วันเสาร์ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

จัดพอร์ตอย่างไรให้เหมาะสม



เมื่อเราเริ่มลงทุนสิ่งที่จะต้องพิจารณาและหลบเลี่ยงไม่ได้ก็คือการซื้อหุ้นต่างๆเก็บไว้ในพอร์ตโฟลิโอหรือบัญชีซื้อขายของเรา และไม่มีข้อจำกัดว่าเราจะซื้อหุ้นของกี่บริษัทเก็บไว้ในบัญชีนี้ อาจจะเพียง 1 บริษัทหรือ 100 บริษัทก็ไม่มีใครว่าอะไร ความเหมาะสมที่สุดล่ะเราควรจะมีหุ้นของกี่บริษัทดี
เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ตอบยากมากต่างคนก็ต่างความคิดและมีความสุขต่างกันไป บางคนอาจจะต้องการมีหุ้น 20 - 30 บริษัทหรือมากกว่าไม่ว่าขนาดของบัญชีซื้อขายของตนเองจะมีขนาดเท่าไรแต่ก็มีความสุขกับการมีหุ้นมากบริษัทเอาไว้ในบัญชีของตนเอง ในขณะที่บางคนต้องการมีคุณเพียง 2 ถึง 3 บริษัทเท่านั้นก็มี

โดยคนที่ต้องการมีหุ้นของหลายบริษัทเอาไว้ในบัญชีของตัวก็อาจจะมีเหตุผลว่าต้องการกระจายความเสี่ยงมากๆ หรืออาจจะรักชอบหลายบริษัท หรืออาจจะมีความเห็นว่าจะได้มีโอกาสที่หุ้นเพิ่มราคาสูงขึ้นไปได้มากขึ้นเพราะถือหุ้นอยู่หลายบริษัท ส่วนคนที่มีคนจำนวนน้อยบริษัทอยู่ในบัญชีอาจจะมีเหตุผลว่าเลือกไม่ถูกมีบริษัทจำนวนน้อยมากที่ตัวเองชอบหรือมีบริษัทจำนวนน้อยมากที่ตัวเองเข้าใจในธุรกิจของบริษัทเหล่านั้น แต่ในความเป็นจริงเมื่อจะพิจารณาว่าในบัญชีลงทุนบัญชีหนึ่งๆ ควรจะมีหุ้นของกี่บริษัทคงจะอาศัยความชอบหรือความรู้สึกไม่น่าจะถูกต้องนัก แต่ควรอาศัยความน่าจะเป็นในการทำกำไรเป็นหลักมากกว่า

โดยหลักการแล้วถ้าเรามีหุ้นของหลายบริษัทมาอยู่ในบัญชีการลงทุน การขึ้นลงของมูลค่าบัญชีมักจะมีทิศทางไปในทิศทางเดียวกับดัชนีตลาดหลักทรัพย์ (ยกเว้นแต่ว่าผู้ลงทุนคนนั้นสามารถเลือกหุ้นที่มีการเปลี่ยนแปลงของราคาตรงกันข้ามกับดัชนีตลาดหลักทรัพย์เข้ามาไว้ในบัญชีได้จำนวนหลายบริษัท ซึ่งในทางปฏิบัติเป็นไปได้ยากมาก) ดังนั้นถ้าเราต้องการผลตอบแทนเพียงเป็นไปตามดัชนีของตลาดหลักทรัพย์ยังมีทางเลือกในการลงทุนอื่นที่เหนื่อยน้อยกว่ามาก เช่น ซื้อหน่วยลงทุนของกองทุนที่ลงทุนให้ผลตอบแทนตามดัชนีเป็นต้น และในเมื่อเราต้องการที่จะลงทุนเองและมีโอกาสที่จะได้กำไรสูงกว่าดัชนีตลาดหลักทรัพย์และเมื่อเกิดการขาดทุนก็ต้องการให้มีการขาดทุนน้อยกว่าระดับดัชนีของตลาดหลักทรัพย์ เราจึงไม่ควรถือหุ้นมมากบริษัทเกินไปนัก (ยกเว้นแต่ว่าเรามีความสามารถในการหาหุ้นที่มีราคาซื้อขายต่ำกว่าราคาที่แท้จริงได้หลายบริษัทจริงๆ เท่านั้น)

อีกข้อดีของการมีหุ้นจำนวนน้อยบริษัทอยู่ในบัญชีการลงทุนก็คือ เราสามารถติดตามทั้งผลประกอบการ แนวโน้มของธุรกิจ และพฤติกรรมของราคาของหุ้นจำนวนไม่กี่ตัวนั้นได้ง่ายกว่าการที่มีหุ้นจำนวนมากมายหลายบริษัทอยู่ในบัญชีการลงทุน ทั้งนั้นโดยทั่วไปแล้วถ้าเรามีเงินลงทุน:

. 1 ล้านบาทหรือน้อยกว่า ไม่ควรมีหุ้นเกิน 3-5 บริษัท
. ประมาณ 5 ล้านบาทควรมีหุ้นไม่เกิน 5 - 7 บริษัท
. ประมาณ 10 ล้านบาทก็ไม่น่าจะมีหุ้นมากเกินกว่า 10 บริษัท
. 20 ล้านบาทหรือมากกว่า อาจจะเลือกหุ้นของมากบรืษัทขึ้นได้

