วันเสาร์ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2559

ทำไมนักลงทุน VI (ตัวจริง) จึงไม่ค่อยตื่นเต้นตกใจในการลงทุนนัก


ถ้าจะว่าไปแล้วการลงทุนนั้นมีหลากหลายมากเป็นเรื่องกว้างขวางและซับซ้อนจนกระทั่งถ้าเรารู้ภาพรวมให้ครบถ้วนจะเห็นว่าการลงทุนนั้นเป็นเรื่องยากวุ่นวายไปหมด แต่ถ้าเราแบ่งย่อยลงมาพิจารณาเฉพาะการลงทุนในหุ้นผ่านตลาดหลักทรัพย์อาจจะทำให้ดูง่ายขึ้นมาก  แนวทางการลงทุนของนักลงทุนในตลาดหลักทรัพย์มีมากมายหลายแนวทาง โดยแต่ละแนวก็อาจจะต้องการเวลาและประสบการณ์ต่างกัน  ช่วงหลังหลังมานี้มีการลงทุนที่เรียกว่าการลงทุนแบบเน้นมูลค่าหรือ VI (Value Investment) ซึ่งเป็นแนวทางที่มีเหตุผลทางธุรกิจ เศรษฐศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ และเป็นแนวทางที่น่าจะทำให้ผู้ลงทุนมีความสุขที่สุดแนวหนึ่ง เนื่องจากนักลงทุนรู้ว่ากำลังทำอะไรอยู่และไม่ได้กระทำการในสิ่งที่มีพื้นฐานอยู่บนความไม่รู้ (ความไม่รู้คืออวิชชาและจะนำมาซึ่งความทุกข์)

อย่างไรก็ตามก็ยังมีนักลงทุนจำนวนหนึ่งที่อ้างตัวเองว่าเป็นนักลงทุนมูลค่าแต่ก็มีสภาพจิตใจลุกลี้ลุกลนมีความทุกข์ไม่เว้นแต่ละวันทวันหนึ่งๆ ก็วุ่นวายอยู่แต่การคิดว่าทำไมหุ้นตัวเองราคาลง ว่างๆ ไม่มีอะไรทำก็นั่งคิดต่อว่าทำไมหุ้นตัวเองราคาขึ้น (เป็นเอามาก) วันละหลายครั้ง อย่างนี้ดูเหมือนจะผิดแนวทางการลงทุนที่ทำให้เกิดความสุขอยู่ไปมาก เราก็มาลองดูกันว่า ทำไมนักลงทุนแนวเน้นมูลค่าที่แท้จริง (VI ตัวจริง) จึงมีความสุขในขณะที่บางคนที่เบี่ยงเบนไปมากกลับมีความทุกข์

ทำไม VI ตัวจริงมักมีความสุข


พวกนักลงทุนแนวเน้นมูลค่าตัวจริงเสียงจริงมักมีความสุขเพราะหลายเหตุปัจจัย (เขียนถึงตรงนี้นึกถึงสิ่งที่พระพุทธเจ้าสอนไว้คือ ทุกอย่างมีที่มา มีเหตุเสมอ) โดยอาจจะสรุปได้ดังนี้

1) รู้ราคา

เคยสังเกตคนที่ซื้อที่ดินเพื่อเก็งกำไรหรือลงทุนไหมครับ เขามักไม่เดือดร้อนอะไรในการซื้อที่ดินไว้แล้วราคาขึ้นบ้างลงบ้างในระยะสั้น แต่ในที่สุดแล้วราคาที่ดินก็จะเพิ่มสูงขึ้นกว่าเงินที่จ่ายไปเมื่อซื้อที่ดินผืนนั้นมา อย่างไรก็ตามก็มีข้อยกเว้นเหมือนกันกับหุ้นก็คือในบางสมัยที่ที่ดินมีราคาสูงขึ้นมากผิดปกติโอกาสที่จะได้กำไรจากการขายที่ซื้อมาในราคาสูงนั้นย่อมน้อยลง สรุปสั้น ๆ ในข้อนี้ก็คือนักลงทุนแบบเน้นมูลค่าก็จะเหมือนกับนักลงทุนที่ดินตรงที่จะไม่ซื้อหุ้นหรือที่ดินที่ราคาสูงเกินไปและเขาตัดสินใจจ่ายเงินจำนวนหนึ่งเพื่อซื้อหุ้นหรือที่ดินก็เพราะรู้ว่าราคาที่จ่ายนั้นไม่แพงและในที่สุดแล้วราคาของหุ้นหรือที่ดินที่สามารถขายได้จะสูงกว่าราคาที่จ่ายเมื่อตอนซื้อมา

2) รู้จักการรอคอย

การที่ราคาหุ้นจะเพิ่มสูงขึ้นนั้นก็เป็นเพราะบริษัทมีการเติบโตมียอดขายและกำไรสูงขึ้นหรืออย่างน้อยก็ต้องทำตัวให้เห็นว่าจะมีการเติบโตที่ดีในอนาคต แต่ทุกสิ่งทุกอย่างที่กล่าวมานั้นก็ไม่ได้เกิดขึ้นภายในเวลาหนึ่งหรือสองวันเหมือนกับนักเก็งกำไรระยะสั้นมากต้องการให้หุ้นตัวเองขึ้นราคาในวันถัดไปหลังจากที่ตัวเองซื้อ ไม่มีนักลงทุนวีไอคนไหนที่อยากได้ผลตอบแทนวันละ 2-3% ทุกวันแบบนักเก็งกำไรระยะสั้น แต่พวกเขาอาจจะเล็งผลกำไร 50-100% ในเวลา 1-2 ปี (ต่ำกว่า 2-3% ทุกวันมากเลยทีเดียว) โดยต้องเป็นผลตอบแทนที่อยู่บนพื้นฐานของความจริงและเป็นไปได้คือตามการเติบโตของบริษัทที่นักลงทุนวีไอได้คำนวนไว้ จะเห็นว่าบรรดานักลงทุนแบบวีไอมีความอดทนเป็นเลิศ ถ้าจะเปรียบไปก็เหมือนกับการลงทุนซื้อที่ดิน เมื่อถนนยังไม่ตัดผ่านหรือแม้แต่เฉียดมาใกล้ ชุมชนทั้งยังไม่ย้ายมาชิด ราคาที่ดินก็ยังไม่เพิ่มสูงขึ้นไปไหน นักลงทุนที่ดินก็จะรอจนกว่าวันที่ดีนั้นจะมาถึง นั่นคือ ไม่ว่าจะเป็นนักลงทุนประเภทใดก็ควรรู้จักรอคอยและมองว่าการรอคอยนั้นเป็นขั้นตอนปกติที่อยู่ในกระบวนการลงทุนนั่นเอง

