็นเพียงกล่องเท่านั้น พอเราออกมาจากโบสถ์ก็ได้เวลาฝนซาเม็ดลง คราวนี้ค่อยๆ เดินขึ้นรถที่จอดรออยู่ (ก็ เดินอีกประมาณ 400-500 เมตร) เพื่อมารับประทานอาหารกลางวันกัน เมืองมิลาน (Milan) เป็นคำเรียกในภาษาอังกฤษ โดยชาวอิตาเลียนเองจะเรียกว่ามิลาโน (Milano) มีชื่อเสียงด้านศิลปะ แฟชั่น ผ้าไหม รวมทั้งเป็นถิ่นกำเนิดของรถยนต์อัลฟ่าโรเมโอ นอกจากนั้นสำหรับแฟนฟุตบอลคงคุ้นเคยกับสโมสรอินเตอร์มิลานและเอซีมิลานด้วยแน่ๆ

ที่แปลกอย่างหนึ่งในอิตาลีคือห้องน้ำที่ร้านอาหารต่างๆในอิตาลีมักไม่แยกผู้หญิงผู้ชายออกจากกัน บางทีไปเข้าห้องน้ำทั้งสองฝ่ายอาจจะรู้สึกแปลกๆ หน่อยที่มีอีกฝ่ายมายืนรอเป็นเพื่อนอยู่ด้วย และที่สังเกตอีกอย่างหนึ่งคือลิฟท์ในโรงแรมต่างๆ มีขนาดเล็ก ประมาณว่าเข้าไปสามคนพร้อมสัมภาระก็ยืนกันลำบากแล้วล่ะ

เจนัว

บ้านที่มีธงปักอยู่ เป็นบ้านเก่าของโคลัมบัสในเมืองเจนัว


จากมิลานเราเดินทางกันต่อไปยังเมืองเจนัว ระหว่างทางตั้งแต่ออกจากมิลานจนถึงที่หยุดพักรถที่แดดออกแรง ลมพัดเย็นมาก ไม่รู้ว่าบรรดาสาวๆ ในคณะไปติดสินบนอะไรพระอินทร์เอาไว้เพราะที่พักนี้คือ Serravalle Outlet ที่เป็นสถานที่ช้อปปิ้งของบรรดาคุณสุภาพสตรี (ที่จริงก็มีสินค้าของผู้ชายเยอะแยะ แต่ผมขี้เกียจเดินเลยหลบมาหาที่นั่งพักดื่มน้ำกับเขียนเล่าเรื่องนี้ต่อในเวลานี้ดีกว่า) เพราะอีกสักพักก็ต้องเดินทางไปเมืองเจนัวกันต่อ

