วันพุธที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2557

นักลงทุนแบบ Price Investor

 

พอพูดถึงคำว่า "นักลงทุน" ทุกครั้งทำให้ผมรู้สึกหวั่นใจได้เสมอ เพราะเป็นคำที่กินความหมายกว้างมาก เพราะโดยเนื้อแท้แล้วการลงทุนมีได้หลากหลายหลายรูปแบบ จะยกตัวอย่างก็เช่นการใช้เงินเข้าหุ้นร่วมกับเพื่อนแล้วทำงานร่วมกัน ไม่ว่าจะทำเต็มที่ซึ่งก็จะออกเป็นแนวการทำธุรกิจด้วย หรือทำบ้างไม่ทำบ้าง ประมาณว่าออกเงินแต่ไม่ออกแรง หรือไม่มั่นใจว่าแรงและความคิดจะดีเท่าเพื่อน ก็ออกแต่เงินไป เป็นนายทุนให้ไปว่าอย่างนั้น แล้วรอเก็บดอกเก็บผลในรูปแบบต่างๆ ก็เรียกว่าเป็นการลงทุนได้เหมือนกัน

แต่สำหรับพวกเราที่วนเวียนอยู่ในตลาดทุนอย่างเช่นตลาดหลักทรัพย์นั้น เรียกว่าเป็นการใช้เงินในการไปซื้อส่วนของกิจการที่เขาดำเนินงานอยู่แล้ว (ในทางเทคนิคหรือหลักวิชาเรียกว่า "ตลาดรอง") แล้วก็รอออกดอกออกผลให้เราได้รับประโยชน์กลับคืน แต่ในหลายกรณีก็มีนักลงทุนอีกส่วนหนึ่งที่สนใจในส่วนต่างของราคาหุ้นในระยะสั้น จึงทำการซื้อขายหุ้นเพื่อทำกำไรในระยะสั้น สั้นมาก หรือสั้นที่สุด (ยิ่งดี - เขาอาจจะมีความคิดแบบนั้น ซึ่งก็ไม่ผิดนะครับถ้าทำกำไรได้อยู่) ต่างจากนักลงทุนอีกประเภทหนึ่งที่หวังผลรอให้ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นในระยะกลางหรือยาว และ/หรือ ต้องการผลตอบแทนจากการซื้อหุ้นในรูปแบบอื่น เช่น ปันผล, การได้สิทธิซื้อหุ้นเพิ่มทุนในราคาถูก, การได้สิทธิจองซื้อใบสำคัญแสดงสิทธิต่างๆ เป็นต้น

พอย้อนกลับมาดูนักลงทุนส่วนที่สนใจในส่วนต่างของราคาหุ้นในระยะสั้น นักลงทุนเหล่านี้มักจะจับจ้องกับการเปลี่ยนแปลงของราคาหุ้นในรายเดือน รายสัปดาห์ รายวัน รายชั่วโมง หรือเป็นรายนาทีก็มี และมีวิธีการสารพัดเทคนิคในการตัดสินใจซื้อและขายหุ้น (รวมถึงบรรดาผลิตภัณฑ์ทางการเงินอื่นๆ ที่ออกมาในปัจจุบัน เช่น ใบสำคัญแสดงสิทธิอนุพันธ์หรือ Derivative Warrants - DW เป็นต้น) ที่จะทำให้ตัวเองได้ประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงราคาของหุ้น แต่หากเราพิจารณากันดูดีๆ บางครั้งก็อดสงสัยว่า ทำไมหนอราคาหุ้นจึงเปลี่ยนแปลงไปมาได้ถึง 10% หรือ 20% ต่อวัน ขึ้นบ้างลงบ้างสลับกันไปมาแบบนั้น ในขณะที่ก็ไม่เห็นว่าบริษัทจะมีความเปลี่ยนแปลงอะไรที่จะทำให้พื้นฐานเปลี่ยนไปได้ขนาดนั้น (หรือเปลี่ยนกลับไป กลับมา ได้ขนาดนั้น) ในทัศนะความเห็นของนักลงทุนแบบเน้นค่าของกิจการ (value investor) แล้วดูแปลกและไม่สมเหตุสมผลด้วยซ้ำและอะไรที่เข้าใจยาก ไม่สมเหตุสมผลนั้น ในสายตาของนักลงทุนแบบเน้นค่าก็จะบอกว่าไม่น่าจะเป็นการลงทุนที่ดี แต่แน่นอนว่าในอีกทัศนะของนักลงทุนแบบเน้นที่การเปลี่ยนแปลงของราคาแล้วล่ะก็ ต้องขอบอกว่า "สนุกฉันล่ะ" เพราะมีโอกาสในการทำกำไร (จริงๆ แล้วก็คือทำขาดทุนด้วย) ได้สูง

ดังนั้นถ้าเรามองดูภาพแบบรวมๆ ในตลาดแล้ว ก็คงแบ่งผู้คนที่อยู่ในตลาดได้เป็นหลายประเภทก็คือ นักลงทุนแบบเน้นคุณค่า (value investor), นักลงทุนแบบเน้นราคา (price investor) นั่นเอง ซึ่งแน่นอนว่าไม่มีอะไรที่ถูกหรือผิด และผู้คนในทั้งสองฝ่ายนี้ก็มีได้ทั้งแบบที่เก่งและไม่เก่ง ประสบความสำเร็จและล้มเหลว ได้เช่นกันทั้งคู่ เพียงแต่เมื่อเราได้อยู่ในที่แห่งหนึ่ง เราก็ควรจะทราบว่าที่แห่งนั้นมีสภาพเป็นอย่างไร ก็จะทำให้เรามีความสุขหรืออย่างน้อยก็มีความเข้าใจในสภาพการณ์ของที่นั้นๆ ดีขึ้น จริงไหมครับ

วันศุกร์ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2556

เคล็ดลับความรวย

 

หลายๆ ครั้งที่พบเพื่อนๆ ไม่ว่าจะเป็นนักลงทุนหรือไม่ก็ตาม หลายครั้งมีคำถามที่ง่ายมาก (แต่ตอบยากมาก) ว่าทำอย่างไรถึงจะรวย ฟังถึงตรงนี้เพื่อนๆ ก็คงจะพอเดาออกแล้วว่าทำไมจึงตอบยาก เพราะบางครั้งอาจจะต้องถึงกับทำความเข้าใจไปก่อนหน้านั้นถึงคำว่า "รวย" ก่อนว่าเป็นอย่างไร เพราะว่าแต่ละคนก็มีนิยามของคำว่ารวยที่แตกต่างกัน ซ้ำร้าย คำนิยามเรื่องความรวยของบางคนอาจจะไม่ถูกต้องสักเท่าไรด้วยซ้ำไป

แต่อย่าว่าอย่างนั้นอย่างนี้เลยครับ เรามาลองดูบุคคลคนหนึ่งที่นักลงทุนเกือบทุกท่านคงต้องรู้จัก นั่นก็คือวอร์เรน บัฟเฟตต์ นั่นเอง ว่าทำอย่างไรถึงรวย โดยเราคงจะข้ามนิยามของคำว่ารวยไปก่อนในตอนนี้ เพราะจะว่าไปแล้ว ไม่ว่าเราจะตีลังกาคิดอย่างไรก็ตาม เราก็คงเข้าใจได้ว่าคุณวอร์เรน บัฟเฟตต์นั้น "รวยของจริง" ซึ่งเขาได้ให้คำตอบไว้น่าคิดและน่าพิจารณาปฏิบัติตามหลายข้อเลยทีเดียว คือ

1) ด้านรายได้ - อย่าอาศัยรายได้จากแหล่งเดียว จงลงทุนให้เกิดรายได้เป็นแหล่งที่สอง
2) ด้านการใช้จ่าย - หากท่านเอาแต่ซื้อสิ่งที่ไม่จำเป็น อีกไม่นานท่านจะต้องขายสิ่งที่จำเป็น
3) ด้านการเก็บออม - อย่าเก็บออมส่วนที่เหลือจากการใช้จ่าย แต่จงใช้จ่ายส่วนที่เหลือจากการเก็บออม
4) ด้านการบริหารความเสี่ยง - อย่าทำอะไรโดยไม่เตรียมหาทางหนีทีไล่ไว้ก่อน
5) ด้านการลงทุน - อย่าทุ่มแบบหมดหน้าตักลงไปในสิ่งเดียว
6) ด้านความคาดหวัง - ความซื่อสัตย์เป็นของขวัญที่มีราคาสูง จงอย่าหวังว่าจะได้จากคนต่ำ ๆ