3) ได้กำไรตอนซื้อ

การซื้อหุ้นก็เหมือนกับการซื้อที่ดิน นักลงทุนที่ดินทราบกันดีว่าต้องได้กำไรตั้งแต่ตอนซื้อ (ตรงจุดนี้ถ้าเทียบกันอาจจะไม่เหมือนกับการซื้อหุ้นสักเท่าไหร่เนื่องจากราคาหุ้นนั้นเป็นราคาตลาด ทุกคนรู้กันดีว่ามีราคาเท่าใด แต่การซื้อที่ดินเป็นราคาตามตกลงนอกตลาด ราคาที่เกิดขึ้นก็คือราคาที่ผู้ขายตกลงพอใจที่จะขาย ผู้ซื้อยินดีจ่าย ตามเงื่อนไขการซื้อ เงื่อนไขการขายตามตกลง ดังนั้นราคาอาจจะผิดไปจากราคาตลาดอยู่มากก็ได้) และนักลงทุนที่ดินก็มีส่วนเผื่อเพื่อความปลอดภัยเหมือนกับการซื้อหุ้นเช่นเดียวกัน (คือ ราคาตลาด - ราคาซื้อ - ค่าใช้จ่ายทางการเงิน - ค่าใช้จ่ายอื่นๆ - กำไรที่คาดหวัง) ส่วนการซื้อหุ้นเราคงไม่สามารถซื้อหุ้นที่ผิดไปจากราคาตลาดมากมายได้ ดังนั้นการ "ได้กำไรตั้งแต่ตอนซื้อ" สำหรับหุ้นก็คือเราได้ซื้อหุ้นในราคาต่ำกว่าราคาที่มันควรจะเป็นในอนาคตซึ่งเรามองเห็นแต่คนมองไม่เห็นนั่นเอง

4) ไม่ต้องเดาใจคนอื่น / ตลาด

นักเก็งกำไรระยะสั้นไม่ว่าจะใช้วิธีการใดมักจะต้องคอยระวังว่าคนอื่นในตลาดจะคิดอย่างไร และใครจะทำอะไรก่อนหรือหลังกัน ต้องคอยคิดหาจุดขายตัดขาดทุน จุดขายทำกำไรต่างๆ และโดยทั่วไปแล้วต่างคนก็ต่างรู้ว่าอีกฝ่ายจะทำอะไรที่ราคาใด สุดท้ายแต่ละคนก็ต้องช่วงชิงจังหวะเพื่อทำก่อนอย่างนี้เรื่อยไป คิดผิดบ้างถูกบ้าง ได้บ้างเสียหายบ้าง ทำไปทำมาหลายคนเสียเวลา (อาจจะไม่เสียเงิน) หลายคนขาดทุนเสียทั้งเงินและเวลา


ทำไม VIVI (ไวๆ) มักเดือดร้อนใจ


คราวนี้มาดูนักลงทุนอีกประเภทหนึ่งที่มักถูกเรียกเล่นๆ กันว่านักลงทุนแบบ VIVI ฟังตามชื่อแล้วเหมือนจะเกือบดีเพราะเป็นแบบบวีไอคูณสอง แต่ที่มาของชื่อกลับเป็นภาษาไทยว่า ไวๆ คืออะไรก็เร็วนี่ล่ะ เลยเกิดปัญหาขึ้น เหตุก็เช่น:

1) เป็นตัวปลอม

ช่วงหลังหลังมีสิ่งที่เรียกว่านักลงทุนแบบ VIVI (อ่านเป็นภาษาไทยว่า "ไวไว" แล้วก็มีความหมายเป็นภาษาไทยตรงตัวว่ารวดเร็วว่องไวนั่นแหละ ก็คือไม่ใช่วีไอนะครับ แต่เป็นนักลงทุนที่ลงทุนแล้วคาดหวังได้กำไรอย่างรวดเร็ว

2) ยังขาดความมั่นใจ

แน่นอนสำหรับการทำงานหรือกิจกรรมใดๆ ก็ตามที่เราไม่มีความมั่นใจหรือไม่มีความชำนาญพอ เราย่อมรู้สึกไม่มั่นใจ ถ้าแม้มีเพียงชั่วขณะเดียวที่สิ่งที่เกิดขึ้นมีแนวโน้มไม่เป็นไปในทางที่เราคาดหวัง (เช่น เมื่อซื้อหุ้นแล้วราคาหุ้นไม่ขึ้นแต่กลับตกลงมา) เราก็จะเริ่มเป็นทุกข์ทั้งๆ ที่การแปรปรวนชั่วคราวเหล่านั้นเป็นเรื่องธรรมดา  เรื่องของความมั่นใจนี้ถ้าพูดกันตรงๆ คือไม่สามารถสอนกันได้ จนกระทั่งนักลงทุนมีประสบการณ์มากพอจากที่ได้ทำการคัดเลือกหุ้นด้วยตัวเอง ทั้งซื้อทั้งขายมาหลายครั้งจนกระทั่งรู้ว่าวิธีการคิด วิธีการทำที่ตัวเองทำนั้นสุดท้ายแล้วจะให้ผลที่ดี ทำให้ได้กำไร เมื่อนั้นเองความมั่นใจในการลงทุนก็จะถูกสร้างขึ้นเอง

3) ไม่มีพื้นฐานความเป็นนักลงทุนที่แท้จริง

พื้นฐานความเป็นนักลงทุนเป็นเรื่องที่สำคัญมาก แน่นอนว่านักลงทุนทุกคนไม่ชอบความเสี่ยง แต่ขึ้นชื่อว่าการลงทุนแล้วย่อมมีความเสี่ยงเสมอ เราจึงต้องมีชีวิตอยู่กับมันให้ได้ ไม่มีนักลงทุนคนไหนที่ลงทุน 10 ครั้งแล้วแต่กำไรทั้ง 10 ครั้ง นักลงทุนที่ดีเมื่อลงทุน 10 ครั้งจะได้กำไรมากกว่า 6-7 ครั้ง และอาจจะขาดทุนเสีย 3-4 ครั้ง และแต่ละครั้งที่ได้กำไรนั้นอาจจะได้กำไร 80-100% ในขณะที่เมื่อขาดทุนจะขาดทุนเพียง 5-10% นักลงทุนที่ดีจะต้องยอมรับในสิ่งเหล่านี้ได้และต้องถือว่าเป็นเรื่องธรรมดาอย่าคิดว่าการขาดทุนเพียงครั้งละ 5-10% จำนวน 3-4 ครั้งใน 10 ครั้งเป็นความผิดพลาดที่ให้อภัยไม่ได้ เพราะหากคิดแบบนั้นจะทำให้เป็นทุกข์ตลอดเวลา ทำไมน่ะหรือ ก็เพราะมันเป็นสิ่งที่ต้องเกิดขึ้นอยู่แล้วไงครับ

เมื่อรู้อย่างนี้แล้ว ผมเชื่อว่าเพื่อนๆ คงเลือกแนวทางและสิ่งที่ตัวเองต้องเป็นได้ถูกต้องยิ่งขึ้น เพื่อชีวิตการลงทุนที่มีความสุขสมตามความตั้งใจครับ

วันอาทิตย์ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2559

รวยด้วยแนวคิด "จิ๋วคูณสอง"


ถามกันแบบตรงๆ ภาษานักเลง (หุ้น) กันเลยดีกว่าว่า ถ้าจะบริหารให้บริษัทใหญ่ยักษ์อย่าง ปตท. หรือ ปูนซิเมนต์ไทยมียอดขาย (และกำไร) เพิ่มขึ้นสองเท่า กับร้านก๋วยเตี๋ยวเล็กๆ ของนายมือเก่าหัดขับให้มียอดขายและกำไรเพิ่มขึ้นสามเท่า อะไรยากกว่ากัน บริษัทใหญ่ยักษ์ที่ปัจจุบันมียอดขายครอบคลุมมหาศาลเกือบทั้งประเทศอยู่แล้ว การจะขยายยอดขายออกไปอีก (โดยต้องเพิ่มขึ้นเท่าเดิมด้วย) จะต้องใช้เงินลงทุนมหาศาล ที่สำคัญคือต้องการลูกค้าจำนวนมหาศาลด้วย ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ไม่เหมือนกับ "ร้านก๋วยเตี๋ยวเล็กๆ ของนายมือเก่าหัดขับ" ที่ปัจจุบันเล็กจิ๋วนิดเดียว แค่ขยายสาขาไปอีกสองสาขาก็ได้ยอดขายเป็นสามเท่าตัวแล้ว พอเห็นภาพไหมครับ?