เจนัว (Genoa) หรือเจโนวา (Genova ภาษาอิตาเลียน) เป็นอีกเมืองท่าสำคัญของอิตาลี ลองนึกถึงแผนที่อิตาลีตามไปนะครับว่าเป็นรูปร่างเหมือนรองเท้าบูธ ทุกด้านยกเว้นทิศเหนือติดกับทะเลทั้งหมด ดังนั้นจึงมีโอกาสเกิดเมืองท่าได้มากมาย เมืองเจนัวก็เช่นเดียวกัน อยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของอิตาลีติดกับทะเลลิกูเรียน (Ligurian) ดูไปท่าเรือเมืองเจนัวอยู่ในอ่าวของทะเลที่เว้าเข้ามาคล้ายๆ กับ จ.สมุทรสาคร ของไทยเรานั่นเอง เจนัวเป็นเมืองท่าเก่าแก่ สภาพบรรยากาศก็เหมือนเมืองท่าที่มีผู้คนมากมายหลากหลาย ดูไม่ใหม่เอี่ยมเป็นระเบียบสวยงามเป๊ะแบบเมืองธุรกิจแต่ก็ปะปนด้วยตึก โบสถ์ ที่แสดงถึงศิลปะและวัฒนธรรมโบราณของประเทศ ที่สำคัญเมืองเจนัวเป็นบ้านเกิดของ คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส ที่ค้นพบอเมริกาอย่างเป็นทางการ ทำไมจึงบอกว่าอย่างเป็นทางการ ก็เพราะว่าก่อนหน้านั้นก็มีบรรดานักสอนศาสนาเดินทางไปอยู่ก่อนแล้ว (ต้องถือว่าเป็นการค้นพบด้วยสิจริงไหมครับ) แต่ด้วยความที่ไม่มีสปอนเซอร์จึงไม่มีเรื่องราวกลับมาเล่าให้คนรั่นหลังที่ทวีปหลักก่อนหน้า (เกร็ดความรู้: โคลัมบัสเองเขียนโครงการไปขอเงินอุดหนุนจากโปรตุเกสแต่ถูกปฏิเสธด้วยว่าใช้เงินมากเกินไป โคลัมบัสจึงไปขอการอุดหนุนจากสเปนแทน ซึ่งได้เงินมาและสามารถค้นพบทวีปอเมริกาอย่างเป็นทางการในที่สุด) หลังจากเดินเล่นและรับประทานอาหารจีนที่เมืองเจนัวจนเวลาพลบค่ำแต่ตะวันไม่ตกดิน (ในช่วงหน้าร้อนของประเทศอิตาลีนี้ ต้องสามทุ่มไปแล้วจึงจะเริ่มมืด) เราเดินทางกลับที่พักที่อยู่นอกเมืองออกมาราว 8 กม. เพื่อพักผ่อนและเตรียมเดินทางไปยังเมือง "ปิซา" ในวันรุ่งขึ้น

ชมหอเอนแห่งเมืองปิซา

หอเอนแห่งเมืองปิซา ที่จริงเป็นหอระฆัง เป็นส่วนประกอบของโบสถ์


เมืองปิซา (Pisa) เป็นบ้านเกิดของกาลิเลโอ กาลิเลโอเป็นคนฉลาดปราดเปรื่อง ไม่ยอมเชื่ออะไรง่ายๆ จนกว่าจะได้พิสูจน์เสียก่อน เมื่อเข้าเรียนหนังสือก็มีคำถามมากมายกับผู้สอนจนโดนไล่ออกจากมหาวิทยาลัยแห่งเมืองปิซาและต้องไปเรียนที่เมืองอื่นจนเรียนจบ และได้รับการว่าจ้างให้เป็นอาจารย์ตลอดชีวิต แต่ในที่สุดก็ลาออกแล้วมาสอนที่มหาวิทยาลัยแห่งเมืองปิซา กาลิเลโอทำการทดลองเรื่องแรงโน้มถ่วงของโลกที่หอเอนปิซา (ที่จริงเป็นหอระฆังของโบสถ์ ใช้เวลาสร้างกว่า 300 ปี และก็เอียงมาตั้งแต่เริ่มสร้างได้เพียง 3 ชั้นแล้ว และแก้ไขเรื่อยมาจนสร้างครบ 8 ชั้นโดยชั้นที่ 8 ได้พยายามสร้างถ่วงน้ำหนักเอาไว้ แต่ชั้นอื่นๆ ก็ยังเอียงอยู่แบบนั้น ในสมัยของกาลิเลโอก็มีหอเอียงนี่อยู่เรียบร้อยแล้ว ยิ่งพอวิศวกรมาคำนวณว่าหอเอนปิซาจะล้มในอีก 200 ปีข้างหน้า นักท่องเที่ยวเลยมาดูกันใหญ่เลยก่อนที่มันจะล้ม - จะว่าไป ตอนล้มตามคำนวณก็คงไม่ได้เห็นหรอก) ในระหว่างนั้นได้ประดิษฐ์กล้องโทรทัศน์และศึกษาดวงดาวต่าง จนรู้ว่าโลกไม่ได้เป็นศูนย์กลางของ (สุริยะ)จักรวาล ซึ่งขัดกับคำสอนของคริสตศาสนา กาลิเลโอได้เขียนหนังสือเล่มหนึ่งซึ่งตีพิมพ์ที่เนเธอแลนด์เรื่องสุริยจักรวาลจนในที่สุดก็ถูกจับและบังคับให้กินยาพิษ (นึกถึงเรื่องราวหลายอย่างที่เป็นความจริงแต่ผู้มีอำนาจไม่สามารถยอมรับได้ อาจจะเพราะความเชื่อเดิมหรือกลัวสูญเสียอำนาจ จำต้องกำจัดให้หมดไป ช่างน่าเสียดายจริงๆ)