ทั้งนี้ก็ต้องไม่ลืมว่าการที่มีหุ้นของหลายบริษัทอยู่ในบัญชีการลงทุนนั้น ไม่จำเป็นว่าจะต้องมีจำนวนเท่ากันของเงินลงทุน มันคือเราจะซื้อหุ้นของบริษัทที่ 1 จำนวน 1 ล้านบาทหุ้นของบริษัทที่ 2 จำนวน 2 ล้านบาทและหุ้นของบริษัทที่ 3 เป็นจำนวน 500,000 บาทก็ได้ โดยการพิจารณาจากความถูกต้องเพลงของคุณนั้นผมรมข้างเงินปันผลที่จะได้รับหุ้นของบริษัทได้มีราคาถูกมากเมื่อเทียบกับมูลค่าที่เหมาะสมและ/หรือมีอัตราเงินปันผลที่สูง เราก็สามารถเน้นการลงทุนไปที่หุ้นของบริษัทนั้น คือซื้อเป็นจำนวนเงินมากเป็นพิเศษกว่าหุ้นของบริษัทอื่นก็ได้ ทั้งนี้แทบจะเรียกได้ว่าไม่มีกฎตายตัวในการจัดบัญชีการลงทุนของแต่ละบุคคลตราบใดที่รู้สึกมีความสุขและการจัดบัญชีนั้นยังคงให้ผลตอบแทนที่ดีไม่ยิ่งหย่อนกว่าดัชนีของตลาดหลักทรัพย์นั่นเอง

วันพฤหัสบดีที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

เบี้ยหัวแตก



สมัยที่ผมเริ่มลงทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ด้วยความตื่นเต้นที่ได้รู้จักบริษัทต่างๆ ที่ทำธุรกิจที่เราคิดว่าน่าจะดีแต่บางครั้งเราจะไม่สามารถทำได้เองจำนวนมาก ผมก็พยายามเลือกหุ้นที่เราชอบและดูท่าน่าจะดีซื้อเก็บเข้ามาไว้ในบัญชีของเรา แต่โดยไม่รู้ตัว สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือเรามีบริษัทที่เราชอบจำนวนเยอะมาก สุดท้ายในขณะที่เริ่มลงทุนด้วยจำนวนเงินที่ลงทุนไม่มากนัก (ช่วงนั่นก็คือเพียงไม่กี่แสนบาท) ประกอบกับจำนวนหุ้นของบริษัทที่เราซื้อมีมาก และมีหลายประเภท ก็เลยกลายเป็นว่ามีหุ้นเล็กหุ้นน้อยของแต่ละบริษัทมากมายเต็มไปหมดในพอร์ต

ในบางทฤษฎีการทำแบบนี้อาจจะมีคนบอกว่าดี เป็นการกระจายความเสี่ยง เวลาเกิดอะไรขึ้นกับบริษัทใดบริษัทบริษัทหนึ่ง การลงทุนของเราจะไม่เสียหายมาก ความคิดอย่างนี้ในความเป็นจริงแล้วถูกต้องในแง่ของความเสี่ยง แต่ถ้าเรามองในแง่ของผลตอบแทนแล้ว การซื้อหุ้นของหลายบริษัทในลักษณะแบบนี้ผลตอบแทนที่ได้จากการลงทุนของเราจะเป็นไปในแนวของดัชนีของตลาดหลักทรัพย์ ยิ่งเรามีหุ้นจำนวนมากและซื้อในสัดส่วนที่ว่าซื้อหุ้นตัวใหญ่ (เป็นบริษัทที่มีขนาดใหญ่ หรือขนาดตลาด - market cap. ใหญ่ คือต้องใช้เงินจำนวนมากในการซื้อบริษัทนั้นทั้งบริษัท) จำนวนมากหุ้น และซื้อหุ้นตัวเล็กหรือที่มีขนาดตลาดเล็กลงมาในจำนวนที่น้อยลง ผลตอบแทนยิ่งคล้ายดัชนีตลาดหลักทรัพย์มากขึ้นไปอีก คำถามสำคัญก็คือว่าถ้าเราทำอย่างนั้นหรือต้องการผลตอบแทนที่เพียงเป็นไปตามดัชนีของตลาดหลักทรัพย์ เราซื้อกองทุนซึ่งลงทุนตามดัชนีของตลาดมีคนตอบแทนตามดัชนีของตลาดไม่ดีกว่าหรือ การดูแลน้อยกว่าด้วย

หลังจากที่ได้เห็นถึงความเป็นจริงคอนนี้กับบัญชีการลงทุนของตัวเอง ในช่วงต่อมาของการลงทุน ผมจึงเปลี่ยนแนวทางโดยเลือกซื้อหุ้นจำนวนน้อยบริษัทลง แต่จัดสรรเงินจำนวนมากขึ้นสำหรับหุ้นแต่ละบริษัทเหล่านั้น ด้วยมีความคิดที่ว่าเอาล่ะ ถ้าผมเลือกหุ้นผิดหมายความว่าหุ้นตัวที่ผมเลือกนั้นไม่ได้ขึ้นราคาหรือได้รับผลตอบแทนดีมากๆ ก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าผมเลือกหุ้นถูกตัว คือบริษัทที่ผมเลือกมีผลประกอบการที่ดีขึ้นไปมากๆ และหุ้นของบริษัทนั้นมีราคาเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นไปมาก ผมก็จะต้องได้รับผลตอบแทนที่มากมหาศาลนะ

