วันศุกร์ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2558

สร้างวินัยการออมเงินด้วยการลงทุนแบบประจำ



จริงอยู่ที่ว่าเงินทองนั้นไม่ได้เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตของคนเรา เพราะยังมีอาหาร ผู้คนรอบข้าง และสิ่งอื่นอีกมากมายที่ทำให้คนเรามีความสุขและใช้ชีวิตได้อย่างเป็นสุข เราต้องยอมรับว่าหลายอย่างไม่สามารถหาซื้อได้ด้วยเงิน รวมทั้งหลายอย่างเราก็ไม่ควรพยายามใช้เงินซื้อด้วยซ้ำไป แต่เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่าเงินก็สามารถใช้แก้ปัญหาได้หลายอย่างรวมทั้งสร้างความมั่นคงความสุขในชีวิตทั้งส่วนตัวและครอบครัวของเรา การที่จะเป็นคนมีเงินได้นั้นนอกจากจะต้องหาเงินเก่งไม่ว่าจะทำงานประจำทำการค้าขายใดก็ตามก็ยังจะต้องรู้จักนำเงินรายได้ส่วนที่ได้วางแผนไว้มาเก็บออมรวมทั้งทำให้งอกเงยอีกด้วย

การทำเงินให้งอกเงยเป็นสิ่งจำเป็นที่จะทำให้เรามีความมั่งคั่งทางการเงิน และรักษาค่าของเงินที่เรามีเอาไว้ เพราะเราคงรู้จักคำว่า "เงินเฟ้อ" เป็นอย่างดี เงินเฟ้อทำให้เงินของเรามีค่าลดน้อยลงในเวลาข้างหน้า เราจึงต้องทำเงินให้งอกเงยด้วยการลงทุนที่มีโอกาสชนะอัตราเงินเฟ้อได้ ซึ่งในปัจจุบันมีอยู่หลายวิธี ทั้งการนำไปลงทุนเองในธุรกิจ การนำเงินไปลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ด้วยตัวเอง และการนำเงินไปให้ผู้ที่มีความชำนาญลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ ตลาดทุน ตลาดเงิน ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์แทนเรา สำหรับคนที่มีเวลามากและมีความชำนาญสูง มีประสบการณ์ยาวนาน การทำธุรกิจก็อาจจะเป็นทางเลือกที่ดี แต่สำหรับมือใหม่แล้ว การทำธุรกิจย่อมแฝงไปด้วยความเสี่ยงมากมาย กว่าจะตั้งตัวได้ก็อาจจะล้มจนลุกไม่ขึ้นหรือใช้เวลานานมาก ยิ่งผู้ที่ทำงานประจำแล้วยิ่งยากที่จะมีเวลาทำธุรกิจใหญ่ๆ ได้ด้วยตัวเอง การลงทุนเองในตลาดหลักทรัพย์หรือตราสารทุนรวมทั้งตราสารหนี้ต่างๆ ก็ต้องใช้ความชำนาญเป็นพิเศษ ต้องฝึกฝน ดังนั้นในระหว่างที่ยังไม่พร้อมในการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูงด้วยตัวเอง ก็ยังมีทางเลือกอื่นในการลงทุนโดยอาศัยบริการของผู้ที่มีความชำนาญในการสร้างเงินให้งอกเงยแทนเรา การอาศัยบริการของกองทุนก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว

อย่างไรก็ตามการออมเงินโดยอาศัยบริการของกองทุนนั้นก็ยังมีสิ่งที่นักลงทุนหรือผู้ฝากเงินจะต้องเรียนรู้เช่นกัน เพราะถ้าซื้อหน่วยลงทุนจำนวนมากๆ เพียงครั้งเดียวแต่เป็นจังหวะเวลาที่ไม่ดีคือหน่วยลงทุนมีราคาสูงอาจจะเพราะเป็นช่วงเวลาที่ดัชนีของตลาดหลักทรัพย์มีตัวเลขที่สูงพอดี ในเวลาต่อมาดัชนีตลาดหลักทรัพย์ปรับตัวลงก็จะทำให้ราคาของหน่วยลงทุนลดลงตามไปด้วยจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับนโยบายการลงทุนของกองทุนนั้นๆ ว่าลงทุนแล้วผลที่ได้ขึ้นกับกับดัชนีตลาดหลักทรัพย์มากน้อยเพียงใด แต่จะว่าไปแล้วแม้ว่ากองทุนจะไม่ได้เลือกลงทุนด้วยวิธีการที่ทำให้ราคาของหน่วยลงทุนปรับตัวขึ้นลงตามดัชนีของตลาดหลักทรัพย์ก็ตาม ราคาของหน่วยลงทุนก็ยังคงขึ้นอยู่กับความเปลี่ยนแปลงอื่นๆ ในระบบเศรษฐกิจของโลกนี้อยู่ดีไม่ว่าจะเป็นตลาดเงิน ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ก็ตาม พูดง่ายๆ ก็คือการเลือกซื้อหน่วยลงทุนโดยหวังว่าจะซื้อได้ในราคาที่ต่ำ ต่ำมาก หรือต่ำที่สุดคงยากที่จะเป็นไปได้ในสภาวะปัจจุบันนี้ พอคิดไปกลัวมาว่าจะซื้อที่ราคาต่ำเพื่อให้ได้กำไรไม่ได้ ก็เลยไม่ได้เริ่มลงทุนเสียที นับว่าน่าเสียดายทีเดียว ทั้งเสียดายเงินที่บางทีเราก็นำไปใช้ในทางที่ไม่เกิดประโยชน์จริงไม่ได้มีโอกาสเพิ่มค่าของตัวเองให้มากขึ้นไปและเสียดายเวลาที่เงินนั้นสามารถไปทำงานแทนเราได้

โชคดีที่ผู้ออมเงินที่ต้องการลงทุนในสินทรัพย์ที่อาจแปรค่าไปมาได้แบบเรื่อยๆ เป็นประจำ ยังมีวิธีหนึ่งที่ถูกคิดค้นมาใช้กันเพื่อวัตถุประสงค์ให้ลงทุนได้ง่ายอยู่หลายวิธี หนึ่งในนั้นคือวิธีที่เรียกว่า Dollar Cost Averaging หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า DCA นั่นเอง