เมืองคาร์รารา


ในขณะที่เราเดินทางจากเมืองเจนัวไปยังเมืองปิซา เราต้องผ่านเมืองคาร์รารา ซึ่งเป็นเมืองทำหินอ่อนที่สวยงาม ส่วนหนึ่งนำมาสร้างวัดเบญจมบพิตรที่เรารู้จักกันเป็นอย่างดี  พูดถึงเมืองปิซา ครั้งหนึ่งรัฐบาลอิตาลีสั่งปิดหอเอนปิซาเนื่องจากกลัวว่าจะล้มลงมา แต่ไม่นานก็ถูกประท้วงจากชาวเมืองเพราะนักท่องเที่ยวหายไปหมด ในที่สุดก็ต้องเปิดหอเอนอีกครั้งหนึ่งโดยตั้งวิธีการเข้าชมให้ขึ้นครั้งละไม่เกินจำนวนคนที่กำหนด และก็ใช้กฏเกณฑ์นั้นมาจนถึงทุกวันนี้  การไปเยี่ยมหอเอนแห่งเมืองปิซาครั้งนี้ที่จริงก็ไม่ได้หวังอะไรมากไปกว่าการถ่ายรูปเป็นที่ระลึก แต่เมื่อไปถึงสิ่งที่เห็นคือหอเอนที่ถูกสร้างและประดับด้วยหินอ่อนที่สวยงามมาก (ก่อนไป นึกภาพว่าเป็นหอเอนที่สร้างจากการก่ออิฐถือปูนธรรมดา) นอกจากนั้นยังมีตัวโบสถ์และหอศีลจุ่มซึ่งสวยงามไม่แพ้กันอยู่ในบริเวณเดียวกันอีกด้วย

หลังจากการเยี่ยมชมหอเอนแห่งเมืองปิซาแล้ว เราก็เดินออกมานอกบริเวณวิหาร (เพราะต้องถือว่าตัวหอเอนนั้นเป็นส่วนหนึ่งของวิหาร ไม่ได้ตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยว) ก็แวะซื้อของฝากของที่ระลึกเล็กน้อยก่อนเดินทางไกลกว่า 4 ชั่วโมงเพื่อกลับมายังกรุงโรมอีกครั้งหนึ่งเพื่อเตรียมเดินทางกลับประเทศไทยในวันต่อไป

เป็นการเยือนตอนเหนือของอิตาลี


จะเห็นว่าการเดินทางครั้งนี้เป็นการชมด้านกลางและเหนือของประเทศอิตาลี โดยมีกรุงโรมที่เป็นเมืองหลวงในปัจจุบันอยู่บริเวณตอนกลางของประเทศ จากนั้นเดินทางขึ้นเหนือไปถึงมิลาน (มิลาโน ในภาษาอิตาลี) ซึ่งจะว่าไปก็ห่างจากพรมแดนสวิสเซอแลนด์ไม่กี่ร้อยกิโลเมตร แต่คราวนี้ประเทศสวิสเซอแลนด์ไม่ได้รวมอยู่ในการเดินทางด้วย ก็คงต้องเอาไว้คราวหน้าก็แล้วกัน คงได้มีโอกาสไปเยือนแน่นอน