และหลังจากที่ได้เปลี่ยนความคิดและแผนการลงทุน ผมก็ได้ทำเรื่องนี้จริงๆ โดยเลือกหุ้นให้เหลือจำนวนไม่มากนักและระดมลงทุนด้วยเม็ดเงินที่จำนวนมากขึ้นในหุ้นจำนวนน้อยบริษัทนั้น และสิ่งที่เกิดขึ้นจริงโดยส่วนตัว การทำเช่นนี้ให้ผลดีกว่าการซื้อหุ้นหลายบริษัทหลายหลายตัวมากโดยซื้อจำนวนเล็กน้อยในแต่ละตัวนั้น บางคนซื้อหุ้นจำนวนมากมาย ก็ย่อมมีความเป็นไปได้ที่หุ้นบางตัวจะขึ้นเป็นจำนวนเปอร์เซ็นต์ที่มาก แต่ถ้าดูในความเป็นจริงของผลตอบแทนในรูปเงิน (เป็นบาท) จะเห็นว่าไม่มากมายนัก เพราะจำนวนเงินที่ซื้อหุ้นแต่ละบริษัทนั้นไม่มาก หรือพูดให้ง่ายอีกทีก็คือการหว่านลงทุนในหุ้นจำนวนมากมายเช่นนั้นแน่นอนล่ะว่าก็มีหุ้นบางตัวของบางบริษัทที่ขึ้นมากแต่ผลตอบแทนรวมจึงไม่มากเป็นเรื่องธรรมดา

อย่างไรก็ตามเรื่องทำนองนี้เป็นเรื่องต่างคนต่างความคิดและมีความสุขในการลงทุนที่ต่างกัน ถ้าพวกเราลงทุนแล้วได้ผลตอบแทนที่ดีกว่าการฝากธนาคาร ชนะเงินเฟ้อ รู้สึกมีความสุข และที่สำคัญคือเราได้ทำการออมเงินในอีกรูปแบบหนึ่ง ซึ่งไม่ได้ด้อยค่าตามเวลา ย่อมเป็นการดีกว่าเก็บเงินไว้ใกล้ตัวและใช้ให้หมดไป จริงไหมล่ะครับ

วันศุกร์ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2557

วิถีชีวิตเรียบง่ายวิถีชีวิตนักลงทุนเน้นคุณค่า



จริงๆแล้วโดยส่วนตัวผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าใครเป็นคนที่ความคิดที่ทำให้นักลงทุนในตลาดหลักทรัพย์มีความรู้สึกว่า การลงทุนในตลาดหลักทรัพย์เป็นเรื่องน่าตื่นเต้น ท้าทาย เชือดเฉือน อะไรทำนองนั้น อาจจะเป็นเพราะว่าภาพยนตร์หลายหลายเรื่องทำให้เกิดความรู้สึกนั้นก็เป็นได้ โดยสร้างภาพยนตร์ให้เห็นภาพและกิจกรรมของนักลงทุนว่าเป็นเรื่องตื่นเต้นเฉือนคม ต้องซื้อต้องขายตลอดเวลา ซึ่งดูไปแล้วการลงทุนจึงเป็นการทำงานเต็มเวลาโดยใช้เวลานั้นเฝ้าดูการเปลี่ยนแปลงของตลาด จะผ่านหรือไม่ผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์ก็ตาม เพื่อดูการเคลื่อนไหวของราคาหุ้นทั้งวัน แต่มันก็เป็นเรื่องของนักลงทุนประเภทหนึ่งซึ่งน่าจะเป็นส่วนใหญ่ของนักลงทุนทั่วไปเสียด้วย ภาพยนต์ต่างๆจึงถูกสร้างมาในลักษณะเช่นนั้น (เรื่องนี้ ทำให้นึกถึงเรื่องการตลาดว่า เป็นแบบ pull marketing หรือเปล่า คือสินค้าถูกสร้างตามความชอบของผู้ซื้อ)