หลักการของวิธี Dollar Cost Averaging นี้อธิบายง่ายๆ ก็คือการนำเงินมาลงทุนด้วยจำนวนเท่ากันทุกช่วงเวลาเดียวกัน (เช่น 1000 บาททุกๆ 15 วัน, 5000 บาททุกๆ 1 เดือน เป็นต้น) ไปซื้อหลักทรัพย์หรือหน่วยลงทุนเป็นประจำด้วยเงินจำนวนนั้นเป็นประจำ นั่นหมายความว่าเมื่อใดที่ราคาของสินทรัพย์หรือหน่วยลงทุนมีราคาต่ำเราก็จะได้จำนวนสินทรัพย์หรือจำนวนหน่วยลงทุนเป็นปริมาณมากในการซื้อในครั้งนั้น และเมื่อใดที่ราคาของสินทรัพย์หรือหน่วยลงทุนมีราคาสูงขึ้นเราก็จะได้จำนวนของสินทรัพย์หรือจำนวนของหน่วยลงทุนเป็นจำนวนน้อยลงด้วยเงินจำนวนเท่าเดิมนั้น การลงทุนในลักษณะแบบนี้ในท้ายที่สุดแล้วผู้ลงทุนจะมีสินทรัพย์หรือหน่วยลงทุนที่มี "ราคาเฉลี่ย" ระดับหนึ่งซึ่งอาจจะไม่ใช่ราคาที่ต่ำสุดที่เคยเป็นแต่ก็ไม่ใช่ที่ราคาสูงสุดที่เคยเป็นของสินทรัพย์หรือหน่วยลงทุนนั้น และเมื่อเวลาผ่านไปย่อมเกิดการเปลี่ยนแปลงของราคาของสินทรัพย์หรือหน่วยลงทุนที่ผู้ลงทุนได้ซื้อสะสมเอาไว้และย่อมต้องมีช่วงเวลาใดช่วงเวลาหนึ่งที่ราคาสินทรัพย์หรือราคาของหน่วยลงทุนในตลาดมีค่าสูงกว่าราคาเฉลี่ยของสินทรัพย์หรือหน่วยลงทุนที่ผู้ลงทุนได้ซื้อเพื่อลงทุนเอาไว้ นั่นคือผู้ลงทุนจะได้กำไรจากการลงทุนแล้ว

ข้อดีของวิธีลงทุนแบบ DCA

1. เป็นวิธีการลงทุนที่มีโอกาสได้กำไรสูงมากในช่วงระยะลงทุนพอสมควรที่ไม่สั้นเกินไป คือยาวนานกว่าการเปลี่ยนแปลงขึ้นลงของราคาหลักทรัพย์หรือหน่วยลงทุนหนึ่งรอบ

2. เป็นวิธีที่ไม่ต้องการความชำนาญพิเศษใดๆ ของผู้ลงทุน ผู้ลงทุนไม่จำเป็นต้องมีความรู้ในการคาดการณ์เศรษฐกิจหรือสภาพแวดล้อม เพียงแต่ต้องมีวินัยทางการออมเงินจำนวนเท่ากันทุกระยะเวลาที่เท่ากัน เท่านั้นเอง ดังนั้นจึงเหมาะมากกับผู้ที่ทำงานประจำและ/หรือไม่มีเวลาในการหาจังหวะซื้อขายเพื่อการได้กำไร (ซึ่งในทางปฏิบัตินั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ผู้ที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์และซื้อขายเก็งกำไรด้วยตัวเองจะทราบเรื่องนี้ดี)

3. ผู้ลงทุนสามารถเลือกจำนวนเงินที่เหมาะสมในการออมแบบลงทุนของตัวเองในแต่ละครั้ง และเลือกความถี่ห่างได้เองอีกด้วย บางคนอาจจะทุกหนึ่งเดือน หรือบางคนอาจจะทุก 15 วัน หรือบางคนอาจจะทุกสองเดือนก็แล้วแต่การวางแผนการออมของแต่ละคน
4. เนื่องจากผู้ลงทุนจะต้องจ่ายเงินเพื่อซื้อสินทรัพย์หรือหน่วยลงทุนเป็นจำนวนเท่าๆ กันทุกระยะเวลาที่เท่ากันเพื่อกำไรในการลงทุนในท้ายที่สุด จึงเป็นการบังคับตัวเองให้มีวินัยในการออมเพื่อการลงทุนไปในตัว เพราะหากไม่ทำเช่นนี้ก็จะไม่ได้กำไรนั่นเอง

ข้อเสียของวิธี DCA

แน่นอนว่าวิธีนี้ง่ายและมีอัตราความสำเร็จสูง แต่ก็ย่อมมีข้อเสียอยู่บ้าง

1. ไม่ใช่วิธีที่มีประสิทธิภาพสูงที่สุด นั่นคือไม่ใช่วิธีที่ได้กำไรมากที่สุด แต่เมื่อเปรียบเทียบกับโอกาสสูงที่จะได้กำไรแล้ว ก็ยังนับว่าเป็นวิธีที่ง่ายและได้ผลมากอยู่

2. วิธีนี้ยังมีโอกาสที่จะขาดทุนอยู่ แต่จะเกิดขึ้นเมื่อราคาของสินทรัพย์หรือหน่วยลงทุนมีราคาลดลงเรื่อยๆ ตลอดเวลาเป็นระยะเวลายาวนาน หรือสินทรัพย์นั่นมลายหายไป เช่น ถ้าสินทรัพย์นั้นเป็นหุ้นสามัญ ก็คือบริษัทขาดทุนจนเลิกกิจการและไม่มีสิ่งใดเหลือคืนแก่ผู้ถือหุ้น หรือในกรณีของกองทุนก็เช่น กองทุนขาดทุนจนล่มไป ซึ่งกรณีนี้เป็นไปได้ยากมากในปัจจุบันที่มีกฏหมายและระเบียบป้องกันไว้อย่างแน่นหนา หรือถ้าเป็นกองทุนที่อิงกับดัชนีของตลาดหลักทรัพย์ก็คือดัชนีลดต่ำลงเรื่อยๆ โดยไม่ฟื้นกลับขึ้นมาอีก ซึ่งก็เป็นไปได้ยากเช่นเดียวกัน

ในปัจจุบันมีธนาคารและสถาบันการเงินที่พร้อมที่จะให้บริการด้านการลงทุนในลักษณะต่างๆ และแน่นอนรวมทั้งวิธี Dollar Cost Averaging (DCA) พร้อมให้บริการอยู่ ผู้อ่านสามารถปรึกษากับเจ้าหน้าที่ของธนาคารได้ทันทีที่ต้องการซึ่งจะมีข้อดีแถมท้ายมาด้วยก็คือสามารถใช้ลดหย่อนภาษีได้อีกด้วย ธนาคารกรุงศรีอยุธยาก็เป็นหนึ่งในสถาบันการเงินที่มีบริการด้านนี้อยู่ด้วย ลองดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ลิ้งค์นี้ครับ
http://www.krungsri.com/bank/th/Planyourmoney/dca.html