เมื่อกลับมาถึงกรุงโรม คณะของเรานอนพักที่โรงแรมชานกรุงโรมอีกหนึ่งคืนเป็นคืนสุดท้าย พอรุ่งเช้าก็ออกจากโรงแรมราว 09:30 น. เพื่อมายังสนามบิน หลายคนในคณะซื้อของต่างๆ ที่สามารถลดภาษีได้มาจากในเมือง ก็ต้องมาทำการขอคืนภาษีที่สนามบิน โดยสามารถขอคืนเป็นเงินสดหรือคืนในบัตรเครดิตก็ได้ การขอคืนภาษีมีเงื่อนไขว่าต้องแสดงของให้เจ้าหน้าที่ดู (ถ้าเขาขอดู ถ้าไม่ดูก็แล้วไป แต่ต้องแบกไปเตรียมให้ดูด้วย) ต้องเป็นของใหม่ไม่เคยใช้งาน (เช่น นาฬิกา แหวน สร้อย ต้องอยู่ในกล่อง จะสวมใส่ไปไม่ได้) ยกเว้น กระเป๋าเดินทาง เสื้อกันหนาว รองเท้า ซึ่งอนุโลมให้ใช้งานได้ (ไปยกเท้าให้ดูได้) ตัวผมเองแทบจะไม่ได้ซื้ออะไรกลับมาด้วยนอกจากของฝากเล็กๆ น้อยๆ ใจจริงแล้วอยากจะซื้อหุ้นกลับมามากกว่า (ฮา..) แต่ด้วยความที่เป็นนักลงทุนแนววีไอ เราย่อมต้องคิดคำนวณเรื่องต่างๆ ก่อนการลงทุน ถ้าไม่สามารถคำนวณได้ต้องถือว่าเสี่ยงและเข้าเกณฑ์ของการเก็งกำไร ซึ่งกับหุ้นต่างประเทศที่ไกลมือแล้วจะต้องบอกว่าเป็นการเพิ่มความเสี่ยงยิ่งขึ้นไปอีก

สุดท้ายก็หวังว่าเพื่อนๆ นักลงทุนจะได้ทั้งความรู้และความบันเทิงไปพร้อมๆ กันกับการอ่านเรื่องราวนี้นะครับ ไว้คราวหน้าหากมีโอกาสเดินทางไปที่ใดอีกก็จะพยายามเก็บเรื่องราวมาเล่าให้อ่านกันอีกนะครับ



สรุปสิ่งที่สังเกตเห็นในการมาเยี่ยมชมประเทศอิตาลีคราวนี้ (และอาจเป็นประโยชน์ในการลงทุนในอนาคต) เช่น

  1. อุตสาหกรรมรถยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ เป็นอุตสากรรมหลักหนึ่งของประเทศ รถยนต์ที่เห็นใช้งานทั่วไปเช่น Audi, MB, VW, BMW, Nissan, Hyundai, Kia ทุกขนาด ส่วนมากเป็นรถใช้งานมากกว่ารถสปอร์ต รถญี่ปุ่นและอเมริกันเห็นได้น้อยกว่ามาก
  2. แม้แต่เมืองกำเนิดของ Alfa Romeo อย่างเจนัวก็ยังเห็นรถ Alfa Romeo ได้น้อยมาก
  3. จะว่าไป เห็นรถยนต์ Ferrari น้อยมาก (2 คัน) ออกจะผิดหวังสักหน่อย จำได้ว่าตอนไปเยอรมันยังเห็นได้มากกว่าเยอะ
  4. หลายเมืองของอิตาลีเป็นเมืองท่า (ปิซา, เจนัว) มีรายได้จากธุรกิจเหล่านั้น หลายเมืองเป็นเมืองท่องเที่ยว ก็เป็นรายได้หลักของเมืองเหล่านั้นรวมทั้งของประเทศด้วย
  5. การเกษตร มีการจัดการน้ำที่ดี พื้นที่จำนวนมากสามารถทำการเกษตรได้ เห็นพื้นที่จำนวนมากปลูกองุ่น ข้าวต่างๆ ทั้งการป้องกันน้ำท่วมที่ดี
  6. รถยนต์ส่วนมากยังเป็นรถที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิงธรรมดา มีรถขนาดจิ๋วให้เห็นอยู่บ่อยๆ โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ที่การจราจรติดขัดและพื้นที่จอดรถน้อย
  7. ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการเดินทางท่องเที่ยวแถบยุโรปคือช่วงหน้าร้อน (ช่วงเวลานี้ล่ะ) เพราะเวลากลางวันยาวนาน พระอาทิตย์ขึ้นเร็วและตกช้า 18:00-19:00 น. ยังถ่ายรูปได้สวยอยู่
  8. คนขับรถ มีระเบียบวินัยมาก ในเมืองจะหยุดที่ทางม้าลายให้คนข้ามเสมอ (จนบางที คันหลังเกือบชนคันหน้า แต่ก็ถือเป็นความรับผิดชอบของคนขับตามหลังที่ต้องเว้นระยะเผื่อการหยุดรถของตัวเอาเอง) ในไฮเวย์ คนขับรถบรรทุกรักษากฏจราจรและไม่ขับเร็วเกินกำหนด การสอบใบขับขี่เสียค่าใช้จ่ายสูงมากและยาก
  9. เริ่มเห็นการใช้พลังงานทดแทนต่างๆ เช่น ไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ตามหลังคาอาคาร โซล่าร์ฟาร์ม แต่ในเมืองที่ผ่านไปยังไม่เห็นการใช้พลังงานลม (ต่างจากที่เห็นในประเทศเยอรมนี อาจจะเพราะกระแสลมไม่แรงหรือไม่สม่ำเสมอเท่า)
  10. อาหารส่วนมากเน้นแป้ง ไม่ค่อยเห็นผักเท่าไร ต่างจากในประเทศตุรกีที่มีผักมากมายให้เลือกกินได้ (ตุรกี อุดมสมบูรณ์ด้านการเกษตรมาก เป็นประเทศที่ไม่จำเป็นต้องนำเข้าอาหาร) ที่อิตาลีจึงมีน้ำอัดแก้สที่ได้รับความนิยมกินเพื่อช่วยการย่อยอาหารได้บ้าง
  11. เนื่องจากอยู่ในกลุ่มประเทศยุโรป ผู้คนเดินทางไปมาระหว่างประเทศในกลุ่มได้อย่างเสรี จะเห็นรถยนต์ทะเบียนต่างประเทศเข้ามาวิ่งไม่น้อย  ในช่วงวันหยุด คนอิตาลีมักจะเดินทางออกนอกเมืองเพื่อการท่องเที่ยว
  12. เนื่องจากอยู่ในกลุ่มประเทศยุโรป อิตาลีจึงใช้เงินยูโร มีเสถียรภาพทางเศรษฐกิจดี (ประเทศแถบยุโรปที่ยังไม่เข้าร่วมกลุ่มและใช้เงินสกุลของตัวเองก็เช่น อังกฤษ สวิสเซอร์แลนด์ เป็นต้น)
  13. ตลาดหลักทรัพย์ของอิตาลีชื่อว่า Borsa Italiana ตั้งอยู่ในกรุงมิลาน (ไม่ใช่กรุงโรม) และมีผลิตภัณฑ์ทางการเงินทั้งหุ้นสามัญ หุ้นกู้ หุ้นของบริษัทขนาดใหญ่สภาพคล่องสูง หุ้นของบริษัทนวัตกรรมและเทคโนโลยี ทำการซื้อขายกันอยู่ ปัจจุบัน (2 มิ.ย. 2559) ดัชนีอยู่ที่ 19577.67 จุดและต่ำลงจากต้นปี -15.74% ครับ

วันพฤหัสบดีที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

ความหวัง ทางเลือก และแผนสำรอง ของนักลงทุน



การจะเป็นนักลงทุนที่ดี ประสบความสำเร็จ และที่สำคัญที่สุดคือมีความสุข จะต้องมีการวางแผนกลยุทธ์ เรียกว่ากลยุทธ์ภาพใหญ่ของชีวิตการลงทุนเลยก็ว่าได้ โดยทั่วไปสำหรับส่วนตัวแล้วจะมีแผนหลักอยู่สามอย่าง ซึ่งถ้าพิจารณาให้ดีแล้วสามารถใช้ได้ทั้งกับการลงทุนและกับการดำเนินชีวิตจริงๆ ด้วย นั่นก็คือ:

