วันอาทิตย์ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2559

กลยุทธ์การซื้อหุ้นให้ได้กำไร


เราจะเห็นอยู่เสมอว่าในหุ้นตัวเดียวกันแต่มีคนหลายคนซื้อขายอยู่ บางคนซื้อขายแล้วได้กำไรมากกว่าอีกคนหนึ่ง หรือคนหนึ่งขาดทุนมากในขณะที่อีกคนยังเสมอตัวรอดได้ บางคนซื้อขายแล้วขาดทุนในขณะที่อีกคนซื้อขายแล้วกำไรมากก็ยังมี ทั้งที่ทั้งสองคนนั้นล้วนมีข้อมูลครบถ้วนพอกัน สิ่งที่เกิดขึ้นก็เพราะคนต่างๆ มีการวางแผนการซื้อและขายต่างกัน การวางแผนในการซื้อซึ่งสำคัญกว่าแผนการขาย เพราะการขายนั้นอย่างมากก็ได้กำไรน้อยลง แย่สุดคือขายที่ราคาต่ำกว่าควรไปมากหรือที่เรียกว่า ขายหมู แต่การซื้อที่ผิดนั้นทำให้ขาดทุนได้มากมายทีเดียว ดังนั้นในคราวนี้เราจะมาดูเรื่องการซื้อขายหุ้นดูคร่าวๆ สักหน่อยว่าจะต้องทำอย่างไร โดยเรื่อง กลยุทธ์การซื้อหุ้นให้ได้กำไร นี้สามารถคิดได้ว่าเป็นส่วนเติมเต็มของ วิชาที่สามวิชาควบคุมต้นทุน ที่เป็นหนึ่งในห้าวิชาสำคัญใน วิชาหุ้น เลยก็ได้

การซื้อหุ้นอย่าผลีผลาม


ในโลกของการลงทุนแล้ว ป๋าวอเรน บัฟเฟตต์ ปรมาจารย์ในการลงทุนแนวเน้นมูลค่าของกิจการหรือ VI (Value Investment) เคยบอกไว้ว่า "ถ้าเจอหุ้นดีจริงล่ะก็ ส่งไปรษณีย์ไปซื้อก็ยังทัน" คำพูดนี้คำเดียวอาจจะสื่อความหมายได้หลายอย่างทีเดียว เช่น

  • ถ้าเจอของดี นั่นคือยังมีส่วนเผื่อเพื่อความปลอดภัยหรือ Margin Of Safety (MOS) สูงแล้วล่ะก็ ค่อยๆ ซื้อก็ยังทัน
  • การซื้อหุ้นต้องซื้อหุ้นที่ราคาต่ำกว่าค่า/มูลค่าที่แท้จริง/เหมาะสม ของบริษัท จึงเรียกว่าเป็นการลงทุน นอกจากนั้นถือว่าเป็นการเก็งกำไรทั้งสิ้น 
  • การซื้ออย่าผลีผลามแบบสาวๆ เห็นของลดราคา ค่อยๆ ซื้อก็ได้ คิดให้ดีก่อนว่าจำเป็นต้องรีบไหม มีตัวเลือกอื่นที่ดีกว่าหรือไม่ ถ้าตัดสินใจจะซื้อก็ต้องวางแผนการซื้อเพื่อให้ได้ต้นทุนต่ำ ซึ่งจะทำให้มีโอกาสขาดทุนน้อยที่สุด หรือแม้แต่ขาดทุนก็ไม่มาก และสุดท้ายแล้วได้กำไรเป็นกอบเป็นกำ
  • หุ้นร้อนที่ทำให้ต้องรีบร้อนซื้อ คือราคากำลังขึ้น คนสนใจมาก บังคับให้เราต้องรีบตัดสินใจรีบซื้อ ต้องให้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะเรามักตัดสินใจไม่เร็วพอ (ซื้อตอนหุ้นขึ้นมาระยะหนึ่งแล้ว คนที่ถือต้นทุนต่ำกว่าเรามากและได้เปรียบมีมาก)


ปกติแล้วเมื่อผมซื้อหุ้น ผมมักจะไม่ซื้อในคราวเดียว แต่วางแผนในการซื้อ (เรื่องขายนั้นไม่ยากเท่าไรเมื่อได้กำไรแล้ว แต่อย่า ขายหมู ก่อนก็แล้วกัน)