วอร์เรน บัฟเฟตต์ปฏิบัติอย่างเคร่งครัดตามหลักเกณฑ์ชุดนี้จนเป็นอภิมหาเศรษฐีอเมริกันอันดับสอง รองลงมาจากบิล เกตส์ ซึ่งได้ความรวยมาจากการทำธุรกิจซึ่งมีสินค้าเป็นที่ต้องการของคนจำนวนมกในโลกนี้ ลองดูนะครับว่าตรงไหนเป็นจุดที่เราสามารถทำตามได้บ้าง เผื่อจะรวยกับเขาบ้างนะครับ

วันจันทร์ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2556

พื้นฐานการกำไร (ที่ถูกลืม)

 

พูดถึงเรื่องหุ้นแล้ว หลายๆ คนที่เข้ามาลงทุนในเรื่องหุ้นคงไม่มีใครที่ตั้งใจจะเข้ามาแล้วขาดทุนเป็นแน่ แต่กลับเข้ามาแล้วสามารถทำเงินได้ ทำกำไรเป็นตัวเงินได้อย่างเป็นชิ้นเป็นอัน หรือบางคนก็อาจจะคิดไปจนถึงการทำการมีรายได้จากหุ้นจนกระทั่งสามารถไม่ต้องทำงานประจำอีกต่อไปได้ หรือเรียกได้ว่าเป็นอิสระทางการเงินนั่นเอง

พูดถึงเรื่องนี้แล้ว ก็อดทำให้เราต้องคิดเรื่องการทำกำไร (และโอกาสที่จะขาดทุน) จากตลาดหุ้นไม่ได้ เพราะจากเริ่มแรกเดิมทีหลายปีที่ผ่านมา เมื่อตลาดหลักทรัพย์ของไทยเราเองยังไม่ซับซ้อนขนาดนี้ การทำกำไรก็จะเป็นไปในไม่กี่รูปแบบเช่น การทำกำไรจากการซื้อและขายหุ้นในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว และจากการทำกำไรจากการขอยืมหุ้นมาขายก่อนและซื้อคืนในราคาต่ำกว่า (หรือเรียกสั้นๆ ว่า short หุ้น) เท่านั้น แต่ในปัจจุบันมีการทำกำไร (และมีโอกาสขาดทุนด้วย) ในหลายรูปแบบมากขึ้น นั่นคือรวมถึงการเก็งความเป็นไปและ/หรือลดความเสี่ยงผ่านการซื้อออปชั่นส์ในรูปของสัญญาล่วงหน้า เป็นต้น ซึ่งเมื่อทำไปทำมาด้วยผู้ที่ไม่รู้และไม่ชำนาญจริง ก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าเป้นการลดหรือเพิ่มความเสี่ยงเหมือนกันนะครับ

ถึงตรงนี้ จึงเห็นว่ามีการทำกำไรหลายรูปแบบอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ในปัจจุบันนี้ ถ้าว่ากันในระยะสั้นแล้ว เราจะเห็นว่ามีความเป็นไปได้ที่เราจะทำกำไรจากหุ้น (และผลิตภัณฑ์อื่นๆ ที่ผสมรวมกันอยู่ในตลาดในปัจจุบันนี้) ได้อย่างมากมายและในเวลาสั้น เพราะราคาหุ้นของหลายบริษัทที่เปลี่ยนแปลงไปมาวันละ 3-5% นั้น อาจจะทำให้หลายๆ คนคิดว่าสามารถทำกำไรได้สัก 5% ต่อสองวัน หรือนั่นคือประมาณสัก 10% ต่อสัปดาห์ หรือถ้าทบต้นไปมา ก็จะได้สัก 50% ต่อหนึ่งเดือน หรือหากคิดเป็นปีก็ โอ.. ช่างมากมายเสียเหลือเกิน ดูเหมือนจะอยู่ในความฝัน แต่ฟังดูแล้วผมก้ไม่แน่ใจว่าจะมีคนที่ทำได้จริงหรือไม่ ถึงแม้อาจจะทำได้จริงแต่ที่แน่ๆ ก็คือโดยส่วนตัวแล้วผมก็คงไม่รู้จักเขาคนนั้นแน่ๆ

ย้อนกลับมาสู่ความเป็นจริงสักหน่อย ว่าเราคงต้องประเมินตัวเองว่าเราจะสามารถทำกำไรจากหุ้นหรือผลิตภัณฑ์อื่นๆ ในตลาดได้ทุกวันอย่างต่อเนื่องแบบนั้นหรือไม่ หรือจะมีเวลาที่จะเฝ้าการเปลี่ยนแปลง ดูความเป็นไป และตัดสินใจได้ถูกต้องทุกครั้งไปหรือไม่ บางครั้งเราอาจจะเห็นหลายคนบอกเพียงว่า อ่ะไม่เป็นไรหรอก แม้จะไม่ได้กำไรถึง 1000% ต่อปี แต่ก็ขอแค่ 50-60% ต่อปีก็พอ โดยการซื้อๆ ขายๆ และทำกำไรบ้างขาดทุนบ้าง แต่ขอให้หักลบกลบหนี้แล้วได้กำไรสัก 50-60% ต่อปีนั้นก็พอใจแล้ว เพระว่าดูไปแล้วมันก็ดีกว่าการซื้อหุ้นและเก็บกินปันผลที่ได้ผลตอบแทนเพียงปีละ 5-10% เท่านั้นเอง... แหม ดีกว่าตั้งเยอะแยะ

แต่สิ่งหนึ่งที่อาจจะถูกหลงลืมไปก็คือ ในพื้นฐานของการลงทุนในหุ้นแบบเน้นมูลค่าแล้ว นักลงทุนจะซื้อหุ้นของบริษัทที่มีความสามารถในการเติบโตสูง หรือของบริษัทที่ดีแต่คนทั่วไปยังมองไม่เห็นสิ่งที่แฝงอยู่ จะด้วยประการใดก็ตาม (เช่น บริษัทเล็ก, เขาไม่เล่นกัน, บริษัทกำลังขยายงาน แต่คนไม่ทราบ หรือไม่เชื่อว่าจะทำได้จริง) โดยที่ราคาปัจจุบันนั้นทำให้บริษัทสามารถจ่ายปันผลได้ 5% ของราคาหุ้น (เช่น จ่ายปันผล 1 บาทจากหุ้นราคา 20 บาท) แต่ถ้าบริษัทเติบโตขึ้น จนสามารถจ่ายปันผลได้เป็นเงิน 2 บาทต่อหุ้นล่ะ เมื่อนั้นเองครับที่ราคาหุ้นจะต้องวิ่งตอบรับผลประกอบการที่ดีขึ้น โดยอาจจะขึ้นมาเป็นที่ราคา 35-40 บาทต่อหุ้นได้โดยไม่ยาก และเมื่อถึงตอนนั้นแล้ว นักลงทุนก็มีทางเลือกที่จะถือหุ้นนั้นไว้เพื่อรับปันผลต่อไปหรือขายหุ้นนั้นไปเพื่อลงทุนในบริษัทอื่นที่ดีกว่า ซึ่งก็ขึ้นกับสภาวะการณ์ต่างๆ นั่นเอง
จะว่าไปแล้ว พื้นฐานการได้กำไรจากหุ้นในแบบที่สอง คือ ซื้อหุ้นของบริษัทที่จะเติบโตจนจ่ายเงินปันผลได้มากขึ้น ซึ่งจะทำให้ราคาของหุ้นนั้นเพิ่มสูงขึ้นเองตามธรรมชาติ เป็นพื้นฐานอีกแบบหนึงที่นักลงทุนมักจะหลงลืมกันไป หรืออาจจะเพียงไม่อยากจำเพียงเพราะว่าต้องใช้เวลาที่นานกว่านั่นเอง

