วันจันทร์ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2559

วิชาที่สอง วิชาหามูลค่าที่แท้จริงของกิจการ




นานมาแล้วผมเคยเขียนบทความเรื่องหนึ่งซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญมากสำหรับนักลงทุนทุกคนไม่ว่าจะลงทุนด้วยแนวคิดหรือรูปแบบสไตล์การลงทุนแบบไหนก็ตาม นั่นคือบทความ วิชาแรกวิชาคัทลอส เพราะถือได้ว่าเป็นความรู้และความชำนาญที่นักลงทุนทุกท่านต้องมีเรื่องจากการลงทุนนั้นเราสามารถทำความผิดพลาดได้เสมอ และการที่เราจะเอาตัวรอดมาได้นั้นสิ่งสำคัญที่สุดก็คือการขายตัดขาดทุนเพื่อรักษาเงินต้นเอาไว้ ให้ได้มากที่สุดนั่นเอง

คราวนี้เมื่อสามารถเอาตัวรอดได้แล้วก็มาดูวิชาต่อไปคือความรู้และความชำนาญในการสร้างโอกาสและความเป็นไปได้สูงสุดที่เมื่อเราลงทุนซื้อหุ้นแล้วจะมีโอกาสได้กำไรมาก (รวมทั้งมีโอกาสขาดทุนน้อยด้วย) ซึ่งก็คือวิชาหามูลค่า ที่แท้จริงของธุรกิจ และของราคาหุ้น ซึ่งถือว่าเป็นวิชาที่สำคัญมากใน วิชาหุ้น เลยทีเดียว

สารพัดวิธีในการหามูลค่าที่แท้จริง


ที่จริงแล้วความคิดในการหามูลค่าที่แท้จริง (Value) ของธุรกิจ ซึ่งสุดท้ายก็จะสะท้อนมาที่มูลค่าที่แท้จริงของหุ้นของธุรกิจนั้น ดูจะมีหลายวิธีและแต่ละวิธีก็มีองค์ประกอบต่างๆกันไป โดยทั่วไปแล้วถ้าเราไม่สรุปออกมาให้เป็นรูปแบบที่มีหลักการก็ดูจะค่อนข้างซับซ้อนสามารถสร้างความสับสนได้ง่ายทีเดียว นักลงทุนคงจะเคยเห็นวิธีการคิดมูลค่าที่เหมาะสมต่างๆ เช่น อัตราส่วน P/E (และ Forward P/E), DDM (Dividend discount model), DCF (Discounted Cash Flow) ซึ่งแต่ละแบบก็มีวิธีการคำนวนรวมถึงวิธีการอนุมานและประเมินสิ่งที่จะเกิดในอนาคตต่างๆ กันไป (โดยหลักคือการเติบโตของยอดขายและกำไร กระแสเงินสดที่สามารถสร้างขึ้นได้ และ อัตราการจ่ายปันผลที่น่าจะเป็นในอนาคต)

ในบทความนี้ผมคงไม่ลงลึกไปถึงวิธีการคำนวณแต่ละแบบเนื่องจากเพื่อนๆ นักลงทุนสามารถค้นหาได้ในทั้งในบล็อกนี้เองและในตำราต่างๆ เกี่ยวกับการลงทุนอยู่แล้ว แต่จะนำวิธีหามูลค่าที่แท้จริงของหุ้นในแต่ละแบบมา เลือกใช้ ให้ถูกต้องตรงตามสถานการณ์

การหามูลค่าที่แท้จริงแต่ละแบบและข้อจำกัดที่เกิดขึ้น


การคำนวณมูลค่าที่เหมาะสมจะต้องใช้การคาดการณ์สิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย วิธีการต่างๆ ที่พูดถึงไว้ข้างต้นบางวิธีก็ถึงกับยากเกินไปที่จะนำมาใช้คำนวณได้ หรือแม้จะได้ก็มีความผิดพลาดมาก หรืออาจจะไม่สามารถคำนวณได้เลยก็มี เราค่อยๆ มาดูไปพร้อมกัน

1) P/E (และ Forward P/E)

หรือตัวเลขอัตราส่วนระหว่างราคาต่อกำไรต่อหุ้นต่อปีของบริษัทนั้น เราสามารถประมาณได้คร่าวๆ ว่าในราคาหุ้นปัจจุบันนี้ ถ้าบริษัทมีการเติบโตของกำไรจาก a บาท/หุ้น ไปเป็น b บาท/หุ้น ในเวลา 2-5 ปีแล้ว P/E จะเปลี่ยนไปเป็นเท่าใด ราคา ณ วันนี้ที่เราซื้อจะกลายเป็นถูกหรือไม่ ตัวเลขนี้เป็นสิ่งที่คำนวณได้ง่าย แต่ในการนำไปใช้จะต้องดูว่าตลาดมักจะยอมรับค่า P/E ของหุ้นกลุ่มใดเป็นเท่าใด เช่นหุ้นกลุ่ม ร.พ. ตลาดอาจจะยอมรับค่า P/E ที่สูงได้ (เช่น ถ้าเราคำนวณว่า ร.พ. นี้จะมีค่า P/E เป็น 10 ในอีก 2 ปีเมื่อเทียบกับราคาหุ้นตอนนี้ ก็ถือว่าถูกมาก เพราะตลาดยอมรับ P/E ของหุ้นกลุ่ม ร.พ. ได้ถึง 20-40 ในขณะที่ถ้าเป็นหุ้นกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ ตลาดอาจจะยอมรับที่ P/E ประมาณ 8-12 ก็อาจจะไม่สามารถพูดได้ว่าราคาถูกได้เต็มปากนัก)

2) DDM (Dividend discount model)

วิธีคิดลดเงินปันผล เป็นการคำนวณคิดลดเงินปันผลที่หุ้นนั้นจ่ายให้เรา จะว่าไปเป็นวิธีที่ปลอดภัยมากเพราะเป็นสิ่งที่เราได้รับกลับมาเป็นกระแสเงินสดจริงๆ ตราบเท่าที่เรายังเป็นเจ้าของบริษัทนั้นอยู่ เราจะคิดลดเงินปันผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคตโดยมีอัตราความก้าวหน้าในการจ่ายปันผลของหุ้นนั้นในอนาคต (ที่จริงโมเดลจะคิดในระยะเวลาตลอดไป เหมือน DCF; Discounted Cash Flow) มาเป็นเงินในเวลาปัจจุบันเทียบกับอัตราที่เราต้องการ  เราอาจจะไม่สามารถใช้วิธี DDM ในการคำนวณหามูลค่าหุ้นที่แท้จริงได้กับหุ้นที่ไม่จ่ายปันผล หรือจ่ายปันผลน้อยกว่าปกติมาก (เช่น กำไร 10 ส่วน แต่จ่ายปันผล 1 ส่วนเป็นต้น) ในกรณีนี้เราก็ต้องประมาณปันผลที่จะเกิดขึ้นในอนาคต แล้วคำนวณด้วยวิธีคิดลดเงินปันผลซึ่งก็มีความผิดพลาดเกิดขึ้นได้ ดังนั้นเรามักใช้วิธีนี้กับบริษัทที่จ่ายเงินปันผลในอัตราที่ สมเหตุสมผล (จ่ายบ้าง เก็บไว้ลงทุนเพิ่มบ้าง) และสามารถประมาณเงินปันผลในอนาคตได้ค่อนข้างแม่นยำ (ก็คือ ต้องประมาณการเติบโตของยอดขายและกำไรได้ก่อนนั่นเอง)

3) DCF (Discounted Cash Flow)

คือวิธีการคิดลดกระแสเงินสด ปกติแล้วเราจะใช้กระแสเงินสดอิสระ (Free Cash Flow) มาคิด โดยกระแสเงินสดอิสระ คือ กระแสเงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมการดำเนินงาน (operating cash flow) ลบด้วย ค่าใช้จ่ายในการลงทุน (Capital Expenditures) สามารถหาได้จากงบการเงินที่ผ่านมา แต่ความยากคือการประมาณ คาดการณ์กระแสเงินสดอิสระที่จะเกิดขึ้น โดยมีองค์ประกอบที่สำคัญที่คาดการณ์ได้ยากคือค่าใช้จ่ายในการลงทุน เพราะบางครั้งเราก็ไม่ทราบได้ว่าบริษัทจำเป็นจะต้องลงทุนอะไรในอนาคตและเมื่อไร ดังนั้นวิธีนี้จึงมีข้อจำกัดค่อนข้างมากยกเว้นเราสามารถรู้ตัวเลขกระแสเงินสดอิสระที่จะกิดขึ้นในอนาคตได้จริงๆ อย่างไรก็ตาม วิธีคิดลดกระแสเงินสดอิสระจากการดำเนินงานนี้ถือว่าเป็นวิธีการหามูลค่าที่แท้จริงของกิจการที่ได้รับการยอมรับกว้างขวางที่สุดวิธีหนึ่้ง (เหนือกว่าสองวิธีด้านบน)

4) วิธีอื่น

ในการวิเคราะห์หุ้นของบางธุรกิจที่มีลักษณะเป็นบริษัทที่ถือหุ้นบริษัทอื่นจำนวนมาก อาจจะมีวิธีอื่นในการคำนวณหามูลค่าที่แท้จริงอีกเช่น Sum Of the Parts เป็นต้น ถึงตรงนี้ถือว่าเราสามารถใช้บทวิเคราะห์ที่มีผู้เชี่ยวชาญทางการคำนวณตัวเลขเหล่านี้คิดให้เราอยู่แล้วและเราสามารถนำมาใช้ได้เลย เพียงแต่เราจะต้องระวังว่า สมมติฐาน ที่ผู้วิเคราะห์เหล่านั้นใช้ในการคำนวณ (เช่น การคาดการณ์ยอดขาย กำไร ค่าใช้จ่าย ในอนาคต เป็นต้น)

การนำไปใช้งาน


จะเห็นว่าเรามีหลายวิธีในการคำนวณมูลค่าที่เหมาะสม และแน่นอนว่าแต่ละวิธีก็จะได้ตัวเลขต่างกันไป คราวนี้จะต้องขึ้นกับเราที่เป็นนักลงทุนว่าจะให้ความสำคัญกับตัวเลขใดมากกว่ากัน หรือจะถ่วงน้ำหนักกันอย่างไรกับตัวเลขเหล่านั้น ถ้าเราเป็นนักลงทุนที่ต้องการเงินปันผลตอบแทนที่ดีและสามารถคัดสรรหรือมีโอกาสซื้อหุ้นที่จ่ายปันผลสูงได้แน่นอนอย่างมั่นคงและเติบโตไปตามกาลเวลา เราก็อาจจะให้น้ำหนักกับมูลค่าที่เหมาะสมที่คำนวณโดยวิธี DDM (วิธีคิดลดเงินปันผล) มากสักหน่อย แต่ถ้าเรากำลังสนใจบริษัทที่เติบโตสูง บริษัทอาจจะจ่ายปันผลน้อยกว่าปกติ เราก็คงต้องให้น้ำหนักกับวิธี P/E ในอนาคต (forward P/E) เป็นหลัก หรือถ้าเราคิดว่าเราสามารถรู้กระแสเงินสดอิสระที่จะเกิดขึ้นได้อย่างแม่นยำ เราก็อาจจะเลือกวิธี DCF (วิธีการคิดลดกระแสเงินสดอิสระจากการดำเนินงาน) ก็ได้

ทั้งนี้ทั้งนั้น เมื่อเราให้ความสำคัญกับมูลค่าที่แท้จริงที่คำนวณได้ด้วยวิธีการใดวิธีการหนึ่ง ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่สนใจตัวเลขมูลค่าที่แท้จริงที่คำนวณด้วยวิธีการอื่นเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าตัวเลขเหล่านั้นแตกต่างกันมาก เราก็ควรพิจารณาสักนิดว่าทำไมจึงต่างกันเช่นนั้น และเราอาจจะ ถ่วงน้ำหนัก (weight) จนออกมาเป็นตัวเลขใหม่ที่อยู่ระหว่างกลางของตัวเลขจากการคำนวณแต่ละวิธีก็ได้ด้วย

สรุป


จะเห็นว่า การหามูลค่าที่แท้จริงของกิจการนั้น เกิดจากการคาดการณ์ผลประกอบการของบริษัทเป็นหลัก ตามมาด้วยการคำนวณในรูปแบบต่างๆ กันซึ่งก็อาจจะให้ค่าตัวเลขการหามูลค่าที่แท้จริงต่างกันไป นักลงทุนจะต้องพิจารณาเลือกว่าจะใช้ตัวเลขเท่าใดเป็นมูลค่าที่แท้จริงของกิจการที่ตัวเองสนใจ ประสบการณ์เท่านั้นที่จะบอกได้ว่าสิ่งที่เรา คาดการณ์ คำนวณ และเลือก (หรือถ่วงน้ำหนักมา) ใช้งาน ถูกต้องหรือไม่ อย่างไรครับ