วันพุธที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2558

ทำไมต้อง MOS

 
หลายคนคงเคยได้ยินคำว่า Margin Of Safety กันมาพอสมควร จริงๆ แล้วคำนี้ถ้าไม่ได้ใช้กับการลงทุนก็สามารถนำไปใช้ทั่วไปก็ได้ เช่น ในการออกแบบทางวิศวกรรมศาสตร์เพื่อเผื่อสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้น ก็ต้องมีการใช้ margin of safety เพื่อให้เกิดความปลอดภัยและระบบทางวิศวกรรมยังสามารถทำงานได้

ในโลกของการลงทุนแล้ว คำว่า Margin Of Safety (เรียกย่อว่า MOS) หรือ "ส่วนเผื่อเพื่อความปลอดภัย" เกิดขึ้นและเกี่ยวพันกับการลงทุนแบบเน้นมูลค่าของกิจการ เพราะถ้าเป็นการลงทุนวิธีอื่นแล้วอาจจะเป็นการยากที่จะเปรียบเทียบสิ่งที่อยากได้ สิ่งที่อยากเป็น สิ่งอยากจะเผื่อก่อนจะให้เป็น หรืออะไรแบบนี้เป็นต้น แต่เมื่อเป็นการลงทุนในแนวเน้นมูลค่าของกิจการหรือ Value Investment (เรียกย่อว่า VI) ซึ่งหัวใจของมันคือการประมาณการกำไร และ/หรือ อัตราการจ่ายปันผล และ/หรือ กระแสเงินสดอิสระที่กิจการสร้างขึ้นมาได้ (ปกติเราใช้ 3 วิธีนี้เป็นหลักซึ่งแน่นอนว่ามีวิธีอื่นอีกแต่ไม่ได้รับความนิยมเท่า) ของกิจการที่จะเกิดขึ้นใน 2-5 ปีข้างหน้าซึ่งจะนำไปสู่การคำนวณราคาที่เหมาะสม ทำให้เราสามารถตัดสินใจซื้อหรือขายหุ้นได้เมื่อเทียบกับราคาในตลาดหลักทรัพย์ หากราคาหุ้นต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริงมาก การซื้อหุ้นนั้นก็ย่อมปลอดภัยมากขึ้นหรือเรียกว่ามีส่วนเผื่อเพื่อความปลอดภัยมากหรือดีนั่นเอง

MOS หรือ Margin Of Safety เรียกได้ว่าเป็นหัวใจของการลงทุนแบบ Value Investment เลยก็ว่าได้ เพราะไม่ว่าจะคำนวณด้วยรูปแบบใด (P/E, DDM, DCF) ก็ย่อมเกิดจากการคาดหมายผลการดำเนินการของธุรกิจทั้งสิ้น นั่นคือเรากำลัคาดการณ์ในสิ่งที่เป็นอนาคตที่ยังไม่เกิดขึ้น ซึ่งอนาคตเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน สิ่งที่เราคาดการณ์อาจจะไม่เกิดขึ้น บริษัทอาจจะไม่มีผลกำไรมากดังที่เราคำนวณไว้ก็ได้ นอกจากนั้นแล้วแม้ว่าสิ่งที่เราคาดการณ์ไว้จะเป็นจริง ก็ยังอาจะจไม่เป็นจริงทั้งหมดสมบูรณ์ นั่นคือ

- การคำนวณต่างๆ ขึ้นกับสมมติฐาน ไม่มากก็น้อย ย่อมมีความผิดพลาดแฝงอยู่ได้
- การเปลี่ยนแปลงของราคา เกิดขึ้นได้เสมอ ไมว่าเราจเะเลือกหุ้นได้ดีขนาดใดก็ตาม ถ้ายังยังมี downside อยู่มากกว่า upside ก็จะยิ่งเสี่ยงมาก

ในการลงทุนที่ปลอดภัย ปกติแล้ว MOS ควรมีค่าอย่างน้อย 25% ในธุรกิจที่เรามั่นใจว่ามีความผิดพลาดในการตั้งสมมติฐานน้อย และมากกว่านั้นในธุรกิจที่อาจจะเกิดความผิดพลาดในการคาดการณ์ได้ง่าย เพื่อนๆ นักลงทุนก็ลองคำนวณและค้นหาที่เข้าข่ายปลอดภัยเหล่านี้ดูนะครับ ยิ่งถ้าสามารถหาหุ้นที่มี MOS สูงๆ ได้ระดับ 50-60% ยิ่งจะเป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงต่ำลงและให้ผลตอบแทนที่คาดหวังในระดับสูงได้ในเวลาเดียวกันเลย 


การอบรม "เลือกหุ้นเด็ดวิถี VI กำไรชั่วโคตร" 21 มี.ค. 2558


เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2558 ที่ผ่านมาหลายคนคงได้มีโอกาสพบเจอและพูดคุยกันในงานอบรมการเลือกหุ้นในวิถี VI กำไรชั่วโคตรกันแล้วนะครับ ในการพูดคุยในครั้งนี้เราได้คุยกันถึงเรื่องวิธีการเลือกธุรกิจที่เราควรจะลงทุนด้วยว่าจะต้องดูอะไรเป็นหลักบ้างเพื่อที่จะป้องกันการขาดทุนและมีโอกาสในการทำกำไรที่มากที่สุดนั่นเอง เรายังได้คุยกันถึงเรื่องงบการเงิน สิ่งสำคัญในงบการเงินที่ต้องพิจารณา รวมทั้งกลยุทธ์ในการเริ่มซื้อหุ้น  นอกจากได้พบผมแล้วก็ยังได้พบเจอเพื่อนนักลงทุนท่านอื่นอีกด้วย นับว่าเป็นโอกาสอันดีที่เราได้รู้จักกันและมีเพื่อนนักลงทุนเพิ่มขึ้นมา การที่มีเพื่อนที่สนใจด้านการลงทุนและในโอกาสต่อไปก็จะมีความรู้ความชำนาญที่มากขึ้นในการลงทุนเป็นสิ่งที่ดีที่ทำให้เราสามารถพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและตัดสินใจลงทุนได้หลากหลายและกว้างไกลขึ้น
 