วันจันทร์ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2556

หุ้นสภาพคล่องต่ำ - ลงทุนไหวหรือ



ถ้าเรามองดูหุ้นของบริษัทต่างๆ ที่มีอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ทุกวันนี้ อาจจะแบ่งออกตามสภาพคล่องได้ด้วยเช่นกัน ก็คือหุ้นสภาพล่องสูง ปานกลาง และหุ้นสภาพคล่องต่ำ โดยที่สองแบบแรกนั้นเราคงไม่มีคำถามกับมันมากนัก แต่กับหุ้นแบบที่สามที่มีสภาพคล่อต่ำถึงต่ำมากนี่สิ หลายครั้งที่เราต้องการซื้อหรือขายก็มักจะมีคำถามในใจเสมอว่าจะไหวหรือ ซื้อก็ยากขายก็ยาก แล้วจะไปขายใครเป็นต้น จนไม่นานมานี้ผมก็ได้รับจดหมายจากเพื่อนนักลงทุนท่านหนึ่งที่สอบถามเกี่ยวกับแนวคิดและความรู้สึกที่มีต่อหุ้นสภาพคล่องต่ำนี้ ว่าจะลงทุนได้หรือไม่อย่างไร และผมเห็นว่าเป็นสิ่งที่ดีจึงขออนุญาตนำมาเล่าสู่กันฟังเพิ่มเติมด้วยในบล็อกนี้

จริงๆ แล้วถ้าเรามองที่ตัวบริษัทแล้ว สภาพคล่องของหุ้นไม่ได้เกี่ยวอะไรเลยกับความสามารถในการทำกำไร การเติบโต การรักษาความสามารถในการแข่งขันของบริษัทหนึ่ง ๆ เรื่องนี้คิดว่าพวกเรานักลงทุนเกือบทุกคนคงทราบกันอยู่แล้ว และถ้าเรามาพิจารณาดูว่าสภาพคล่องที่ต่ำนั้นเกิดจากอะไร เราอาจจะเห็นอะไรดีๆ ในนั้นก็ได้ ซึ่งโดยปกติแล้วก็เป็นเพราะว่าหุ้นได้อยู่ในมือของผู้ที่ไม่ยอมซื้อๆ ขายๆ เป็นประจำอยู่เป็นจำนวนมาก อาจจะเป็นกองทุนต่างๆ อาจจะเป็นบริษัทหรือนิติบุคคลที่ต้องการซื้อเพื่อลงทุนทั้งในแง่เงินปันผลและในแง่ของการเติบโตของราคาหุ้น และที่น่าสนใจที่สุดที่เป็นเรืองที่ดีสำหรับหุ้นสภาพคล่องต่ำก็คือ หุ้นได้อยู่ในมือของเจ้าของเก่าเป็นจำนวนมาก ซึ่งเราคงเดาได้ไม่ยากนักว่าทำไมหุ้นยังอยู่ในมือพวกเขา โดยคำตอบก็น่าจะเป็นเพราะเขายังเห็นความสามารถและความเป็นไปได้ในการเติบโตของบริษัท การได้รับปันผลจำนวนมาก นั่นก็คือเป็นบ่อเงินบ่อทองสำหรับเขานั้นเองซึ่งก็ย่อมจะต้องพยายามรักษาเอาไว้เป็นอย่างดี (ทั้งนี้ ต้องดูว่าไม่มีพฤติกรรมแปลกๆ เช่นซื้อๆ ขายๆ หรือทำราคาขึ้นลงโดยได้ประโยชน์โดยทางตรงหรือทางอ้อมด้วย ซึ่งจะว่าไปแล้วเราก็ทราบได้ยาก) และข้อดีของหุ้นที่มีสภาพคล่องต่ำก็คือ เมื่อผลการดำเนินงานของบริษัทดีขึ้น ราคาจะเพิ่มสูงขึ้นได้ไม่ยากเนื่องจากมีหุ้นหมุนเวียนในปริมาณน้อย ใครที่อยากได้ก็ย่อมจะต้องยอมซื้อที่ราคาสูงขึ้น ซึ่งเป็นไปตามหลักการของอุปสงค์และอุปทานนั่นเอง

อีกอย่างหนึ่งที่ดูแล้วน่าจะเป็นข้อดีและเหมาะกับนักลงทุนรายย่อยก็คือ หุ้นที่มีสภาพคล่องต่ำนั้นมักจะไม่เป็นที่สนใจของกองทุนหรือคนโดยทั่วไป เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว ทำให้บรรดาบริษัทตัวแทนค้าหลักทรัพย์และนักวิเคราะห์ทั้งหลายมักไม่ให้ความสนใจ ไม่ออกบทความวิเคราะห์ออกมาบ่อยนัก (ความไม่ดีจุดนี้ก็คือเราจะต้องหาข้อมูลเกี่ยวกับบริษัทเอง วิเคราะห์กันเอง) แต่เรื่องดีก็คือ การที่ไม่มีใครสนใจนั้นมักจะทำให้ราคาของหุ้นนั้นๆ "ผิดไปจากค่าของมันที่เป็น" และความผิดปกติที่ว่านี้ก็มักจะเป็นไปในลักษณะ "ราคาถูกกว่าค่าที่แท้จริง" ตรงกันข้ามกับหุ้นที่มีสภาพคล่องสูงที่บรรดากองทุนทำกำไรต่างๆ ให้ความสนใจกันมาก ก็มีคนวิเคราะห์กันมาก ทำให้ราคาที่อยู่บนกระดานมักเป็นราคาที่ "ถูกต้อง" หรือแม้จะเป็นราคาแพงเกินไปก็ตาม นอกจากนั้นแล้ว ด้วยปริมาณจำนวนเงินของนักลงทุนรายย่อย ก็คงไม่สามารถซื้อหุ้นในปริมาณที่มากมายมหาศาลได้ หุ้นสภาพคล่องที่ว่าต่ำนั้นอาจจะเพียงพอกับเงินที่มีที่จะทำการซื้อขายได้อย่างสบายด้วยซ้ำไป

สำหรับนักลงทุนหลายๆ คนแล้ว การขายเป็นเรื่องที่คู่กันกับการซื้อ นั่นคือซื้อมาแล้วก็ต้องขาย แต่สำหรับบางคนแล้วเมื่อซื้อของดีมาได้ในมือแล้ว ความคิดในการขายนั้นยังไม่เกิดขึ้นมาเลยเมื่อทการซื้อของดีชิ้นนั้นๆ เราคงบอกไม่ได้ว่าแบบไหนเป็นเรื่องที่ถูกต้องหรือแบบไหนเป็นเรื่องที่ผิด เพราะความต้องการของแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน โดยส่วนตัวแล้วผมอาจจะจัดอยู่ในประเภทที่สองก็ได้นะครับ คือเมื่อได้ของดีที่เป็นห่านทองคำ ออกไข่เป็นทองคำตลอดเวลาในปริมาณที่มาก ก็คงมีความคิดที่จะจัดการกับ "ไข่ทองคำ" ที่ออกมามากกว่าจะจัดการกับ "แม่ห่านทองคำ" ที่ออกไข่ให้กับผม ดังนั้นแน่นอนครับว่าการซื้อหุ้นที่มีสภาพคล่องต่ำ เราจะต้อง "รู้ล่วงหน้า" แล้วว่าเราจะขายหุ้นนั้นออกไปได้ยาก แต่อย่างไรก็ตามเรื่องนี้อาจจะมีความเปลี่ยนแปลงต่อไปในอนาคตก็ได้เช่น เมื่อใดที่บริษัทนั้นเติบโตมากขึ้น สภาพคล่องที่เคยเห็นว่าต่ำก็อาจจะสูงขึ้นได้เมื่อมีคนสนใจมากขึ้น และถ้ามองในแง่ของการซื้อเพื่อลงทุน การเข้าลงทุนซื้อหุ้นที่มีสภาพคล่องต่ำต่างๆ นี้ เราก็คงไม่สามารถเข้าซื้อได้ทีละมากๆ แต่เป็นลักษณะของการทะยอยซื้อ ดังนั้นเมื่อเกิดอะไรขึ้นเราก็ยังพอมีโอกาสที่จะขายออกมา (เมื่อสิ่งที่คิดว่าจะเป็น ผิดไปจากที่เราคิดไป) ได้อยู่