จิ๋วคูณสองคืออะไร

จิ๋วคูณสอง ก็ได้แนวคิดมาจากร้านก๋วยเตี๋ยวเล็กๆ ของนายมือเก่าหัดขับนั่นเอง โดยการหาบริษัทขนาดเล็กที่ยังมียอดขายต่ำเพียงแต่เอาตัวรอดได้ แต่มีศักยภาพในการเติบโตแล้วซื้อหุ้นบริษัทเหล่านั้นเพื่อการลงทุน เมื่อบริษัทเติบโตขึ้น ยอดขายเพิ่ม กำไรเพิ่ม หุ้นก็พุ่งไปเองแบบหยุดไม่อยู่ล่ะครับ

ลักษณะบริษัทจิ๋วที่น่าสนใจ 

บริษัทจิ๋วที่เราสนใจต้องมีโครงสร้างที่ดี มีธุรกิจที่ไม่ซับซ้อน มีธุรกิจที่เป็นแกนกลางที่ทำกำไรได้ดี (อัตรากำไรขั้นต้นดี) มีแนวโน้มตลาดที่ดี คือตลาดสำหรับสินค้า/บริการของบริษัทจิ๋วยังเติบโตได้อีก ที่สำคัญคือ ผู้บริหารควรจะมีศักยภาพหรือแนวคิดในการ:

  • ขยายสาขา
  • ออกผลิตภัณฑ์ใหม่
  • เพิ่มยอดขาย
  • เพิ่มผลผลิต

ถ้าทุกอย่างที่กล่าวมาข้างบนถูกเพิ่มขึ้นประมาณสองเท่าตัว กำไรของบริษัทก็น่าจะมากขึ้นสองเท่าด้วย และถ้าบริษัททำกำไรได้เพิ่มขึ้น 2 เท่า ก็จะกลายเป็นบริษัท จิ๋วคูณสอง  ราคาหุ้นก็เพิ่มขึ้นสองเท่าได้แล้ว จะได้ผลตอบแทนที่ดีมาก

 
บริษัทที่ สาขาเพื่มสองเท่า ลูกค้าเพิ่มสองเท่า ยอดขายเพิ่มสองเท่า
ค่าใช้จ่ายคงตัวอาจเพิ่มเล็กน้อย ค่าใช้จ่ายแปรผันเพิ่มประมาณสองเท่า
กำไรจะเพิ่มประมาณสองเท่า และราคาหุ้นก็ควรจะเพิ่มขึ้นสองเท่าด้วย

ซื้อหุ้นของบริษัทที่น่าสนใจได้เลยหรือไม่

อย่างไรก็ตาม เมื่อเราพบบริษัทที่มีศักยภาพแล้ว เราควรพิจารณาดูราคาของหุ้นนั้นด้วย (เทียบกับกลุ่มอุตสาหกรรมด้วยก็ดี) ว่าราคาไม่แพงเกินไป  คือราคาที่เราซื้อมาเมื่อตอนเริ่มต้นนั้นมีค่า P/E ระดับใด (ถ้าไม่เกิน 10-12 เมื่อเริ่มลงทุนถือว่าไม่แพง) และต้องสามารถตอบคำถามในใจเราเองได้ว่าบริษัทจะสามารถขยาย สาขา ผลิตภัณฑ์ ยอดขาย กำลังการผลิต ได้ภายในเวลาเท่าใดด้วย (ขึ้นกับผู้บริหารเป็นหลัก รองลงมาคือสภาพตลาด เศรษฐกิจ และอุตสาหกรรมนั้น) จากนั้นก็ต้องเฝ้าติดตามการเติบโตของบริษัทต่อไป และถือหุ้นไว้ตราบเท่าที่ยังเติบโตอยู่ (หรือ มีการลงทุนอื่นที่เห็นได้ชัดว่าดีกว่าและมีความเสี่ยงต่ำกว่า)

หมายเหตุ

นานมาแล้วผมเคยมีร้านก๋วยเตี๋ยวจริงๆ เป็นกิจการเล็กที่ทำแล้วได้กำไร เพียงแต่มีงานประจำที่ต้องไปดูแลสุดท้ายจึงต้องเลิกไป การทำกิจการกับมือทำให้ได้เรียนรู้สิ่งต่างๆ มากมาย การไหลเวียนของเงิน การผลิต การขาย และอื่นๆ ที่ล้วนเป็นประโยชน์ต่อการลงทุนไม่มากก็น้อยในวันนี้ ถ้าเพื่อนๆ มีโอกาสก็ลองทำกิจการเล็กๆ น้อยๆ หรือใหญ่ตามกำลังความสามารถ จะเป็นการเกื้อหนุนกันและกันกับการลงทุนครับ

วันเสาร์ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2559

รวยด้วยมูลค่าแฝง

วอเรน บัฟเฟตต์ สุภาพบุรุษนักลงทุนชื่อก้องโลก บอกมานานแล้วว่า ตัวเองต้องรวยแน่นอน เพราะสามารถสร้างผลตอบแทนแบบทบต้นได้มากและสม่ำเสมอ และสิ่งที่ทำให้ วอเรน บัฟเฟตต์ สร้างผลตอบแทนได้สูงมากก็เพราะป๋าสามารถมองเห็นมูลค่าแฝงที่อยู่ในบริษัทที่เข้าไปลงทุนนั่นเอง