มาดูหลักการสักหน่อย


คราวนี้มาดูหลักการการซื้อหุ้นแบบสามเหลี่ยม หรือบางคนบอกว่าเป็นแบบปิรามิด (หัวคว่ำหัวหงายอะไรก็ได้อยู่) จะต้องดูอะไรบ้าง จุดซื้ออย่างไรอยู่ตรงไหน โดยหลักการ (และคำอธิบายหลักการเล็กน้อย) คือ
  • หาราคาแรกที่ควรเข้าซื้อ (ราคาหัว) จาก (ราคาตามพื้นฐานหรือมูลค่า - MOS) ดูการกำหนด MOS ในเรื่อง MOS กับการลงทุน
  • หา "ราคาฐาน" ทางพื้นฐาน ราคาฐานนี้คือราคาที่จำให้การถือหุ้นได้ปันผลสูงมากและ p/e ต่ำมากพอที่จะดึงดูดนักลงทุนระยะยาวเข้ามา เช่นถ้าพื้นฐานไม่เปลี่ยน แล้วราคาลงมาจนมีปันผล 7-8% แบบนี้จะเริ่มเป็นที่สนใจของนักลงทุนระยะยาวแล้ว
  • สองข้อด้านบนเป็นเรื่องทางด้านพื้นฐานและมูลค่าของกิจการ คราวนี้มาดูด้านราคากันบ้าง ดูว่าถ้าเราจะซื้อ เราได้เปรียบหรือเสียเปรียบคนอื่นแค่ไหน (ถ้าราคาลงมามาก กองอยู่นิ่งๆ จะได้เปรียบ เพราะเมื่อราคาเริ่มเพิ่มขึ้นเราเริ่มได้กำไรแล้วแต่คนอื่นยังขาดทุนกันอยู่ หุ้นมักขึ้นต่อเพราะไม่มีแรงขายทำกำไรออกมา ในทางตรงกันข้ามถ้าเราซื้อราคาสูงแล้ว มีคนที่ถือหุ้นนั้นที่ราคาต่ำกว่าเรามาก หุ้นจะขึ้นได้ยาก และคนอื่นสามารถขายทำกำไรได้เสมอในขณะที่เราขาดทุนแล้ว)
  • การค่อยๆ ซื้อยังสามารถทำให้ขายตัดขาดทุนได้ง่าย (ไม่ขาดทุนมาก)
  • วางแผนการซื้อแบบสามเหลี่ยม แบ่งการซื้อออกเป็นหลายครั้ง ยิ่งราคาต่ำลงยิ่งซื้อมากขึ้น ดูรูปที่ 1
  • ความชัน จำนวนสเต็ป ขึ้นกับความเป็นไปได้ของการแกว่งของราคาของหุ้นนั้น และ/หรือ ความเป็นไปได้ในการลงไปถึงราคาฐานของหุ้นนั้น ถ้าราคาใกล้ฐานมาก อาจจะซื้อแบบเท่าๆ กันก็ได้ ดูรูปที่ 2
  • ต้องมีจุด "หยุดซื้อเพิ่ม" (เมื่อหุ้นมีโมเมนตัมการลงที่รุนแรงในเวลาสั้น เราอาจจะหยุดซื้อชั่วคราวก่อน โดยเก็บเงินไว้ซื้อในขั้นที่ต่ำลง ทำให้ได้ต้นทุนที่ต่ำลงไป) และกำหนด "จุดคัทลอส" ด้วยเสมอ แต่คัทแล้วต้องติดตาม ถ้าคัทแล้วหุ้นวิ่งกลับขึ้นต้องพิจารณาซื้อคืน เพราะเรามักขายตัดขาดทุนในจุดต่ำๆ เสมอ ดูรูปที่ 3
  • ถ้าซื้อแล้วหุ้นกับขึ้นเป็นกำไร ให้รอจนได้กำไร 5-7% แล้วสามารถซื้อเพิ่มได้เรื่อยๆ จนครบก็ได้ แต่ถ้าราคาหักลดลงให้ขายทั้งหมดทำกำไรออกไปก่อนขาดทุน (แล้วรอซื้อใหม่) อย่างไรก็ตามให้จำไว้ว่า อย่าปล่อยให้กำไรกลายเป็นขาดทุนเป็นอันขาด ดูรูปที่ 4
รูปที่ 1 เมื่อราคาปลอดภัย เริ่มซื้อได้
 
รูปที่ 2 เมื่อราคาต่ำมาก ใกล้ราคาฐาน อาจจะซื้อแบบทะยอยเท่ากัน เพราะ
หุ้นอาจจะไม่ลงมาถึงหรือใกล้ราคาฐานของเรา จะได้เก็บหุ้นได้พอควร
 
รูปที่ 3 ถ้ามี MOS น้อย อาจจะต้องรอหรือวางแผนการทะยอยซื้อน้อยๆ ก่อนในช่วงแรก
ถ้าหุ้นปรับตัวลงแรงอาจจะหยุดซื้อแล้วรอ หรืออาจจะขายออกไปก่อนแล้วค่อยซื้อที่ราคาต่ำลง
 
รูปที่ 4 ถ้าซื้อแล้วหุ้นขึ้น อาจจะรอจนกำไร 5-7% แล้วซื้อตามจนครบจำนวน
(การซื้อเมื่อหุ้นที่กำลังขึ้นปลอดภัยกว่า) แต่ถ้าหุ้นหักหัวลงให้ขายออกทำกำไรไป

 

สรุป


โดยหลักการลงทุนแล้ว การได้กำไรเกิดเมื่อเราซื้อหุ้นที่มีราคาต่ำกว่าค่าหรือมูลค่าของมัน (มูลค่าของกิจการที่จะทำเงินออกมาได้ ไม่ใช่มูลค่าทางบัญชี) เรียกว่าได้กำไรตั้งแต่ตอนซื้อเลย ทำให้ความเสี่ยงต่ำ และดีไปกว่านั้นคือการซื้อที่มีการวางแผนกลยุทธ์ที่ถูกต้องจะทำให้เรามีความเสี่ยงต่ำลงไปอีก และลงทุนได้อย่างสบายใจครับ

วันจันทร์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2559

การหาหุ้น 10 เด้ง


ผมเชื่อว่านักลงทุนหลายคน (ถ้าไม่ทุกคน) ต้องการซื้อหุ้นแล้วหุ้นขึ้นราคาไปเรื่อยๆ เป็นสิบเท่าตัวกันทั้งนั้น  แต่ถ้าบอกความจริงคือเราไม่สามารถบอกได้จากงบการเงินในปัจจุบันหรอกครับ แต่ต้องดูจากอย่างอื่นอีกหลายอย่าง ซึ่งเรื่องแบบนี้ถ้าจะว่ากันโดยละเอียดคงเขียนกันได้เป็นเล่มหนังสือเลยเชียว แต่ผมจะสรุปเอาเฉพาะเนื้อความ เฉพาะหลักการออกมาให้เพื่อนๆ นักลงทุนได้อ่านกันก่อน โดยรวบรวมมาจากประสบการณ์ที่เคยถือหุ้นเป็นสิบๆ เด้งมาหลายตัว และเมื่อมีเวลาและโอกาสอาจจะนำแต่ละเรื่องมาคุยกันในรายละเอียดนะครับ