ส่วนการขายหุ้นออกจริงๆ นั้น เมื่อบริษัทเติบโตขึ้นมาก จนหุ้นขึ้นไป 5-6 เท่าหรือมากกว่านั้น และจ่ายปันผลเป็นจำนวนมากหลายสิบเปอร์เซ็นต์ เมื่อนั้นเราอาจจะลืมความต้องการในการขายหุ้นนั้นไปเลยก็ได้ หรือแม้แต่เมื่อต้องการขาย จำนวนที่จะต้องขายเพื่อให้ได้เงินมาทำอะไรสักอย่างหนึ่งตามต้องการ ก็อาจจะน้อยกว่าตอนที่ซื้ออยู่หลายเท่าก็ได้ (เพราะราคาหุ้นได้ขยับสูงขึ้นไปมาก)

บางที ความลับของการลงทุนสำหรับบางคนก็คือ การพยายามหาหุ้นที่ถูกลืม หุ้นสภาพคล่องต่ำๆ ที่นักวิเคราะห์ไม่รู้จัก แต่มีศักยภาพในการเติบโตในราคาที่ต่ำกว่าความเป็นจริงไปมาก (ซึ่งก็เหมาะกับการซื้อของรายย่อย เพราะสภาพคล่องส่วนที่มีอยู่ก็เพียงพอแล้วกับปริมาณเงินของเราที่จะเข้าไปซื้อได้) แล้วจัดการเข้าไปซื้อลงทุน ถือกินปันผลแล้วรอให้บริษัทนั้นเติบโตต่อไปเรื่อยๆ เท่านั้นเองครับ

วันเสาร์ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2556

จะหาหุ้นดีราคาถูกด้วยแนว VI ได้ไหมในเมื่อนักลงทุนมีความรู้มากขึ้น


ไม่กี่วันที่ผ่านมานี้ ผมได้รับอีเมล์จากเพื่อนนักลงทุนท่านหนึ่งที่ถามคำถามที่กระตุ้นความคิด (และความรู้สึก) หลายอย่างเลยทีเดียว เพื่อนได้ถามว่าการที่นักลงทุนมีความรู้ในการลงทุนมากขึ้นจะมีผลกับตลาดหุ้นหรือไม่ในแง่ของราคาหุ้น เมื่อทุกคนมีความรู้ในการลงทุนมากขึ้น เราคงจะหาหุ้นดีราคาถูกได้ยากขึ้นในอนาคต และแนวทางแบบviจะยังใช้ได้ผลหรือไม่ (ในเมืองไทย) ถึงแม้จะได้รับการพิสูทธ์มาแล้วว่าได้ผลในต่างประเทศแต่ต่างกันกับประเทศไทยเพราะตลาดเราเล็กกว่ามาก

นักลงทุนไทยทุกวันนี้ มีความรู้มากขึ้นจริงครับ สังเกตจากหนังสือต่างๆ เกี่ยวกับการลงทุนที่วางขายในท้องตลาดทุกวันนี้ ก็มีการพูดถึงทั้งเรื่องปัจจัยพื้นฐานและปัจจัยทางเทคนิครวมทั้งการวิเคราะห์เศรษฐกิจ ค่าเงิน หลายอย่างผสมรวมกัน และจะเห็นว่ามีมากขึ้นทุกวันถ้าดูตรงจุดนี้ เทียบกับในต่างประเทศ คงต้องยกตัวอย่างเช่น สหรัฐอเมริกา (เพราะผมอ่านหนังสือภาษาอื่นไม่ออกอีกนอกจากไทย, อังกฤษ ส่วนญี่ปุ่นก็แค่งูบ้างปลาบ้าง) ก็จะเห็นว่ามีหนังสือเรื่องการ "ทำเงิน" ในตลาดหุ้นอยู่มาก (ผมเรียกว่า ทำเงิน เพราะการกระทำหลายอย่างผมไม่คิดว่าเป็นการลงทุนเพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่คาดหวังได้เพียงพอ แต่ลงไปแล้วเงินหายไปหรือเหลือน้อยลงนั้นเป็นไปได้มากกว่า)

แต่ถ้าดูให้ลึกลงไป ก็ยังมีหนังสืออยู่หลากหลายประเภท ทั้งการลงทุนโดยใช้พื้นฐานธุรกิจและการเก็งกำไรโดยอาศัยปัจจัยทางเทคนิค ต้องถามอีกครั้งหนึ่งว่าอะไรยากง่ายกว่ากัน(แต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน) และอะไรขายดีกว่ากัน (ซึ่งต้องบอกตรงๆ ว่าผมเองก็ไม่ทราบ) แต่สิ่งหนึ่งที่ต้องยอมรับคือ การลงทุนด้วยปัจจัยพื้นฐานของบริษัทนั้น ต้องใช้เวลา จนหลายครั้งที่นักลงทุนแบบอาศัยปัจจัยพื้นฐาน หรือ นักลงทุนแบบ VI (คล้ายแต่ไม่เหมือนกันครับ) จะบอกเสมอว่า เวลาเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของพวกเขา และสิ่งที่อยากให้เป็นกับชีวิตก็คือ อยากให้อายุยืน สุขภาพสมบูรณ์ พอที่จะอยู่ดูความสำเร็จของการลงทุนที่ตัวเองได้คิดคำนวณและคาดหวังไว้ หลายกรณีใช้เวลา 5 ปีขึ้นไป

ถึงตรงนี้ต้องถามต่ออีกว่า คนจำนวนมากหรือน้อยเท่าไรที่จะทนรอความสำเร็จนั้นได้ อาจจะต้องใช้เวลา 5-10 ปีกันเลยทีเดียวที่ราคาหุ้นและ/หรือปันผลจะเพิ่มขึ้น 4-5 เท่าตัว เทียบกับการเปลี่ยนแปลงของราคาหุ้นที่แกว่งไปมาสัปดาห์ละ 5% เพียงหนึ่งปีก็เป็นจำนวน 250% แบบเห็นๆ (นี่ไม่คิดการเก็งกำไรขาลงแบบ put future ต่างๆ อีกนะครับ) เพียงไม่นานก็ได้ผลตอบแทนไม่รู้กี่เท่าตัวแล้ว บางคนอาจจะคิดว่าถ้าอย่างเลว ได้บ้าง เสียบ้าง ได้ 100% ต่อปีก็ยังดี... ผู้ที่อยู่ในตลาดที่มีความคิดนี้ก็มีอยู่ไม่น้อยนะครับ (ผมไม่ได้เจาะจงว่าความคิดนี้ถูกหรือผิดนะครับ บางคนอาจจะทำได้จริงก็ได้)

อีกเรื่องเป็นเรื่องของใจ ใจในที่นี้หลายคนอาจจะตีความหมายว่าเป็นคนที่ต้องใจสู้ อึด ฮึด แบบศรีทนได้อะไรประมาณนั้น แต่จริงๆ แล้วคนเราจะทนอะไรได้ดีก็ต่อเมื่อเขาเข้าใจในสิ่งที่เป็นไป ในสิ่งที่เห็นที่เป็นอยู่เท่านั้น หัวใจในด้านการลงทุนก็คือความรู้ความเข้าใจในความเป็นไปของตลาด ในเรื่องของราคา ในการทำราคาของใครบางคน ในการไหลเข้าออกของเงินจากนักลงทุนกลุ่มต่างๆ (ไทย, เทศ, รายใหญ่, พร็อพเทรด, กองทุน เป็นต้น) คนที่ยังไม่มีประสบการณ์ผ่านวิกฤตการณ์ต่างๆ เมื่อเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วก็จะตกใจ ว่าราคามันขึ้นหรือลงได้มากมายขนาดนั้น จะแสดงถึงปัญหาของบริษัทหรือเปล่า หรือเขาเลือกลงทุนผิดจังหวะหรือเปล่า อะไรทำนองนั้น ในขณะที่คนที่ลงทุนมานาน จะเห็นว่าเป็นเรื่องปกติและถือเป็นโอกาสที่จะได้ซื้อหุ้นที่ราคาต่ำลง (แต่จะซื้อหรือไม่ก็ต้องคำนวณก่อนว่าราคานั้นถูกกว่าค่าของมันจริงๆ หรือเปล่าเสียก่อน) และคนที่เคยวิเคราะห์บริษัทต่างๆ มานาน และรู้ว่าตัวเองมันจะวิเคราะห์ได้ถูกต้อง (ว่าจะมีกำไรมากขึ้น/น้อยลง เท่าไร เมื่อไร ไม่ใช่ในแง่ของราคาหุ้น)ก็จะสามารถชั่งใจได้ว่าตัวเองจะทำอย่างไรต่อไป ถ้าวิเคราะห์ถูกมาตลอด และราคาหุ้นต่ำลงกว่าค่าที่แท้จริงของมัน คนเหล่านี้จะไม่รีรอเลยที่จะซื้อเพิ่มเข้ามาอีก