สิ่งที่บริษัทมี


บริษัทต่างๆ สามารถทำกำไรได้ก็เพราะมีสินทรัพย์เป็นต้นทุนของกิจการ หากตีความทางบัญชีแล้วจะเห็นว่าเราแยกสินทรัพย์เหล่านี้ออกเป็น ทุนและหนี้สิน ในส่วนของทุนก็อาจจะแบ่งแยกออกเป็นทุนเรือนหุ้นและกำไรสะสม สินทรัพย์ก็มีทั้งหมุนเวียนและไม่หมุนเวียน สินทรัพย์ไม่หมุนเวียนคือบรรดา ที่ดิน อาคาร เครื่องจักร (ระวัง เพราะมีค่าเสื่อมราคา) ที่ใช้ในการผลิต ส่วนสินทรัพย์หมุนเวียนก็เช่น ลูกหนี้การค้า วัตถุดิบ สินค้าคงคลัง ในขณะที่หนี้สินก็ประกอบไปด้วยหนี้สินระยะยาว (มักมีดอกเบี้ยจ่าย ถ้าเพิ่มขึ้นตลอดแต่ไม่เหมาะสมกับกำไร ไม่ดีแน่นอน) และหนี้สินหมุนเวียนที่เกิดขึ้นเป็นธรรมดาในการทำธุรกิจ (ส่วนใหญ่ควรเป็นเจ้าหนี้การค้า) บริษัทที่ดีควรมีหนี้สินที่ควบคุมได้ สร้างรายได้และผลกำไรให้กับบริษัท และมีทุนดำเนินงาน (working capital = ทรัพย์สินหมุนเวียน - หนี้สินหมุนเวียน) สูงขึ้นเรื่อยๆ นั่นคือมี "ม้างาน" ในการทำกำไรเพิ่มขึ้น

ทรัพย์สินของบริษัท


เราลองมาตีความหมายของสินทรัพย์กันก่อน ก่อนอื่นในทางบัญชี ทรัพย์สินไม่ได้หมายถึงสิ่งที่จับต้องได้เท่านั้น แต่หมายถึงสิ่งของทั้งหมดทั้งปวงที่บริษัทนั้นมีอยู่ ตั้งแต่ ของจับต้องได้ (ที่ดิน อาคาร อุปกรณ์) แต่ยังรวมถึงค่าความนิยม ทรัพย์ที่ (ถูกคิดว่า) สามารถนำไปสร้างเป็นรายได้และผลกำไรได้ ในทางบัญชีก็พยายามตีราคาบันทึกลงให้ใกล้เคียงความเป็นจริงที่สุด แต่แน่นอนว่าเราอาจจะเห็นด้วยมากหรือน้อยกว่าปกติก็เป็นสิทธิที่เราสามารถคิดได้

ทรัพย์สินแฝงของบริษัท


นอกจากทรัพย์สินหรือสินทรัพย์ต่างๆ ที่บันทึกลงในบัญชีได้แล้ว ความเป็นจริงของธุรกิจคือมีทรัพย์สินอีกมากมายที่ไม่สามารถถูกบันทึกได้เลย เช่น ความชำนาญพิเศษของผู้บริหารและพนักงาน ความคิดสร้างสรร ระบบต่างๆ เทคโนโลยี องค์ความรู้ ที่บริษัทคิดหรือพัฒนาขึ้นและสามารถสร้างเงินได้ (หรือไม่ได้ในวันนี้แต่อาจจะได้ในวันข้างหน้า) ลูกค้าหรือ potential customers  รวมไปถึงวัฒนธรรมขององค์กร (ที่ดี จะมีค่ามาก) สิ่งต่างๆ เหล่านี้อาจจะไม่สามารถตีมูลค่าได้ หรือลืมตีราคาไปก็มี นักลงทุนต้องดูให้ออก หาให้พบ เพราะเป็นเหมือนมูลค่าแฝงที่บริษัทมีอยู่ในตัวเอง สามารถสร้างผลกำไรมหาศาลได้ (ROA จะสูงเป็นพิเศษ) ทั้งในปัจจุบันและอนาคต (จะว่าไป นักลงทุนคงชอบกำไรมากๆ ในอนาคตมากกว่า เพราะเป็นสิ่งที่ยังไม่เกิดและราคาหุ้นยังไม่ตอบสนอง)

สมบัติบ้า


คำนี้อาจจะฟังดูรุนแรงไปสักนิด แต่จะว่าไปก็เป็นคำสามัญปกติที่ชาวบ้านใช้งานกันและสื่อความหมายได้ดีด้วย ไม่ว่าจะเป็นคนแต่ละคนหรือบริษัทกิจการต่างๆ ก็มักมี "สมบัติบ้า" ปนอยู่ด้วยเสมอ สมบัติแบบนี้มีคุณสมบัติตรงกันข้ามกับทรัพย์สินที่สามารถสร้างรายได้ สร้างกำไร จึงเป็นสิ่งที่นักลงทุนต้องระวังด้วย บริษัทอาจจะบอกว่ามีมูลค่าทรัพย์สินมากมายในทางบัญชี แต่ทรัพย์สินเหล่านั้นไม่เคยสร้างรายได้ให้กับบริษัทและกลับเป็นภาระก็ได้ แบบนี้ก็เรียกว่าเป็นสมบัติที่หาประโยชน์ได้ (และทรัพย์สินมากๆ พวกนี้จะทำให้ ROA ต่ำลงด้วย) ผมเลยขอเรียกว่าสมบัติบ้าเพราะคงจะเหมาะสมอยู่

สรุปมูลค่าแฝงที่ต้องพิจารณา


มูลค่าแฝงก็คือสิ่งที่ไม่สามารถบันทึกอยู่ในบัญชีหรืองบดุลใดๆ แต่มีความสำคัญมากต่อการดำรงอยู่และเติบโตของบริษัท นักลงทุนที่ดีจะต้องมองหาให้พบและพิจารณาในการลงทุน มูลค่าแฝงเหล่านี้ เช่น
  • คอนเนคชั่นของ ผบห./ธุรกิจ กับคนอื่นรอบกาย กับธุรกิจอื่นรอบตัว
  • ลักษณะของผู้บริหารและโครงสร้างการทำงานของบริษัท ผู้บริหารที่หัวก้าวหน้า ขยัน ซื่อสัตย์ ประกอบกับโครงสร้างการทำงานที่ดีจะทำให้บริษัทเติบโตได้ง่ายและเร็ว (มักเห็นแนวโน้มนี้ในอดีตที่ผ่านมาบ้างทางงบการเงิน)
  • ลักษณะโครงสร้างของสินทรัพย์ต่อความยาก-ง่ายในการขยายกิจการ ธุรกิจที่มีโรงงานหรือโครงสร้าง โครงข่ายที่สามารถขยายได้ง่ายด้วยทุนต่ำและเวลาสั้นถือว่าเป็นมูลค่าที่ซ่อนอยู่
  • ตลาดที่รออยู่ เป็นเรื่องสำคัญมากว่า สินค้านั้นอยู่ในประเภทใด ถ้าแนวโน้ม (trend) ตลาดไม่เอาด้วย หรือบริษัททำในสิ่งที่เป็นเพียงความนิยมชั่วคราว (fad) อนาคตอาจลำบากได้ (ถ้าให้ดีก็ครองตลาด megatrend แต่แรก จะเยี่ยมมาก แต่ต้องระวังกรณีธุรกิจ high technology หน่อย เพราะทุนต่ำลง ราคาขายต่ำลงตลอด แต่อาจจะคุ้มค่าได้หากเป็นผู้นำจริง และขายสินค้าอัตรากำไรสูงได้)  
  • กำลังการผลิตติดตั้ง (installed capacity) ว่ามีขนาดเท่าไร เหลือใช้อยู่หรือไม่ จริงอยู่ที่ว่าในหลายกรณีที่ธุรกิจติดตั้งเครื่องจักรขนาดใหญ่แต่ผลิตเพียงเล็กน้อยจะทำให้มีค่าเสื่อมราคาเกินความจำเป็น แต่บางโรงงานทั้งที่ทำเช่นนั้นและผลิตด้วยกำลังเพียงร้อยละ 50 ก็มีกำไรมากมายได้ แบบนี้ถ้าเห็นว่าสินค้าและตลาดสามารถขยายได้โดยไม่ต้องลงทุนเพิ่มอีกย่อมน่าสนใจ
  • ดูเงินสดที่ได้มา/ใช้ไป ในกิจกรรมการลงทุน ตัวเลขเป็นลบ (ใช้ไป) ที่บอกว่าบริษัทกำลังขยายการลงทุน เป็นสิ่งบอกเหตุได้ว่าบริษัทกำลังจะมีรายได้เพิ่มขึ้น (เด่นชัดที่สุดคือการขยายสาขา รองลงมาคือการซื้อธุรกิจอื่น และการขยายเครื่องจักร ตามลำดับ)
ดังนั้น ถ้านักลงทุนสามารถมองเห็นมูลค่าแฝงที่อยู่ในตัวบริษัทได้ ก็อาจจะเป็นโอกาสในการเข้าไปลงทุนได้ แต่ก็ต้องภายหลังจากการประเมินราคาที่เหมาะสมกันก่อนการลงทุนด้วย ถ้าเห็นพบช่องประจวบเหมาะ อาจจะเป็นโอกาสที่ดีก็ได้ครับ