หุ้นจะขึ้น 10 เท่าได้อย่างไร


ว่ากันง่ายๆ ราคาหุ้นจะขึ้นไป 10 เท่าได้ต้องมีเรื่องราว (story) ประกอบตามพื้นฐานของการดำเนินธุรกิจ เรียกว่าเป็นการเพิ่มขึ้นของราคาหุ้นอย่างสมควร (ไม่ใช่ปั่นขึ้นไป) การเพิ่มของราคาหุ้นที่สมควรและมั่นคงตามพื้นฐานย่อมต้องเกิดจากพื้นฐานการดำเนินกิจการของบริษัทคือ
  • กำไรเพิ่ม 10 เท่า ข้อนี้ไม่ต้องสงสัย ถ้าบริษัทกำไรเพิ่มขึ้นอย่างมั่นคง 10 เท่าได้ แทบจะรับรองได้ว่าหุ้นต้องขึ้นเป็นสิบเท่าแน่ (ไม่ใช่ก็ใกล้เคียงล่ะครับ) หรือ 
  • กำไรเพิ่ม 5 เท่าโดยยังมีโมเมนตัมดี/ดีมาก (ว่าง่ายๆ คือดูเหมือนน่าจะเพิ่มถึง 10 เท่าได้) ข้อนี้ทำให้เรามีโอกาสหาหุ้น 10 เด้งได้ง่ายขึ้น
  • รายได้เพิ่ม 5 เท่า ตรงจุดรายได้นี้อาจจะไม่จำเป็นต้องถึง 10 เท่าก็ได้เพราะอาจจะมีความประหยัดเนื่องจากขนาดเข้ามาช่วย ทำให้กำไรอาจจะเพิ่มมากกว่ารายได้ได้ 
แต่จะให้ดีที่สุดคือข้อแรกที่กำไรของบริษัทเพิ่มขึ้นสิบเท่าอย่างมั่นคง นั่นล่ะทำให้ราคาหุ้นเพิ่มขึ้นแบบไม่ต้องสงสัย ไม่มีเลสนัย และไม่โดนเพ่งเล็งหรือ "จับขัง" ใดๆ
 

หลักการหาหุ้นหลายเด้ง


เมื่อเรารู้หลักการหาหุ้นที่จะปรับราคาขึ้นหลายเท่าตัวได้แล้ว คราวนี้เรามาลองดูให้ละเอียดขึ้นว่า บริษัทแบบไหนที่จะสามารถเติบโตเป็นสิบเท่าตัวได้บ้าง จากประสบการณ์ส่วนตัวสามารถเล่าให้ฟังได้ว่า
  • งบการเงินไม่บอกชัดหรอก แต่ก็บอกคร่าวๆ ได้ว่ามีโอกาส คือต้องเป็นกิจการที่ได้กำไร
  • ต้องเข้าใจว่าบริษัทนั้นทำอะไร ขายให้ใคร
  • มีสถานะในเรื่อง 5-force ที่ดี 
  • อัตรากำไรขั้นต้นต้องไม่ลดลงเมื่อพยายามเพิ่มยอดขาย (ต้องแย่งชิงส่วนแบ่งทางการตลาดมาได้โดยไม่ต้องลดราคาจนเสียอัตรากำไร)
  • บริษัทนั้นมีบริษัทร่วมหรือบริษัทย่อยหรือไม่ รวมงบการเงินกันอย่างไร จะส่งเสริมหรือถ่วงความเจริญของบริษัทหลักหรือไม่อย่างไร
  • กิจการต้องเติบโตให้เห็นชัดเจน อย่างน้อยคือด้านยอดขาย เอายอดขายก่อน กำไรไว้ทีหลัง แต่บริษัทนั้นต้องมีวิธีการควบคุมต้นทุน ผลักภาระต้นทุน โดยไม่เพิ่มจำนวนหุ้นมากมายนะ
  • จำนวนสาขา ต้องเพิ่มได้ง่าย
  • จำนวนลูกค้า ต้องเพิ่มได้ตามสาขา และไม่แย่งลูกค้ากันเอง
  • จำนวนสินค้า ต้องเพิ่มได้โดยวางในสาขาเดิม  
  • ผบห. ต้องถือหุ้นใหญ่ (ผลประโยชน์ของเขาด้วย) 
  • ผุ้บริหารต้องขยันและ aggressive และสามารถทำในสิ่งที่พูดได้เสมอ
  • มี connection ที่ดี
ดูแล้วช่างมีข้อปลีกย่อยมากมายเหลือเกิน ก็เพราะเหตุผลเหล่านี้ทำให้ "หุ้นสิบเด้ง" หาได้ไม่ง่ายนัก แต่ถ้าเราสามารถหาพบได้เพียงสองครั้งในชีวิต ก็อาจจะเปลี่ยนทุกอย่างไปได้เลยทีเดียว และแม้ว่าจะไม่เด้งไปสิบเท่า ได้สัก 5 เท่าก็ดีมากแล้ว จริงไหมล่ะครับเพื่อนๆ