วันอาทิตย์ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2559

วิชาหุ้น

ไม่ว่าเราจะประกอบอาชีพอะไรก็ตาม ทุกสาขาอาชีพจะต้องมีความรู้และความชำนาญในการทำสิ่งต่างๆ ที่จำเป็นทั้งสิ้น บางอาชีพอาจจะอาศัยความรู้มากกว่าความชำนาญ บางอาชีพอาจจะอาศัยความชำนาญมากกว่าความรู้ทางวิชาการ ในขณะที่บางอาชีพอาจจะต้องอาศัยทั้งความรู้ทางวิชาการและความชำนาญไปด้วยพร้อมกัน

ไม่ว่าจะเป็น วิศวกร แพทย์ พยาบาล นักบัญชี นักวิทยาศาสตร์ นักสังคมสงเคราะห์ มนุษย์ศาสตร์ ภาษาศาสตร์ รัฐศาสตร์ คหกรรมศาสตร์ ก็จะมีชุดความรู้พื้นฐานและความรู้ทางวิชาการสำหรับวิชาชีพนั้นทั้งสิ้น ถ้าเป็นแพทย์ พยาบาล วิศวกร หรือแม้แต่คหกรรมศาสตร์ ก็อาจจะต้องมีการฝึกฝนความชำนาญจำเพาะด้านสักหน่อย เพราะเราคงไม่ต้องการศัลยแพทย์ที่มีความรู้ทางวิชาการดีแต่จับมีดผ่าตัดไม่เป็นเลย หรือเราคงไม่ต้องการวิศวกรที่มีความรู้ทางวิชาการดีแต่ออกแบบอะไรมาแล้วใช้การไม่ได้เพราะไม่เคยทำงานกับเครื่องมือเครื่องจักรจริงๆ เลย และแม้กระทั่งเราคงไม่ต้องการนักโภชนาการที่มีผู้ออกแบบอาหารที่มีวิชาการแน่นเปรี้ยะแต่ทำอาหารแล้วกินไม่ลงเป็นต้น

สำหรับวิชาการลงทุนแล้วก็เช่นเดียวกัน ถ้าเราลงทุนเองก็คงจะต้องอาศัยความรู้ทางการเงิน ความรู้ทางธุรกิจ รวมทั้งความชำนาญในสิ่งที่เรากำลังลงทุนนั้น เช่น การลงทุนในธุรกิจบ้าน ที่ดิน ค้าขาย หรือซื้อขายสินทรัพย์ต่างๆ ก็มีชุดความรู้เฉพาะของธุรกิจนั้นๆ และเมื่อมาถึงการลงทุนในหุ้นแล้ว นักลงทุนก็ต้องมีชุดความรู้ต่างๆ ด้วยเช่นกัน

วิชาหุ้น


ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่าสิ่งที่จะเล่าต่อไปนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับการลงทุนเป็นหลัก (ไม่ไม่ใช่เก็งกำไรเป็นหลัก) โดยเป็นการลงทุนผ่าน "หุ้น" นั่นเอง ตลอดเวลานับสิบปีที่ผ่านมาผมพอจะสรุปรวมชุดของความรู้ที่นักลงทุนควรจะมีเพื่อเพิ่มโอกาสที่จะประสบความสำเร็จในขณะที่ลดโอกาสในการขาดทุนหรือเสียหายได้เข้าคร่าวๆ ดังนี้

วิชาแรก วิชาคัทลอส


วิชาคัทลอส หรือการขายหุ้นเพื่อตัดการขาดทุนเรียกได้ว่าเป็นวิชาเพื่อความอยู่รอด ใครทำได้เก่ง ดี เร็ว และถูกต้อง ก็มีโอกาสประสบความสำเร็จในการลงทุนในหุ้นได้มากขึ้น (เนื่องจากเราไม่สามารถควบคุมราคาหุ้นได้เลย จึงต้องมีการตอบสนองที่เหมาะสม) การจะขายตัดขาดทุนได้อย่างมีความสุขนั้นเราจะต้องเข้าใจตัวเอง เข้าใจธรรมชาติของราคาของหุ้นที่เราสนใจลงทุน และมีวินัย สามารถทำใจได้กับการขาดทุนนิดหน่อยว่าเป็นเรื่องธรรมดา ถามว่าทำไมผมถึงยกให้วิชาคัทลอส (ขายตัดขาดทุน) นี้เป็นวิชาแรกในการลงทุน เหตุผลก็คือมันเป็นสิ่งที่นักลงทุนทุกคนควรทำที่สุดในขณะที่ใช้ความรู้น้อยที่สุด ในขณะเดียวกันก็เป็นสิ่งจำเป็นที่สุดอีกด้วย เลยต้องเรียนรู้กันเป็นอย่างแรก และทำให้ได้ก่อนที่จะคิดทำอย่างอื่นนั่นเอง

อ่านเรื่อง วิชาแรกวิชาคัทลอส ได้ที่นี่

วิชาที่สอง วิชาหามูลค่าที่แท้จริงของบริษัทและหุ้น


เพื่อให้เราสามารถหามูลค่าที่แท้จริงของหุ้นได้ วิชานี้เป็นสิ่งจำเป็นและเป็นแกนหลักหนึ่งของการลงทุนแบบเน้นมูลค่าของกิจการ โดยส่วนตัวแล้วผมถือว่าการซื้อหุ้นควรทำในลักษณะเดียวกันกับการซื้อ บ้าน ที่ดิน หรืออสังหาริมทรัพย์คือต้องได้กำไรตั้งแต่ตอนซื้อ ไม่ว่าจะเป็นกำไรในปัจจุบันหรือกำลังในอนาคตที่เรามองเห็นได้ก็ตาม (ต้องมีความรู้ทางการเงิน ทางธุรกิจและการตลาด เข้าใจธุรกิจนั้น และสามารถประเมินแนวโน้มทางการตลาดของธุรกิจนั้นในอนาคตได้)

อ่าน วิชาหามูลค่าที่แท้จริงของกิจการ ที่นี่

วิชาที่สาม วิชาควบคุมต้นทุน


เมื่อเราเห็นว่าราคาหุ้นที่กำลังทำการซื้อขายอยู่นั้นต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริงของบริษัท (โดยมี ส่วนเผื่อเพื่อความปลอดภัย ตามสมควร) และเราก็อาจจะตัดสินใจซื้อหุ้นของบริษัทนั้น (แน่นอนว่าเราว่าจะซื้อหรือไม่ซื้อก็ได้เพราะยังขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่างเช่น เรามีหุ้นที่มีลักษณะเช่นนั้นแล้วหรือไม่  เรามีหุ้นที่อยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกันแล้วหรือเปล่า รวมถึงว่าเรามีเงินเหลือที่จะซื้อมันไหมด้วย) แต่การตัดสินใจซื้อยังไม่นับว่าเป็นการสิ้นสุดกระบวนการ เพราะยังต้องมีวิธีการในการซื้อที่ทำให้ได้ต้นทุนที่ปลอดภัยด้วย (แน่นอนว่าไม่ได้หมายความว่าต้องพยายามซื้อให้ได้ต้นทุนต่ำสุด เนื่องจากความคิดที่พยายามซื้อหุ้นให้ได้ต้นทุนต่ำสุดนั้นเป็นอันตรายด้วยซ้ำไป) การปลอดภัยที่สุดนี้ก็คือมีส่วนเผื่อเผื่อความปลอดภัยสูงที่สุดจนกระทั่งมีส่วนเผื่อเผื่อความปลอดภัยเมื่อเทียบกับ DDM สูงที่สุดด้วย จึงเป็นวิชาส่วนที่สามที่ต้องเรียนรู้

คอยติดตามอ่านเรื่อง วิชาที่สาม วิชาควบคุมต้นทุน (จะทะยอยนำลง และใส่ลิ้งค์ไว้ภายหลังครับ)

วิชาที่สี่ วิชาขายทำกำไร


ข้อนี้นับว่าเป็นเรื่องของศิลปะของการสร้างสมดุลเป็นอย่างมาก เพราะตามหลักการแล้วนักลงทุนเน้นมูลค่าของกิจการควรจะขายหุ้นเมื่อราคาหุ้นในกระดานสูงกว่าที่ตัวเองคำนวณมูลค่าของบริษัทได้  อย่างไรก็ตามยังมีปัจจัยบางอย่างที่ตลาดรับรู้ในขณะที่นักลงทุนมูลค่าของกิจการหรือ VI กลับไม่รู้ด้วย สิ่งที่เกิดขึ้นคืออะไรขายหมูขายไปแล้วราคาคุณก็พุ่งสูงขึ้นต่อไปอีกเนื่องจากมีปัจจัยพื้นฐานที่ดีของธุรกิจนั้นแฝงอยู่ (แน่นอน ถ้า VI ทราบและรวมเอาปัจจัยเหล่านั้นในการคำนวณด้วยก็จะได้ตัวเลขมูลค่าของกิจการใหม่ และไม่ขายหุ้นในราคาต่ำเกินไป) ดังนั้นวิชารักษากำไรจึงเป็นการสร้างสมดุลย์ระหว่างจุดขายรักสาทำไรกับการถือเพื่อติดตามและส่งเสริมกำไรให้สูงขึ้นนั่นเอง)

คอยติดตามอ่านเรื่อง วิชาที่สี่ วิชาขายทำกำไร (จะทะยอยนำลง และใส่ลิ้งค์ไว้ภายหลังครับ)

วิชาที่ห้า วิชาปรัชญาแห่งชีวิต


เป็นปรัชญามากกว่าวิชาการหือความชำนาญ ความเข้าใจถ่องแท้นี้นี้ทำให้เราเข้าใจความเป็นมาเป็นไปของการทำธุรกิจการเจริญเติบโตและการใช้เวลาโต๊ะของธุรกิจในการสะท้อนออกมาเป็นราคาหุ้นที่เราสัมผัสได้ ไม่ว่าอนาคตของธุรกิจกับราคาหุ้นจะมีอะไรที่นำหรือตามกันอย่างไรก็ตาม การจัดพอร์ต ก็อยู่ในส่วนนี้ สัดส่วนที่จะเป็น หุ้นปันผล (ปลอดภัย โตช้า) หุ้นเติบโต (เสี่ยงมากหน่อย) ที่เกิดจากการสร้างสมดุลระหว่างความปลอดภัย ความโลภ และความกลัว และที่ยิ่งไม่น่าเชื่อว่าในการลงทุนในหุ้นนั้นยิ่งเราไม่โลภเท่าไรก็มีโอกาสได้เข้าไปรับประสบความสำเร็จมากขึ้นเท่านั้น

คอยติดตามอ่านเรื่อง วิชาที่ห้า วิชาปรัชญาชีวิต (จะทะยอยนำลง และใส่ลิ้งค์ไว้ภายหลังครับ)

และในโอกาสต่อไปผมก็จะนำแต่ละเรื่องแต่ละวิชาลงทุนในหุ้นมาคุยในรายละเอียดขึ้นให้เพื่อนๆ นักลงทุนได้ฟังและนำไปใช้กันนะครับ ถ้ารู้ เข้าใจ และทำได้ทั้งหมดนี้ ก็น่าจะสามารถประสบความสำเร็จเป็นเซียนหุ้นได้เลยทีเดียวครับ

วันศุกร์ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2559

ประสบการณ์เป็นสิ่งสำคัญ



สิ่งที่สำคัญมากอย่างหนึ่งในการลงทุนคือประสบการณ์ ประสบการณ์คือการที่เราเคยเห็นสิ่งต่างๆ ไม่ว่าจะทำเองหรือเรียนรู้จากคนอื่น ทั้งสำเร็จและผิดพลาด สะสมเป็นสิ่งที่เรารู้จากการเห็นและ/หรือสัมผัส สามารถนำมาใช้งานในการตัดสินใจหรืออื่นๆ ให้เป็นประโยชน์กับตัวเราเองได้ เรียกว่าประสบการณ์ ประสบการณ์จึงกลายเป็น ความรู้บวกสิ่งเคยเห็นและความรู้สึกที่เกิดขึ้น เช่น ตัวเลขต่างๆ ที่เกิดขึ้น การเคยเห็นทำให้รู้ว่า ตัวเลขนี้ มากเกินไป น้อยเกินไป ดีที่สุด เลวที่สุด หรือเป็นไปไม่ได้ (น่าสงสัย) สำคัญต่อการลงทุนมาก ตั้งแต่การเห็นโอกาส ไปจนถึงการเอาตัวรอดจากการถูกหลอก