สิ่งสำคัญที่จำไม่พูดถึงไม่ได้เลยคือต้องขอขอบคุณสำนักพิมพ์ Thinkgood ที่เรียกว่าเป็นแม่งานในการจัดงานครั้งนี้ ทั้งการดูแลเรื่องสถานที่ การรับรองผู้เข้าร่วมอบรมสัมนา การดูแลเรื่องอาหารเครื่องดื่มต่างๆ นาๆ ที่เป็นไปได้ด้วยความเรียบร้อยเป็นอย่างยิ่ง
 
ถึงแม้ว่าโดยส่วนตัวแล้วจะใช้พลังงานมากแต่มีความสุขมากที่ได้พบกับเพื่อนเพื่อนนักลงทุนท่านอื่นและก็มีความสุขที่ได้ถ่ายทอดสิ่งที่เคยประสบมาทั้งส่วนที่สำเร็จและส่วนที่ล้มเหลวทั้งหมดก็เพื่อเป็นช่องทางหรือเส้นทางเพื่อให้นักลงทุนรุ่นใหม่ได้เดินไปอย่างถูกต้องโดยไม่ต้องผ่านวิบากกรรมมากนักเหมือนนักลงทุนรุ่นบุกเบิกที่ผ่านมา ถ้ามีโอกาสในการจัดกิจกรรมอย่างนี้อีกผมก็จะมาประชาสัมพันธ์ในบล็อกนี้นะครับ ขอบคุณมากครับ 

วันพุธที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2558

หุ้นขึ้นอย่ารีบขาย



ฟังไปฟังมาอาจจะละม้ายคล้ายคลึงกับสำนวนไทยที่ว่า น้ำขึ้นให้รีบตัก เสียอย่างนั้น แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เราน่าจะทราบไว้บ้างหรือถ้าให้ดีกว่านั้นก็คือทำให้เป็นนิสัยเลยก็น่าจะดีเพราะในวันใดวันหนึ่งเราคงจะต้องพบเจอกับเรื่องแบบนี้เป็นแน่ 

จะว่าไปเรื่องนี้ก็เกิดจากการที่เพื่อนคนหนึ่งถามว่า สมมติว่าถ้าเราซื้อหุ้นของบริษัทหนึ่งมา และถ้าหุ้นตัวนั้นเราถือไว้เป็นเวลานานแล้ว ผลตอบแทนขึ้นไปหลายเปอร์เซ็นต์ แต่ค่า P/E เริ่มพุ่งขึ้นสูงเช่น 20 และ P/BV ประมาณ 4-5 เท่าแล้ว แบบนี้เราสมควรถือต่อไหม โดยบริษัทนี้ก็สามารถทำกำไรมาได้โดยตลอด ก็นับว่าเป็นคำถามที่ฟังดูง่ายและสามารถเกิดขึ้นได้บ่อยเลยทีเดียว

จะว่าไปแล้ว ทุกครั้งที่เราจะซื้อเราก็ต้องคำนวณราคาที่เหมาะสมของหุ้นนั้นไว้ในใจแล้วว่าเป็นเท่าไร และเราก็คงซื้อเมื่อราคาในกระดานต่ำกว่าราคาที่เราคิดเอาไว้พอสมควร (มีส่วนเผื่อเพื่อความปลอดภัยเอาไว้) ไม่อย่างนั้นเราก็คงไม่ซื้อ หรือเข้าข่ายเป็นการเก็งกำไรไปนั่นเอง ในทำนองเดียวกันเมื่อเราต้องการขายหุ้น เราก็ต้องคำนวณราคาที่เหมาะสมใหม่ในปัจจุบันนั้นด้วยว่าเปลี่ยนไปจากเดิมตอนที่เราซื้อหรือไม่ เพราะเป็นไปได้มากที่เมื่อเวลาผ่านไป บริษัททำกิจการได้ดีขึ้นมาก จนพื้นฐานเปลี่ยนไปมาก คือมียอดขายมากขึ้น กำไรมากขึ้น รวมทั้งมีโครงการที่เล็งเห็นได้ว่ามีโอกาสสำเร็จสูงและทำให้กำไรจะเพิ่มต่อเนื่องอีกหลายปีและทำให้มูลค่าของบริษัทเพิ่มมากขึ้นไปอีกได้ ในกรณีอย่างนี้เราก็อาจจะถือไว้ต่อก็ได้ อย่างไรก็ตาม ถ้าเราเจอการลงทุน (ในหุ้นตัว) อื่นที่ดีกว่าเราก็อาจจะขายก็ได้ (บางส่วนก็ได้ หรือทั้งหมดก็ได้อีก)

ดังนั้น ก่อนจะซื้อหรือจะขาย สุดท้ายก็หนีไม่พ้นที่จะต้องดูให้เป็นว่า "ราคาตอนนี้กับราคาที่เหมาะสมนั้นแตกต่างกันอย่างไร" นั่นเองครับ

วันเสาร์ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2558

ปันผลคือคำตอบสุดท้ายหรือ

 

เมื่อพูดถึงการลงทุนโดยให้คำนิยามว่าเป็นการกระทำใดๆ เพื่อหวังผลให้ได้กำไรกลับคืนมา ก็คงจะต้องถือว่าการซื้อและขายหุ้นหรือผลิตภัณฑ์ทางการเงินต่างๆ ที่มีจำหน่ายอยู่ในตลาดหลักทรัพย์นั้นเป็นการลงทุนทั้งหมด เพราะต่างคนก็ต่างหวังว่าจะได้กำไรด้วยกันทั้งนั้น และการลงทุนในโลกนี้จะถุกแบ่งออกเป็นสองแนวทางใหญ่ๆ คือการลงทุนแนวพื้นฐานและการลงทุนในแนวเทคนิค

สำหรับการลงทุนแนวเทคนิคนั้นคงต้องใช้ ช่วงเวลา ราคา ปริมาณการซื้อขาย สามอย่างนี้เป็นต้นเรื่องในการคำนวณเพื่อทำการคาดการณ์สิ่งที่จะเกิดขึ้น (กับราคาของหุ้นนั้น) ต่อไปในอนาคต ซึ่งจะตรงหรือไม่ก็แล้วแต่มุมมองและการนำเครื่องมือต่างๆ สารพัดที่มีอยู่ไปใช้งาน เพราะว่าบางทีเครื่องมือหลายอย่างที่มีอยู่ก็ยังให้ผลออกมาต่างกันก็มี บางทีอาจจะต้องถือว่าเป็นโชคก็ได้ที่เลือกได้ถูกตัวและสามารถทำกำไรได้นั่นเอง