1) ความหวังและกำลังใจ คุณพ่อผมเคยสอนไว้เสมอว่า ไม่ว่าจะทำอะไรอย่าได้หมดกำลังใจเป็นอันขาด เพราะการหมดกำลังใจจะทำให้หมดสิ้นทุกอย่าง กำลังใจและความหวังเป็นของคู่กัน เมื่อพูดถึงความหวัง ก็ต้องหวังอย่างเป็นไปได้ มีแผนการ มีวิธีการ อาจจะคิดเอง อาจจะลอกและดัดแปลงสิ่งที่คนอื่นทำเพื่อให้ดีขึ้น หาผู้ช่วยคิดช่วยทำ เมื่อมีความฝันก็จงเดินไปให้ถึง ในการลงทุน เราอาจจะหวังให้มีเงินสัก 20-30 ล้านบาท หรือ 1,000 ล้านบาท หรือมีรายได้ไหลเข้ามาโดยไม่ต้องทำงานเองเดือนละ 100,000 บาท หรือ 500,000 บาท ก็แล้วแต่คน แน่นอนว่าใครก็อยากได้ตัวเลขสูงแต่ต้องแลกมาด้วยการทำงานมากกว่าและเวลาที่นานกว่า ถ้าของเหล่านี้ไม่สมดุลกันการตั้งความหวังจะกลายเป็นไม่สมเหตุสมผลและมักจะผิดหวังไปในที่สุด

2) ทางเลือก คือมีหลายแผน แผนแต่ละอย่างมีหลายทางเลือก และวางขั้นตอนกลยุทธ์การตัดสินใจไว้เป็นขั้นตอน สำหรับการลงทุนในหุ้น เราอาจจะมองหุ้นไว้หลายกลุ่ม ทั้งกลุ่มที่เติบโตตามกัน ตรงกันข้ามกัน หรือกลุ่ม defensive (คือ สามารถทำกำไรได้เรื่อยๆ เป็นของต้องกินต้องใช้ ไม่ว่าสภาพเศรษฐกิจเป็นอย่างไร บริษัทกลุ่มนี้ก็ยังทำกำไรได้) ทำให้เราวสารถตัดสินใจลงทุนได้เสมอเมื่อสถานการณ์เปลี่ยนไป นี่รวมถึงการถือเงินสดเอาไว้เป็นสัดส่วนเท่าไรอีกด้วย


ในการลงทุน เราสามารถจัดสัดส่วนของสินทรัพย์ต่างๆ และโยกย้ายไปมาได้

3) สุดท้าย คือมีแผนสำรอง บางครั้งในธุรกิจเรียกว่า ทางออกหรือ Exit Strategy ซึ่งอาจจจะเป็นการขายกิจการให้คนอื่น การแปรรูปกิจการแล้วขายไป การแยกชิ้นส่วนขายออก เป็นต้น แต่สำหรับการลงทุน เราคงไม่สามารถเล่นแร่แปรธาตุกับหุ้นได้มากนัก อาจจะจำเป็นต้องขายตัดขาดทุนออกไปเมื่อแน่ใจว่าคิดผิดจริงๆ ซึ่งต้องคำนวณไว้ก่อนว่าเราสามารถยอมขาดทุนได้ที่เท่าไร หรือหากไม่แน่ใจก็ขายออกครึ่งหนึ่งก่อนก็ได้ รวมทั้งคอยซื้อกลับคืนภายหลังเมื่อพิจารณาแล้วว่าที่จริงนั้นคิดได้ถูกต้อง (ถ้าซื้อกลับมาได้ด้วยราคาต่ำกว่าที่ขายออกไปก็ถือว่าเป็นกำไรไป)

ที่จริงแล้วจะเห็นว่าหลักการทั้ง 3 ข้อนี้ สามารถนำไปใช้ได้ทั้งในการดำเนินชีวิตทั่วไป การวางแผนต่างๆ ในการทำงาน และเมื่อมาใช่กับการลงทุนต่างๆ (ไม่จำกัดว่าเป็นการลงทุนในหุ้นเท่านั้น) จะทำให้เรามีแผน มีทางหนีทีไล่ และมีความสุขไปตลอดระหว่างที่เราลงทุน ลองนำไปใช้กันดู เพื่อความสำเร็จอย่างเป็นสุขนะครับ