แต่ก็ยังมีนักลงทุนอีกประเภทหนึ่งซึ่งดูแล้วน่าจะเป็นส่วนน้อยในประเทศไทยของเราหรือแม้แต่ในโลกก็ตาม ก็คือนักลงทุนที่มุ่งเน้นมูลค่าของบริษัทหรือกิจการที่ต้องการลงทุน เรียกว่าจะเอาเงินไปซื้ออะไรก็ต้องคิดก่อนว่ามันคุ้มค่าหรือไม่นั่นเอง ซึ่งวิธีชีวิตนักลงทุนเน้นคุณค่ามักไม่ต้องวิ่งตามราคาหุ้นขึ้นขึ้นลงลงให้เวียนหัว เพื่อนๆ ที่เป็นนักลงทุนรุ่นใหม่เคยรู้สึกแปลกใจหรือไม่ว่าวันหนึ่งหุ้นก็ขึ้นอีกวันหนึ่งหุ้นก็ลง พื้นฐานการทำงาน ทำกำไร ของบริษัทที่หุ้นขึ้นๆ ลงๆ มากๆ ขนาดนั้นมันเปลี่ยนไปมาทุกวันกันเลยหรืออย่างไร และถ้าเราต้องการที่จะทำกำไรกับหุ้นที่ขึ้นและลงนั้นเราก็ต้องคอยคาดการณ์ว่าวันพรุ่งนี้จะเกิดอะไรขึ้นหุ้นจะขึ้นหรือจะลง ถึงแม้ว่าจะมีเครื่องมือในการคาดการณ์และช่วยตัดสินใจอยู่หลายอย่างก็ตาม ก็อดที่จะรู้สึกเวียนหัวมากๆ ไม่ได้อยู่ดี แต่ในอีกฟากหนึ่ง นักลงทุนอีกประเภทคือนักลงทุนเน้นคุณค่าหรือประเภทพิจารณามูลค่าของกิจการเทียบกับราคาของคุณของบริษัทดังในตลาดลักทรัพย์ นักลงทุนประเภทที่ว่านี้ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องขอดูราคาหุ้นว่าจะขึ้นหรือจะลงในวันรุ่งขึ้นหรือในสัปดาห์หน้าหรือในเดือนหน้า แต่นักลงทุนประเภทเน้นมูลค่านี้จะพิจารณาว่าราคานั้นถูกหรือแพงกว่ามูลค่าที่ควรจะเป็นของบริษัทหรือไม่ เมื่อเห็นว่าราคาถูกกว่ามูลค่าของบริษัทนักลงทุนประเภทนี้ก็จะเข้าไปซื้อหุ้นโดยไม่ลังเลแน่นอนว่าอาจจะมีการวางแผนในการซื้อหรือวางแผนในการขายบ้างทั้งนี้เป็นไปตามหลักการที่ว่ามูลค่าของบริษัทเป็นเช่นไรและราคาหุ้นในตลาดหลักทรัพย์เป็นเช่นไร ไม่ใช่กังวลแต่ว่าราคาของหุ้นจะขึ้นลง อย่างไรก็ตามนักลงทุนประเภทเน้นมูลค่าจะต้องมั่นใจว่าตัวเองนั้นคำนวณมูลค่าไม่ผิด เมื่อไรก็ตามที่เขาคิดว่าการคำนวณนั้นเกิดความผิดพลาดเขาก็จะต้องแก้ไขโดยทันที อาจจะจำเป็นต้องขายหุ้นออกในราคาต่ำกว่าที่ซื้อมาก็คือขาดทุนนั้นเองก็เป็นได้

แม้นักลงทุนประเภทเน้นมูลค่าของกิจการไม่ต้องติดตามราคาหุ้นมากนัก แต่เขาจะต้องติดตามผลประกอบการของบริษัทที่ตัวเองถือหุ้นอยู่เป็นสำคัญกว่า เมื่อใดก็ตามที่บริษัทยังคงรักษาความสามารถในการดำเนินกิจการตามที่ได้คิดคำนวณมูลค่าของหุ้นเอาไว้แต่แรกและยังคงเติบโตต่อไปเขาก็ยังคงถือหุ้นของบริษัทนั้นอยู่ อาจจะมีกรณียกเว้นบ้านเช่นมีโอกาสการลงทุนอื่นที่ดีกว่ามากเขาก็อาจจะต้องขายหุ้นนั้นทิ้งไปและเข้าไปลงทุนในบริษัทที่มีอนาคตดีกว่านั้น แต่อย่างไรก็ตามบริษัทอื่นที่มีอนาคตดีกว่าที่ว่านั้นจะต้องถูกคำนวณมูลค่าและเทียบกับราคาหุ้นที่เป็นอยู่ในเวลานั้นด้วยเช่นกัน โดยที่ถ้าราคาที่เหมาะสมของหุ้นของบริษัทนั้นสูงกว่าราคาในตลาดหลักทรัพย์มากๆ ก็ยิ่งมีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น

ด้วยความที่นักลงทุนประเภทเน้นมูลค่าของกิจการไม่ได้ซื้อและขายหุ้นบ่อยบ่อยจึงค่อนข้างเหมาะสมกับหลายคนที่ไม่มีเวลาว่างมากนักในการเฝ้าหน้าจอคอมพิวเตอร์เพื่อทำการซื้อขายอยู่ตลอดเวลา เราหลายคนอาจจะต้องนั่งทำงานในบริษัทห้างร้านหรือที่ทำงานประจำและไม่มีเวลาเฝ้าดูราคาหุ้นอย่างต่อเนื่อง ลักษณะเช่นนี้ทำให้ไม่สามารถตัดสินใจซื้อขายหุ้นในลักษณะเก็งกำไรได้อย่างทันท่วงที (ถึงแม้ว่าจะทันท่วงทีแต่ก็ไม่ได้รับประกันว่าจะได้กำไรอยู่ดี) และเกิดผลเสียหายได้ดังนั้นการลงทุนแบบเน้นมูลค่าจึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ปลอดภัย และอาจจะเหมาะสมกับนักลงทุนที่มีงานประจำอีกหลายหลายคนก็ได้ครับ