หันมาทางฟากของนักลงทุนที่อาศัยหลักการพื้นฐาน คนเหล่านี้ก็จะพิจารณาว่าธุรกิจที่ต้องการจะลงทุนนั้นคืออะไร ทำอะไร ใครเป็นลูกค้า มีข้อดีเสียต่างจากคู่แข่งอย่างไร มีใครบริหารงาน ตลอดไปจนผลของการดำเนินกิจการที่ผ่านมาว่ามียอดขายเป็นอย่างไร มีกำไรเป็นอย่างไร ทั้งสองอย่างนี้เติบโตขึ้นหรือไม่ และมีหนี้สินที่สามารถเลือกที่จะจัดการได้หรือไม่อย่างไร นักลงทุนแบบนี้ก็จะสามรถแยกธุรกิจ (และการลงทุน) ที่ดีออกจากที่ไม่ดีได้ ซึ่งสุดท้ายแล้วนอกเหนือไปจากราคาหุ้นที่อาจจะขยับตัวขึ้นแล้ว สิ่งหนึ่งที่นักลงทุนเหล่านี้อาจจะมองหาอยู่ก็คือ "ปันผล" นั่นเอง

ปันผล - สิ่งจับต้องได้

สมมติว่าเราซื้อหุ้นของบริษัทหนึ่ง อาจจะเป็นบริษัทที่อยู่นอกตลาดหลักทรัพย์ก็ได้ การจะขายหุ้นนั้นออกไปอาจจะเป็นเรื่องที่ยุ่งยากเอามากๆ ไหนจะต้องเสียภาษีเมื่อมีกำไรอีกด้วยซ้ำไป และถ้าถือหุ้นเอาไว้เฉยๆ โดยขายไม่ได้ สิ่งหนึ่งที่นักลงทุนแบบนี้จะได้รับก็คือเงินตอบแทนในรูปของปันผล สำหรับบริษัทเหล่านี้แล้วเงินปันผลอาจจะเป็นคำตอบแรกๆ เลยก็เป็นได้ แต่สำหรับบริษัทที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ล่ะ เงินปันผลจะเป็นคำตอบแรกและคำตอบสุดท้ายด้วยหรือไม่

ปันผลคือคำตอบสุดท้ายหรือเปล่า

สำหรับบริษัทที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ ที่มีหุ้นถูกซื้อขายไปมาอยู่ตลอดเวลาแล้ว ราคาของหุ้นย่อมขึ้นอยู่กับสารพัดปัจจัย ตั้งแต่เงินปันผล อัตราการเติบโต ความคาดหวังที่บริษัทจะมีโอกาสเติบโต รวมไปทั้งข่าวลืออีกสารพัด ดังนั้นการที่นักลงทุนหลายคน เข้าใจว่า VI ต้องซื้อหุ้นที่จ่ายปันผลสูงๆ เท่านั้นจึงไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด เพราะราคาของหุ้นของบริษัทนั้นโดยเนื้อแท้แล้วจะขึ้นกับ "ค่า (value) ของบริษัท" ว่าเมื่อดำเนินกิจการไปเรื่อยๆ แล้วจะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นหรือลดลงอย่างไร ถ้าบริษัทมีกำไรมาก นำเงินไปทำธุรกิจเพิ่มเติมได้มาก หรือแม้แต่ซื้อกิจการอื่น ย่อมทำให้มูลค่าของบริษัทนั้นเพิ่มขึ้นได้ (มาจากกำไรสะสมนั่นเอง) โดยอาจจะจ่ายปันผลน้อยหรือไม่จ่ายเลยก็ตาม (จริงๆ แล้วถ้ายิ่งไม่จ่ายปันผล จะยิ่งทำให้บริษัทเพิ่มมูลค่าได้มาก เพราะไม่มีกระแสเงินสดที่เป็นเงินปันผลไหลออก - ในงบกระแสเงินสด จะเป็นเงินสดไหลออกจากกิจกรรมการจัดหาเงิน) จะเห็นว่าแม้แต่นักลงทุนแนวเน้นมูลค่าระดับโลกอย่าง วอร์เรน บัฟเฟตต์ ก็ยังไม่ได้อาศัยแนวทางการจ่ายปันผลมากๆ นี้ นั่นคือหุ้นของบริษัทเบิร์กไชร์ แฮธาเวย์ เองก็ไม่ได้จ่ายปันผลให้กับผู้ถือหุ้น

จริงๆ แล้วบริษัทที่ไม่จ่ายปันผลนั้นอาจจะมีราคาหุ้นที่เติบโตกว่าบริษัทที่จ่ายปันผล มากกว่าปันผลที่จ่ายก็ได้ด้วยซ้ำเพราะสามารถนำเงินไปสร้างความเติบโตได้มากกว่าการจ่ายออกมาให้ผู้ถือหุ้น (และ ผู้ถือหุ้น ก็ต้องเสียภาษีอีก) การที่นักลงทุนแบบ VI เลือกหุ้นปันผลก็อาจจะเป็นเพราะต้องการรายได้ที่ไหลเข้ามาโดยไม่ต้องจัดการกับพอร์ต (ส่วนที่จ่ายปันผล) มากมายนัก ในขณะที่ปันผลก็เป็นเหมือนเครื่องประกันว่าราคาหุ้นจะไม่ตกต่ำมากเกินไปเมื่อเกิดอะไรขึ้น (ข่าวร้ายชั่วคราวในตลาด หรือเหตุการณ์ใดๆ  ที่ไม่ได้เกี่ยวกับความสามารถในการทำกำไรของบริษัท) เท่านั้นเอง

วันอังคารที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2558

เตรียมตัว (ทำใจ) ให้คุ้นเคยกับความรวยกันหรือยัง

 

หลายคนหรือแทบจะทุกคนก็ว่าได้ที่เข้ามาในตลาดหลักทรัพย์ไม่ว่าจะเป็นการเล่นหุ้น หรือจะเป็นการลงทุนในหุ้น หรือไม่รู้ว่าตัวเองทำอะไรอยู่ก็ตาม ทุกๆคนคงจะหวังที่จะได้เงินได้ทองไปจากตลาดหุ้นทั้งนั้น บางคนที่ซื้อๆ ขายๆ เก็งกำไรรายวันก็คงคุ้นเคยกับการได้บ้างเสียบ้าง อย่างน้อยเวลาเสียก็ไม่เสียทั้งหมดเหมือนแทงหวยหรือซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลก็แล้วกันน่ะ แต่สำหรับอีกหลายคนที่ตอนได้กำไรก็ไม่บ่นไม่ว่าอะไร แต่พอขาดทุนนิดหน่อยถึงกับกินไม่ได้นอนไม่หลับ แบบนี้คงต้องแนะนำให้ขายหุ้นให้หมดแล้วไปทำมาหากินตามปรกติ มีชีวิตอย่างมีความสุข กินอิ่มนอนหลับน่าจะดีกว่า