วันเสาร์ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2559

วิชาที่ห้าวิชาปรัชญาแห่งชีวิต


เรื่องนี้จะถือว่าเป็นวิชาก็ไม่เชิง จะบอกว่าไม่ควรพูดถึงเลยย่อมไม่ใช่แน่ แต่การลงทุนกับชีวิตนั้นไปด้วยกันเสมอ จึงจำเป็นต้องพูดถึงเพื่อให้เพื่อนๆ หรือนักลงทุนรุ่นใหม่ๆ ได้ตระหนักถึงความจริงที่เป็นอยู่ของโลก และทำใจได้กับการเปลี่ยนแปลงหรือสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างที่เราลงทุน เพื่อการลงทุนที่มีความสุข ไม่หาเรื่องใส่ตัว และมีโอกาสประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืนและเป็นสุขมากขึ้น สุดท้ายจึงรวมไว้เป้นวิชหลักหนึ่งใน วิชาหุ้น ครับ

เงินไม่ใช่สิ่งเดียวของชีวิต


จะว่าไปการลงทุนมีหลายชนิด ไม่ได้จำกัดจำเพาะกับการลงทุนในหุ้น การเปิดบริษัทโดยเป็นผู้ถือหุ้นและดำเนินกิจการ การซื้อที่ดินเพื่อแบ่งให้เช่า การซื้อบ้าน/คอนโดมิเนียมให้เช่า และอื่นๆ ก็ถือว่าเป็นการลงทุนด้วย (นอกจากการซื้อหุ้น ตราสารหนี้ หรืออื่นๆ) แน่นอนแต่ละคนมีเป้าหมายในการลงทุนต่างกัน แต่ส่วนที่คล้ายและร่วมกันอยู่ก็คือการได้เงิน ได้กำไร และสร้างความมั่งคั่งให้กับตัวเอง แต่ถามว่าเงินเป็นเพียงสิ่งเดียวที่เราต้องการหรือเปล่า คำตอบคือไม่ใช่เลย เงินจำเป็นต่อการดำรงชีวิต แต่แน่นอนว่าซื้อไม่ได้ทุกอย่างและยังห่างไกลจากสิ่งที่สำคัญที่สุดอยู่มาก เช่น การมีสุขภาพที่ดี การมีครอบครัวที่เป็นสุข การได้ทำในสิ่งที่อยากทำ (และไม่ต้องทำในสิ่งที่ไม่อยากทำ) เป็นต้น และในความเป็นจริงแล้ว คนที่มีเงินห้าสิบล้านกับหลายร้อยล้านบาท มีชีวิตความเป็นอยู่ไม่ได้ต่างกันไปสักเท่าไรหรอก เมื่อเรามีเงินเพียงพอถึงระดับหนึ่งแล้ว ที่เหลือก็คือส่วนเกิน นอกจากนี้ไม่ว่ารวยหรือจน ล้วนมีปัญหาทั้งสิ้น ต้องพร้อม ป้องกันและรับปัญหาในแบบจนๆ และแบบรวยๆ ด้วยเสมอ

ชีวิตมีขึ้นมีลง


ชีวิตคนเรามีการเปลี่ยนแปลงได้ ที่จริงไม่ว่าเราจะรู้หรือไม่หรือต้องการหรือไม่ เราก็เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาอยู่แล้ว ถ้าตัวเราไม่เปลี่ยนแปลงอะไร สิ่งรอบข้างรอบตัวของเราก็จะเปลี่ยนเราให้อยู่ดี วันนี้เราอาจจะรู้สึกย่ำแย่ท้อถอย แต่อีกสองวันต่อมาเราอาจจะเปลี่ยนความคิด หรือสิ่งต่างๆ รอบตัวเปลี่ยนแปลงไปทำให้เรามีแรงสู้ขึ้นอีกครั้งหนึ่ง แต่สิ่งที่ดีที่สุดคือเรารู้ว่า การเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องธรรมดา ไม่มีอะไรที่อยู่กับเราถาวร ไม่ว่าจะเป็นความสุขหรือความทุกข์ เรียกว่า สุขก็ไม่นาน ทุกข์ก็ไม่ได้ถาวร ดังนั้นอย่างเอาสุขหรือทุกข์ในปัจจุบันเป็นที่ตั้ง ให้เราคิดว่าทำอย่างไรจึงมีความสุข จึงแก้ปัญหาได้ จึงเดินไปดักปัญหาเอาไว้ได้ แบบนั้นจะมีความสุขกว่า

หุ้นก็เหมือนกัน เราควบคุมมันไม่ได้แต่เราควบคุมระเบียบความคิดและการกระทำของเราได้
  • หุ้นลง นั่งเครียดไม่มีประโยชน์ เราตัดสินใจได้ว่า จะอยู่เฉยๆ ซื้อเพิ่ม หรือขายออกไปก่อน เราเลือกได้
  • หุ้นขึ้น เราก็เลือกได้ว่าจะอยู่เฉยๆ หรือซื้อเพิ่ม หรือขายออกไปบางส่วนหรือทั้งหมด ก็เลือกได้ เราตัดสินใจได้เองหมด และต้องมีความสุขกับการตัดสินใจเหล่านั้นด้วย
  • แต่ถ้าคิดจะได้ทั้งขึ้นทั้งลงทุกครั้งไป จะเข้าข่ายความโลภ และเอาเปรียบคนอื่นตลอดเวลา และนำมาซึ่งความทุกข์