วันเสาร์ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2559

ชนะตลาดแค่ไหนจึงจะพอ


เหตุผลส่วนใหญ่ที่นักลงทุนลงทุนด้วยตัวเองก็คือต้องการเอาชนะตลาด เพราะถ้าต้องการเพียงผลตอบแทนเท่าตลาดหักลบด้วยค่าการบริหารจัดการอาจจะแถมพ่วงด้วย ผลประโยชน์ทางภาษี หากพอใจเพียงเท่านั้นทางเลือกที่ดีหนึ่งก็คือการซื้อกองทุนต่างๆ  แต่หากต้องการมากกว่านั้นรวมกระทั่งถึงมีเป้าหมายปลายทางคือเปลี่ยนชีวิตการทำงานมาเป็นนักลงทุนอาชีพ (อย่างไรก็ตาม แม้ว่าท่านเดินทางไปถึงจุดนั้นผมยังสนับสนุนให้ทุกๆ คนที่เมื่อพบกับอิสรภาพทางการเงินแล้วยังคงทำงานเพิ่มมูลค่าให้เป็นประโยชน์ต่อสังคมและประเทศชาติต่อไปนะครับ) ก็คงจะต้องเล็งเห็นผลตอบแทนมากมายหรือสูงกว่าผลตอบแทนโดยรวมของตลาดหลักทรัพย์ คำถามสำคัญก็คือแล้วจะต้องสูงกว่าเท่าไหร่จึงจะพอใจ หรือยอมรับได้

แน่นอนทุกคนย่อมต้องการผลตอบแทนสูงที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ แต่ก็ขึ้นด้วยปัจจัยหลายประการเช่นความสามารถของตัวเองสภาพตลาดในเวลานั้นความรู้พื้นฐานที่ตัวเองสนใจการไขว่คว้าหาความรู้เพิ่มเติมตลอดเวลา สิ่งหนึ่งที่สำคัญที่สุดก็คือจำนวนเงินเริ่มต้นและความสม่ำเสมอของการสร้างผลตอบแทนนั้น ถ้าจำนวนเงินเริ่มต้นสูงมากผลตอบแทนที่ต้องการจะชนะตลาดบวกกับชนะอัตราเงินเฟ้อรวมกับผลตอบแทนจากการลงทุนที่เพียงพอต่อการดำรงชีวิต เช่น ถ้ามีค่าใช้จ่ายในการดำรงชีวิตปีละ 1,200,000 บาท อัตราเงินเฟ้อ 3% อัตราตอบแทนจากตลาดหลักทรัพย์ปกติ 5% ความสามารถปกติที่ทำได้ดีกว่าตลาดหลักทรัพย์ 4% เราก็ควรสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนได้เป็น (เป็นกรณีสมมติอย่างคร่าว เพื่อเป็นแนวทาง)

5+4+3% = 12%
โดยส่วน 9% นั้นมีค่าเป็น 1,200,000 บาทต่อปี
โดย 3% ต้องนำไปลงทุนเพิ่มเพื่อหนีเงินเฟ้อ
เงินต้นที่ต้องใช้คือ 1,200,000 (100/9) = 13,333,333 บาท

จะเห็นว่า จำนวนเงินต้นและผลตอบแทนที่คาดว่าจะได้รับ เป็นตัวแปรสำคัญในการมีอิสระภาพทางการเงิน ถ้าสามารถสร้างผลตอบแทนได้มากกว่า 9% ต่อปี เช่นเป็น 18% ต่อปี จำนวนเงินต้นก็สามารถลดลงได้ ทั้งนี้ต้อดูด้วยว่าผลตอบแทนนั้นอยู่ในรูปใด ถ้าอยู่ในรูปของเงินปันผลก็คงมีงานต้องทำน้อยลง แต่หากอยู่ในรูปของการเพิ่มของราคาหุ้นล้วนๆ ก็อาจจะต้องมีงานมากขึ้นในระหว่างปี (ซื้อมา ขายไป เปลี่ยนไปลงทุนบริษัทอื่น เป็นต้น) แต่แน่นอนว่าคนเราคงไม่ได้มีเงินกว่า 13-14 ล้านบาทตั้งแต่แรกกันทุกคน (รวมทั้งผมเองด้วย) ดังนั้นสิ่งที่นักลงทุนทำก็คือ ออม, ลงทุน, ปรับพอร์ตให้ได้ผลตอบแทนสูงที่สุด (โดยมีความเสี่ยงที่ยอมร้บได้), และลงทุนทบต้นไปเรื่อยๆ เพีบงเท่านี้เราก็สามารถสร้างพอร์ตการลงทุนที่มีขนาดใหญ่ขึ้นได้แล้ว เพียงแต่ต้องให้เวลาให้ทบต้น หรือให้บริษัทเติบโตไปเรื่อยๆ (ซึ่งได้ผลเร็วกว่าการทบต้นมาก เพราะเราอาจจะคิดง่ายๆ ว่าถ้าบริษัททำกำไรได้ดีขึ้น 2 เท่า สาขามากขึ้นสองเท่า ผลผลิตมากขึ้นสองเท่า ผลิตภัณฑ์ใหม่มากขึ้นสองเท่า ราคาหุ้นก็เพิ่มขึ้นสองเท่าได้แล้ว) ตรงนี้ป๋าวอเรน บัฟเฟตต์ จึงบอกไปเวลาเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของธุรกิจที่ดี และเป็นศัตรูของธุรกิจที่แย่)


แล้วต้องชนะตลาดเท่าไร

จากตัวอย่างที่แล้ว เราสามารถคำนวณกลับดูได้ว่า สมมติว่าเรามีเงินเริ่มต้น 1 ล้านบาท เราต้องการทำให้กลายเป็น 13 ล้านบาทในเวลา (สมมติเช่น 10 ปี) เราจะต้องทำผลตอบแทนสูงกว่าตลาดเท่าใด สามารถคำนวณได้จาก