แต่ยังไม่หมดเพียงแค่นั้น ถึงแม้ว่าจะเป็นคนที่อยู่ในตลาดมานาน คนที่มีพอร์ตเล็กๆ ก็คงไม่รู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงอะไรเท่าใดนัก เพราะมูลค่าของพอร์ตจะเป็นตัวเลขระดับหนึ่งที่ไม่หวือหวาหวาดเสียวมาก แต่พอมีพอร์ตการลงทุนใหญ่พอประมาณ จนราคาหุ้นที่ขึ้นและลงในแต่ละวันนั้นทำให้มูลค่าของพอร์ตเปลี่ยนไปเป็นหลักหมื่นหรือหลักแสนบาทได้ แบบนี้ก็อาจจะเกิดปัญหาอื่นตามมาอีก เรียกว่าเป็นปัญหาทางด้านจิตใจคงน่าจะดี เช่น เมื่อหุ้นขึ้นในวันใด มูลค่าพอร์ตสูงขึ้นก็มีความสุข มาอีกวันหนึ่งหุ้นตก มูลค่าพอร์ตลดน้อยลงไปสักหลายแสนบาทหรืออาจจะหลายล้านบาท (แม้ว่าจะยังมากมายอยู่ก็ตาม) ก็อาจจะถึงกับกินไม่ได้นอนไม่หลับ พาล คิดต่อไปว่าถ้าเราขายเมื่อวานแล้วซื้อกลับในวันนี้ ก็จะได้กำไรเท่านั้นเท่านี้ ไปโน่นเลยก็มี

ดังนั้นถ้าคิดจะเป็นนักลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ เราต้องตั้งมั่นเอาไว้ก็คือเราจะต้องมีความสุข ถ้าทำมีความทุกข์ถึงกับกินไม่ได้นอนไม่หลับก็อย่าทำเสียเลยดีกว่า และอีกอย่างการที่มูลค่าพอร์ตการลงทุนเปลี่ยนไปเป็นจำนวนมากคืออาจจะหลายแสนบาทหรือหลายล้านบาทในหนึ่งวันก็ควรจะต้องทำใจและทำตัวให้ได้ ต้องถือว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่เราจะขายออกก่อนแล้วซื้อคืน หรือซื้อเพิ่มแล้วขายออกทุกครั้งที่หุ้นเปลี่ยนแปลงราคาขึ้นลงนั้นเป็นเรื่องที่แทบเป็นไปไม่ได้ ยกเว้นว่าคุณไม่ทำงานทำการอย่างอื่น มีเวลามาก มีสติสมาธิอยู่ตลอดเวลา ไม่กินข้าวตอนเที่ยง ไม่เข้าห้องน้ำ ไม่พักดื่มน้ำ ก็อาจจะทำได้ก็ได้

ขอให้เพื่อนนักลงทุนคิดว่า ทุกอย่างที่เราเห็นที่เราทำเป็นเรื่องธรรมดา ขอให้ลงทุนอย่างมีสติ ไม่โลภเกินความรู้ความสามารถ เพิ่อความสุขของเราเอง และถ้าต้องการเรียนรู้พื้นฐานการลงทุน ก็พบกันได้ในวันที่ 21 มีนาคม 2558 ในหัวข้อเรื่อง “เลือกหุ้นเด็ด วิถี VI กำไรชั่วโคตร” ที่ทางสำนักพิมพ์ Thinkgood ช่วยดูแลจัดการสถานที่และการดูแลต่างๆ ให้ ดูรายละเอียดในลิ้งค์ด้านล่างนี้ได้ รับจำนวนจำกัด รีบจองก่อนเต็มนะครับ
http://www.muegao.blogspot.com/2015/02/vi.html





วันอาทิตย์ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2558

หุ้นไม่ยอมแพง



ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยจะมีคุณอยู่ประเภท หนึ่งคือคิดคำนวนราคาอย่างไร ย้อนไปหลายปีแล้วก็ยังเห็นว่ามีราคาหุ้นต่ำมูลค่าที่แท้จริงอยู่แบบนั้นอยู่ตลอดเวลา ถ้าสังเกตดูดีๆ หุ้นของบริษัทเหล่านี้จะเป็นบริษัทที่ไม่ค่อยเติบโต คือทำกำไรได้ดีแต่ก็ดีอยู่แบบนั้นไม่ขยับเพิ่มขึ้นไปไหนแม้จะจ่ายปันผลดี หุ้นก็จะไม่ขึ้นไปไหน แต่ก็มีข้อดีนะคือเวลาตลาดลง หุ้นพวกนี้ก็ไม่ค่อยลงกับเขาเหมือนกัน จนเรียกได้ว่ามีปันผลค้ำคออยู่ก็คงจะไม่ผิดอะไรมากนัก

แต่เนื่องจากว่าบริษัทเหล่านี้ไม่เติบโต ราคาหุ้นก็จะอยู่คงที่ ความสนใจของนักลงทุนที่มีต่อหุ้นของบริษัทเหล่านี้มักจะไม่มากนัก เรียกได้ว่าไม่ต้องรีบซื้อเอาเงินไปซื้อไปขายหุ้นตัวอื่นก่อนแล้วค่อยกลับมาซื้อหุ้นเหล่านี้ในช่วงเวลาใกล้จะปิดสมุดบัญชีรายชื่อเพื่อจ่ายปันผลก็ยังทันเหลือหลายสบายๆ
ดังนั้นถ้านักลงทุนแบบเน้นมูลค่าของกิจการ (VI) ไปพบเห็นหุ้นของบริษัทที่มีราคาต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริงแต่ดูแล้วไม่ค่อยขยับเขยื้อนเคลื่อนราคาไปไหนมานาน ก็ลองดูสักนิดว่าบริษัทเหล่านั้นมีการเติบโตหรือไม่ ดูว่ามีกำไรเพิ่มขึ้นบ้างหรือไม่ในแต่ละปี และลองดูว่ามีกำลังภายในที่จะสามารถทำให้บริษัทมีกำไรมากขึ้นในปีหน้าอีกต่อไปในระยะเวลาอันใกล้แค่ไหน ถ้าไม่มีอะไรดีเลยสักอย่างก็คงต้องทำใจและปล่อยมันไปอย่างนั้นน่าจะดีกว่า

หุ้นที่ราคาต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริงจะต้องโตด้วย ถ้าไม่โตมันก็จะมีราคาอยู่ของมันเท่านั้นไปเรื่อยนั่นแหละ เรียกว่าหุ้นถูกทั้งปีทั้งชาตินั่นเอง