หุ้นขึ้นๆ ลงๆ อะไรนักหนา


การซื้อหุ้นคือการซื้อส่วนของบริษัท เราเป็นเจ้าของบริษัท (อย่างน้อยก็ตามกฏหมาย ไม่ว่าใครหลายคนอาจจะเป็นเจ้าของแค่หนึ่งวัน หนึ่งชั่วโมง หรือเสี้ยววินาทีก็ตาม) ตามหลักการแล้วหุ้นจะเปลี่ยนราคาได้เมื่อบริษัทเปลี่ยนความสามารถในการดำเนินกิจการ การที่ราคาหุ้นเปลี่ยนรวดเร็วทันใจเรานั้นต้องพิจารณาให้รู้ว่าเป็นเรื่องผิดปกติหรือเปล่า (คิดสักนิด ว่าบริษัทอะไรมันจะเปลี่ยนพื้นฐานไปมารวดเร็ว กลับไปกลับมา ขนาดนั้น) โดยแยกออกได้ดังนี้
  • ถ้าไม่ผิดปกติก็คือกรณีที่บริษัทดีจริง (หรือแย่จริง) แต่คนเพิ่งรับรู้ ราคาก็ขยับวิ่งไปในทางนั้นๆ
  • ถ้าไม่ผิดปกติ แต่คนไม่แน่ใจว่าจะดีขึ้นหรือแย่ลง ราคาก็จะสวิงไปมาในกรอบกรอบหนึ่ง
  • ถ้าพื้นฐานคงเดิม มีแต่ข่าว หรือแม้แต่ไม่มีข่าว แล้วราคาวิ่งยาวเปลี่ยนแปลงมาก ถือว่าผิดปกติไว้ก่อน ถ้าซื้อ/ขาย ให้ถือว่าเข้าข่ายเก็งกำไร ให้ จัดการความไม่รู้ ด้วย


รู้อะไรไม่สู้รู้ตัวเอง


เข้าใจการลงทุนจริงๆ คือการนำเงินหรือทรัพย์ของเราไปทำให้งอกเงย และ/หรือ เกิดดอกผล (โดยทรัพย์นั้นยังคงอยู่) ถ้าทำได้อย่างใดอย่างหนึ่งถือว่าประสบความสำเร็จแล้ว ถ้าทำได้ทั้งสองอย่างถือว่าดี แต่เราต้องรู้ธรรมชาติของคนเรา (มักจะรวมตัวเราเองด้วย) ว่ามนุษย์มีความโลภอยู่เสมอ ดังนั้นจึงต้องระวังใจของเราเอง อย่าโลภเกินความรู้ความสามารถ (เรารู้เรื่องอะไร เราก็ลงทุนเรื่องนั้น) และเท่าที่ผ่านมาจะเห็นนักลงทุนหลายคนประสบความสำเร็จได้มากมายทั้งที่เขาไม่ได้รู้อะไรมาก แต่สามารถสร้างสมดุลในการเอาความรู้และความสามารถที่มีไปใช้ได้อย่างถูกต้อง ไม่เกินเลยไป

มองเห็นสิ่งที่เป็นจริง


การซื้อมาขายไปในระยะสั้นมาก เป็น zero-sum-game คือการเอาเงินคนนั้นไปไว้กับคนนี้ ถ้าไม่เป็นการเอาเงินของคนอื่นมาไว้กับเรา ก็เป็นการเอาเงินเราไปไว้กับคนอื่นนั่นเองซึ่งในบางแง่มุมแล้วการทำแบบนั้นอาจจะหมายถึงว่าเรากำลังเอาเปรียบคนอื่นอยู่ก็ได้ เราจึงมีสิทธิเลือกได้ว่าเราจะทำอย่างนั้นหรือไม่ เราพร้อมจะ (กึ่ง) เอาเปรียบคนอื่นหรือพร้อมให้คนอื่น (กึ่ง) เอาเปรียบเราไหม แม้ว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องถูกกฏหมายทุกอย่าง แต่การทำแบบนั้นจะทำให้เราเป็นทุกข์ไหม เราเลือกเองได้ว่าจะทำหรือไม่ อย่างไร แค่ไหน

ซื้อแล้วหุ้นไม่ขึ้น ต้องเข้าใจได้ว่า เพราะคนยังไม่อยากได้ ไม่อยากจ่าย หรือผลประกอบการที่ดีขึ้นที่เรามองเห็นอยู่นั้นยังไม่มาถึง และถึงแม้หุ้นไม่ขึ้นแต่เราได้ปันผลที่ดีกว่าการฝากธนาคารหรืออย่างอื่น และได้มากขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป (เรียกว่าทันเงินเฟ้อ) ก็ต้องถือว่าน่าพอใจ เพราะว่านั่นคือผลตอบแทนจากการลงทุนในอีกรูปแบบหนึ่งด้วยเช่นกัน


การเอื้อเฟื้อในตลาดหุ้น


อย่าคิดว่าต้องได้มากที่สุด ต้องเสียน้อยที่สุดเสมอ แน่นอนว่านั่นคือสิ่งที่เราพยายามทำแต่ถ้าทำไม่ได้ก็ไม่เป็นไร เอาให้ไกล้เคียงที่สุดก็พอแล้ว เมื่อขายหุ้นไป โดยถือว่าราคาถึงจุดที่ควรขาย แต่หุ้นขึ้นอีก ต้องถือว่าเรามีทางเลือกคือซื้อคืน พิจารณาว่าพื้นฐานเปลี่ยนในทางที่ดีขึ้นอีกแล้วซื้อคืน หรืออยู่เฉยๆ โดยคิดเสียว่าเป็นสิ่งที่ดีที่ลูกค้าของเรา (ที่ซื้อหุ้นเราไป) มีโอกาสได้กำไรบ้าง ในทางตรงกันข้ามถ้าซื้อหุ้นที่ราคาต่ำกว่ามูลค่าที่เหมาะสมไปมากแล้วหุ้นปรับตัวลงต่ออีก ต้องถือเป็นมารยาทอันดีที่ทำให้คนที่ขายให้เราได้กำไรบ้างเช่นกัน อย่าคิดว่าเราต้องได้คนเดียว ได้ทุกครั้ง ได้มากที่สุด ได้มากกว่าคนอื่น แบบนี้มีเท่าไรก็คงเป็นทุกข์ตายไม่สามารถมีความสุขได้หรอกครับ