วันเสาร์ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

TSR คืออะไร

 

ทีแรกว่าจะไม่เขียนเรื่องนี้ แต่เพื่อความรู้ เป็นการบันทึก และเพื่อให้เพื่อนๆ นักลงทุนได้ไว้ศึกษานำไปใช้งานในโอกาสต่อๆ ไป ผมเลยตัดสินใจเขียนเรื่อง TSR นี้ เนื่องจากเมื่อไม่กี่วันมานี้  บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ได้ออกเอกสารสิทธิชนิดนี้ออกมาโดยมีรายละเอียดดังนี้

ตัวอย่าง


TRUE-T1
จำนวนหน่วยใบแสดงสิทธิที่เป็นหลักทรัพย์จดทะเบียน 8,391,181,682 หน่วย
อายุของใบแสดงสิทธิ 59 วัน (วันที่ 25 เม.ย.2559 ถึง วันที่ 22 มิ.ย.2559)
เข้าเทรด 12 -23 พ.ค. 2559
ขึ้น SP วันที่ 24 พ.ค. 2559
แจ้งใช้สิทธิซื้อหุ้นเพิ่มทุน 7-21 มิ.ย. 2559
อัตรา 1:1 ราคาใช้สิทธิ 7.15 บาท 2559
วันพ้นสภาพเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนของใบแสดงสิทธิ 23 มิ.ย. 2559
ทำให้หลายท่านเกิดความสงสัยว่ามันคืออะไร บางท่านที่ไม่ได้ติดตามการลงทุนอย่างไกล้ชิดมีเจ้าหลักทรัพย์ TRUE-T1 โผล่เข้ามาในพอร์ตแบบงงๆ และไม่รู้จะทำอย่างไรกับมัน ก็คงต้องถามเพื่อนหรือเจ้าหน้าที่การตลาดหลักทรัพย์ (มาร์เก็ตติ้ง) ว่าจะทำอย่างไรกับชีวิต (ของเจ้าหลักทรัพย์นี้ ดี)

TSR คืออะไร


นั่นก็คือรายละเอียดของ TRUE-T1 ซึ่งจะเห็นว่าใบแสดงสิทธินี้ (เน้นว่าไม่ใช่หุ้นนะครับ ดังนั้นไม่ควรเรียกมันว่าหุ้นไม่ว่ากรณีใดๆ) จะมีตัวหนังสือ -T ต่อท้าย และเลข 1 คือตัวแสดงชุดที่ที่บริษัทนี้ออกหลักทรัพย์ชนิดนี้มา คราวนี้เรามาดูกันดีกว่าว่า TSR คืออะไร โดยนิยามแล้วมันคือ "ใบแสดงสิทธิในการซื้อหุ้นเพิ่มทุนที่โอนสิทธิได้" (Transferable Subscription Rights, TSR) นั่นคือผู้ที่ถือหรือเป็นเจ้าของใบสำคัญฯ ชนิดนี้จะสามารถใช้สิทธิแลกเป็นหุ้นสามัญได้โดยการเพิ่มเงินเข้าไปตามที่ได้กำหนดไว้เมื่อออกใบแสดงสิทธิในการซื้อหุ้นเพิ่มทุนที่โอนสิทธิได้นี้ อย่างในกรณีของ TRUE-T1 นี้จะต้องเพิ่มเงินจำนวน 7.15 บาท เป็นต้น (หรือ จะถือไว้จนหมดอายุและไม่แปลงก็ได้ ไม่บังคับ เพราะเป็น options หรือทางเลือก ไม่ใช่สัญญาว่าจะต้องแปลงสภาพจริงๆ) และในระหว่างที่ยังไม่หมดอายุ ใบแสดงสิทธิฯ นี้สามารถถูกซื้อขายผ่านตลาดหลักทรัพย์ได้เช่นเดียวกับหลักทรัพย์อื่น โดยราคาของ TSR จะขึ้นอยู่กับสิทธิ ราคาแปลงสิทธิ และราคาของหุ้นแม่ที่จะได้รับหลังการแปลงสิทธิที่ซื้อขายกันอยู่ในกระดาน สำหรับผู้ที่ไม่ต้องการเพิ่มเงินก็สามารถขายเพื่อรับเงินสดมาได้ หรือถ้าอยากเพิ่มเงินมากกว่าที่ตัวเองมีใบแสดงสิทธิฯ นี้อยู่ก็สามารถซื้อเพิ่มได้จากตลาดเช่นกัน สิ่งสำคัญที่ต้องระวังก็คือ เมื่อถึงเวลาหนึ่งก็จะถูกห้าม-พักการซื้อขาย เหลือแต่เพียง "สิทธิ" ที่เลือกได้ว่าจะเพิ่มเงินและแปลงเป็นหุ้นแม่หรือไม่ โดยในที่สุดเมื่อมันหมดอายุลงจริงๆ ค่าของมันจะกลายเป็น 0 บาท (อ่านว่า ศูนย์ บาท) และหมดสิทธิใดๆ คือไม่สามารถขายใครได้อีกแล้ว ไม่สามารถไปแปลงอะไรได้อีก ส่วนการคุ้มค่าเงินที่จะเพิ่มเข้าไปนั้นมีข้อต้องพิจารณาหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นราคาของหุ้นแม่ในตลาดในปัจจุบัน ราคาหุ้นที่เหมาะสมหลังจากที่หายฝุ่นตลบแล้ว และราคาของตัวใบแสดงสิทธิในการซื้อหุ้นเพิ่มทุนที่โอนสิทธิได้เองในเวลานั้นๆ