งานเสวนาดีๆ เกี่ยวกับการเลือกหุ้นให้ได้กำไร รออยู่
มาคุยกันนะครับ ดูรายละเอียดในลิ้งค์ “เลือกหุ้นเด็ด วิถี VI กำไรชั่วโคตร” ได้เลยครับ

วันเสาร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

อบรม “เลือกหุ้นเด็ด วิถี VI กำไรชั่วโคตร”

 

อนาคตเป็นเรื่องไม่แน่นอน แต่รับรองว่ามันมาถึงเราแน่ๆ แต่คำถามง่ายๆ อยู่ที่ว่า "เราจะให้มันมาหาเราแบบตามบุญตามกรรม หรือเราจะเตรียมตัวรับกับมันแบบหน้าชื่นตาบานล่ะ?" เมื่อถึงเวลานั้น เราจะอยู่อย่างอัตคัดขัดสน หรืออยู่อย่างสุขสบายไม่ต้องห่วงเรื่องเงินทองต่างๆ นาๆ การลงทุนที่ถูกต้องในวันนี้ ที่นำไปสู่ความมั่งมีจึงเป็นหนึ่งในการเตรียมรับอนาคตที่สดใสได้อย่างไม่ยากเย็น และแนวทางการลงทุนแบบ VI หรือ Value Investment ก็เป็นหนึ่งวิธีที่พิสูจน์ให้เห็นว่าได้ผลจริง ความเสี่ยงต่ำ และสร้างความสำเร็จมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน


ไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นอย่างไร นักลงทุนแบบ VI ก็ยังคงมีโอกาสรออยู่เสมอ ไม่ใช่ว่าไม่มีหุ้น VI ในตลาดให้มองหา แต่บางทีมันเป็นแค่ว่าคนส่วนมากไม่รู้ว่าจะมองหาอย่างไรนั่นเอง มาคุยเรื่องของการลงทุนแนวนี้กันว่าเป็นอย่างไรทีละขั้นทีละตอนที่สามารถนำไปใช้ได้จริง และทำกำไรได้อย่างเป็นกอบเป็นกำและมั่นคง เพื่อวิถีชีวิตแบบ VI ในการอบรม “เลือกหุ้นเด็ด วิถี VI กำไรชั่วโคตร”


*** เรืองต่างๆ ที่เราจะคุยกัน ***

1. แนวทางชีวิตวิถี VI
ขั้นตอนการเป็นนักลงทุน VI ที่ประสบความสำเร็จ
2. ลงทุนบริษัทไหนไม่อับจน
เรียนรู้หลักพิจารณาในการเลือกบริษัทที่ดี โดยมุ่งเน้นมูลค่า และการเติบโตของบริษัท
3. มองหามูลค่าที่เหมาะสม
เครื่องมือและสิ่งที่ใช้ประกอบการพิจารณา หามูลค่าที่เหมาะสมของหุ้น หุ้นดีราคาถูกดูอย่างไร
4. การดูงบการเงินแบบจานด่วนใน 1 ชั่วโมง
หลักการดูงบที่เข้าใจง่าย ใช้เวลาไม่นาน และนำไปใช้ได้จริง
5. ลงทุนอย่างไรจึงไม่ขาดทุน
วิธีการจัดพอร์ตให้เหมาะกับตัวเรา
6. หุ้น VI ในสถานการณ์ปัจจุบัน
ค้นหาหุ้น VI ที่ใครๆ บอกว่าไม่มีหลงเหลืออยู่ จริงๆ แล้ว ยังมีอยู่ในตลาดแต่ถูกมองข้ามไป
7. หัวใจ VI สู่ความสำเร็จ
รู้หรือไม่ว่า ผู้ที่ประสบความสำเร็จในตลาดหุ้นนั้น คือ นักลงทุนแนววิถี VI
8. Workshop ทดลองหาหุ้น VI


วันเสาร์ที่ 21 มีนาคม 2558 เวลา 9.30-17.00 น
โรงแรมจัสมิน (สุขุมวิท 23) เข้าซอยประมาณ 50 เมตร โรงแรมจะอยู่ด้านขวามือ
(แก้ไขสถานที่จากโรงแรมบางกอกชฎา ใกล้ MRT ห้วยขวาง เป็นจัสมินครับ)
- ลงทะเบียน 09.00 น. พร้อมรับอาหารว่างและเครื่องดื่ม
- เริ่มอบรม 9.30 น.
ลงทะเบียนได้ที่ http://www.kid-dd.com/index.php
หรือ อีเมล info@kid-dd.com

หรือ ติดต่อที่เบอร์โทรศัพท์ 024627050-2 ต่อ 106/109, และ 0866003832
ค่าลงทะเบียน 2,500 บาท/ท่าน (ราคานี้รวมอาหารว่าง 2 มื้อและอาหารกลางวันแบบบุฟเฟ่ต์)
แต่พิเศษสุดสุด!!! เมื่อชำระภายในวันที่ 12 มีนาคม 2558
รับส่วนลดทันที 500 บาท รับเพียง 50 ท่าน เท่านั้น!!!

อะไรบ้างที่เข้าข่ายเก็งกำไร

 

หลายคนที่เข้ามาอ่านในบล็อกนี้น่าจะเคยซื้อขายหุ้นกันมาแล้ว หรือไม่ก็ทำมาเป็นประจำ และมีทั้งได้กำไรและขาดทุน ซึ่งต้องถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา บางคนอาจจะบอกว่าเป็นเรื่องธรรมดาของการลงทุน ตรงนี้ผมอาจจะขอขัดจังหวะสักนิดเพราะมีคำว่า "การลงทุน" มาเกี่ยวข้องด้วย และนิยามของคำว่าการลงทุนนั้นค่อนข้างซับซ้อน และเหมือนกับกระจุกแหที่พันกันอยู่ ถ้าไม่มีใครไปคลี่หรืออธิบายให้ชัดเจนก็มักจะงงๆ ปนๆ กันอยู่เหมือนเดิม