ที่สุดของการเป็นนักลงทุน


แน่นอนว่าต่างคนต่างมีเป้าหมายในการลงทุนต่างกัน เป็นเรื่องดีที่ตั้งเป้าไว้สูง อย่างไรก็ตามต้องเข้าใจให้ได้ก่อนว่าเราไม่สามารถควบคุมราคาหุ้นได้ (ยกเว้นเป็นเจ้ามือ ซึ่งก็สุ่มเสี่ยงผิดกฏหมาย) ดังนั้นการตั้งเป้าหมายควรอยู่ในกรอบที่ "เป็นไปได้" คือเป็นอิสระทางการเงิน ซึ่งความหมายที่แท้จริงคือความเป็นอิสระทางการเงินคือมีกระแสเงินสดไหลเข้ามาให้ได้ใช้จ่ายโดยที่ไม่ต้องทำงานและตัวเราเองมีชีวิตและความสุขไม่ขึ้นอยู่กับจำนวนเงินที่มีมากมายนัก (หยุดโลภ นั่นเอง) ในขณะที่สุดปรารถนาของการลงทุนคือ การมีส่วนแบ่งจากผลกำไรของบริษัทที่เราเป็นเจ้าของในรูปของเงินปันผลที่เติบโตขึ้นตลอดเวลาเมื่อเวลาผ่านไป โดยเงินปันผลเหล่านั้นมากเพียงพอที่จะธำรงชีวิตอยู่ได้ตามปกติ และการได้กำไรที่แท้จริงคือการเป็นเจ้าของบริษัทที่ราคาหุ้นต่ำกว่าความเป็นจริงแล้วอยู่กับมันจนบริษัทเติบโตและราคาหุ้นเพิ่มขึ้นสูงเองตามความสามารถในการดำเนินกิจการ


รวยจริงต้องเป็นผู้ให้


ถึงวันหนึ่ง เมื่อเรามีมากพอ มากเกิน เราก็สมควรเป็นผู้ให้บ้าง ถ้าเราคิดถึงวันที่ผ่านมาเราก็คงเป็นผู้รับมาหลายต่อหลายคราไม่ว่าจะโดยทางตรงหรือทางอ้อม ไม่ว่าจากใครหรือใครก็ตาม ไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่ ถึงวันหนึ่งเราควรต้องชดใช้สิ่งเหล่านั้นกลับไป โดยเริ่มจากคนใกล้ๆ ตัวของเราก่อน พ่อ แม่ ลูก ภรรยา สามี อาจจะในรูปแบบสารพัดเช่น การบริจาคเงิน การให้ความรู้ การช่วยเหลือในรูปแบบต่างๆ เป็นการช่วยให้คนอื่นสามารถช่วยตัวเองได้ต่อไป เรียกว่าคืนสิ่งที่เราเคยได้มาให้กับสังคมนั่นเอง

สิ้นสุดของชีวิต


ไม่ว่าใครก็ตาม รับประกันได้อย่างเดียวว่าต้องตายจากโลกนี้ไป และเมื่อตายแล้วก็เอาอะไรไปไม่ได้สักอย่างเดียว การที่อยู่อย่างมีเพียงพอ (หาได้พอ มากกว่าใช้ มีเหลือ และสร้างความมั่งคั่งได้พอควร) อยู่อย่างมีค่า สร้างประโยชน์ให้คนอื่นได้ เป็นที่รักของคนข้างๆ รอบตัว เป็นที่จดจำเมื่อเราจากโลกนี้ไปต่างหาก เป็นสิ่งที่เป็นสุขอย่างแท้จริงครับ

เรื่องการลงทุนในหุ้น เป็นเรื่องแปลกที่ว่า ยิ่งมีความรู้มาก โลภน้อย และอดทนมาก ยิ่งมีโอกาสรวยได้เท่านั้น เพราะนั่นคือการให้โอกาส "ทุน" ได้ทำงานของมันอย่างเต็มที่ คนที่มีความสุขได้ในระหว่างที่อดทนรอ มักเป็นผู้ชนะในท้ายที่สุด

วันจันทร์ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2559

วิชาที่สี่วิชาขายทำกำไร


นักลงทุนหลายหลายคนมีความสามารถในการคัดเลือกหุ้น มีความสามารถในการซื้อในราคาที่ไม่แพงเกินไป (ควบคุมต้นทุน ได้ดี ซึ่งเป็นหนึ่งใน วิชาหุ้น)  แต่ เมื่อราคาหุ้นที่ตัวเองซื้อเพิ่มสูงขึ้นกลับไม่สามารถรักษากำไรไว้ได้เต็มที่ บางครั้งถึงกับปล่อยให้ราคาปรับเปลี่ยนลดลงอย่างน่าเสียดาย ที่แย่ที่สุดของความแย่ในการลงทุนก็คือการปล่อยให้หุ้นที่ตัวเองกำไรอยู่กลายเป็นขาดทุน ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ควรให้เกิดขึ้นเป็นอันขาด ดังนั้นในการลงทุนจึงต้องมีระบบหรือวิธีในการขายเพื่อรักษากำไรเอาไว้