กลับมาถึงคำถามสำคัญก็คือ "จะหาหุ้นดีราคาถูกคงยากขึ้นในอนาคตแล้วแนวทางแบบ VI จะยังใช้ได้ผลไหม และใช้ในตลาดบ้านเราได้ผลหรือไม่เนื่องจากขนาดตลาดของเราเล็กกว่าต่างประเทศมาก" จากข้างบนจริงๆ แล้วมีหลายคำถาม จึงต้องว่ากันเป็นข้อๆ คือ

(1) จะหาหุ้นดีราคาถูกคงยากขึ้นในอนาคตหรือไม่

กับคำถามนี้ จะเห็นว่าหลายครั้ง ราคาหุ้นที่เป็นอยู่ไม่ได้เกิดจากนักลงทุนแบบ VI ทั้งหมด (เพราะยังมีคนอีกจำนวนไม่น้อยที่ไม่ได้ใช้แนวทางนี้ รวมทั้งกองทุนอีกหลายกองทุนด้วย) ยิ่งสมัยนี้มีการทำกำไรได้จากการที่หุ้นลดราคาต่ำลง ทำให้ราคาหุ้นที่เห็นในตลาดบิดเบือนผิดไปมากกว่าที่เป็น (ทั้งแพงไป และ ถูกไป) โอกาสจึงมีเสมอ อย่างทุกวินาทีนี้ที่หุ้นลงมาหลายร้อยจุด ก็มีหุ้นที่ราคาไม่แพงและถูกปนอยู่ให้เห็นเสมอใช่ไหมครับ

(2) แนวทางแบบ vi จะยังใช้ได้ผลไหม

ผมยังคงคิดว่าแนวทางการลงทุนแบบ VI เป็นแนวทางที่ปลอดภัยที่สุด ผมไม่ใช้คำว่าถูกต้องที่สุดถ้ามองในแง่ของผลตอบแทนในระยะสั้น แต่อย่างน้อยแนวทาง VI เป็นแนวทางที่เราได้ลงทุนโดยการคำนวณไว้แล้วอย่างมีหลักการล่วงหน้า ไม่ว่าจะใช้อัตรากำไรของบริษัทในอดีตและที่คาดหวังในอนาคต, ไม่ว่าจะใช้อัตราปันผลของบริษัทในอดีตและที่คาดหวังในอนาคต มาใช้คำนวณ ซึ่งเราสามารถใช้ตัวเลขเหล่านี้มาใส่ MOS (Margin Of Safety) เข้าไปอีกว่าในกรณีเลวร้ายที่สุดแล้ว เราจะมีผลตอบแทนเท่าไร หรือหายไปเลย เราก็เอามาประกอบการตัดสินใจได้ ผมจึงคิดว่าแนวทางนี้ยังคงได้ผลอยู่ เพียงแต่เราต้องทำงานามากขึ้นเพื่อเสาะหาหุ้นที่ราคาต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริงของมันไปมากๆ (มี MOS มากพอที่เราพอใจ)

(3) แนวทาง VI ได้ผลในต่างประเทศแต่ต่างกันกับประเทศไทยจะได้ผลหรือไม่เพราะตลาดเราเล็กกว่ามาก

ตรงนี้ผมมองว่าเป็นโอกาสมากกว่านะครับ เพราะการที่ตลาดเล็กจะมีการผันผวนของราคาหุ้นมากกว่า (แบบนี้ล่ะกระมังที่นักลงทุน, นักเก็งกำไรต่างชาติ ชอบนัก) และจากนิสัยโดยทั่วไปของตลาดหุ้นที่ "เว่อร์" คือ ดีใจก็ดีใจเกินเหตุ ตกใจก็ตกใจเกินเหตุ ทำให้ราคาหุ้นมัน "เว่อร์" ไปด้วย ทั้งแพงไปและถูกไป (เมื่อเทียบกับ value หรือค่าที่แท้จริงของมัน) จึงยิ่งเป็นโอกาสให้นักลงทุนแบบ VI หาประโยชน์จากตรงนี้ได้อีก เรียกว่าเมื่อเป็นศัตรูไม่ได้ ก็เป็นมิตรเสียเลย แต่ต้องเป็นด้วยแนวทางที่ "มีโอกาสที่จะสำเร็จ" ที่สุดนั่นเอง

ช่วงนี้หุ้นผันผวน ก็ต้องพิจารณาสิ่งที่เราจะทำ หรือไม่ทำ อะไรกับหุ้นและตลาดนะครับการอยู่เฉยๆ ก็เป็นการตัดสินใจว่าเราจะไม่ทำอะไรกับมันเช่นกัน การอยู่เฉยๆ ไม่ได้หมายความว่าเรายังไม่ได้ตัดสินใจ สำหรับผม คงซื้อเพิ่มในตัวที่เห็นว่ายังไม่แพง และอยู่เฉยๆ ในตัวที่ถือลงทุนครับ (ผมมีรายได้จากปันผลเป็นการประกันว่า เป็นอิสระทางการเงินดังนั้นยากมากที่ผมจะขายหุ้นออกไปครับ)

วันอังคารที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ซื้อหุ้นโตเร็วก็เจ๊งได้ (ถ้า....)

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้ มีหุ้นหลายตัวที่เรียกว่าเป็นซุบเปอร์หุ้น มีราคาเปลี่ยนแปลงในช่วงไม่กี่ปีเป็นสิบเท่าตัว และแม้ราคาจะดูแพงแล้ว (P/E ค่อนข้างสูง เช่น 20 หรือ 30 หรือกว่านั้น) ก็ยังมีนักลงทุนจำนวนหนึ่งที่ยอมจ่ายเงินเพื่อซื้อหุ้นนั้นเข้ามาในพอร์ต หุ้นเหล่านี้มักจะเป็นหุ้นที่อยู่ในกลุ่ม (อยู่จริง หรือ อย่างน้อยก็เชื่อกันว่าเป็น) "หุ้นโตเร็ว" นั่นเอง

เหตุที่ผู้คนยอมซื้อหุ้นที่ราคาสูงเหล่านี้ (ถ้าไม่นับเหตุผลทางเทคนิคที่บอกว่าราคากำลังขึ้น และน่าจะยังขึ้นต่อไป) ก็เพราะลักษณะของความเป็นหุ้นที่เติบโตเร็ว คำว่าโตเร็วนี้ก็คือกำไรโตเร็วนั่นเอง ดังนั้นราคาที่สูงที่ทำให้ค่า P/E (Price คือราคาหุ้น ต่อ Earning หรือกำไรต่อหุ้น) ในปัจจุบันที่สูง อาจจะกลายเป็น P/E ที่ต่ำในอนาคตที่จะถึงเช่นในอีก 1-2 ปี เนื่องจากการคาดการณ์ว่ากำไรที่จะเกิดขึ้นจะมากเป็น 2 หรือ 3 เท่า หรือกว่านั้นเป็นต้น