วันอังคารที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2557

ราคากับ(คุณ)ค่าของสิ่งของ



เชื่อแน่ว่าเพื่อนๆ หลายคนย่อมต้องเคยได้ยิน ได้ฟัง ได้เห็น สิ่งที่เรียกว่าการลงทุนแบบคุณค่า (Value Investment - VI) กันมาบ้างแล้ว แต่หลายคนอาจจะไม่เข้าใจหรือตีความหมายผิดไปมากเกี่ยวกับเรื่องนี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการถือหุ้นเป็นเวลานาน ว่านักลงทุนแนว VI จะต้องซื้อแล้วถือหุ้นนานๆ หรือแม้ว่าหุ้นจะขึ้นก็ไม่ขายจะลงก็ไม่ขาย หลับหูหลับตาถือหุ้นเอาไว้ (ฟังดูอึด เนอะ) ก็เป็นนักลงทุนแบบเน้นคุณค่าได้ เป็นต้น ซึ่งในความเป็นจริงแล้วค่อนข้างห่างไกลจากสิ่งที่ถูกต้องอยู่มากๆ เชียว เพราะจริงแล้วนักลงทุนที่เรียกว่าแนว VI นั้นเขาลงทุนด้วยแนวคิดเปรียบเทียบระหว่าง ราคากับ(คุณ)ค่า ของสิ่งของที่จะลงทุน ในกรณีของเราๆ ก็คือหุ้น นั่นเอง


สำหรับหุ้นแล้ว ราคาเป็นสิ่งที่เราเห็นได้อย่างชัดเจน เราดูไปที่กระดานซื้อขายก็เห็นได้ชัดในทันที ถามว่านักลงทุนแนวคุณค่าสนใจราคาไหม ทำตอบคือสนใจสิครับ เพราะอย่างน้อยก็เป็นสิ่งที่เราจะต้องจ่ายเงินออกไปหากเราต้องการซื้อหุ้นนั้น แต่ไม่เพียงเท่านั้น นักลงทุนในแนวคุณค่า มักจะสนใจในอีกเรื่องหนึ่งไปควบคู่กันก็คือ (คุณ)ค่า ของหุ้นนั้น ว่าหุ้นหนึ่งหุ้นนั้นในแท้ที่จริงแล้วมีค่าเป็นเท่าไร พอพูดถึงตรงนี้หลายคนอาจจะไม่ค่อยเข้าใจโดยคิดไปว่าค่าของมันก็คือราคาที่เห็นวิ่งไปมาเขียวๆ เหลืองๆ แดงๆ อยู่นั่นปะไร ทำไมจะต้องคิดเพิ่มให้มากความไปอีกเล่า


ที่ต้องคิดให้มากความก็เพราะของสองอย่างนี้ในบางครั้ง (จริงๆ แล้วหลายครั้งด้วยซ้ำไป) มีความไม่เหมือนหรือไม่เท่ากัน ไม่สะท้อนต่อกันอยู่ ยกตัวอย่างก็เหมือนกับสินค้าอะไรบางอย่างเช่น กล้องถ่ายรูปที่ตกรุ่นแล้ว ที่อาจจะเคยเป็นรุ่นสูงสุดมาก่อน แน่นอนว่ากล้องอย่างนี้ถูกออกแบบมาอย่างดี ถูกสร้างด้วยวัสดุอย่างดี ถูกผลิตด้วยโรงงานที่ได้รับการคัดเลือกมาแล้วเป็นอย่างดี แต่เมื่อมีรุ่นใหม่มาแทนที่ซึ่งอาจจะสวยกว่า ดูรูปร่างอ้อนแอ้นอรชรกว่าน่าใช้กว่า ก็ทำให้ความนิยมหรือราคาของกล้องรุ่นเก่ากว่าตกต่ำลงไปบางครั้งอาจจะถึงระดับ 30-40% เลยทีเดียว แต่ถามอีกทีว่ากล้องที่ตกรุ่นลงไปนั้นสามารถใช้งานได้ไหม ได้ดีไหม และต่างจากรุ่นใหม่อย่างไร ถ้าเราดูดีๆ แล้วเราจะเห็นว่า (คุณ)ค่าในการใช้งานของกล้องที่ตกรุ่นลงไปนั้นไม่ได้ลดน้อยลงไปเลย มันถ่ายรูปได้เหมือนกัน มีลูกเล่นครบเหมือนๆ กัน และแถมอาจจะใช้วัสดุดีกว่ารุ่นใหม่ที่ลดต้นทุนลงไปอีกก็เป็นไปได้ นี่ก็เป็นตัวอย่างของความไม่สัมพันธ์กันระหว่าง ราคา กับ (คุณ)ค่าของสินค้าหนึ่งๆ ที่พอจะเห็นได้


สำหรับการลงทุนก็เช่นเดียวกัน นักลงทุนแนวเน้นคุณค่าก็มีหน้าที่ในการพิจารณาค่าที่แท้จริงของบริษัท ของหุ้นของบริษัทหนึ่งหุ้น ว่าควรจะมีค่าเป็นเท่าไร จากนั้นก็ทำการเปรียบเทียบกับราคาที่หุ้นนั้นทำการซื้อขายอยู่ ถ้าเป็นของดีราคาต่ำเพียงเพราะไม่มีใครสนใจ ก็อาจจะเป็นการโชคดีที่ได้พบของที่คนอื่น (ยัง) ไม่เห็นค่า (จึงมีราคาต่ำ) ก็ได้นะครับ

วันพุธที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2557

นักลงทุนแบบ Price Investor

 