ความแตกต่าง


ประสบการณ์จะต่างจากความรู้ที่เราสามารถหาได้จากการ อ่าน เรียน ต่างๆ ตามตำรา ทำให้เรารู้ในหลักการ สมการ การคำนวณต่างๆ เรารู้แต่ไม่ได้สัมผัสกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริง ไม่ได้มีอารมณ์ความรู้สึกไปกับสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้น เช่น ในทางวิศวกรรม รู้หลักการแต่ไม่รู้ตัวเลข ก็ออกแบบรถยนต์ เครื่องยนต์ ไม่ได้ ออกแบบวงจรไฟฟ้าไม่ได้ ในทางธุรกิจ การเงิน การลงทุนก็เช่นเดียวกัน เราจะไม่เห็นความผิดปกติ กลเม็ดเหลี่ยมกลโกงที่ซ่อนอยู่ด้วยความรู้เพียงลำพัง ประสบการณ์จึงเป็นส่วนเติมเต็มของหลักการ ให้นำไปใช้ได้จริง ตัดสินใจถูกต้องทั้งที่สำหรับผู้ที่ไม่มีประสบการณ์จะดูขัดกับที่ควรจะเป็น

สิ่งที่ประสบการณ์บอกเรา


นักลงทุนที่มีประสบการณ์ จะเคยเห็นตัวเลขต่างๆ ของธุรกิจหลากหลายในแต่ละช่วงวัยของธุรกิจเหล่านั้น เช่น เห็นว่าธุรกิจที่รุ่งเรืองในวันนี้มีตัวเลขและพฤติกรรมต่างๆ ในอดีตเป็นอย่างไร และในทางกลับกันก็คือเคยเห็นว่าธุรกิจที่ย่ำแย่ในวันนี้เคยมีตัวเลขและพฤติกรรมต่างๆ ในอดีตเป็นอย่างไร พฤติกรรมต่างๆ ที่ว่าก็คือหลักความคิดของผู้นำในองค์กร การดูแลพนักงาน การจัดการด้านการตลาด ความว่องไวในการรับการเปลี่ยนแปลง (reactive) และการคิดเพื่อป้องกันสิ่งต่างๆ ในอนาคต (proactive) สิ่งเหล่านี้ล้วนสำคัญและเป็นประสบการณ์ที่มีประโยชน์ทั้งสิ้น

ประสบการณ์ทำให้เรารู้ตัวเลขของ ยอดขาย , gross margin , net margin , roa , roe , p/e , p/bv , d/e ที่ควรจะเป็นของธุรกิจต่างๆ และจาก growth และ recess (การเติบโตและการถดถอย) จะรู้ว่ามันอยู่ในยามปกติ หรือกำลังจะโต หรือกำลังจะถอดถอย ของสิ่งต่างๆ เหล่านี้ คือรู้เป็นตัวเลข ไม่ใช่เป็นแนวโน้ม นั่นคือประสบการณ์

ตัวอย่างของประสบการณ์


ไหนๆ เราก็พูดถึงประสบการณ์ต่างๆ แล้ว เรามาลองดูตัวเลขที่น่าจะหรือควรจะเป็นในกิจการที่ดีและเติบโตกันสักนิดน่าจะเป็นเรื่องที่ดี และทำให้เพื่อนๆ สามารถนำไปใช้งานได้ เช่น
  • ยอดขาย เพิ่มขึ้นอย่างน้อย 5-7% ต่อเนื่อง และสามารถ "หวัง" ได้ว่าจะมีบางปีที่เพิ่มมากเป็นพิเศษ
  • อัตรากำไรขั้นต้น (Gross Margin) ควรเป็น 30% เป็นอย่างน้อย ยกเว้นของที่เป็นเจ้าตลาด คือป้องกันการเข้ามาของรายใหม่ได้ด้วย
  • ROA ควร 10-15% ขึ้นไป ถ้าสูงกว่านี้ดีแต่ต้องระวังว่ามีอะไรผิดปกติหรือไม่
  • ROE ควรอยู่ในช่วง 15-30% ปกติแล้วถ้า 18% ขึ้นไปถือว่าดี ถ้ายิ่งสูงยิ่งดีแต่ถ้าสูงมากเกิน 40-50% ให้ดูว่าหนี้มากเกินไปหรือไม่ หรือมีอะไรผิดปกติไหม (ได้กำไรพิเศษ ขายสินทรัพย์ ฯลฯ)
  • P/E ถ้าหุ้นปันผลก็ควรต่ำกว่า 10 ถ้าหุ้นเติบโตก็ อย่าให้เกิน 20-25 ถ้าเกินแล้วไม่โตมากจริงจะเริ่มเสี่ยง
  • P/BV ไม่เป็นไร แต่ถ้าต่ำมากๆ ให้สังเกตคุณภาพของสินทรัพย์ (ที่จริงเป็นส่วนของผู้ถือหุ้นหรือ Equity มากกว่า)
  • D/E สำคัญ ไม่ควรเกิน 1 สำหรับกิจการทั่วไป และไม่ควรเกิน 2 สำหรับกิจการที่รายได้แน่นอน ไม่เกิน 3 สำหรับสาธารณูปโภคผูกขาด แต่ก็ไม่สำคัญเท่ากับ payout ratio (ดูข้อต่อไปด้านล่าง)
  • Payout Ratio ว่ามีความสามารถในการใช้ดอกเบี้ยได้กี่เท่า และความสามารถในการทำกำไรว่าจะใช้หนี้ทั้งหมดได้ภายในกี่ปี (ถ้าต่ำกว่า 5 ปีถือว่าใช้ได้ ถ้าต่ำกว่า 3 ปีถือว่าเยี่ยม)
  • ความคิดก้าวหน้าของผู้บริหาร การให้ข่าว และการทำได้จริงตามที่พูด เป็นสิ่งที่สำคัญมาก ถ้าผู้บริหารดี ความคิดก้าวหน้า และทำได้จริง เราย่อมเล็งเห็นและคำนวณสิ่งที่จะเกิดขึ้นได้ง่ายขึ้น และลงทุนได้ง่ายขึ้น

แนวทางเกี่ยวกับความสามารถบริษัทและราคาหุ้น


ถ้าเราดูคร่าวๆ เกี่ยวกับความสามารถในการใช้ทรัพย์สินของบริษัทและราคาหุ้น ตัวเลขที่จะบอกเราได้ดีคือ ผลตอบแทนต่อสินทรัพย์ (ROA) ผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) และราคาหุ้นต่อกำไรสุทธิต่อหุ้น (P/E) ตัวเลขที่เหมาะสมในการเติบโตตามปกติพอจะสรุปได้ดังตารางด้านล่างนี้


ถ้าถามว่า ROA, ROE ที่สูงมากๆ เช่น 30% ขึ้นไปนั้นดีหรือไม่ คำตอบคือน่าจะดีเช่นกัน แต่อาจจะมักตามมาด้วยราคาหุ้นที่ไม่ถูก (ทำไปทำมา P/E เลยสูงมาก) แต่ถ้าไม่พบข้อเสียอื่นและยังมีหุ้นเหล่านั้นหลงหูหลงตานักลงทุนหรือเป็นเพราะอยู่ในสภาวะที่ "กลัว" ทำให้ราคาถูกอยู่ก็น่าสนใจในการลงทุน ในทางตรงกันข้ามถ้าบริษัทมี ROA, ROE ต่ำหรือขาดทุนจนตัวเลขเหล่านี้ติดลบ การลงทุนจะเป็นลักษณะของการคาดการณ์ว่าบริษัทจะพลิกฟื้นขึ้นมาได้ นักลงทุนต้องมีข้อมูลที่ดีและแน่นหนาพอที่จะตัดสินใจลงทุนในบริษัทเหล่านั้นครับ

จากข้อมูลประสบการณ์ที่เป็นตัวเลขเหล่านี้ บวกกับการหามูลค่าที่เหมาะสมของบริษัท/หุ้น เพื่อนๆ ก็ลองดูว่าบริษัทที่สนใจมีลักษณะอย่างไร และสมควรในการลงทุนหรือไม่ ในระยะสั้น กลาง หรือยาวอย่างไรต่อไปนะครับ

วันเสาร์ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

อย่าคาดเดาดัชนี



เพื่อนหลายคนมีกิจกรรมการ... เก็งกำไร (ผมขอเรียกว่าเก็งกำไรก็แล้วกันนะครับ) กับการคาดเดาดัชนี ว่าในปีหน้า เดือนหน้า สัปดาห์หน้า พรุ่งนี้ หรือแม้แต่ บ่ายนี้ หรือเช้าวันรุ่งขึ้น ดัชนีจะขึ้นหรือลง ซึ่งสำหรับผู้ที่มีประสบการณ์ในตลาดหลักทรัพย์จริงๆ แล้ว  อาจจะพอรู้ได้ว่าโอกาสที่จะคาดได้ถูกนั้นไม่ค่อยต่างอะไรกับการโยนเหรียญเท่าไรนัก

การคาดเดาดัชนี


จะว่าไปแล้วการคาดเดาดัชนีก็คือการคาดเดาตลาดนั่นเอง และแปลกที่การเดาว่าดัชนีของตลาดจะขึ้นหรือลงในวันรุ่งขึ้นนั้นมีโอกาสถูกประมาณครึ่งหนึ่งเท่านั้นเอง อย่างน้อยก็โดยส่วนตัวของผม เรียกว่าแค่เดาว่าดัชนีจะ "ขึ้น" หรือ "ลง" ยังยากเลย แม้ในยามที่ดัชนีดูจะมีทิศทางแน่นอน แต่ละวันก็ยังมีการขึ้นๆ ลงๆ อยู่ดี และยิ่งถ้าเป็นช่วงที่ตลาด sideway หรือยังหาทิศทางของตัวเองไม่ถูกด้วยแล้ว โอกาสเดาถูกอาจจะลดเหลือน้อยกว่าครึ่งหนึ่งลงไปอีก

นี่ไม่นับว่า การเดาถูกทางที่วานั้นจะต้องเดา "ขนาด" ของความถูกต้องที่ว่านั้นให้ถูกด้วยนะ

เช่น ถ้าเราเดาว่าดัชนีจะขึ้น (แล้วขึ้น +5) แต่อีกวันหนึ่งเดาว่าจะขึ้นต่อ แต่เดาผิดคือดัชนีลงและผิดมาก คือ -20 แบบนี้ความเสียหายอาจจะมากขึ้นกว่าเดิม เรียกว่านอกจากเดาว่าขึ้นหรือลงแล้ว ยังต้องเดาได้ว่าขึ้นหรือลงเท่าใดให้ถูกต้องอีกด้วย เพื่อใช้ประโยชน์จากการเดาถูกได้เต็มที่เพื่อการเก็งกำไร เพราะถ้าเดาผิด หรือผิดปริมาณด้วย ย่อมเกิดความเสียหายได้มาก เรียกว่ายากเอาการเลยทีเดียว

สรุปง่ายๆ คือไม่ว่าเราจะเดาถูกหรือผิด เดิมพันที่วางในการเดาแต่ละครั้งมักจะวนเวียนทำให้เราขาดทุนได้เสมอในที่สุด

การคาดการบริษัท


อยากจะบอกว่า แทนที่เราจะนั่งคาดการณ์ดัชนี ที่ดูแล้วเหมือนจะง่ายเพราะอิงกับเศรษฐกิจต่างๆ แต่ความเป็นจริงกลับไม่เป็นเช่นนั้นนัก ในทางตรงกันข้ามกับการคาดการดัชนี แต่เรามาคาดการณ์ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนต่างๆ แทน ดูจะง่ายกว่าด้วยซ้ำ และถ้าผสมกับราคาหุ้นที่จะขึ้นหรือลงในกรอบเวลาที่กว้างขึ้น ดูจะง่ายยิ่งขึ้นไปอีกด้วย  โดยส่วนตัวแล้วผมมักคาดได้ถูกต้องมากกว่า 75% และที่สำคัญคือแม้จะผิดก็ไม่ผิดจนเกิดความเสียหายมากนัก (และผมก็เชื่อว่าเพื่อนๆ นักลงทุนหลายท่านสามารถฝึกที่จะคาดการณ์ผลประกอบการของบริษัทได้ดีด้วยเช่นกัน) ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น