อย่างไรก็ตาม การลงทุนในหุ้นในลักษณะนี้ก็มีความเสี่ยงแฝงอยู่ อาจจะทำให้นักลงทุนเสียหายหรือที่ภาษาเราๆ ท่านๆ เรียกว่า "เจ๊งหุ้น" ได้ เหตุผลที่เจ๊งนี้ก็เพราะว่านักลงทุนส่วนมากซื้อแล้วรอไม่ได้นั่นเอง หุ้นโตเร็วเป็นสิ่งที่ดี แต่เราต้องรู้ทันเป็นคนแรกๆ และก่อนจะจ่ายเงินซื้อ ก็ต้องคำนวณดูด้วยว่าราคาที่เหมาะสมนั้นยังสูงกว่าราคาที่กำลังซื้อขายกันอยู่หรือไม่ นั่นคือต้องสามารถคำนวณมูลค่าของบริษัทได้ (ถ้าราคาสูงมากๆ ทำอย่างไรก็ไม่คุ้มการลงทุน, มีส่วนเผื่อเพื่อความปลอดภัยต่ำ ก็ไม่น่าลงทุน) และที่สำคัญคือต้องสามารถรอได้ คือรอสิ่งที่คำนวณให้เป็นจริง ซึ่งต้องใช้เวลาครับ

วันอังคารที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ธุรกิจที่โตยากและโตง่าย



สำหรับการเป็นนักลงทุนแล้ว คงไม่มีใครไม่อยากประสบความสำเร็จ ได้ผลตอบแทนสูงจากการลงทุนจริงไหมครับ และหนึ่งในนั้นก็คือการอยากให้ราคาของหุ้นที่เราได้ซื้อเข้ามาปรับตัวสูงขึ้นไปมากๆ นั่นเอง
ถ้าจะว่ากันโดยพื้นฐานแล้ว การที่ราคาหุ้นจะปรับตัวขึ้นไปได้สูงมากนั้น ก็ต้องเกิดจากการที่บริษัทสามารถสร้างผลกำไรได้สูงขึ้นนั่นเอง ถ้ากำไรต่อหุ้นปรับตัวสูงขึ้น ราคาหุ้นก็ย่อมจะปรับตัวสูงขึ้นไปด้วย (บนสมมติฐานที่ว่าธุรกิจนั้นไม่มีสิ่งเลวร้ายแอบแฝงอยู่ เช่นมูลหนี้อันมหาศาล, คดีความที่ถึงกับจะทำให้บริษัทต้องล้มหายตายจากไป, หรือพื้นฐานอื่นที่ทำให้บริษัทไม่อาจดำเนินงานต่อไปได้ เป็นต้น)​ ดังนั้นหากท่านเป็นนักลงทุนที่มีเป้าหมายที่จะลงทุนในธุรกิจที่มีการเติบโตได้สูง ก็สมควรจะต้องแยกให้ออกได้ว่าธุรกิจนั้นมีศักยภาพเติบโตได้มากน้อยเพียงใดด้วย

ถ้าพูดในแง่ของโอกาสและความสามารถในการเติบโตของธุรกิจแล้ว เราอาจจะแบ่งออกได้เป็นสองแบบหลักๆ คือแบบที่โตได้ยากและโตได้ง่าย (เทียบกับพื้นฐานที่ธุรกิจนั้นเป็นอยู่ในปัจจุบัน)​ ซึ่งมักมีปัจจัยหลักอยู่เช่น

1) ข้อจำกัดทางกฏหมาย
นับเป็นปัจจัยภายนอกที่ธุรกิจไม่สามารถควบคุมได้ บางครั้งมีการจำกัดโควตาบางอย่างของบางสินค้า ลักษณะเช่นนี้ก็เป็นหนึ่งในอุปสรรคทางกฏหมายต่อการขยายตัวของธุรกิจ

2) สภาพความเปลี่ยนแปลงของตลาด-วิถีชีวิตของลูกค้า
แนวโน้มหลายอย่างที่เปลี่ยนไปตามสถานการณ์ของโลกที่เปลี่ยนไป หรือของเทคโนโลยี ลักษณะการใช้ชีวิตของลูกค้าหรือคนส่วนใหญ่ที่เปลี่ยนไป เป็นเหตุสำคัญหนึ่งที่ทำให้การขยายตัวของธุรกิจแตกต่างกันได้ ตัวอย่างง่ายๆ ก็ลองมองย้อนไปเมื่อ 25 ปีที่แล้ว ที่โทรศัพท์มือถือเป็นของพิเศษสำหรับบางคนเท่านั้น แต่ในปัจจุบันกลายเป็นของสำหรับแทบทุกคน จวบจนปัจจุบันที่พัฒนากลายมาเป็นสมาร์ทโฟน คงไม่ต้องบอกว่าผู้เกี่ยวข้องกับธุรกิจนี้ต่างทำกำไรได้มหาศาลกันไปหลายรายทีเดียว

3) ลักษณะของธุรกิจนั้นเอง
ธุรกิจหลายอย่างเป็นธุรกิจเกี่ยวข้องกับการผลิต ซึ่งจะต้องสร้างโรงงาน ต้องจัดหาวัตถุดิบ หรือแม้จะต้องพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาใช้ ธุรกิจเหล่านี้จะใช้เงินลงทุนค่อนข้างมาก และต้องใช้เวลาในการวิจัย สร้างโรงงาน และทดสอบต่างๆ อีกยาวนาน กว่าจะสามารถขยายผลประกอบการได้สักครั้งหนึ่ง อย่างไรก็ตามก็ยังมีธุรกิจอีกจำนวนหนึ่งที่ไม่ประสงค์จะทำการผลิตเอง แต่เลือกช้วิธีการหาคู่ค้าเพื่อให้ทำการผลิตให้ ซึ่งเป็นการหลีกเลี่ยงปัญหาได้หลายอย่าง​ (เพียงแต่ต้องจัดการดูแลความลับและคุณภาพสินค้าให้ดี) ตัวอย่างก็เช่นบริษัทสมาร์ทโฟนชื่อดังของโลก ที่ใช้วิธีจ้างคนอื่นผลิต ไม่ได้ทำเอง)​ หรือบริษัทบางอย่างดำเนินการเรื่องของซอฟท์แวร์ หรือสินค้าด้านดิจิตอล ของแบบนี้สามารถขยายกำลังการผลิตได้แทบไม่มีที่สิ้นสุดในเวลาอันรวดเร็ว ตัวอย่างก็อยู่ไม่ไกลตัวพวกเรา เช่น บริษัทที่สร้างระบบปฏิบัติการต่างๆ สำหรับคอมพิวเตอร์ของพวกเรานั่นเอง

4) ความสามารถของผู้บริหาร
เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญมากแต่พิจารณาตัดสินได้ยากสักหน่อย ผู้บริหารที่มีวิสัยทัศน์ มีความสามารถด้านการเงิน สามารถระดมทุน และมีความสามารถในการขาย จะสามารถนำพาบริษัทให้เจริญรุ่งเรืองได้มากกว่าผู้ที่มีความสามารถต่ำกว่า ผู้บริหารที่ดีจะสามารถแม้แต่หาสินค้าใหม่ ลูกค้าใหม่ ลักษณะการผลิตและให้บริการใหม่ เพื่อให้ธุรกิจขยายตัวได้ดีกว่าอัตราที่เคยเป็น อย่างไรก็ตาม สำหรับนักลงทุนแล้ว เราควรมองไปที่ระบบการบริหารจัดการมากกว่าตัวบุคคล เพราะอะไรก็เกิดขึ้นได้กับใครก็ตาม หากวันหนึ่งที่บริษัทไม่มีคนคนนั้นอีกต่อไป (อาจจะล้มหายตายจาก หรือ ย้ายงาน หรือ วางมือจากธุรกิจ)​ ระบบที่ดีจะยังสามารถดำเนินต่อไปได้

5) ชื่อยี่ห้อ/ตราสินค้า
ข้อนี้อาจจะเรียกว่าเป็นบุญเก่าก็ไม่ผิดนัก เพราะเป็นสิ่งที่เป้นทรัพย์สินที่สำคัญที่สุดที่มีอยู่แล้วของธุรกิจ เราจะสังเกตได้ว่า มีธุรกิจหลายอย่างที่มีชื่อเสียงดีมาก ไม่ว่าจะทำอะไรรุ่นไหนออกมาก็มักจะขายได้ (ทั้งที่บางทีก็ไม่ได้มีคุณภาพดีที่สุด)​ ทำให้โอกาสในการขยายตัว เพิ่มยอดขายมีความเป็นไปได้สูงกว่าธุรกิจที่ไม่เป็นที่รู้จักนัก