พอพูดถึงคำว่า "นักลงทุน" ทุกครั้งทำให้ผมรู้สึกหวั่นใจได้เสมอ เพราะเป็นคำที่กินความหมายกว้างมาก เพราะโดยเนื้อแท้แล้วการลงทุนมีได้หลากหลายหลายรูปแบบ จะยกตัวอย่างก็เช่นการใช้เงินเข้าหุ้นร่วมกับเพื่อนแล้วทำงานร่วมกัน ไม่ว่าจะทำเต็มที่ซึ่งก็จะออกเป็นแนวการทำธุรกิจด้วย หรือทำบ้างไม่ทำบ้าง ประมาณว่าออกเงินแต่ไม่ออกแรง หรือไม่มั่นใจว่าแรงและความคิดจะดีเท่าเพื่อน ก็ออกแต่เงินไป เป็นนายทุนให้ไปว่าอย่างนั้น แล้วรอเก็บดอกเก็บผลในรูปแบบต่างๆ ก็เรียกว่าเป็นการลงทุนได้เหมือนกัน

แต่สำหรับพวกเราที่วนเวียนอยู่ในตลาดทุนอย่างเช่นตลาดหลักทรัพย์นั้น เรียกว่าเป็นการใช้เงินในการไปซื้อส่วนของกิจการที่เขาดำเนินงานอยู่แล้ว (ในทางเทคนิคหรือหลักวิชาเรียกว่า "ตลาดรอง") แล้วก็รอออกดอกออกผลให้เราได้รับประโยชน์กลับคืน แต่ในหลายกรณีก็มีนักลงทุนอีกส่วนหนึ่งที่สนใจในส่วนต่างของราคาหุ้นในระยะสั้น จึงทำการซื้อขายหุ้นเพื่อทำกำไรในระยะสั้น สั้นมาก หรือสั้นที่สุด (ยิ่งดี - เขาอาจจะมีความคิดแบบนั้น ซึ่งก็ไม่ผิดนะครับถ้าทำกำไรได้อยู่) ต่างจากนักลงทุนอีกประเภทหนึ่งที่หวังผลรอให้ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นในระยะกลางหรือยาว และ/หรือ ต้องการผลตอบแทนจากการซื้อหุ้นในรูปแบบอื่น เช่น ปันผล, การได้สิทธิซื้อหุ้นเพิ่มทุนในราคาถูก, การได้สิทธิจองซื้อใบสำคัญแสดงสิทธิต่างๆ เป็นต้น

พอย้อนกลับมาดูนักลงทุนส่วนที่สนใจในส่วนต่างของราคาหุ้นในระยะสั้น นักลงทุนเหล่านี้มักจะจับจ้องกับการเปลี่ยนแปลงของราคาหุ้นในรายเดือน รายสัปดาห์ รายวัน รายชั่วโมง หรือเป็นรายนาทีก็มี และมีวิธีการสารพัดเทคนิคในการตัดสินใจซื้อและขายหุ้น (รวมถึงบรรดาผลิตภัณฑ์ทางการเงินอื่นๆ ที่ออกมาในปัจจุบัน เช่น ใบสำคัญแสดงสิทธิอนุพันธ์หรือ Derivative Warrants - DW เป็นต้น) ที่จะทำให้ตัวเองได้ประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงราคาของหุ้น แต่หากเราพิจารณากันดูดีๆ บางครั้งก็อดสงสัยว่า ทำไมหนอราคาหุ้นจึงเปลี่ยนแปลงไปมาได้ถึง 10% หรือ 20% ต่อวัน ขึ้นบ้างลงบ้างสลับกันไปมาแบบนั้น ในขณะที่ก็ไม่เห็นว่าบริษัทจะมีความเปลี่ยนแปลงอะไรที่จะทำให้พื้นฐานเปลี่ยนไปได้ขนาดนั้น (หรือเปลี่ยนกลับไป กลับมา ได้ขนาดนั้น) ในทัศนะความเห็นของนักลงทุนแบบเน้นค่าของกิจการ (value investor) แล้วดูแปลกและไม่สมเหตุสมผลด้วยซ้ำและอะไรที่เข้าใจยาก ไม่สมเหตุสมผลนั้น ในสายตาของนักลงทุนแบบเน้นค่าก็จะบอกว่าไม่น่าจะเป็นการลงทุนที่ดี แต่แน่นอนว่าในอีกทัศนะของนักลงทุนแบบเน้นที่การเปลี่ยนแปลงของราคาแล้วล่ะก็ ต้องขอบอกว่า "สนุกฉันล่ะ" เพราะมีโอกาสในการทำกำไร (จริงๆ แล้วก็คือทำขาดทุนด้วย) ได้สูง

ดังนั้นถ้าเรามองดูภาพแบบรวมๆ ในตลาดแล้ว ก็คงแบ่งผู้คนที่อยู่ในตลาดได้เป็นหลายประเภทก็คือ นักลงทุนแบบเน้นคุณค่า (value investor), นักลงทุนแบบเน้นราคา (price investor) นั่นเอง ซึ่งแน่นอนว่าไม่มีอะไรที่ถูกหรือผิด และผู้คนในทั้งสองฝ่ายนี้ก็มีได้ทั้งแบบที่เก่งและไม่เก่ง ประสบความสำเร็จและล้มเหลว ได้เช่นกันทั้งคู่ เพียงแต่เมื่อเราได้อยู่ในที่แห่งหนึ่ง เราก็ควรจะทราบว่าที่แห่งนั้นมีสภาพเป็นอย่างไร ก็จะทำให้เรามีความสุขหรืออย่างน้อยก็มีความเข้าใจในสภาพการณ์ของที่นั้นๆ ดีขึ้น จริงไหมครับ