อาจจะเป็นเพราะเรามักสนใจคาดการณ์เฉพาะบริษัทที่เราคาดได้ คือได้ศึกษามาดีแล้ว รู้จักบริษัทนั้นดี (และนำไปใช้งานในการลงทุน) ส่วนที่เราไม่รู้เราก็ปล่อยไป ไม่สนใจนนำไปใช้งานอะไร เมื่อเราหัดทำเช่นนี้ซ้ำๆ โอกาสสำเร็จในการลงทุนมักจะสูงกว่า (แต่อาจจะต้องรอนานกว่าจะสะท้อนออกมาในราคาหุ้น ไม่เหมือนกับการเปลี่ยนแปลงของดัชนีที่ขึ้นลงทุกวัน เป็นการแลกเปลี่ยนครับ)

สรุป

ในระยะยาวแล้ว
คนพยายามเดาดัชนีและพยายามหาประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงดัชนีในแต่ละวันจึงมักเป็นผู้แพ้
คนที่เข้าใจธุรกิจ และเข้าใจการสะท้อนกลับมาถึงราคาหุ้น (ว่าจะกลับมาหรือไม่และควรเป็นจำนวนเท่าไร - ส่วนเมื่อไรนั้นไม่มีใครบอกได้) จึงมักชนะในระยะยาวนั่นเอง

วันเสาร์ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

รายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการลงทุน

 

วัตถุประสงค์หลักของธุรกิจนอกจากตั้งขึ้นมาเพื่อผลิตสินค้าหรือให้บริการลูกค้า มุมต่างๆแล้วการทำกำไรก็เป็นวัตถุประสงค์หลักที่สำคัญทางธุรกิจด้วย และเมื่อมีการทำกำไรก็ย่อมมีหน้าที่ที่จะต้องจ่ายภาษีตามมาแน่นอนว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้องสมควรแล้ว
กำไรที่ธุรกิจจะต้องนำมาคำนวณภาษี ก็คือรายได้ลบรายจ่ายของธุรกิจนั้น อย่างไรก็ตามในการทำธุรกิจกลเม็ดหนึ่งที่สามารถช่วยทำให้ธุรกิจมีกำไรสุทธิสูงขึ้นได้ก็คือการวางแผนทางภาษี (ตรงจุดนี้ต้องเข้าใจให้ถูกต้องว่าการวางแผนทางภาษีเป็นสิ่งที่สามารถทำได้โดยเปิดเผยและถูกกฎหมายทุกประการซึ่งแตกต่างจากการเลี่ยงภาษีมากมาย)

คำสงสัยจากนักลงทุน


เมื่อพูดถึงเรื่องภาษีซึ่งคำนวณจากกำไรก่อนหักภาษีก็มีคำถามจากเพื่อนนักลงทุนรุ่นน้องว่า หากเป็นเช่นนั้นแล้วบริษัทจะสามารถนำเงินส่วนหนึ่งไปซื้อสินทรัพย์ เช่น หุ้นของบริษัทอื่น ที่ดินเปล่า หรืออาคารต่างๆ มีผลทำให้เงินกำไรส่วนที่เหลือน้อยลงเพื่อจะได้จ่ายภาษีน้อยลงได้หรือไม่ ฟังดูเผินๆ ก็เป็นเรื่องที่น่าคิดว่าควรจะทำได้หรือไม่ เพราะเงินไปซื้อสิ่งต่างๆ ก็นำไปใช้ตามนั้นจริงๆ ไม่ได้หายไปไหน ของที่ซื้อก็ยังอยู่มาเป็นสินทรัพย์ของบริษัท แล้วมันอย่างไรกันแน่

รายจ่ายที่ไม่สามารถคิดเป็นค่าใช้จ่ายได้


เมื่อคิดอีกด้านหนึ่ง ถ้าการทำเช่นนั้นสามารถคิดเป็นค่าใช้จ่ายในการคำนวณกำไรก่อนหักภาษีได้แล้วล่ะก็ ทุกบริษัทหรือทุกธุรกิจก็คงเลือกที่จะทำเช่นนั้นกันทั้งหมด อย่างไรก็ตามเรื่องนี้ มีการระบุไว้ชัดเจนว่า "รายจ่ายต้องห้ามที่ไม่สามารถถูกนำมาหักเป็นค่าใช้จ่ายได้"

มีรายจ่ายที่ไม่สามารถถูกนำมาหักเป็นค่าใช้จ่ายได้หลายอย่างมาก เพื่อป้องกันการเลี่ยงภาษีของบริษัทต่างๆ รายจ่ายเหล่านี้เช่น รายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการลงทุน ตามมาตรา 65 ตรี (5) แห่งประมวลรัษฎากร จะนำมาหักเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิไม่ได้1 รายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการลงทุน เป็นรายจ่ายที่กิจการจ่ายไปเพื่อให้ได้มาซึ่งทรัพย์สินหรือประโยชน์ตอบแทนเป็นการถาวรต่อกิจการไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม ซึ่งให้ประโยชน์แก่กิจการเป็นระยะเวลานานเกินกว่าหนึ่งรอบระยะเวลาบัญชี ดังนั้น
  1. รายจ่ายที่ทำให้กิจการได้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน เช่น การนำเงินไปซื้อที่ดินทิ้งเอาไว้  การซื้อหุ้นของบริษัทอื่น
  2. รายจ่ายใดทำให้กิจการได้รับประโยชน์เกินหนึ่งรอบระยะเวลาบัญชี เช่นการต่อเติมอาคารโดยไม่ใช่การซ่อมแซมตามปกติ
พวกนี้ไม่สามารถคิดเป็นค่าใช้จ่ายที่จะทำให้กำไรก่อนคำนวณภาษีลดน้อยลงได้ (แต่ถ้าเป็นการซ่อมแซมให้อยู่ในสภาพเดิม จะถือว่าเป็นรายจ่ายปกติในธุรกิจ)

ดังนั้น บริษัทที่ดีจะต้องวางแผนเหล่านี้ให้ดี เพราะถึงแม้การซื้อเครื่องจักรเพื่อใช้งานนานหลายปีจะไม่สามารถคิดเป็นค่าใช้จ่ายเพื่อทำให้ภาษีลดลงได้ แต่ขณะที่ใช้งานเครื่องจักรไปก็มี ค่าเสื่อมราคา ที่สามารถนำมาคิดเป็นค่าใช้จ่ายเพื่อลดภาษีได้ ดังนั้นถ้าเรายอมให้มีการนำเงินลงทุนในการซื้อเครื่องจักรครั้งแรกไปคำนวณเป็นค่าใช้จ่ายแล้วยังนำค่าเสื่อมราคามาเป็นค่าใช้จ่ายอีกก็จะเป็นการคิดซ้ำซ้อนและไม่ยุติธรรมต่อการคิดภาษีนั่นเอง

1 ขอให้เพื่อนนักลงทุนตรวจสอบในประมวลรัษฎากรฉบับปัจจุบันเพื่อความแม่นยำอีกครั้งหนึ่ง

วันอังคารที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

มือเก่าหัดขับพาเที่ยวเวียดนาม



หลายคนอาจจะมองว่าการท่องเที่ยวเป็นสิ่งไร้สาระ เป็นสิ่งเสียเวลา แต่สำหรับหลายคนอาจจะมองตรงกันข้ามคือถือว่าการท่องเที่ยวไม่ใช่มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อการบันเทิงเท่านั้น (จะว่าไป เหนื่อยนะครับ ถ้าอยากสบายนอนอยู่บ้านดีกว่าเป็นไหนๆ) แต่เป็นทั้งการเปิดโลกทัศน์ให้กว้างขึ้น ซึ่งสำหรับผู้ที่ต้องการทำธุรกิจ ลงทุนต่างๆ ถือว่าเป็นสิ่งจำเป็นเลยทีเดียวก็ว่าได้ หลายปีจากนี้โดยส่วนตัวแล้วตั้งใจจะเดินทางไปรอบๆ ประเทศไทยให้ครบ ก่อนที่จะไปไกลขึ้นในวันข้างหน้า และช่วงวันหยุดติดต่อกันหลายวันที่ผ่านมานี้ผมก็ถือโอกาสตั้งก๊วนชักชวนเพื่อนเดินทางไปยังประเทศเวียดนามที่อยู่ใกล้กับประเทศไทย มีเพียงประเทศลาวและกัมพูชาขวางกั้นเอาไว้เท่านั้นเอง (ใกล้เนอะ)

ออกเดินทาง


หลังจากแพ็คกระเป๋าเสร็จสรรพด้วยความรวดเร็วตามประสาผู้ชายแท้ (พอเดาออกนะครับ ขาดๆ เกินๆ ไปตามเรื่อง) เราก็ออกเดินทางด้วยสายการบิน ไทยแอร์เอเชีย จากท่าอากาศยานดอนเมือง ก่อนออกก็มีความตื่นเต้นเล็กน้อยเพราะขณะที่เครื่องกำลังหันหัวเข้าทางวิ่ง พนักงานต้อนรับก็ประกาศว่าเครื่องบินมีปัญหานิดหน่อยต้องใช้เวลาแก้ไขราว 10 นาที หลังจากนั้นก็มีช่างเครื่องวิ่งขึ้นลงในห้องนักบิน ก็พยายามไม่คิดจินตนาการอะไรมากไปกว่าว่าคงจะเป็นฟิวส์หรือหลอดไฟดวงไหนสักดวงหนึ่งขาดไปมากกว่า ซึ่งในที่สุดเราก็สามารถออกเดินทางได้ อากาศขณะเดินทางดีทีเดียว เรารับประทานอาหารที่เราสั่งจองกับสายการบินเอาไว้ รับประทานเสร็จก็เกือบถึงเวลาลดเพดานบินลงจอดที่สนามบินนอยไบ กรุงฮานอย ซึ่งเป็นเมืองใหญ่ที่สุดทางตอนเหนือของเวียดนาม สนามบินนี้เป็นสนามบินใหม่ ทันสมัย ลักษณะทั่วไปคล้ายสนามบินเชียงใหม่แต่คึกคักน้อยกว่า ซึ่งคำว่า "ฮานอย" หมายถึงเมืองที่มีน้ำมาก น้ำท่าอุดมสมบูรณ์ ที่ดูแล้วก็น่าจะยังคงเป็นแบบนั้นอยู่ สรุปว่าการเดินทางกับไทยแอร์เอเชียราบรื่นเป็นปกติครบถ้วนเลยทีเดียว

ผู้นำทาง


การเดินทางครั้งนี้เราได้ผู้นำทางให้กับคณะของเราที่มีไม่กี่คน เรียกว่าเป็นกลุ่มวีไอพีเลยทีเดียว มีรถตู้ขนาด 16 ที่นั่งเป็นพาหนะตลอดการเดินทาง (ถ้าไม่นับรถไฟตู้นอน) โดยคณะเดินทางมีเพียง 4 คนเท่านั้น เรียกว่านอน เหยียดยาวในรถตู้ได้เลย ไกด์ชื่อ "ตู๋" และมีชื่อภาษาไทยว่า "เป็ด" สามารถพูดภาษาไทยได้อย่างคล่องแคล่ว (มาเรียนภาษาไทยที่ประเทศไทยอยู่นานก่อนจะเป็นผู้นำทางอาชีพ) ก็ได้ความรู้จากชาวเวียดนามจริงๆ และด้วยความที่คณะมีเพียง 4 คนทำให้การสอบถามเรื่องราวต่างๆ ทำได้ละเอียดมาก

พื้นที่และประชากร


เวียดนามพื้นที่ 331,221 ตร.กม. (ไทย 514,000) มีประชากร 90 ล้านคน พื้นที่ประมาณ 10,000 ตร.กม. ใช้ในการปลูกข้าว รัฐบาลมีนโยบายให้มีลูกไม่เกิน 2 คน ถ้าใครทำงานราชการแต่มีลูกเกิน 2 คนอาจจะถูกลงโทษ (เช่น เสียผลประโยชน์) บางประการได้ ชาวเวียดนามส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธนิกายมหายาน

การปกครอง

ธงชาติเวียดนาม


ที่ดินส่วนมากเป็นของ รัฐบาลที่ปกครองด้วยระบอบคอมมิวนิสต์ เวียดนามมีพรรคการเมืองเพียงพรรคเดียว มีการเลือกตั้ง แต่ฟังดูก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าจะเลือกอะไรเพราะไม่สามารถมีพรรคการเมืองอื่นมาต่อสู้ได้ ประชาชนต้องเช่าที่ดินเพื่อทำกินจาก รบ. ได้เพียงคนละ 360 ตรม. (ไม่ใช่ตารางวา คือไม่ถึง 100 ตารางวาที่มี 400 ตรม.) ที่อยู่อาศัยซื้อได้ แต่ที่นาต้องเช่า ที่นาเขียวขจีที่เราเห็นเป็นผืนใหญ่เพราะเป็นคนครอบครัวเดียวกัน ก็รวมกันเช่าเป็นผืนใหญ่ (คิดแง่มุมนี้แล้วชาวนาบ้านเราที่เป็นเจ้าของที่ดินเองรวยกว่ามากเลยจริงๆ นะ) ขณะที่มองดูท้องทุ่งนาก็มองเห็นสุสานกระจัดกระจายอยู่ทั่วไป มีลักษณะเหมือนฮวงซุ้ย จากการสอบถามผู้นำทางก็ได้ทราบว่าชาวเวียดนามนิยมฝังศพไว้ในที่ดินของตัวเอง และเนื่องจากมีประเพณีที่ได้รับอิทธิพลมาจากจีน เราจึงมักเห็นฮวงซุ้ยอยู่กระจายทั่วไปในท้องนาต่างๆ นั่นเอง

เวียดนามแบ่งออกเป็นสามภาค เหนือ กลาง และภาคใต้
  • ภาคเหนือมีน้ำท่าอุดมสมบูรณ์ (กรุงฮานอย ก็อยู่ชิดติดเหนือบนสุดของเวียดนาม) สามารถทำนาได้ปีละ 4 ครั้ง เพราะมีแม่น้ำแดงไหลผ่านลงมาจากประเทศจีน (เป็นเขตแดนกั้นสองประเทศออกจากกันด้วย) ข้าวที่ปลูกได้ในภาคเหนือใช้กินในประเทศ
  • ภาคกลางแห้งแล้งที่สุดทำนาได้ปีละเพียงหนึ่งครั้ง คนเวียดนามที่เป็นคนภาคกลางส่วนมากจะเดินทางไปทำงานต่างถิ่นหรือต่างประเทศเพราะไม่สามารถทำการเกษตรได้ผล พื้นที่ในภาคกลางของเวียดนามที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งก็ดูจะเป็นเมืองดานัง ที่เป็นเมืองท่าสำคัญของเวียดนามกลางตอนใต้ ตั้งอยู่ริมชายฝั่งทะเลจีนใต้ โดยในช่วงของสงครามเวียดนาม อเมริกาได้ใช้เมืองดานังเป็นฐานทัพอากาศในการโจมตีเวียดนามเหนือด้วย
  • ภาคใต้อุดมสมบูรณ์ที่สุดเพราะมีแม่น้ำสายเล็กสายน้อย (9 สาย) สามารถทำนาได้ปีละ 4 ครั้งเช่นกัน ข้าวที่ได้จากภาคใต้ของเวียดนามมีรสชาติอร่อยที่สุดและมักใช้เพื่อการส่งออก จะมีขายในประเทศเหมือนกันแต่จะราคาแพงกว่าข้าวจากภาคเหนือ

เศรษฐกิจ

 
Per Capita Income (รายได้ต่อหัวของประชากร)
 


ที่ดินสำหรับอยู่อาศัยในเมืองราคาสูงมาก เช่น ในเมืองฮานอยตารางเมตร (ย้ำ ตารางเมตร) ละ 1 ล้านบาท  เราจึงเห็นบ้านที่นี่มีรูปทรงสูงหลายชั้นขึ้นไปบนอากาศ อาจจะเป็นสาเหตุให้สาวๆ เวียดนามรูปร่างดีก็ได้นะครับ เพราะเดินขึ้นๆ ลงๆ ที่บ้านวันละหลายรอบ บรรดาโรงงานก็อาศัยการเช่าที่จากรัฐบาล เวียดนามมีรายได้ขั้นต่ำราว 170 บาท/วัน เราเห็นห้าง BigC อยู่หลายห้างเหมือนกันในกรุงฮานอยและรอบๆ เมือง และผู้นำทางของเรายังบอกว่ามีห้าง Makro อยู่ด้วยเช่นกัน จากการสอบถามเรื่องการลงทุน ในปัจจุบันมีชาวไต้หวันมาลงทุนมากที่สุด รองลงมาคือเกาหลี (โรงงานผลิตโทรศัพท์มือถือใหญ่ก็อยู่ที่เวียดนาม) และญี่ปุ่น มีโรงงานประกอบรถยนต์เช่น โตโยต้า ฮอนด้า (สำหรับฮอนด้านี้เห็นตัวโรงงานด้วย) รถที่นิยมก็รถญี่ปุ่น และทั้งรถจักรยานยนต์และรถยนต์มีราคา (เป็นเงินบาท) สูงกว่าไทยราวหนึ่งเท่าตัว

ถนนในเมืองจำกัดความเร็วเพียง 30-50 กม./ชม. ถ้าเป็นนอกเมืองก็ราว 60-80 กม./ชม. นานๆ ทีจะเจอถนนที่มี speed limit 100 กม./ชม. คนเวียดนามขับรถได้น่าตื่นตาตื่นใจมาก คือมีระเบียบ (เคารพกฏจราจร) ในความไม่มีระเบียบ คือขับพัวพันกันไปหมด แต่มีข้อดีคือการยอมให้กันและกันและใช้ความเร็วต่ำ แม้จะดูสับสนแต่อุบัติเหตุก็เกิดน้อยและน่าแปลกใจว่ารถยนต์ส่วนใหญ่ (หรือแทบทุกคนที่เราเห็นก็ว่าได้) แทบจะไม่มีรอยขูดขีด หรือรอยชนให้เห็นเลย

ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม


ประวัติศาสตร์ชาติของเวียดนามนั้นยาวนานมาก แรกเริ่มถูกปกครองโดยจีนมานับพันปี ทำให้เราเห็นประเพณีจีนปนอยู่ไม่น้อย (เช่น มีสีมงคลเป็น แดง เหลือง ขาว น้ำเงิน มีฮวงซุ้ย เป็นต้น) และมีการนับถือลัทธิขงจื้อในแบบของจีน ในช่วงที่ถูกปกครองโดยฝรั่งเศสก็ถูกครอบงำด้วยวัฒนธรรมตะวันตก แต่สุดท้ายแล้วมีการรวมชาติโดยผู้นำ (โฮจิมินห์) ที่เรียกร้องการต่อสู้กับทั้งฝรั่งเศสและอเมริกา จนสามารถเอาชนะและขับไล่ฝรั่งเศสออกไป และประกาศเอกราชอย่างเป็นทางการ ฝรั่งเศสยอมลงนามในสัญญาเจนีวาให้เวียดนามเป็นชาติอิสระในปี พ.ศ. 2497 หลังจากที่ฝรั่งเศสพ่ายแพ้ในยุทธการที่เดียนเบียนฟู

ต่อมาในปี พ.ศ. 2502 เกิดสงครามเวียดนาม สหรัฐอเมริกาและชาติพันธมิตรอื่นเข้าร่วมสงคราม โฮจิมินห์ซึ่งอยู่ในวัยชราที่แม้จะได้รับการนับถืออย่างสูงสุดอยู่ก็ตามได้ประกาศว่าต้องการลดบทบาททางการเมืองลงและเสียชีวิตลงในปี พ.ศ. 2512 ทำให้ไม่ได้อยู่ชื่นชมผลการรบที่สุดท้ายแล้วเวียดนามเหนือเป็นฝ่ายชนะในปี พ.ศ. 2518 และรวมเวียดนามเหนือ-ใต้เป็นประเทศเดียวและทำให้เวียดนามจึงมีระบอบการปกครองแบบคอมมิวนิสต์สืบต่อมา ปัจจุบันร่างของโฮจิมินห์ถูกบรรจุในโลงแก้วเพื่อให้อนุชนรุ่นหลังได้เคารพที่จตุรัสบาดิงห์กรุงฮานอย

ไปล่องเรือที่นิงห์บิงห์


ล่องเรือลอดถ้ำที่เมืองนิงห์บิงห์


ล่องเรือ-พายเรือด้วยเท้า


หลังจากลงที่สนามบินนอยไบ เราขึ้นรถตู้เดินทางไปที่เมือง นิงห์บิงห์ (ชาวเวียดนามออกเสียงว่า "นิงบิ่ง") เพื่อล่องเรือชมถ้ำที่ฮาลองบก เดินดูตลาดที่เมืองนิงห์บิงห์ซึ่งอาจจะบ้านนอกสักนิด แต่โอเคเลย จะสังเกตได้ว่าการล่องเรือชมถ้ำที่นี่จะนั่งกันลำละ 2-4 คน แต่ถ้าพายแบบสบายก็ลำละ 2 คนก็พอ คนที่พายก็เป็นชาวบ้านที่มีงานประจำคือทำนา ดังนั้นการพายเรือพานักท่องเที่ยวชมถ้ำจึงเป็นงานอดิเรก เราก็ให้ทิปกันไปคนละ 50-100 บาทไทยแล้วแต่ความประทับใจ และถ้าสังเกตให้ดีจะสามารถใช้ทั้งมือหรือเท้าพายเรือก็ได้ แบบนี้จะบอกว่ามือไม่พายเอาเท้าราน้ำไม่ได้แล้วนะ เพราะมือไม่พายแต่เท้าพายได้เห็นๆ เลยล่ะ หลังจากชมวิวเสร็จก็พายกลับมาขึ้นฝั่งก่อนโดดขึ้นรถขยับมาทานอาหารกลางวันพร้อมแวะซื้อของนิดหน่อยในตลาดเมืองนิงห์บิงห์

ตลาดเมืองนิงห์บิงห์ มีร้านค้าชาวบ้านแบบง่ายๆ ประปรายให้ซื้อเสื้อผ้า ของใช้ต่างๆ


ทานข้าวกันเสร็จ ก็เดินดูของเล็กๆ น้อยๆ ขอเล่าให้ฟังสักนิดว่า ร้านค้าต่างๆ จะรับเงินดองเป็นหลัก แต่หลายร้านโดยเฉพาะตามแหล่งท่องเที่ยวจะไม่รังเกียจทั้งดอลล่าร์สหรัฐอเมริกาและเงินไทย ส่วนเงินทอนนั้นถ้าให้เป็นสกุลอื่นที่ไม่ใช่เงินดองก็ทอนกันตามแต่จะสนทนากันได้ นั่นคือ ดอง ไทย ดอลล่าร์ หรือแม้แต่ผสมกันก็มี ดังนั้นใครจะไปก็คิดเลขเก่งๆ ก็จะสนุกขึ้นเชียว (เท่าที่พบ ไม่มีพ่อค้า-แม่ค้า โกงการแลกเปลี่ยนหรือทอนเงินแต่อย่างใดนะครับ)

ชมละครหุ่นกระบอกน้ำ (Water puppet)


การแสดงหุ่นกระบอกน้ำที่โรงละคาร เมืองฮานอย


หลังจากเหงื่อไหลไคลย้อยคอสมควรจากการล่องเรือชมถ้ำที่เมืองนิงห์บิงห์ เราก็กลับมายังฮานอยในตอนบ่ายแก่เพื่อรอชมหุ่นกระบอกน้ำ (Water puppet) เป็นการแสดงชักหุ่นกระบอกประกอบการบรรเลงดนตรีสดโดยนักดนตรีที่ใช้เครื่องดนตรีโบราณพื้นบ้านของเวียดนาม การแสดงหุ่นกระบอกน้ำเป็นการละเล่นพื้นบ้านโบราณของชาวเวียดนาม มีถิ่นกำเนิดบริเวณสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง หุ่นจะถูกชักอยู่บนผิวน้ำผ่านท่อนไม้ที่จมอยู่ในน้ำ (ผู้ชมมองไม่เห็น) การแสดงแบ่งเป็นชุดๆ โดยแต่ละชุดเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับวิถีชีวิต การทำมาหากิน ศิลปการละเล่นพื้นบ้านของชาวเวียดนาม (เรื่องราวของ จักรพรรดิเล เหล่ย แห่งราชวงศ์เล ที่คืนดาบให้กับเจ้ามังกรก็เป็นชุดหนึ่งในการแสดงนี้ด้วย)