Future Value (มูลค่าในอนาคต) = Present Value (มูลค่าปัจจุบัน) x (1+i)^n
โดย
i เป็นอัตราผลตอบแทนต่อปี (ถ้าเป็น 15% ตัวเลข i = 0.15)
^ แสดงการยกกำลัง
n เป็นจำนวนปีที่ผ่านไป

จากตัวอย่างจะคำนวณได้ว่า 13,000,000 = 1,000,000 x (1+i)^10
และ 13 = (1+i)^10
ได้ i = 0.2924

นั่นคือผลตอบแทนประมาณ 29% ต่อปี ต่อเนื่องเป็นเวลา 10 ปีและลงทุนแบบทบต้น ก็จะสามารถได้เงินเพิ่มขึ้นเป็น 13 เท่าตัวในเวลา 10 ปี ถึงตรงนี้เราอาจจะคิดว่ายาก เพราะบางปีตลาดอาจจะดี บางปีก็ดูแย่มาก แต่ต้องไม่ลืมว่านั่นคือสภาพตลาดโดยรวม ถ้าเราลงทุนในกองทุนที่อ้างอิงดัชนีตลาดหลักทรัพย์ ย่อมหนีชะตากรรมไม่พ้น แต่ถ้าลงทุนโดยเลือกหุ้นที่เราสนใจ เราสามารถคัดกรองหุ้นที่ดีได้ การที่ตลาดปรับตัวลงไป 10-20% ในขณะที่หุ้นของเราปรับตัวขึ้นกว่า 30-40% ก็เป็นไปได้มาก บางครั้งเราอาจจะเป็นเจ้าของหุ้นที่มีราคาปรับขึ้น 2 เท่าตัวในเวลา 2 ปี อย่าขายหมูเสียก่อนล่ะ ซึ่งถ้าเป็นแบบนี้เพียง 3-4 ครั้ง ก็สามารถบรรลุเป้าหมายได้เช่นเดียวกัน

อย่าลืม!

จะเห็นว่ามีของสองอย่าง (นอกจากความรู้ ทักษะและความชำนาญ) ในการประสบความสำเร็จในการลงทุนก็คือ เงินเริ่มต้นจากการเก็บออม การมีนิสัยทางการเงินที่ดี จากนั้นก็ รอให้การลงทุนงอกเงย เพื่อให้ได้ผลตอบแทนมา ลงทุนทบต้น  เมื่อเราได้กำไรมา เราต้องมีวินัยในการนำเงินไปลงทุนทบต้น ไม่ใช่เอาไปซื้อรถหรู เอาไปเที่ยวต่างประเทศเสียจนหมด (ยกเว้นแต่มีมากเกินพอถึงระดับหนึ่งแล้วก็ไม่ว่ากันนะครับ) ที่สำคัญคือ เราไม่รู้ว่าเมื่อไรเราจะขาดทุน ก็จะต้องเผื่อเงินไว้สำหรับวันนั้นด้วย (ถ้าเราเตรียมการสำหรับวันที่แย่เอาไว้แล้ว ทุกวันที่ผ่านไปจะเป็นวันที่ดีเสมอ)

วันอังคารที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2559

เป็นนักลงทุนต้องขยัน


สำหรับผู้ที่ไม่ได้อยู่ในวงการแล้วอาจจะมองนักลงทุนว่าเป็นอาชีพที่ง่าย สบายๆ ทำก็ได้ไม่ทำก็ได้ ซึ่งถ้ามอง "อย่างผิวเผิน" ไปที่นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จแล้ว เราอาจจะเห็นว่าเขาเหล่านั้นสบายแล้ว ไม่ค่อยทำอะไรแล้ว แต่ในความเป็นจริงแล้วสิ่งที่มองเห็นเหล่านี้ไม่ได้เป็นความจริงมากนัก เพราะเราคงหนีความจริงที่ว่า ไม่ว่าจะทำอาชีพอะไร ถ้าต้องการประสบความสำเร็จก็ต้องขยันด้วยกันทั้งนั้น

สำหรับนักลงทุนแล้วก็เช่นเดียวกัน โดยเฉพาะกับนักลงทุนรุ่นใหม่ๆ ที่เข้ามาในตลาด (ไม่ว่าในสภาวะในก็ตาม) ควรจะต้องฝึกนิสัยให้ขยันเข้าไว้ตั้งแต่แรกเริ่มเพื่อให้เป็นนิสัย บางคนอาจจะบอกว่ามีเงินน้อยขยันไปทำไมไม่ได้เงินขึ้นมามาก จะทำกำไรไม่ได้เยอะ อาจจะเป็นความคิดที่ไม่ผิดในระยะสั้นแต่ไม่ถูกในระยะยาว (ก็คุณไม่คิดจะตั้งตัวได้บ้างเลยหรือ) เพราะการได้กำไรครั้งละไม่มากแต่สม่ำเสมอ และนำผลกำไรนั้นไปลงทุนเพิ่มแบบทบต้นจะสร้างผลตอบแทนมหาศาลและยั่งยืนได้อีกยาวนาน นั่นคือเราควรขยันตั้งแต่เมื่อเงินน้อยเพื่อจะได้มีเงินมากไว้ขยันต่อ แต่การขยันต้องให้ถูกวิธีด้วย ไม่ใช่ขยันโพสต์ถามเพื่อนๆ ในเว็บบอร์ดตลอดเวลาทุกวันว่าพรุ่งนี้ซื้อหุ้นอะไรดี จะขึ้นหรือไม่ แบบนั้นออกจะไม่เกิดประโยชน์ในระยะยาวสักเท่าไร ความขยันที่ถูกต้องที่ว่านี้แบ่งออกได้หลายอย่าง คือ

  1. ขยันในการพัฒนาตัวเอง คือต้องมีความรู้ในการลงทุน สามารถอ่านงบการเงินเข้าใจ มองเห็นสิ่งที่ซ่อนอยู่ภายใน เห็นความปกติและไม่ปกติของงบการเงินของบริษัทต่างๆ สามารถบอกได้ว่าตัวเลขต่างๆ นั้น "เข้าท่า" (make sense) หรือไม่อย่างไร
  2. เพิ่มความรู้เกี่ยวกับเศรษฐกิจทั่วไป รู้ว่าขณะนี้เม็ดเงินต่างๆ วิ่งไปที่ธุรกิจอะไร มีธุรกิจรายรอบอะไรที่ได้หรือเสียผลประโยชน์บ้าง เป็นจำนวนมากหรือน้อยเท่าไร
  3. ขยันหาข้อมูลของบริษัทที่เราสนใจจะลงทุน เรียกว่าต้องรู้รอบเกี่ยวกับคนที่เราจะร่วมหัวจมท้ายด้วย (เอาล่ะ ดีกว่าแต่งงานอยู่กินกันหน่อย ตรงที่ว่านึกจะเลิกก็เลิกได้โดยการขายหุ้นทิ้ง แต่จุดเริ่มต้นก็ยังเป็นเงินของเรา ดังนั้นคงต้องคิดให้เยอะสักนิด) ว่าใครก่อตั้ง ใครบริหาร ผู้บริหารมีนิสัยใจคออย่างไร ซื่อสัตย์หรือขี้โกง ธุรกิจมีคุณภาพอย่างไรทั้งใน เชิงปริมาณ และ เชิงคุณภาพ เป็นต้น
  4. เพิ่มพูนความรู้ของตัวเองเกี่ยวกับตลาด (ใคร ทำอะไร ใครซื้อขาย เท่าไรอย่างไร) บางครั้งเรื่องเหล่านี้ก็เป็นประโยชน์ในการหาจังหวะลงทุน ขณะที่ตลาดยังไม่ดี แม้เราพบหุ้นที่ราคาถูกกว่ามูลค่าที่แท้จริงมากๆ ก็อาจจะค่อยๆ ซื้อค่อยๆ ทะยอยลงทุน (ดูเรื่อง DCA ในเรื่อง เทคนิคต่างๆ ในการซื้อขายหลักทรัพย์) แทนที่จะซื้อทั้งหมดในคราวเดียว เป็นต้น