วันศุกร์ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2556

เคล็ดลับความรวย

 

หลายๆ ครั้งที่พบเพื่อนๆ ไม่ว่าจะเป็นนักลงทุนหรือไม่ก็ตาม หลายครั้งมีคำถามที่ง่ายมาก (แต่ตอบยากมาก) ว่าทำอย่างไรถึงจะรวย ฟังถึงตรงนี้เพื่อนๆ ก็คงจะพอเดาออกแล้วว่าทำไมจึงตอบยาก เพราะบางครั้งอาจจะต้องถึงกับทำความเข้าใจไปก่อนหน้านั้นถึงคำว่า "รวย" ก่อนว่าเป็นอย่างไร เพราะว่าแต่ละคนก็มีนิยามของคำว่ารวยที่แตกต่างกัน ซ้ำร้าย คำนิยามเรื่องความรวยของบางคนอาจจะไม่ถูกต้องสักเท่าไรด้วยซ้ำไป

แต่อย่าว่าอย่างนั้นอย่างนี้เลยครับ เรามาลองดูบุคคลคนหนึ่งที่นักลงทุนเกือบทุกท่านคงต้องรู้จัก นั่นก็คือวอร์เรน บัฟเฟตต์ นั่นเอง ว่าทำอย่างไรถึงรวย โดยเราคงจะข้ามนิยามของคำว่ารวยไปก่อนในตอนนี้ เพราะจะว่าไปแล้ว ไม่ว่าเราจะตีลังกาคิดอย่างไรก็ตาม เราก็คงเข้าใจได้ว่าคุณวอร์เรน บัฟเฟตต์นั้น "รวยของจริง" ซึ่งเขาได้ให้คำตอบไว้น่าคิดและน่าพิจารณาปฏิบัติตามหลายข้อเลยทีเดียว คือ

1) ด้านรายได้ - อย่าอาศัยรายได้จากแหล่งเดียว จงลงทุนให้เกิดรายได้เป็นแหล่งที่สอง
2) ด้านการใช้จ่าย - หากท่านเอาแต่ซื้อสิ่งที่ไม่จำเป็น อีกไม่นานท่านจะต้องขายสิ่งที่จำเป็น
3) ด้านการเก็บออม - อย่าเก็บออมส่วนที่เหลือจากการใช้จ่าย แต่จงใช้จ่ายส่วนที่เหลือจากการเก็บออม
4) ด้านการบริหารความเสี่ยง - อย่าทำอะไรโดยไม่เตรียมหาทางหนีทีไล่ไว้ก่อน
5) ด้านการลงทุน - อย่าทุ่มแบบหมดหน้าตักลงไปในสิ่งเดียว
6) ด้านความคาดหวัง - ความซื่อสัตย์เป็นของขวัญที่มีราคาสูง จงอย่าหวังว่าจะได้จากคนต่ำ ๆ

วอร์เรน บัฟเฟตต์ปฏิบัติอย่างเคร่งครัดตามหลักเกณฑ์ชุดนี้จนเป็นอภิมหาเศรษฐีอเมริกันอันดับสอง รองลงมาจากบิล เกตส์ ซึ่งได้ความรวยมาจากการทำธุรกิจซึ่งมีสินค้าเป็นที่ต้องการของคนจำนวนมกในโลกนี้ ลองดูนะครับว่าตรงไหนเป็นจุดที่เราสามารถทำตามได้บ้าง เผื่อจะรวยกับเขาบ้างนะครับ

วันจันทร์ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2556

พื้นฐานการกำไร (ที่ถูกลืม)

 

พูดถึงเรื่องหุ้นแล้ว หลายๆ คนที่เข้ามาลงทุนในเรื่องหุ้นคงไม่มีใครที่ตั้งใจจะเข้ามาแล้วขาดทุนเป็นแน่ แต่กลับเข้ามาแล้วสามารถทำเงินได้ ทำกำไรเป็นตัวเงินได้อย่างเป็นชิ้นเป็นอัน หรือบางคนก็อาจจะคิดไปจนถึงการทำการมีรายได้จากหุ้นจนกระทั่งสามารถไม่ต้องทำงานประจำอีกต่อไปได้ หรือเรียกได้ว่าเป็นอิสระทางการเงินนั่นเอง

พูดถึงเรื่องนี้แล้ว ก็อดทำให้เราต้องคิดเรื่องการทำกำไร (และโอกาสที่จะขาดทุน) จากตลาดหุ้นไม่ได้ เพราะจากเริ่มแรกเดิมทีหลายปีที่ผ่านมา เมื่อตลาดหลักทรัพย์ของไทยเราเองยังไม่ซับซ้อนขนาดนี้ การทำกำไรก็จะเป็นไปในไม่กี่รูปแบบเช่น การทำกำไรจากการซื้อและขายหุ้นในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว และจากการทำกำไรจากการขอยืมหุ้นมาขายก่อนและซื้อคืนในราคาต่ำกว่า (หรือเรียกสั้นๆ ว่า short หุ้น) เท่านั้น แต่ในปัจจุบันมีการทำกำไร (และมีโอกาสขาดทุนด้วย) ในหลายรูปแบบมากขึ้น นั่นคือรวมถึงการเก็งความเป็นไปและ/หรือลดความเสี่ยงผ่านการซื้อออปชั่นส์ในรูปของสัญญาล่วงหน้า เป็นต้น ซึ่งเมื่อทำไปทำมาด้วยผู้ที่ไม่รู้และไม่ชำนาญจริง ก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าเป้นการลดหรือเพิ่มความเสี่ยงเหมือนกันนะครับ