หากเพื่อนนักลงทุนสามารถค้นหาธุรกิจที่มีศักยภาพในการเติบโตสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือค้นพบก่อนคนอื่น ในราคาที่ยังไม่มีใครมองเห็นแล้วล่ะก็ โอกาสที่จะทำกำไรในการลงทุนได้สูงก็ไม่ห่างเกินความเป็นจริงนักครับ

ควรกู้เงินมาเล่นหุ้นหรือไม่



ไม่นานมานี้ มีเพื่อนท่านหนึ่งถามคำถามที่น่าสนใจมากในเว็บบอร์ดเกี่ยวกับหุ้น ว่าเราควรกู้เงินมาเล่นหุ้นไหม และมันจะแตกต่างจากการกู้เงินมาทำธุรกิจหรือไม่อย่างไร นับว่าเป็นคำถามที่เหนือกว่าขั้นพื้นฐานสักหน่อยหนึ่งที่น่าสนใจมากครับ

แต่คำตอบโดยนักลงทุนที่มีประสบการณ์ทั้งด้านการลงทุนในหุ้นและการลงทุนในธุรกิจ (คือทำธุรกิจเอง) จะชัดเจนมากโดยไม่ต้องตีความว่า "ต่างกันมากมาย"

สิ่งที่แตกต่างกันมากเป็นสิ่งที่เห็นได้ชัดว่า เราไม่สามารถควบคุมราคาของหุ้นได้ การกู้เงินมาเล่นหุ้นจึงมีความเสี่ยงมาก หลายคนอาจจะบอกว่าไม่เป็นไรหรอก ก็แค่มีวินัยในการเล่นสิ ซึ่งก็จริงอยู่ เพราะการขายตัดขาดทุนเป็นสิ่งที่จำเป็นมากเพื่อจำกัดความเสียหายจากการลงทุนในแบบกู้ยืมนี้ แต่การทำแบบนี้ก็ไม่ได้จะสามารถจำกัดความเสียหายได้ตลอดทุกกรณีไป เพราะยังมีเหตุการณ์ที่เรียกว่าการ "กระโดดลง" ของราคาได้เมื่อเปิดหรือปิดตลาด ความเสียหายก็จะเกิดขึ้นมากได้

หันมามองด้านธุรกิจบ้างที่เราสามารถควบคุมสิ่งต่างๆ ในธุรกิจได้ดีกว่ามาก ไม่ว่าจะเลือกขายอะไร ให้กับใคร ด้วยอัตรากำไรเท่าไร จำนวนเท่าไร รวมทั้งบางกรณีก็สามารถเก็บเงินก่อน หรือเก็บเงินมัดจำบางส่วนก่อนก็ได้อีก ทำให้ความเสี่ยงต่ำลงไปอีก หลังจากการได้การขายนั้นแล้ว ค่อยกู้ยืมเงินมาหมุนเวียนก็ได้ (คือเป็นการสร้างหนี้สินหมุนเวียนที่จะสร้างสินทรัพย์หมุนเวียนขนาดใหญ่ขึ้น)

การกู้เงินมาทำอะไร เรียกว่าเป็นการทำ Leveraging ซึ่งต้องจำเอาไว้เลยว่า
จะต้องทำในสิ่งที่ Control ได้ ไม่อย่างนั้นแล้ว อย่าทำ!

อยากให้บริษัทไหนเข้าตลาดหลักทรัพย์

 

ตามลักษณะนิสัยของนักลงทุนแล้ว เรามักจะต้องหมั่นสังเกตสิ่งที่อยู่รอบๆ ตัวเราเสมอโดยเฉพาะธุรกิจที่อยู่รอบตัว ว่าอันไหนดูดีน่าจะมีกำไร น่าจะเติบโตได้ และที่สำคัญคือจะต้องเป็นสิ่งที่เราเห็นก่อนคนอื่นด้วย เรียกว่าเป็นการหาช่องทางในการลงทุนก็ไม่ผิด และเมื่อเรามองไป เราก็จะพบกับของสองอย่างคือ ธุรกิจที่ปัจจุบันนี้ก็อยู่ในตลาดหลักทรัพย์อยู่แล้ว และอีกประเภทหนึ่งก็คือที่ยังไม่ได้อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ บางครั้งเราก็ตั้งคำถามในใจเล่นๆ เหมือนกันว่า สำหรับธุรกิจที่ปัจจุบันไม่ได้อยู่ในตลาดฯ แล้ว เราอยากให้ธุรกิจไหนเข้าซื้อขาย (รวมทั้งเพิ่มทุนด้วย) ในตลาดหลักทรัพย์?

ก็นับว่าเป็นคำถามที่ดีและสามารถมองได้อย่างน้อยสองแง่มุม (หรืออาจจะมากกว่านั้นนะครับ) คือ
แง่มุมหนึ่งคือเราอยากได้กิจการที่ดีอยู่แล้ว และคิดว่่ามีกำไรดี (ซึ่งจริงๆ ก็คงมีกำไรดีจริงนั่นล่ะ) เข้ามาให้เราได้มีส่วนร่วมเป็นเจ้าของ ให้ได้ระดมทุนจากเราไปและสุดท้ายก็แบ่งกำไรให้เราด้วย - ในการนี้ก็คิดไม่ผิดหรอก แต่ก็ต้อบอยู่ที่ว่าธุรกิจดังกล่าวนั้นเข้่าตลาดมาด้วยราคาเท่าไร แพงเกินไปกับที่จะเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าหรือไม่

อีกแง่มุมหนึ่ง เป็นมุมที่มองกิจการที่ดี มีประโยชน์กับประชาชนส่วนรวม แต่ด้วยการบริหารจัดการที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน อาจจะโดยคนของใครก็ตาม ซึ่งดูเหมือนไม่มีฝีมือมากพอ, เกิดการรั่วไหลสูง, ขยายกิจการ หาลูกค้า หาช่องทางใหม่ๆ ไม่ได้ จึงอยากให้นำเข้าตลาด เพื่อให้เกิดการบริหารงานที่โปร่งใส ได้ผู้บริหารที่มีฝีมือที่ผู้ถือหุ้นร่วมกันคัดเลือกมา และพลิกจากการขาดทุน การอยู่แบบ "ไปวันๆ ไร้ความภาคภูมิใจในงาน" (เวลาใครถามว่า ทำงานที่ไหน ผมเชื่อเลยว่าหลายคนภูมิใจที่จะตอบ ในขณะที่หลายๆ คนก็ตอบไปอย่างนั้นๆ และอีกหลายคนไม่อยากตอบก็มี)

โดยส่วนตัวแล้ว อยากเห็นการนำกิจการที่มีสิทธิประโยชน์บางอย่าง แต่ถูกบริหารอย่างซอมซ่อ รั่วไหลสูง เข้ามาระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ เพื่อให้เกิดสภาวะที่เรียกว่า win-win เกิดประโยชน์กับลูกค้า (ประชาชนที่ใช้สินค้า/บริการ) กับเจ้าของเงิน (เจ้าของเดิม, รัฐ, นักลงทุนรายใหม่ที่เพิ่มเงินเข้าไป) และกับประเทศชาติ (กิจการมีโอกาสจ่ายภาษีสูงขึ้น, รัฐมีโอกาสได้ส่วนแบ่งปันผลมากขึ้น) ก็น่าจะเป็นอีกมุมมองหนึ่งที่น่าพิจารณานะครับ

แต่บางที สำหรับในประเทศไทยเราแล้ว การทำอะไรบางอย่างด้วยเจตนาจะสร้างสภาพการณ์ win-win ก็อาจจะต้องฝ่าฟันอุปสรรคหมู่คนบางพวกไปก่อนเหมือนกันนะครับ

ซื้ออะไรในหุ้น ตอนที่ 2 (จบ)

 