หุ้นนั้นซื้อขายได้


หลายครั้งของความผิดพลาดในการซื้อขายหุ้นเกิดเพราะ เราลืมไปว่ามันเป็น "หุ้น" ซึ่งสามารถซื้อและขายได้ แปลว่าเมื่อซื้อได้ก็ขายได้ และเมื่อขายไปก็ซื้อกลับมาได้อีกไม่ได้มีใครว่าอะไร เอาล่ะ หุ้นแต่ละตัวก็มีสภาพคล่องต่างกันไปในหุ้นแต่ละบริษัท แต่สำหรับนักลงทุนรายย่อยอย่างเราๆ แล้ว มีหุ้นจำนวนมากที่มีสภาพคล่องพอสมควรให้เราซื้อขายได้ หลายคนซื้อหุ้นมาแล้วเมื่อได้กำไรนิดหน่อยก็ขายไป ต้องขอแสดงความยินดีด้วยเพราะแบบนี้ได้กำไรแน่นอน (แต่ราคาก็อาจจะเพิ่มขึ้นต่อไปอีกเรียกว่าขายหมู จำหน่ายสุกรไปตามเรื่อง) ในขณะที่บางคนเมื่อหุ้นขึ้นแล้วก็อมเอาไว้ จนกระทั่งราคาลดลงต่ำกว่าที่ซื้อมา แบบนี้บางทีเรียกว่า "รักหุ้น" ในบางแง่มุมก็ทำได้ถ้ามันเป็นเพียงส่วนน้อยของพอร์ตที่เราถืออยู่ เราอาจจะมีความชอบ ความเชื่อ (จากการคำนวณอย่างรอบคอบแล้ว) ว่าบริษัทมีอนาคตดี มูลค่าต่อหุ้นที่เหมาะสมจะต้องสูงกว่าปัจจุบันอีกมาก แต่ในอีกแง่มุมก็คือ ถ้าได้กำไรแล้วอย่าปล่อยให้เป็นขาดทุนเป็นอันขาด ขายไปบ้างด้วยเทคนิคต่างๆ ด้านล่างนี้ และถ้าตัดสินใจผิดเราก็ยังซื้อมันกลับมาได้ เพราะมันเป็นหุ้น ที่ซื้อได้ก็ขายได้ และเมื่อขายไปก็ซื้อกลับมาได้อีก นั่นเอง

เส้นบางๆ ระหว่างการคิดใหญ่และคิดเล็ก


ก่อนจะพูดถึงเรื่องของการขายทำกำไร นักลงทุนต้องเข้าใจก่อนว่ามีเส้นบางๆ แบ่งอยู่ระหว่างการออมในระยะยาว กับ การซื้อและขายสั้นๆ เพื่อทำกำไรเล็กๆ น้อยๆ กรณีแรกหรือการออมระยะยาวเรียกว่าเป็นการ "คิดใหญ่" ในขณะที่การซื้อขายทำกำไรนิดๆ หน่อยๆ สั้นๆ อาจจะเรียกได้ว่าเป็นการ "คิดเล็ก" แต่นอกจากนั้นยังมีการ "หาโอกาสทำกำไรบ้าง" นักลงทุนควรต้องรู้ว่าตัวเองทำอะไรอยู่ และชั่งน้ำหนักสิ่งที่ทำและคงไว้ซึ่งแนวคิดที่ถูกต้องให้ได้ เพราะเป้าหมายที่แท้จริงคือ ลงทุนระยะยาวให้งอกเงย ให้ได้สินทรัพย์ที่สร้างเงินกับเราได้ แต่ระหว่างนั้นหากมีโอกาสก็ทำกำไรบ้าง ครับ

สารพัดวิธีในการขายทำกำไร


ก่อนอื่นผมอยากทำความเข้าใจก่อนว่าการขายทำกำไรมีหลายรูปแบบ คือขายไปเลย หรือ การขายแล้วซื้อคืน (ดูข้อที่ 4 ด้านล่าง) เมื่อเราซื้อหุ้นเอาไว้ปรับราคาสูงขึ้นถือว่าเป็นจุดที่ได้เปรียบแล้ว ดังนั้นเราจะต้องใช้ความได้เปรียบนี้ให้เป็นประโยชน์อย่างเต็มที่ คือให้ได้กำไรจริงๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อราคาหุ้นสูงเกินพื้นฐานที่เราคิดว่ามันควรจะเป็น มีวิธีการหลายอย่างเหมือนกันในการรักษากำไรที่เกิดขึ้นเอาไว้ เราค่อยๆ มาดูกันจากง่ายที่สุดที่สุดนะครับ

1) ขายหุ้นทั้งหมดเมื่อได้กำไรตามต้องการ

วิธีนี้ไม่ยากเลย ก่อนที่เราซื้อหุ้นเราก็คงจะคาดการณ์อยู่แล้วว่าเราซื้อที่ราคา a และต้องการขายที่ราคา b เมื่อราคาถึง b เราก็ขายทำกำไรออกไป