ถึงตรงนี้ จึงเห็นว่ามีการทำกำไรหลายรูปแบบอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ในปัจจุบันนี้ ถ้าว่ากันในระยะสั้นแล้ว เราจะเห็นว่ามีความเป็นไปได้ที่เราจะทำกำไรจากหุ้น (และผลิตภัณฑ์อื่นๆ ที่ผสมรวมกันอยู่ในตลาดในปัจจุบันนี้) ได้อย่างมากมายและในเวลาสั้น เพราะราคาหุ้นของหลายบริษัทที่เปลี่ยนแปลงไปมาวันละ 3-5% นั้น อาจจะทำให้หลายๆ คนคิดว่าสามารถทำกำไรได้สัก 5% ต่อสองวัน หรือนั่นคือประมาณสัก 10% ต่อสัปดาห์ หรือถ้าทบต้นไปมา ก็จะได้สัก 50% ต่อหนึ่งเดือน หรือหากคิดเป็นปีก็ โอ.. ช่างมากมายเสียเหลือเกิน ดูเหมือนจะอยู่ในความฝัน แต่ฟังดูแล้วผมก้ไม่แน่ใจว่าจะมีคนที่ทำได้จริงหรือไม่ ถึงแม้อาจจะทำได้จริงแต่ที่แน่ๆ ก็คือโดยส่วนตัวแล้วผมก็คงไม่รู้จักเขาคนนั้นแน่ๆ

ย้อนกลับมาสู่ความเป็นจริงสักหน่อย ว่าเราคงต้องประเมินตัวเองว่าเราจะสามารถทำกำไรจากหุ้นหรือผลิตภัณฑ์อื่นๆ ในตลาดได้ทุกวันอย่างต่อเนื่องแบบนั้นหรือไม่ หรือจะมีเวลาที่จะเฝ้าการเปลี่ยนแปลง ดูความเป็นไป และตัดสินใจได้ถูกต้องทุกครั้งไปหรือไม่ บางครั้งเราอาจจะเห็นหลายคนบอกเพียงว่า อ่ะไม่เป็นไรหรอก แม้จะไม่ได้กำไรถึง 1000% ต่อปี แต่ก็ขอแค่ 50-60% ต่อปีก็พอ โดยการซื้อๆ ขายๆ และทำกำไรบ้างขาดทุนบ้าง แต่ขอให้หักลบกลบหนี้แล้วได้กำไรสัก 50-60% ต่อปีนั้นก็พอใจแล้ว เพระว่าดูไปแล้วมันก็ดีกว่าการซื้อหุ้นและเก็บกินปันผลที่ได้ผลตอบแทนเพียงปีละ 5-10% เท่านั้นเอง... แหม ดีกว่าตั้งเยอะแยะ

แต่สิ่งหนึ่งที่อาจจะถูกหลงลืมไปก็คือ ในพื้นฐานของการลงทุนในหุ้นแบบเน้นมูลค่าแล้ว นักลงทุนจะซื้อหุ้นของบริษัทที่มีความสามารถในการเติบโตสูง หรือของบริษัทที่ดีแต่คนทั่วไปยังมองไม่เห็นสิ่งที่แฝงอยู่ จะด้วยประการใดก็ตาม (เช่น บริษัทเล็ก, เขาไม่เล่นกัน, บริษัทกำลังขยายงาน แต่คนไม่ทราบ หรือไม่เชื่อว่าจะทำได้จริง) โดยที่ราคาปัจจุบันนั้นทำให้บริษัทสามารถจ่ายปันผลได้ 5% ของราคาหุ้น (เช่น จ่ายปันผล 1 บาทจากหุ้นราคา 20 บาท) แต่ถ้าบริษัทเติบโตขึ้น จนสามารถจ่ายปันผลได้เป็นเงิน 2 บาทต่อหุ้นล่ะ เมื่อนั้นเองครับที่ราคาหุ้นจะต้องวิ่งตอบรับผลประกอบการที่ดีขึ้น โดยอาจจะขึ้นมาเป็นที่ราคา 35-40 บาทต่อหุ้นได้โดยไม่ยาก และเมื่อถึงตอนนั้นแล้ว นักลงทุนก็มีทางเลือกที่จะถือหุ้นนั้นไว้เพื่อรับปันผลต่อไปหรือขายหุ้นนั้นไปเพื่อลงทุนในบริษัทอื่นที่ดีกว่า ซึ่งก็ขึ้นกับสภาวะการณ์ต่างๆ นั่นเอง
จะว่าไปแล้ว พื้นฐานการได้กำไรจากหุ้นในแบบที่สอง คือ ซื้อหุ้นของบริษัทที่จะเติบโตจนจ่ายเงินปันผลได้มากขึ้น ซึ่งจะทำให้ราคาของหุ้นนั้นเพิ่มสูงขึ้นเองตามธรรมชาติ เป็นพื้นฐานอีกแบบหนึงที่นักลงทุนมักจะหลงลืมกันไป หรืออาจจะเพียงไม่อยากจำเพียงเพราะว่าต้องใช้เวลาที่นานกว่านั่นเอง