จากตอนที่ผ่านมา เราได้ทราบว่ามีนักลงทุนส่วนหนึ่งที่ซื้อหุ้นโดยมองว่าเป็นการซื้อส่วนของกิจการ และก็พร้อมที่จะรับสิ่งที่เกิดขี้นอันเป็นผลพวงของการดำเนินธุรกิจของบริษัทที่ตัวเองมีส่วนเป็นเจ้าของนั้นด้วยแต่โดยดี

คำถามหนึ่งที่สำคัญในการตัดสินใจซื้อหุ้นของนักลงทุนแบบนี้คือ จริงๆ แล้วเขาซื้ออะไรในหุ้น? คำตอบที่ว่าเขาซื้อส่วนของความเป็นเจ้าของบริษัทนั้นๆ คงไม่เพียงพอเสียแล้ว เพราะคงไม่สามารถแยกส่วนของความเป็นเจ้าของในบริษัทที่ดีและไม่ดีออกจากกันได้ นักลงทุนแบบนี้จะมองหาความพิเศษอะไรบางอย่างใน "หุ้น/บริษัท" นั้น ซึ่งมีได้หลายอย่างเช่น

1) ยี่ห้อ
ตราสินค้าที่ได้รับความนิยมเป็ตพิเศษ สามารถเป็นสิ่งที่นักลงทุนพิจารณาในการซื้อหุ้นได้ หลายกรณีที่ลูกค้าซื้อสินค้าโดยพิจารณาที่ยี่ห้อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสินค้าแฟชั่นที่ตราสินค้ามีคุณค่าต่อจิตใจของผู้ซื้อ เมื่อเราถือหุ้นของบริษัทที่มียี่ห้อที่แข็งแกร่งก็คือเรามีส่วนเป็นเจ้าของยี่ห้อที่แข็งแกร่งนั้นด้วย


2) การผูกขาด
อาจจะเป็นการผูกขาดด้วยการได้ข้อตกลงพิเศษในการซื้อ/ขาย หรือด้วยสัมปทาน ที่ทำให้คู่แข่งอื่นไม่สามารถเข้ามาแย่งลูกค้าไปได้ เนื่องจากผิดกฏหมายหรือข้อตกลงอื่นใดโดยทั่วไป จึงเป็นสิ่งหนึ่งที่แทบจะรับประกันรายได้ของธุรกิจได้เลยทีเดียว การซื้อหุ้นของบริษัทที่ได้รับสัมปทานก็เหมือนกับการที่เราได้รับส่วนของสัมปทานไปด้วยนั่นเอง


3) คุณภาพที่ไม่มีใครตามทัน
เรื่องคุณภาพอันเป็นพิเศษที่แตกต่างจากคนอื่นก็เป็นหนึ่งในสิ่งที่เราซื้อได้เช่นกัน แต่เรื่ิองของคุณภาพนี้เป็นสิ่งที่ต้องระวัง เพราะธุรกิจทุกอย่างล้วนมีคู่แข่งที่ต่างก็พัฒนาคุณภาพของสินค้าและการให้บริการอยู่ตลอดเวลา ธุรกิจที่มีสินค้าและบริการที่มีคุณภาพดีมากในวันนี้จึงอาจจะกลายเป็นธุรกิจที่ธรรมดาหรือแย่ในอนาคตก็ได้หากคนอื่นสามารถตามได้ทันและแซงหน้าไป


4) ตวามแตกต่าง
มีธุรกิจหลายประเภทที่มีความแตกต่างอยู่ในตัวของมัน ไม่ว่าจะเป็นการเป็นเจ้าแรกที่ทำ, การเป็นผู้ที่มีเทคโนโลยีล่าสุด, การจำหน่ายสินค้า/บริการที่ได้มาจากการถ่ายทอดมาหลายชั่วอายุคน, การขายสินค้า/บริการที่มีชื่อเสียงจากถิ่นที่อยู่ สิ่งเหล่านี้เป็นสื่งที่มีชื่อเสียง เป็นความแตกต่างที่ใครจะแย่งชิงไปไม่ได้ง่ายๆ


ทั่งหมดนี้เป็นสิ่งที่นักลงทุนอาจจะต้องให้ความสนใจและรวมไว้ในการวิเคราะห์ว่าธุรกิจมีอยู่ในตัวหรือไม่ เพราะเมื่อเราซื้อส่วนของธุรกิจนั้น เราก็จะได้สิ่งเหล่านั้นติดมาด้วย และสิ่งเหล่านั้นเองอาจจะเป็นสิ่งที่สร้างกำไรและผลตอบแทนที่ดีให้กับนักลงทุนในระยะยาวครับ

ซื้ออะไรในหุ้น ตอนที่ 1

 
สำหรับนักลงทุนในตลาดหลักทรัพย์แล้ว สิ่งที่หนีไม่พ้นก็คือการซื้อขายหุ้น บางคนอาจจะชำนาญมากเป็นพิเศษก็อาจจะขายก่อนแล้วซื้อคืนก็ได้ (เรียกว่า short) ซึ่งก็มีความเสี่ยงมากกว่าการซื้อก่อนแล้วขายออกทีหลัง (เรียกว่า long) เสียอีกในกรณีที่หุ้นขึ้นไปเรื่อยๆ ไม่ว่าจะอย่างไรก็แล้วแต่ ก็คงหนีไม่พ้นการซื้อและขายสิ่งที่เรียกว่า "หุ้น" อยู่นั่นเอง

ในความเป็นจริงแล้ว เราอาจจะมองหุ้นได้หลายความหมาย นักเก็งกำไรทั่วไปอาจจะมองว่า "หุ้นเป็นสิ่งที่มีราคาและซื้อขายกันได้" ราคาของ "สิ่ง" นั้นสามารถเปลี่ยนแปลงขึ้นลงไปได้ในแต่ละวันตามแต่ว่าคนจะให้ค่ามัน และสามารถซื้อขายได้ นักเก็งกำไรโดยเฉพาะระยะสั้นหรือผู้ที่ไม่สามารถถือหุ้นไว้นานๆ ได้ เพราะต้องการเงินกลับคืนในเวลาอันจำกัด มักจะให้ความสำคัญกับราคาและสภาพคล่องของหุ้นเป็นหลัก คือจะต้องสามารถขายเพื่อเปลี่ยนเป็นเงินกลับคืนได้ทันทีเมื่อต้องการ บางครั้งการซื้อขายอาจจะเป็นไปโดยรวดเร็วกับหุ้นของหลายบริษัทมากจนอาจจะไม่ทราบด้วยซ้ำว่าบริษัทนั้นทำธุรกิจอะไร อาจจะเรียกได้ว่าเพราะไม่มีเวลาจะวิเคราะห์ใดๆ ก็ได้ คือจังหวะและเวลาเป็นเงินเป็นทองนั่นเอง

หันกลับมามองที่กลุ่มนักลงทุนอีกประเภทหนึ่งกันบ้าง นักลงทุนแบบนี้จะมองว่า "หุ้นเป็นสิ่งที่แทนส่วนของความเป็นเจ้าของบริษัท" การที่นักลงทุนแบบนี้ซื้อหุ้น ก็เหมือนกับการซื้อส่วนของความเป็นเจ้าของบริษัท เรียกว่ามีส่วนได้ส่วนเสียไปกับบริษัทด้วย ถ้าบริษัทได้กำไรหรือได้กำไรมากขึ้น ก็มีโอกาสที่จะได้ปันผลหรือได้ปันผลมากขึ้น และในทางกลับกัน ถ้าบริษัทได้กำไรน้อยลงหรือขาดทุนในปีใด ก็มีโอกาสที่จะได้ปันผลน้อยลงหรือขาดทุน (หากราคาหุ้นปรับตัวต่ำลงกว่าราคาที่ซื้อมาและได้ทำการขายออกไป) การพิจารณาจะซื้อหรือขายหุ้นของบริษัทใดโดยนักลงทุนประเภทนี้ จะมีการพิจารณาก่อนว่าได้ทำการซื้อหุ้นของธุรกิจอะไร เราชอบไหม และมีแนวโน้มที่จะได้กำไรหรือขาดทุนอย่างไรต่อไปในอนาคต

ติดตามบทความเรื่อง "ซื้ออะไรในหุ้น (ตอนที่ 2)" ในคราวหน้านะครับ