แล้วต่างจากวอร์แร้นท์อย่างไร


ฟังดูนิยาม พฤติกรรม สิทธิต่างๆ ก็ดูเหมือนว่าเจ้า ใบแสดงสิทธิในการซื้อหุ้นเพิ่มทุนที่โอนสิทธิได้ นี้จะไม่แตกต่างจากใบสำคัญแสดงสิทธิ (ในการแปลงเป็นหุ้นสามัญ) หรือวอแรนท์ (Warrant) อย่างไร คำตอบง่ายๆ คือเหมือนกันแทบทุกประการ แต่มีข้อแตกต่างกันเพียงข้อเดียวคือ TSR จะมีอายุไม่เกิน 2 เดือนหรือ 60 วัน (อย่างที่เห็นกับ TRUE-T1 ว่ามีอายุ 59 วัน) เนื่องจากบริษัทผู้ออก (และต้องการให้ใช้สิทธิ เพื่อให้บริษัทมีเงินสดสำหรับการดำเนินธุรกิจเพิ่มขึ้นในเวลาสั้น) ทำให้เราต้องระวังว่า อายุของมันสั้นมาก ถ้าเราไม่ประสงค์จะใช้สิทธิแปลงสภาพ ก็ควรหาจังหวะพิจารณาขายไป หรือถ้าต้องการใช้สิทธิก็ต้องใช้ความรู้มากขึ้นในการพิจารณาค่าที่แท้จริงของหุ้นแม่ว่าควรมีค่าเท่าไร เอาเงินใส่เข้าไปแล้วคุ้มค่าหรือไม่ และอย่าลืมว่าเมื่อเราแปลงสิทธิแล้วกว่าที่หุ้นแม่ (เป็นหุ้นสามัญแล้ว) จะเข้าเทรดได้ก็ต้องใช้เวลาระยะหนึ่ง ราคาาของหุ้นแม่ในกระดานก็อาจจะเปลี่ยนแปลงไปในระยะสั้นทำให้ไม่สามารถขายทำกำไรได้ ต้องเก็บไว้ในระยะหนึ่งอีกด้วย

หวังว่าจะช่วยให้เพื่อนๆ เข้าใจหลักทรัพย์ที่เรียกว่า TSR และสามารถใช้ประกอบการลงทุนในโอกาสต่อๆ ไปนะครับ