ทั้งหมดนี้เพื่อทำให้เรามีทักษะในการลงทุนสูงขึ้น และแน่นอนว่าไม่น่าแปลกใจถ้าเพื่อนบางคนลงทุนมานานแต่ไม่ประสบความสำเร็จสักที ก็ลองมองย้อนดูตัวเราว่าเราขยันพอหรือยัง และมีทักษะในการลงทุนดีพอหรือยังด้วยนะครับ

วันพุธที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2559

การขึ้นเครื่องหมายของบริษัทจดทะเบียน


อุ๊ย มีตัวหนังสืออะไรอยู่ท้ายชื่อหุ้นด้วย ไม่เคยเห็นมาก่อน เกิดอะไรขึ้น หุ้นจะหายไหมเนี่ย แล้วเงินฉันล่ะ โอ้ววว!

หลายคนที่เพิ่งเริ่มลงทุนซื้อขายหุ้นไม่ว่าจะด้วยความตั้งใจลงทุนระยะสั้นหรือยาวก็ตาม อาจจะตกใจเมื่อเปิดดูราคาหุ้นของตัวเองผ่านโปรแกรมแอพพลิเคชั่นต่างๆ แล้วเห็นตัวหนังสือแปลกๆ ติดสอยห้อยตามชื่อหุ้นของตัวเอง โดยอาจจะเห็นเป็น CA (Corporate Action) ก่อนแล้วพอกดดูก็กลายเป็นตัวหนังสือแปลกๆ ที่ไม่คุ้นเคยอีก ทำให้สงสัยผสมตกใจว่าเกิดอะไรขึ้น แล้วเราจะซื้อจะขายหุ้นเราได้ไหม หรือใครจะมายึดไปหรือเปล่า หรือบริษัทเป็นอะไรแล้ว จะเจ๊งล้มหายตายจากไปหรือเปล่า แล้วเงินของเราล่ะจะหายไปไหม เหลือเท่าไร แล้วจะเอาอะไรกิน (... ไปกันใหญ่แล้ว) ใจเย็นๆ ครับมันเป็นแค่ "การขึ้นเครื่องหมายของบริษัทจดทะเบียน" ที่เราต้องคิดไว้ก่อนว่าตลาดหลักทรัพย์จัดทำไว้เพื่อต้องการป้องกันและแจ้งให้นักลงทุนรับทราบสิ่งที่เกิดขึ้น (รวมทั้ง เกิดขึ้นไปแล้วและจะเกิดขึ้นด้วย) กับหลักทรัพย์นั้นนั่นเอง

โดยเครื่องหมายต่างๆ ก็มีไว้เพื่อบอกว่าเกิดอะไรขึ้นกับหุ้น (หรือหลักทรัพย์อื่นๆ) ของเรานั่นล่ะครับ แต่ส่วนมากมักเป็นการบอกสิทธิประโยชน์ต่างๆ (ยกเว้นเครื่องหมายกำกับหลักทรัพย์ที่เกี่ยวกับการซื้อขาย เช่น SP, H, T1, T2, T3 ต่างๆ) ที่เราหรือใครจะได้รับเมื่อถือหลักทรัพย์นั้นก่อนหรือหลังช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งที่ระบุไว้ในวันที่ (จะ) ขึ้นเครื่องหมายนั้น เนื่องจากเครื่องหมายเหล่านี้มีมาก บางทีก็บอกครบบ้างไม่ครบบ้างหรือไม่ได้บอกคำเต็มว่าตัวหนังสือภาษาอังกฤษของเครื่องหมายของบริษัทจดทะเบียนเหล่านั้นย่อมาจากคำว่าอะไร ผมเลยรวมเอาไว้ให้เพื่อนๆ นักลงทุนใหม่ๆ ไว้ในบล็อกนี้ จะได้รู้จริงโดยไม่ต้องเดาต่อ ถ้าจำไม่ได้ก็กลับมาดูได้เสมออีกด้วย ตามตารางด้านล่างนี้

เครื่องหมาย
ย่อมาจาก
ความหมาย
XA
Exclude All Privileges
ผู้ซื้อหุ้นจะไม่ได้รับสิทธิทุกประเภทที่บริษัทประกาศในงวดนั้น
XD
Exclude Dividend
ผู้ซื้อหุ้นจะไม่ได้รับเงินปันผลที่บริษัทประกาศในงวดนั้น
XE
Exclude Exercise
ผู้ซื้อหุ้นจะไม่ได้รับสิทธิในการแปลงสภาพหลักทรัพย์
XI
Exclude Interest
ผู้ซื้อหุ้นจะไม่ได้รับดอกเบี้ยในครั้งนั้น
XM
Exclude Meeting
ผู้ซื้อหุ้นจะไม่ได้รับสิทธิเข้าประชุมผู้ถือหุ้น
XR
Exclude Rights
ผู้ซื้อหุ้นจะไม่มีสิทธิจองหุ้นเพิ่มทุนที่จะออกใหม่
XR-CD
Exclude Convertible Debenture
ผู้ซื้อหุ้นจะไม่มีสิทธิจองซื้อหุ้นกู้แปลงสภาพ
XR-CD/W
Exclude Convertible Debenture/Warrant
ผู้ซื้อหุ้นจะไม่มีสิทธิจองซื้อหุ้นกู้แปลงสภาพและใบสำคัญแสดงสิทธิ
XR-D
Exclude Debenture
ผู้ซื้อหุ้นจะไม่มีสิทธิจองซื้อหุ้นกู้
XR-D/W
Exclude Debenture/Warrant
ผู้ซื้อหุ้นจะไม่มีสิทธิจองซื้อหุ้นกู้และใบสำคัญแสดงสิทธิ
XW
Exclude Warrant
ผู้ซื้อหุ้นจะไม่มีสิทธิได้รับใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหลักทรัพย์
XS
Exclude Short-term Warrant
ผู้ซื้อหุ้นจะไม่มีสิทธิได้รับใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะจองซื้อหลักทรัพย์ระยะสั้น
XT
Exclude Transferable Subscription Right
ผู้ซื้อหุ้นไม่ได้สิทธิรับใบสำคัญแสดงสิทธิในการซื้อหุ้นเพิ่มทุนที่โอนสิทธิได้
 