เพราะถ้าจะพูดกันเรื่องนิยามของ "การลงทุน" แล้วก็มักจะหมายความประมาณว่า การใช้สิ่งที่เรามี (ไม่ว่าจะเป็นเงิน แรงงาน แรงกาย ทรัพย์สินอื่นใด) ในลักษณะต่างๆ โดยหวังจะได้รับผลตอบแทนกลับมามากกว่าที่ลงหรือจ่ายออกไปในอัตราที่พอใจภายใต้ความเสี่ยงที่เหมาะสม จะเห็นว่ามีคำสำคัญอยู่สองคำก็คือ "ได้รับผลตอบแทน" และ "ความเสี่ยงที่เหมาะสม" ดังนั้นพอเราเข้าใจตามนี้ บางคนก็เลยมองว่าการนำเงินไปซื้อๆ ขายๆ หุ้น (ก็มีโอกาสได้กำไรนี่) แล้วได้กำไรบ้างไม่ได้กำไรบ้าง (ก็มีความเสี่ยงบ้างล่ะ บางคนอาจจะคิดว่าความเสี่ยงระดับ 50-50 ก็ถือว่าเหมาะสมนะ) จึงกลายเป็นการลงทุนไปทั้งหมด เรื่องวุ่นวายก็เริ่มขึ้นจากนิยามของคำนี้นั่นเอง

สำหรับนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จแล้ว การมีความเสี่ยงระดับ 50-50 นั้นถือว่า "ยอมรับไม่ได้" เลยด้วยซ้ำไป นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จแทบทุกคนจะเกลียดความเสี่ยงทั้งสิ้น และหากมีความเสี่ยงเกิดขึ้น จะต้องมีผลที่อาจจะได้รับมากกว่าความเสี่ยงนั้นอยู่ในปริมาณ/จำนวนที่มากมาย จึงเป็นสิ่งที่น่าลงทุน ถ้าจะยกตัวอย่างให้เห็นก็เช่น คนทั่วไปอาจจะคิดว่าการได้กำไร 10% หรือไม่ก็เสีย 10% ในแบบ 50-50 (คือมีโอกาสได้กำไรและเสียหายเท่ากัน) นั้นเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ ในขณะที่นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จมักจะไม่มองแบบนั้น แต่จะพยายามหาสภาวการณ์ที่หากได้กำไรต้องได้มากกว่าเมื่อเกิดการเสียหายขึ้น (เช่น ถ้าคิดถูกต้องจะมีโอากาสได้กำไร 60% แต่หากเสียจะเสียหายเพียง 10%) และมีโอากสได้กำไรมากกว่าการมีโอกาสเสียหาย (เช่น มีโอกาสได้กำไร 80%) หลายคนอาจจะคิดว่าเรื่องแบบนี้มีด้วยหรือ เพราะเคยได้ยินแต่ว่า High Risk High Return มาตลอดจนคิดว่าในโลกนี้ต้องเป็นแบบนั้นไปเสียทั้งหมด - ซึ่ง มีการพิสูจน์มานับครั้งไม่ถ้วน ในสถานการณ์ไม่มากมาย ว่าคำพูดนั้นไม่เป็นความจริง และผมได้เคยเขียนไว้บ้างแล้วในเรื่อง High Risk - High Return เสมอไปจริงๆ หรือ

จะเห็นว่า "การลงทุนที่ดี" จะต้องเป็นการลงทุนที่มีผลตอบแทนสูงในขณะที่ความเสี่ยงต่ำ และถ้าจะให้นิยามแบบง่ายๆ ว่าการได้ผลตอบแทนมากกว่าที่ลงทุนไปว่าเป็นการ "เก็งกำไร" (speculation) แล้วล่ะก็ การลงทุนที่ดีในแบบ Value Investment (VI) ก็คงต้องถือว่าเป็นการเก็งกำไรด้วยเช่นกัน แต่การลงทุนที่ดีนั้นเป็นการเก็งกำไรที่อยู่บนพื้นฐานของความสามารถในการประกอบการของธุรกิจที่จะสร้างผลกำไรขึ้นมาและนำพาให้ราคาหุ้นเพิ่มสูงขึ้น และ/หรือ ผู้ลงทุนได้รับเงินปันผลหรือผลประโยชน์อื่นใด (เช่น หุ้นปันผล, การแจกเอกสารสิทธิฟรี เป็นต้น) ที่่สามารถคาดการณ์ได้ล่วงหน้าตามควร คือคาดการณ์ผลประกอบการของธุรกิจที่เราลงทุนก่อน จึงคาดการณ์ราคาหุ้นหรือผลตอบแทนอื่นใดที่ควรจะเป็นนั่นเอง

ดังนั้นในทางกลับกัน สิ่งที่เราเรียกว่า "การเก็งกำไรอย่างแท้จริง" คือการกระทำใดๆ ที่ไม่อยู่บนพื้นฐานของตัวธุรกิจมารองรับในเวลาอันสมควร เช่น
- การซื้อขายระยะสั้น ในระดับวัน สัปดาห์ หรือแม้แต่ 1 เดือน โดยไม่ว่าจะเป็นหุ้นอะไร ระดับไหน blue chip หรือ bull shit ก็ถือเป็นการเก็งกำไรทั้งสิ้น เพราะในระยะเวลาขนาดนั้นบริษัทไม่สามารถเปลี่ยนพื้นฐานหรือความสามารถในการทำกำไรได้ (ยกเว้นแต่ว่า ผู้ลงทุนได้ทราบล่วงหน้ามาก่อนแล้วว่ามีการกระทำบางอย่างของบริษัทที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น และถึงเวลาที่จะซื้อหุ้นพอดีโดยคาดการณ์ได้แล้วว่าผลของการเปลี่ยนแปลงนั้นจะเป็นที่รับรู้ในกรอบเวลาอันสั้นนั้น)
- การซื้อขายในระยะใดก็ตามที่ไม่ได้ศึกษาถึงธุรกิจก่อน ว่าทำอะไร กำไรเท่าไร การเติบโตเป็นอย่างไร และ/หรือ
- การซือขายหุ้นตามแห่ ตามข่าวลือ หุ้นผีบอก หุ้นหมอดูบอก โดยไม่ดูพื้นฐาน
ทั้งหมดเหล่านี้ล้วนเรียกว่าเป็นการ "เก็งกำไรอย่างแท้จริง" ทั้งสิ้น

ดังนั้นเมื่อเรารู้ว่ากำลังเก็งกำไรอยู่ เราก็ต้องทำตัวแบบนักเก็งกำไรที่ดี คือรู้จักการขายทำกำไร รู้จักการขายเพื่อตัดขาดทุนด้วยนั่นเอง ถ้าเราเก็งกำไรอยู่ เราจะถือหุ้นแบบเป็นนักลงทุนอย่างที่ได้คำนวณล่วงหน้า คาดการณ์ล่วงหน้าไว้แล้วนั้นไม่ได้นะครับ ไม่อย่างนั้นคงพาเสียหายได้ง่ายๆ เลยทีเดียว