ไป อ.ซาปา จ.เลากาย

หมู่บ้าน ก๊าจก๊าจ วิวสวย ของช้อปปิ้งเยอะ ราคาไม่แพง


หลังจากที่เราพักผ่อน กินข้าวเย็นเรียบร้อย ก็มานั่งกินกาแฟหน้าสถานีรถไฟเพื่อนั่งรถไฟไป จ.เลากาย ห่างจากกรุงฮานอย 400 กม. ที่จริงจะเรียกว่านั่งก็ไม่ถูกเพราะเรานอนกันไป รถไฟออก 22.00 น. ไปถึง จ.เลากาย เวลา 06:00 น. เพื่อไป หมู่บ้านก้าจก้าจ (ชื่อตัวอักษรเวียดนามเขียนด้วยอักษรโรมันว่า Cat Cat) ไปดูวิถีชีวิตของชาวบ้านใน อ. ซาปา และยังมีน้ำตก เตียนซา ให้เราดูอีกด้วย อ.ซาปา สูงจากระดับน้ำทะเล 2,000 เมตร ในช่วงตรุษจีนจะเต็มไปด้วยดอกท้อ และมีหิมะตกบางปีในหน้าหนาว ซาปาเริ่มเป็นที่สนใจในการท่องเที่ยวของคนไทยราว 4-5 ปีที่ผ่านมา วิวที่น่าสนใจคือ นาขั้นบันได สิ่งก่อสร้างในเมืองซาปาอาจจะมีกลิ่นไอของฝรั่งเศสอยู่ เนื่องจากเคยใช้เป็นที่พักผ่อนของชาวฝรั่งเศสมาก่อน นอกจากวิวขั้นบันไดแล้วก็ยังมีน้ำตกสวยๆ ให้ดูด้วย โดยแบ่งเป็นน้ำตกเล็กน้ำตกน้อยอีก แถมด้วยเขื่อนเล็กๆ ที่ทำหน้าที่ชะลอน้ำอีกด้วย

น้ำตกซิลเวอร์

 
น้ำตกซิลเวอร์ - มือเก่าหัดขับ
 

เรายังอยู่ที่อำเภอซาปา กัน ในช่วงบ่ายเราเดิน (ที่จริงต้องเรียกว่าปีนมากกว่า) ไต่ขึ้นบนเขาเพื่อชมน้ำตกซิลเวอร์ ขาขึ้น 300 เมตรและลงอีก 300 เมตร เรียกว่าขาลงนี้แทบจะไหลลงมาเลยทีเดียวครับ ช่วงกลางคืนเราเข้าที่พักที่โรงแรม Holiday Sapa ที่มีวิวติดภูเขาสวยงาม ตอนค่ำก็เดินลงมาชมตลาดที่เป็นถนนคนเดิน ผู้คนมากมายดูคึกคักสนุกสนาน มีทั้งนักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างชาติเต็มไปหมดจนลืมว่านี่เป็นประเทศสังคมนิยมที่ปกครองโดยพรรคคอมมิวนิสต์ ขากลับห้องก็ซื้อขนมและเครื่องดื่มของเวียดนามกลับเข้าที่พักเพื่อชิมก่อนนอนสักหน่อย

วิวริมทาง ก๊าจก๊าจ-ซาปา


ไปดูดอกไม้บนหนูยห่ามสย่ม (เราหอบแฮ่ก แต่ชาวพื้นเมือง แบกไม้ไผ่ฟ่อนใหญ่แซงเราไปเฉยเลย)


เช้าขึ้นมาหลังทานข้าวเสร็จ นึกว่าจะรอดจากการปีนเขา ปรากฏว่า "คุณเป็ด" ที่เป็นผู้นำทางของเรายังมีกำหนดการให้เราเดินขึ้นเขาไปชมสวนดอกไม้ อยู่บนยอดเนินที่เรียกว่า หนูยห่ามสย่ม (หนูย-ภูเขา ห่าม-ปาก สย่ม-มังกร) ข้างบนมีสวนดอกไม้สวยงามและมีรูปปั้นของ 12 นักษัตรตามราศีต่างๆ แต่น่าสนใจตรงที่ถ้าเป็น ปีชวดก็เป็นรูปปั้นมิกกี้เม้าส์กันเลยทีเดียว

หมู่บ้านตาวาน

 
นาขั้นบันไดของหมู่บ้านตาวาน


หมู่บ้านตาวาน


เป็ดฝูงนี้มาต้อนรับ เลยเป็นห่วงถามไปว่าเป็นเป็ดไข่หรือเป็ดเนื้อ
ถ้าเป็นเป็ดไข่ก็อยู่เห็นกันนานหน่อย ถ้าเป็นเป็ดเนื้อคงอยู่ไม่นาน


สาวน้อยแห่งหมู่บ้านตาวาน


เดินลงมาจากหนูยห่ามสย่ม นั่งกินน้ำพักผ่อนเสร็จก็เดินทางไปหมู่บ้านตาวาน (คนเวียดนามออกเสียงว่า ต๋าวาน และคนไทยอาจจะเรียกเพี้ยนเป็นหมู่บ้านตาหวานเอาง่ายๆ) เพื่อดูนาขั้นบันไดกันให้ชัดๆ อีกที รถตู้ส่วนตัวของเราพามาส่งที่หมู่บ้าน อาจจะเพราะเรา (และทุกคนอื่นๆ ที่มาเยือนหมู่บ้านนี้) ถือเป็นแขกวีไอพีของที่นี่ จึงมีเด็กๆ ที่มีลักษณะเหมือนชาวเขา (ที่จริงก็ไม่เหมือนหรอกครับ แต่ว่าใช่เลยมากกว่า เนื่องจากพื้นที่ห่างไกลของเวียดนามนั้นก็ประกอบด้วยชาวเผ่าจำนวนหลายเผ่า) จำนวนมากมาห้อมล้อมพร้อมเสนอของสวยๆ งามๆ ให้นำติดตัวกลับไปด้วย ถ้าเราไม่สนใจก็ไม่เป็นไรในขณะที่ได้ยินนักท่องเที่ยวตะวันตกบางคนบอกเป็นภาษาอังกฤษว่า ซื้อจนไม่มีเงินแล้วล่ะแล้วก็หัวเราะ ก็ไม่แน่ใจว่าเด็กๆ จะเข้าใจหรือเปล่าเหมือนกัน เราเดินรอบๆ หมู่บ้านตาวานซึ่งมีระยะทางประมาณ 1 กิโลเมตร วิวทิวทัศน์ที่หมู่บ้านนี้สวยงาม สดชื่นเต็มไปด้วยทุ่งนาข้าว แปลงผัก เป็ด เล้าสุกร (ตรงนี้กลิ่นหอมหน่อย) บ้าง เรียกว่าแทบจะอยู่ได้ด้วยตัวเองเลย เราสอบถามผู้นำทางได้ความว่าข้าวทีปลูกมีไว้กินเอง ไม่ได้ขาย เมื่อเราถามว่าแล้วชาวบ้านมีรายได้ที่เป็นตัวเงินจากไหน ก็ทราบว่าจากการรับจ้างทำงานอื่น หรือการขับรถมอเตอร์ไซค์รับจ้างให้กับนักท่องเที่ยว หรือค้าขายอย่างอื่นนั่นเอง

เฉียดดินแดนจีน

ชายแดนเวียดนาม-จีน มีแน่น้ำแดงเป็นแนวเขตแดน มีสะพานข้ามไปฝั่งจีนได้ อีกฝั่งเป็นประเทศจีน
 
แวะไหว้พระ ขอพรสักหน่อย แถวริมชายแดนนั่นเอง
 

หลังจากที่เราเดินทางออกจากอำเภอซาปา กลับมายังตัวเมืองในจังหวัดเลากาย มีเวลาเหลือนิดหน่อยเราจึงเดินทางต่อขึ้นไปยังริมแม่น้ำแดงซึ่งเป็นเขตแดนกั้นระหว่าง อ.เมือง จ.เลากาย ของเวียดนามและอำเภอเหอโข่ว (Hekou) เขตหงเหอ (Honghe) ของประเทศจีน เราเดินเล่น ถ่ายรูปเป็นที่ระลึก ไหว้พระในวัดเล็กๆ ที่อยู่ริมแม่น้ำและเกือบติดสะพานข้ามไปฝั่งประเทศจีน จากนั้นก็ขึ้นรถมายังร้านอาหารที่อยู่บริเวณหน้าสถานีรถไฟของเมือง เลากาย เพื่อรอขึ้นรถไฟตู้นอนเดินทางกลับกรุงฮานอยในเวลา 21:00 น.

เที่ยวต่อในฮานอย


เวลา 05:15น. รถไฟหน้าตาไม่ทันสมัยเท่าไรนักก็พาเราเดินทางผ่านระยะทางประมาณ 400 กม. มาถึงกรุงฮานอยอย่างปลอดภัย เราขึ้นรถตู้ส่วนตัวมายังโรงแรม Sunny ซึ่งเราเช่าโรงแรมแบบใช้งานกลางวันหรือ day use ชั่วคราวเท่านั้นเพราะไม่ได้นอนที่นี่โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อล้างหน้า อาบน้ำ เปลี่ยนเสื้อผ้า ทำธุระส่วนต้ว ก่อนจะเดินทางต่อไปเท่านั้น

วิหารวรรณกรรม Văn Miếu (Temple of Literature)

ทางเดินเข้าวิหารวรรณกรรม ร่มรื่นมากเต็มไปด้วยต้นไม้ แม้แดดจะแรงไปสักนิดก็ตามที
 
รูปปั้นเต่าที่เชื่อกันว่าเมื่อจับหัวแล้วจะขอพรให้สอบได้ หัวเลยมันแผล็บแบบที่เห็นนี่ล่ะ
 
แท่นไหว้ท่านขงจื๊อ
 
ถือว่าเป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกของเวียดนามก็ว่าได้ เป็นสถานที่ใช้สอบจอหงวนของประเทศในอดีต ภายในมีรูปปั้นขงจื๊อที่เป็นลัทธิที่ชาวเวียดนามรับถือมาก่อน (รับวัฒนธรรมมาจากจีน) ขงจื้อให้หลักการของสิ่งของในโลกนี้มี 5 ประเภทคือ ดิน น้ำ ลม ไฟ และโลหะ ในวิหารวรรณกรรมก็เป็นที่เก็บรูปปั้นของอธิบดีการศึกษา (เทียบได้กับเจ้ากระทรวงศึกษาธิการ) คนแรกของเวียดนามอีกด้วย  บริเวณชายคาของทางเดินมีรูปปั้นเต่าที่เชื่อกันว่าถ้าเอามือลูบหัวแล้วจะทำให้สอบผ่าน ก็ไม่รู้ว่าจับกันมาตั้งแต่สมัยสอบจอหงวนหรือเปล่าเหมือนกัน แต่ที่สังเกตเห็นได้ก็คือคงถูกจับมากจนหัวเต่ามันแผล็บจนต้องเอารั้วเตี้ยๆ มากั้นไว้ (นึกถึง หน้าอก จูเลียตในเมืองเวโรน่าที่อิตาลี นั่นก็ถูกนักท่องเที่ยวทั้งชายหญิงจากทั่วโลกจับเสียจนเรียบมันเช่นกัน) แต่ผู้นำทางเล่าว่าถ้าคนเฝ้าเผลอก็ยังมีคนแอบปีนรั้วไปลูบหัวเต่าจนได้นั่นแหละ  ณ ที่นี้เราก็แวะซื้อของที่ระลึกนิดๆ หน่อยๆ กลับมาเมืองไทยด้วย

เยี่ยมสุสานโฮจิมินห์

 
ที่จริงแล้วเรามีแผนจะเข้าบริเวณสุสานนี้ก่อน แต่ไม่สามารถเข้าได้เนื่องจากมีพิธีในช่วงเวลานั้นพอดี (วางพวงมาลา) เราจึงเดินไปยังวิหารวรรณกรรมที่อยู่บริเวณใกล้เคียงก่อน แล้วค่อยเดินกลับมายังสุสานโฮจิมินห์นี้อีกครั้งหนึ่ง