ต่อไปนี้ เพื่อนๆ ก็ไม่ต้องตกใจเมื่อเห็นเครื่องหมายต่างๆ อีกแล้ว และลงทุนอย่างมีความสุขต่อไปนะครับ

วันจันทร์ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2559

ซื้อหุ้นบริษัทเล็กๆ ไม่กี่บริษัทก็รวยได้


นักลงทุนจำนวนมากเมื่อเข้ามาในตลาดมักซื้อหุ้นของหลายบริษัทมาก ไม่ว่าจะเพราะเลือกไม่ถูกพอเห็นอะไรก็รู้สึกชอบไปหมด อาจจะเพราะแยกของไม่ดี หรือดี ออกจากดีมากไม่ได้ หรือเพราะซื้อตามเพื่อน (เขาซื้อเราซื้อด้วย) หรือซื้อตามที่นักวิเคราะห์บอกว่าดีก็ซื้อตามไป โดยคิดว่าการมีหุ้นหลายบริษัทมากย่อมเป็นการลดความเสี่ยง ซึ่งที่จริงก็เป็นการลดความเสี่ยงในแง่มุมว่าเราไม่เสียเงินทั้งหมดไปในปริมาณมากค่อนข้างแน่นอน แต่ก็จะลดความเป็นไปได้ที่จะได้ผลตอบแทนที่ดีมากไปด้วยในตัว และในความเป็นจริงเราไม่จำเป็นต้องซื้อหุ้นมากมายหลายตัวขนาดนั้นด้วยหลายเหตุผล เช่น
  1. เมื่อเราเลือกแล้วว่าดี ความเสี่ยงย่อมต่ำลง ถ้าเราเลือกเฉพาะหุ้นดีๆ เข้าพอร์ตมา ความเสี่ยงรวมย่อมต่ำลงไปอีก
  2. ความเสี่ยงนั้นต่ำกว่าการทำธุรกิจส่วนตัวเสียอีก และสามารถเปลี่ยนใจเพื่อหยุดความเสียหายได้ตลอดเวลา (โดยการขายตัดขาดทุน)
  3. เรายอมรับการเสียหายได้เท่าไร สมมติว่า 20% เราก็ซื้อหุ้น 5 ตัวก็ได้ ซึ่งที่จริงก็ไม่ได้เสียหายขนาดนั้นเพราะเราสามารถขายตัดขาดทุนได้และถ้าเราเลือกหุ้นที่ดีเราก็จะไม่ขาดทุนอะไรขนาดนั้น)
  4. ยิ่งเราซื้อหุ้นน้อยตัวเท่าไร โอกาสจะได้ผลตอบแทนที่ดี (กว่าตลาดโดยรวมหรือดัชนีนั่นเอง) ย่อมสูงขึ้นไปด้วย ภายใต้สมมติฐานว่าเราคัดเลือกหุ้นที่ดี
ซึ่งที่จริงแล้วการซื้อหุ้นเพียงบริษัทเล็กๆ ขนาดสัก 5,000 - 10,000 ล้านบาท แต่ถือสัก 0.1% ก็เป็นเงิน 5 - 10 ล้านบาท ทำแบบนี้สัก 5 บริษัทก็คิดเป็น 25-50 ล้านบาท คงพอจะบอกว่าเป็นคนมีเงินได้ (หรือถ้าทำให้มีรายได้ไหลเข้ามามากเกินรายจ่ายได้ก็พอจะถือว่ารวยแล้วก็คงไม่ผิด) เพื่อนหลายท่านอาจจะบอกว่า ก็ยังไม่มีเงินขนาดนั้น ผมก็อยากบอกกลับว่ามันไม่ได้อยู่ที่มีเงินเท่าไรแล้วจะทำอย่างไร มันอยู่ที่กลยุทธ์และนิสัยที่เราสร้างให้กับตัวเราเองว่าเราจะทำแบบไหนไปเรื่อยๆ แล้วจะประสบความสำเร็จในการลงทุนได้ (เปรียบไปก็เหมือนกับการเล่นการพนัน ถ้าเราบอกว่าตอนนี้จนอยู่จะต้องเล่นการพนันเพื่อให้ได้เงิน แล้วพอมีเงินแล้วจะไปหยุดเล่น สุดท้ายคนคนนั้นมักจะหยุดไม่ได้และเสียเงินทั้งหมดไปในที่สุด เพราะนิสัยการกระทำให้ได้เงินมามันผิดนั่นเอง)

ที่สำคัญอีกประการหนึ่งก็คือ ถ้าเราสนใจแต่บริษัทขนาดใหญ่ๆ  จะมีจำนวนบริษัทให้เลือกน้อยลงและบริษัทใหญ่ (แล้ว) เหล่านั้นมักเติบโตต่อไปได้ยาก (มักจะเป็นเพราะครอบครองสวนแบ่งการตลาดไว้จนอิ่มตัวแล้ว ยกเว้นแต่ว่าตลาดจะขยายต่อไปเรื่อยๆ) และราคาหุ้นมักไม่ถูก (ยกเว้นช่วงตลาดตกใจ) เนื่องจากมีผู้คนสนใจจำนวนมาก มีการวิเคราะห์กันอย่างกว้างขวาง แต่ถ้าเราเปิดโอกาสสนใจบริษัทขนาดเล็กๆ ด้วยก็จะมีให้เลือกอีกเยอะมาก ราคามักถูกกว่าที่ควรและมีโอกาสโตได้มากกว่าบริษัทขนาดใหญ่ที่โตแล้ว ที่สำคัญกว่านั้นคือ เมื่อบริษัทยังมีขนาดเล็กหรือกลางอยู่ ปริมาณหุ้นไหลเวียนยังมีน้อย จะไม่ค่อยมีบริษัทนายหน้าที่ไหนสนใจหาข้อมูลเพื่อวิเคราะห์ เพราะไม่มีประโยชน์ทางธุรกิจ (วิเคราะห์ไปก็ไม่ได้ค่านายหน้าจากการซื้อขายนั่นเอง) ทำให้หลายครั้งราคาหุ้นผิดไปจากความเป็นจริง (เพราะไม่มีใครไปช่วยดู) และมักผิดไปในทางที่ถูกเกินไปเสียด้วย ทำให้เป็นโอกาสในการลงทุนของเราได้  ต่อเมื่อบริษัทเหล่านั้นเติบโต ยอดขายสูงขึ้น กำไรสะสมมากขึ้น มีการขยายกิจการ ออกหุ้นเพิ่มทุนต่างๆ ก็จะเป็นที่รู้จักในวงการลงทุน เจ้ามือที่แท้จริงก็คือผลประกอบการและการเติบโตก็จะมาช่วยทำราคาให้เอง

เพื่อนๆ ลองพิจารณาดูนะครับว่าที่ผมเล่ามาด้านบนเป็นแนวทางที่เหมาะกับตัวเองหรือไม่ หรือจะดัดแปลงให้เหมาะสมมากขึ้นเพื่อประโยชน์ของเพื่อนๆ เองก็จะน่ายินดีเป็นอย่างยิ่งครับ