ทำเนียบท่านผู้นำ คุณ "ลุงโฮ" ไม่ชอบอาคารนี้เพราะมีกลิ่นไอของฝรั่งเศส
 
คุณ "ลุงโฮ" มาอาศัยอย่างเรียบง่ายใน "บ้าน 54" ซึ่งเดิมเป็นที่พักช่างไฟฟ้า
 
คุณ "ลุงโฮ" ชอบใช้รถคันเล็กสองคันขวามือ คันใหญ่ทางซ้ายใช้รับแขกเพราะกันกระสุนได้
 

เป็นที่เก็บร่างของ โฮจิมินห์ หรือที่ชาวเวียดนามเคารพนับถือเรียกว่า "ลุงโฮ" หลังเสียชีวิต แต่ก่อนหน้านั้นคือตั้งแต่ปี ค.ศ. 1954 ท่านก็พำนักอยู่ที่บริเวณนี้ (ถึงตรงนี้ขอเรียกเป็นปี ค.ศ. สักครู่เพราะเป็นชื่อเลขที่บ้านด้วย) ในบ้านที่เรียกว่า เลขที่ 54 บ้านหลังแรกเดิมเป็นที่อยู่ของช่างไฟฟ้าที่คอยดูแลอาคารหลังใหญ่แบบฝรั่งเศส แต่ท่านไม่ชอบฝรั่งเศสจึงไม่ยอมพำนักบนอาคารหลังใหญ่เพราะมีลักษณะของฝรั่งเศส จนปี ค.ศ. 1958 ก็สร้างบ้านอีกหลังหนึ่งในบริเวณเดียวกัน แต่ก็ไม่ได้หรูหราไปกว่าเดิมนัก ภายในบ้านมีรถยนต์ 3 คัน ปกติจะใช้คันเล็กสองคัน ส่วนคันใหญ่สีดำมีไว้รับแขกเพราะสามารถกันกระสุนได้ โฮจิมินห์หรือ "ลุงโฮ" เป็นที่เคารพนับถือของคนเวียดนามเพราะเป็นผู้ที่รวบรวมชนเผ่า 54 เผ่าเข้าด้วยกันก่อนช่วยกันขับไล่ฝรั่งเศสและอเมริกาออกไป จนสามารถรวบรวมเป็นชาติเวียดนามได้ ภายในบริเวณทำเนียบยังปลูกต้นไม้ร่มรื่นเพราะ ลุงโฮ เป็นคนชอบต้นไม้และสัตว์เลี้ยงต่างๆ ในบริเวณบ้านพักท่านจะปลูกพืช ผลไม้ไว้ ปัจจุบันนี้เมื่อบรรดาส้มโอและผลไม้ต่างๆ ในบริเวณทำเนียบออกผลสุก ผู้ดูแลก็จะตัดนำไปถวายลุงโฮโดยไม่นำไปขาย

เจดีย์เสาเดียว (One Pillar Pagoda)

วัดหรือเจดีย์เสาเดียว เป็นที่นับถือของชาวเวียดนาม นิยมสักการะเพื่อขอลูกหรือคนรัก เป็นต้น


เราอาจจะเรียกกันว่า วัดเสาเดียว ก็ได้ อยู่ชิดติดกันกับทำเนียบท่านโฮจิมินห์นั่นเอง สามารถเดินทางด้วยรถยนต์ก็ได้แต่รับรองว่าเดินไปเร็วกว่าเยอะเลย  ด้วยการเดินทะลุรั้วเลาะด้านข้างทะเนียบแล้วเดินเข้าประตูวัดไป เป็นวัดที่เล่ากันว่ามีอดีตกษัตริย์พระองค์หนึ่งมีอายุมากแล้ว แต่ไม่มีลูก จึงอธิษฐานขอให้มีลูก ทรงสุบินไปว่าเห็นเจ้าแม่กวนอิมได้มาปรากฎที่สระบัวและได้ประธานโอรสให้กับพระองค์ หลังจากนั้นมเหสีก็ทรงตั้งครรภ์พระโอรส จึงได้สร้างเจดีย์ขนาดเล็กที่ตั้งอยู่บนเสาต้นเดียวกลางสระบัวเพื่อเป็นการถวายสักการะแด่เจ้าแม่กวนอิม ในปี คศ. 1049  วัดนี้มีรูปเจ้าแม่กวนอิมอยู่ภายในและเป็นที่เคารพของคนเวียดนามด้วย ว่ากันว่าใครอยากมีคู่หรืออยากมีลูกก็มาขอได้ที่วัดแห่งนี้ (ส่วนจะมีคนมาขอหวยหรือไม่ หรือจะถูกไหมนั้นผมหาข้อมูลไม่ได้เหมือนกันครับ)

วิหารหงอกเซิน

วิหารหงอกเซินหรือ "เนินหยก" ที่ต้องเดินข้าม "สะพานแสงอาทิตย์"
(สะพานสีแดงที่เห็นในภาพ) ไปยังตัววิหารที่อยู่บนเกาะเล็กๆ ในน้ำ


คนเวียดนามออกเสียงว่า "หง่อกเซิน" (เสียง "หง่อก" จะสั้น) หงอกเซินแปลว่าเนินหยก ดังนั้นเราอาจจะเรียกว่าเป็นวิหารเนินหยกก็คงพอได้ (สำหรับชาวเวียดนามแล้ว วิหารต่างจากวัดคือจะไม่มีพระอาศัยอยู่ ในขณะที่วัดจะมีพระอาศัยอยู่) เราต้องเดินจากริมทะเลสาบผ่านสะพานเทฮุก (The Huc) หรือ"สะพานแสงอาทิตย์" ที่มีสีแดงระยะประมาณ 30 เมตรข้ามไปยังวิหารที่เป็นเหมือนเกาะเล็กๆ อยู่ริมทะเลสาบ ภายในวิหารจะมี "ทวดเต่า" เก็บอยู่ (มีตัวจริง) แต่มีเรื่องเล่าว่าในศตวรรษที่ 15 จักรพรรดิเล เหล่ย แห่งราชวงศ์เล ได้ใช้ดาบศักดิ์สิทธิ์ในการขับไล่ชาวจีนแห่งราชวงศ์หมิง ที่เข้ามารุกรานให้ออกไปจากเวียดนาม ในขณะที่พระองค์ประทับบนเรือ ณ ทะเลสาบแห่งนี้ ก็มีตะพาบยักษ์ (คนเวียดนามเรียกว่าทวดเต่า) ตัวหนึ่งโผล่ขึ้นมาจากผิวน้ำและบอกให้พระองค์ส่งดาบนั้นกลับคืนแด่เจ้ามังกร ดาบนั้นก็ได้พุ่งออกจากฝักดาบเข้าไปในปากของตะพาบยักษ์ก่อนที่จะหายกลับลงไปสู่ใต้ผิวน้ำ จึงเป็นที่มาของชื่อ "ทะเลสาบคืนดาบ" หรือทะเลสาบฮหว่านเกี๊ยม (Hồ Hoàn Kiếm - แปลกดีเหมือนกันที่ไกด์ชาวเวียดนามออกเสียงว่า โห่-เฮือม) นี้ บริเวณกลางของทะเลสาบมีหอกลางน้ำ "ทาบพรั่ว" (Thap Rua) ซึ่งแปลว่าหอคอยเต่า เราสามารถเห็นและถ่ายภาพได้ชัดเจน ว่ากันว่า "ทวดเต่า" นั้นมีจริงแต่เรื่องเกี่ยวกับการคืนดาบนั้นอาจจะเป็นเรื่องตำนานครับ

การจราจรของเวียดนาม


เรามักได้เห็น หรือได้ยินเรื่องเล่าของการจราจรที่อลหม่านภายในเมืองใหญ่ๆ ของเวียดนามกันมาบ้าง คราวนี้ผมมีประสบการณ์จริงมาด้วยเลย จาก
การสังเกตสิ่งต่างๆ สามารถเล่าให้ฟังได้ดังนี้
  • รถยนต์เป็นพวงมาลัยซ้าย ดังนั้นจึงขับชิดด้านขวาของถนน
  • การกดแตร เปิดไฟสูง ถือเป็นเรื่องปกติ ไม่ได้หมายถึงการไล่ให้ไปโดยเร็วแต่อย่างใด อย่างน้อยที่สังเกตก็ไม่มีใครคิดจะไปเร็วขึ้น ผู้นำทางบอกว่าคนเวียดนามนี่เวลาจะซื้อรถจะดูแตรก่อนว่าเสียงเพราะไหม กับดูเบรคว่าดีหรือเปล่า เพราะของสองอย่างนี้ใช้งานหนักมาก ขอบอก
  • การข้ามถนน ถ้าข้ามกันหลายคนให้เดินเป็นหน้ากระดาน (รถจะมองเห็นเป็นแนวเดียวซ้อนกัน และหลบง่าย) โดยเดินหน้าไปเรื่อยๆ อย่าเปลี่ยนทิศทาง รักษาความเร็วให้คงที่ ห้ามหยุด ห้ามถอยหลัง เดี๋ยวคนขับรถจะหลบให้เอง ทีแรกคิดว่าจะไม่รอดเสียแล้ว แต่วิธีที่บอกมาก็ทำให้รอดมาได้ล่ะครับ
  • รถในเมืองเล็กๆ รวมทั้งบนทางขึ้นลงเขา ขับเก่งมาก เฉียดกันไม่เกินครึ่งคืบก็ผ่านกันไปได้ จนเป็นเรื่องตลกที่คุยกันเองว่า สาเหตุที่ไม่ค่อยมียุงในเมืองนี้ก็เพราะโดนรถเบียดตายหมดนั่นเอง

ค่าเงิน


ไหนๆ มาเที่ยวแล้วก็ต้องได้ประโยชน์ ได้ความรู้ทางเศรษฐศาสตร์ การลงทุน การเงิน บ้าง เท่าที่สังเกต สอบถาม และหาข้อมูลพบว่าเวียดนามมีเงินเฟ้อค่อนข้างสูง อาจจะพุ่งสูงมากเป็นบางช่วง จากการสอบถามความรู้สึกของชาวเวียดนามพบว่าในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา ราคาสินค้าเพิ่มสูงขึ้นมาก ธนบัตรใบเล็กสุดของเวียดนามคือ 500 ดอง สูงสุดคือ 500,000 ดอง เท่าที่อยู่เราไม่เคยได้สัมผัสกับเหรียญกษาปณ์ของเวียดนามเลยเนื่องจากไม่เป็นที่นิยม (ค่าน้อย หนัก) และเผลอๆ ตัวโลหะที่ทำเหรียญจะมีค่ามากกว่าค่าที่ตราไว้บนตัวมันด้วยซ้ำไป

อัตราเงินเฟ้อย้อนหลัง (%)

ขอบคุณข้อมูลจาก: www.tradingeconomics.com

เมื่อเราใข้จ่ายเพื่อการกินบ้าง เที่ยวบ้าง ดื่มบ้าง เราจึงต้องควักเงินดองออกมาซึ่งดูเป็นตัวเลขจำนวนมาก เช่น ถ้าดื่มน้ำอัดลมก็กระป๋องละ 15,000-25,000 ดอง (คือ VND หรือ Vietnamese Dong ) หรือซื้อผลไม้ปอกเสร็จก็ประมาณ 100,000 ดอง (1 กิโลกรัม) อยากทราบว่าเป็นเงินไทยเท่าไรก็หารด้วย 600 โดยประมาณ  เรียกว่ากินอะไรทีหนึ่งนี่จ่ายกันเป็นหมื่นเป็นแสนเลย รู้สึกคล้ายๆ จะรวยยังไงไม่รู้สินะ  พอจำนวนตัวเลขมันเยอะ ร้านค้าก็อาจจะติดราคาเป็น "จำนวนพัน" (K) เช่นของราคา 280,000 VND ก็เขียนเพียง 280 เป็นอันรู้กัน  ร้านค้าเล็กๆ ที่นี่อาจจะรับเพียงเงินเวียดนาม ส่วนร้านค้าใหญ่ขึ้นมาก็ยินดีรับดอลล่าร์สหรัฐอเมริกา รวมมาถึงเงินบาทของไทยเราด้วย (และมักทอนเป็นเงินดอง แต่ก็เคยเจอบางร้านที่แม่ค้าพูดไทยคล่องแคล่วและทอนเป็นเงินบาทผสมกับดอลล่าร์ก็มีนะ อันนี้จีบแม่ค้าบอกได้ว่าอยากให้ทอนเป็นอะไร)
และเมื่อมาดูประวัติของอัตราแลกเปลี่ยนแล้ว เราเห็นว่าค่าเงินอ่อนลงเล็กน้อยในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา

อัตราแลกเปลี่ยน VND-USD ย้อนหลัง
จะเห็นว่าค่าเงินลดลงมาโดยตลอดอย่างช้าๆ


ขอบคุณข้อมูลจาก: www.xe.com

นิสัยทางการเงินของคนเวียดนาม


เราสอบถามชาวเวียดนามว่า ราคาบ้าน ราคารถยนต์แบบนี้ถือว่าแพงไหมเมื่อเทียบกับรายได้ต่างๆ ได้คำตอบแบบไม่ต้องคิดว่าแพงมาก (รถก็แพงภาษี ราคาที่ดินที่สามารถซื้อเป็นเจ้าของได้ก็แพงด้วย demand/supply คือมีคนต้องการขายน้อย) แต่คนเวียดนามก็จะเก็บหอมรอมริบ ไม่ยอมกู้เงินเพื่อซื้อสิ่งเหล่านี้ หลายคนซื้อรถ บ้าน ด้วยเงินสด เวลาทำงานไปก็เก็บเงินเป็นทองคำ ใส่ตู้เซฟเก็บเอาไว้ที่บ้าน เมื่อต้องการซื้อบ้านก็หอบทองไปซื้อ บางครั้งถ้าซื้อด้วยเงินสดก็หอบเงินไปเป็นกระสอบกันเลย นั่นคือคนเวียดนามไม่นิยมเป็นหนี้นั่นเอง

ตลาดหลักทรัพย์เวียดนาม


มีสองตลาดคือ ตลาดหุ้น ฮานอย (HNX – Hanoi Stock Exchange) และโฮจิมินห์ (HOSE – Ho Chin Minh Stock Exchange)

HOSE index historical chart


 HNX index historical chart

ขอบคุณข้อมูลจาก: www.tradingeconomics.com

ส่วนถ้าเพื่อนๆ นักลงทุนสนใจการซื้อขายหลักทรัพย์ต่างๆ ของประเทศเวียดนาม สามารถดูวิธีการเปิดบัญชีได้จากเพื่อนสมาชิกพันทิป "พระอิฐพระปูน" ได้เขียนรายละเอียดไว้ดีพอสมควรแล้ว ผมจึงไม่ได้เขียนเพิ่มนะครับ รีวิวการเปิดบัญชีหุ้นและข้อมูลตลาดหุ้น โฮจิมินห์ เวียดนาม

หวยเวียดนาม


คำกล่าวอมตะหนึ่งที่เรามักได้ยินก็คือ คนจนเล่นหวย คนรวยเล่นหุ้น แต่เมืองไทยผมเองยังไม่ค่อยเข้าใจว่าทำไมปริมาณการซื้อขายของตลาดหลักทรัพย์จึงต่ำลงทุกวันประกาศผลการออกสลากกินแบ่ง (หรือเปล่า) ดังนั้นจะพาเที่ยวให้ครบเรื่องหุ้นก็คุยเรื่องหวยไปด้วยเลยก็คงไม่เป็นไร พูดถึงหวยเวียดนามคือสลากกินแบ่ง (ไหม) รัฐบาล ที่นี่ออกกันทุกวันนะครับ ซื้อได้ตั้งแต่ประมาณหกโมงเช้าของทุกวัน ยาวไปจนก่อนเวลาหวยออกเย็นวันนั้นเลย (18:00 น.) การขายก็ปักร่มขายกันริมถนนทางเดินเหมือนบ้านเรานี่ล่ะครับ  แบบนี้หวยหุ้นไม่ได้เกิดแน่นอน ราคาหวยก็ 10,000 VND และรางวัลต่ำสุดคือ 10,000 vnd เช่นกันเรียกว่าเป็นการคืนกำไรให้ผู้ซื้อก็ว่าได้ (แต่ต้องถูกรางวัลนะ ไม่อย่างนั้นก็จ่ายเงินให้คนอื่นไปตามระเบียบ) แต่ไม่น่าเชื่อว่าขนาดนี้ยังมีหวยใต้ดินให้ซื้อนะ สอบถามก็ได้ความว่าเพราะว่ามีโอกาสถูกรางวัลมากกว่า ก็ไม่ทราบแน่ชัดว่าเพราะกติกาผิดกันอย่างไรเพราะทีแรกว่าจะลองสละเงินสัก 10,000 ดองลองซื้อดูสักหน่อย แต่ก็ไม่มีโอกาสสักครั้ง

กลับบ้าน


หลังจากอยู่เวียดนามได้หลายวันกับอีกหลายคืน เราก็เดินทางกลับประเทศไทยด้วยสายการบิน นกแอร์ และถึงประเทศไทยโดยสวัสดิภาพ ได้ทั้งความสนุก เหนื่อย เมื่อย เปียก (เหงื่อเต็มตัวในบางวัน และหลายๆ ครั้งในหนึ่งวัน) และเต็มไปด้วยความรู้มากมาย ถ้าเพื่อนนักลงทุนมีโอกาส อย่าลืมหาเวลาให้กับตัวเอง เปิดโลกทัศน์ให้ตัวเองเพื่อประโยชน์ในหน้าที่การงาน การลงทุนของเราต่อไป แล้วพบกันใหม่ในทริปหน้านะครับ

แถมศัพท์เวียดนาม


ไหนๆ ก็ไปเวียดนามทั้งที มีศัพท์มาฝากเพื่อนๆ นักลงทุนนะครับ เผื่อวันใดได้ไปเยือนจะได้พอฟังออกหรือพูดได้ครับ
ซิน จ่าว - สวัสดี
ก่าม เอิน - ขอบคุณ
ซิน โหลย - ขอโทษ
สวย - แด็บ
สวยมาก - แด็บล้ำ
จาย - หล่อ
ด๋า - น้ำแข็ง
เนื้อก - น้ำ
โก๊บ (เสียงสั้น) - ถ้วย/แก้ว
เกิม - ข้าว
ลุย - ถอย (เอาล่ะ รถจะชนก็ตรงนี้แหละ)
โฝ - ถนน

วันพฤหัสบดีที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

หุ้นเชื่องช้า (หุ้น Laggard)

หุ้น Laggard

ในสภาวะที่ราคาของหุ้นหลายตัวปรับสูงขึ้นนักลงทุนหลายคนอาจจะขยับตัวช้าเรียกว่ามัวทำงานอย่างอื่นอยู่ไม่ได้หันมองตลาดหุ้นไปซะหลายวัน หันกลับมาดูอีกทีหุ้นของหลายบริษัทก็ปรับราคาขึ้นไปแล้ว คำถามคือแล้วจะทำอย่างไรดี ต้องทนทำใจว่าช้าไปเสียแล้ว รอรอบใหม่ดีกว่าไหม เรื่องที่จะเล่าให้ฟังนี้อาจจะให้คำตอบเพื่อนๆ ได้

เพื่อนวิ่งไปแต่เรายังอยู่


ก่อนอื่นเลยต้องทำความเข้าใจก่อนว่าการ "ช้า" ในที่นี้หมายถึงด้านราคาของหุ้นเป็นหลัก ในขณะที่ราคาหุ้นหลายบริษัทขยับขึ้นไป ยังมีหุ้นอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งไม่ค่อยขึ้นกับว่าจะเป็นหุ้นของกลุ่มอุตสาหกรรมอะไร แต่เป็นกลุ่มที่ราคา ยืดยาด อืดอาด ขยับตัวช้ากว่าคนอื่นเขา หุ้นกลุ่มนี้คือหุ้นกลุ่มขยับตัวทีหลังหรือที่เรามักได้ยินเรียกว่ากลุ่ม laggard นั่นเอง โดยทั่วไปหุ้นที่เป็นกลุ่มตลาดราคาขยับตัวขึ้นหรือลงก่อนคนอื่นเขามักจะเป็นกลุ่มธนาคาร สถาบันการเงิน และ สำหรับในประเทศไทยก็อาจจะเป็นอุตสาหกรรมใหญ่ใหญ่ที่มีขนาดบริษัทตามราคาตลาดค่อนข้างสูงเช่นอุตสาหกรรมน้ำมันและสื่อสารเป็นต้น ส่วนหุ้นที่มีราคาอยู่ในกลุ่มเชื่องช้านั้นไม่สามารถบอกได้เลยขึ้นอยู่กับแต่ละรอบของการขึ้นลงของตลาด แต่เดี๋ยวนะ ก็ในเมื่อ "มือเก่าหัดขับ" เป็นนักลงทุนแนวเน้นมูลค่าหรือ VI แล้วมาสนใจอะไรกับราคาหุ้นที่จะขึ้นเร็วๆ ช้าๆ นี้ด้วยล่ะ ก็เพราะในบางแง่มุมมันอาจจะมีความเกี่ยวข้องกันอยู่อย่างไรล่ะครับ

ทำไมมีผู้นำและผู้ตาม (ด้านราคาหุ้น)


เราอาจจะถามว่าทำไมถึงมีกลุ่มนำตลาดและกลุ่มเชื่องช้าที่ขยับปรับราคาทีหลังคนอื่นเขา เรื่องนี้มีความเป็นได้ทั้งด้านพื้นฐานและจิตวิทยาทางการตลาด ด้านพื้นฐานคือนักลงทุนต่างๆ มองว่าหุ้นกลุ่มนำตลาดจะได้รับผลประโยชน์โดยตรงจากการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจและได้ประโยชน์ในการลงทุนมากกว่า (เอากันจริงๆ อาจจะมองด้านของราคาที่ขยับขึ้นไปหรือ capital gain มากกว่าผลประโยชน์ทางการดำเนินกิจการจริงๆ ก็ได้) ในทางจิตวิทยาคือหุ้นกลุ่มนำตลาดที่ขยับตัวก่อนมักเป็นกลุ่มที่มีขนาดบริษัทตามราคาตลาด (market cap.) ใหญ่ นักลงทุนที่มีเงิน จำนวนมากสามารถหาซื้อได้ง่าย-ขายออกได้คล่อง ส่วนธุรกิจที่ได้ประโยชน์รองๆ และมีขนาดบริษัทเล็กลงมาก็จะค่อยปรับราคาตามกันไปทีหลัง

ข้อสังเกต


อย่างไรก็ตาม หากเพื่อนนักลงทุน ต้องการที่จะลงทุนในหุ้นของบริษัทที่ปรับราคาเชื่องช้ากว่ากลุ่มบางตลาดเขา ผมก็มีข้อสังเกตให้ไว้ดังนี้
  1. หุ้นกลุ่ม laggard มักเป็นหุ้นของบริษัทที่มีขนาดเล็กรองๆ ลงมา ทำให้นักลงทุนที่มีเงินทุนจำนวนมากให้ความสนใจน้อยลง และผู้ดูแลราคาสามารถดูราคาได้ง่าย การดูแลราคานี้ที่ว่านี้ก็ไม่ได้หมายความว่าจะดูให้ราคาเพิ่มสูงขึ้นอย่างเดียวแต่หมายความว่าดูไม่ให้ราคาเพิ่มขึ้นก็ได้เช่นกัน
  2. ราคาของหุ้นกลุ่ม laggard นี้ถึงจะขยับขึ้นก็มักจะขึ้นไม่มากเป็นสัดส่วนเดียวกันกับกลุ่มนำตลาดที่วิ่งเผ่นแน่บไปก่อนหน้า
  3. หุ้นกลุ่ม laggard อาจจะไม่ขยับขึ้นก็ได้ โดยโอกาสที่กลุ่มนี้จะปรับราคาสูงตามคนอื่นเขาไปมีประมาณ 50% เท่านั้น คือกว่าจะตัดสินใจว่าจะขึ้นราคาตามพรรคพวกเขาดีไหมก็ถึงคราวหมดรอบพอดี

การนำไปใช้งาน


เหล่านี้เป็นเรื่องที่จะเกิดขึ้นในระยะสั้น แน่นอนว่าในระยะยาวแล้วราคาของหุ้นย่อมสะท้อนผลประกอบการและการเจริญเติบโตของบริษัทนั้นๆ ทำให้เราซึ่งเป็นนักลงทุนสามารถรู้ทันและ สังเกตว่าตามปกติแล้วหุ้นของเราเป็นหุ้นแบบไหน เพราะถ้าเพื่อนถือหุ้นลงทุนระยะยาวแต่เป็นกลุ่มที่ราคาขยับเชื่องช้าสักหน่อย พอเพื่อนๆ ขยับราคากันไปแต่ของเราไม่ไปไหนจะพาลเข้าใจไปว่ากิจการไม่ดี (อย่าลืมว่าเราต้องแยกให้ออกระหว่างมูลค่าที่แท้จริงของกิจการ กับราคาหุ้นเสมอ) จะพาลขายของดีไป พอหันกลับมาดูอีกครั้งหุ้นของเราก็วิ่งขึ้นไปไม่กล้าซื้อคืนแล้ว นอกจากนั้นยังทำให้เลือกได้ว่าในช่วงเวลาต่างๆ ของสภาพตลาดหลักทรัพย์และของธุรกิจที่เราสนใจนั้นเราจะเลือกลงทุนในระยะสั้นหรือระยะยาวอย่างไรครับ