2) ขายเอาทุนคืน ปล่อยที่เหลือวิ่งต่อไป

ในบางครั้งเราอาจจะโชคดีหรือมีฝีมือดีมากขนาดที่ซื้อหุ้นแล้วราคาเพิ่มสูงขึ้นไปมาก (เช่น 25% หรือสูงกว่า) กรณีอย่างนี้เรามีทางเลือกที่จะขายหุ้นนั้นเป็นจำนวนเท่าที่จะได้เงินลงทุนคืนกลับมา (จะขายไม่หมด แต่เหลือหุ้นไว้บ้างเป็นส่วนของกำไร) การทำอย่างนี้ที่จริงแล้วอาจจะเรียกว่าเป็นการรักษาเงินต้นมากกว่ากำไรก็ไม่ผิด แต่อย่างน้อยก็ได้กำไรแน่นอน เพราะไม่ว่าหุ้นส่วนที่ยังไม่ได้ขายจะเปลี่ยนราคาไปเป็นเท่าใด นั่นก็คือกำไรนั่นเอง (คงไม่แย่ขนาดเหลือ 0 บาท/หุ้นล่ะน่า) ตัวอย่างเช่น เราซื้อหุ้น 10 บาท/หุ้น x 20,000 หุ้น เป็นต้นทุน 200,000 บาท เมื่อหุ้นขึ้นราคาไปเป็น 12.50 บาท/หุ้น เราอาจจะขายออกมา 16,000 หุ้น ได้เงิน 200,000 บาท จะเห็นว่าเราเอาเงินต้นออกมาแล้ว (จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะขาดทุน) และเหลือหุ้นอยู่อีก 4,000 หุ้นเป็นกำไรเก็บเอาไว้ในพอร์ต วิธีการนี้ทำให้เราปิดโอกาสในการขาดทุนเพราะถ้าเรายังคงถือหุ้นอยู่ทั้งจำนวน เผลอๆ แล้วหุ้นอาจจะปรับราคาจาก 12.50 บาทลดลงต่ำกว่า 10 บาทซึ่งเป็นต้นทุนของเรา และทำให้เราขาดทุนได้

3) ขายบางส่วน แต่มากพอจนเหลือหุ้นที่ต้นทุนติดลบ

วิธีการนี้คล้ายกับวิธีที่สองด้านบน ในกรณีที่หุ้นมีราคาสูงขึ้นมากเราอาจจะขายในปริมาณที่ทำให้ได้เงินกลับมามากกว่าเงินที่ใช้ซื้อหุ้นนั้นทั้งจำนวนในคราวแรก โดยเหลือหุ้นเอาไว้เป็นกำไรอีกส่วนหนึ่ง เช่น ซื้อหุ้น 10 บาท/หุ้น x 20,000 หุ้น เป็นต้นทุน 200,000 บาท เมื่อหุ้นขึ้นราคาไปเป็น 15 บาท/หุ้น เราอาจจะขายออกมา 14,600 หุ้น ได้เงิน 219,000 บาท จะเห็นว่าได้กำไรเงิน 19,000 บาทในขณะที่ยังเหลือหุ้นอยู่อีก 5,400 หุ้นเป็นกำไร เอาไว้ขายตอนไหนก็ได้

4) หุ้นราคาเกินเป้าหมาย แต่มีโมเมนตัมที่ดี

ในหลายกรณีแม้ว่านักลงทุนแมวเน้นมูลค่าของกิจการโดยคำนวณราคาที่เหมาะสมเอาไว้แต่กลับมีพื้นฐาน (หรือข่าวต่างๆ) ที่ดีเกินคาดราคาหุ้นเพิ่มสูงขึ้นมากกว่าที่นักลงทุนได้คำนวณเอาไว้ เราอาจจะตัดสินใจถือหุ้นนั้นต่อไปอีก แต่คราวนี้เราจะกำหนดจุดขายทำกำไร โดยกำหนดจุดขายจากจุดราคาสูงสุด (peak) ที่เกิดขึ้น จุดขายทำกำไรนี้มีได้หลายจุดคือ
  • กำหนดเอาเลยเช่น 3% ต่ำกว่าจุดสูงสุด
  • กำหนดเป็น 3% + การแกว่งของราคาตามปกติ (ป้องกันการขายหมู)
เป็นต้น โดยการขายก็อาจจะขายเลยทีเดียว (ถ้าดูแล้วว่าหุ้นจะลงแน่) หรือทยอยขายหลายครั้ง (กรณีไม่แน่ใจว่าหุ้นจะลง) และเมือหุ้นลดราคาลงมาต่ำกว่ามูลค่าที่เหมาะสมก็อาจจะทยอยซื้อกลับมาอีก (เป็นรูปแบบของการ short against port ตัวเอง ซึ่งทำกำไรได้บ้าง) แต่ถ้าขายครั้งแรกแล้วหุ้นไม่ยอมลง ต้องหยุดขายก่อน รวมถึงอาจจะต้องยอมซื้อหุ้นที่ขายไปส่วนแรกกลับมาก็ได้ โดยในการซื้อกลับมาเราอาจจะเลือกเอาเฉพาะกำไรมาซื้อหรือทยอยซื้อก็ได้ (กันเงินทุนออกไปก่อน ปิดโอกาสขาดทุน) แต่ถ้าทำแบบนี้ 1-2 รอบแล้วคราวนี้เกิดการขาดทุนแสดงว่าเริ่มเมาหมัด ก็คงต้องถอยออกมาตั้งหลัก หรืออยู่เฉยๆ กับหุ้นนั้นสักพัก แต่อย่างน้อยเราก็ได้กำไรเรียบร้อยแล้ว จริงไหมครับ

เป็นอย่างไรครับ เพื่อนๆ อาจจะลองไปสำรวจหุ้นในพอร์ตตัวเองว่า หุ้นไหนมีราคาอย่างไรเท่าไร ให้ผลตอบแทนเมื่อถือไว้เท่าไร และมีหุ้นใดที่จริงเราควรขายออกทำกำไรบ้าง ทั้งหมดก็ขึ้นกับมูลค่าที่แท้จริงของมัน สภาพตลาด การวางแผนและจัดการตามแผนได้ครับ

วันอาทิตย์ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2559

วิชาที่สามวิชาควบคุมต้นทุน



ในการซื้อหุ้น สิ่งหนึ่งที่สำคัญคือการจัดการต้นทุน การมีต้นทุนที่ต่ำ ต่ำกว่าคนอื่น ก็ย่อมทำให้เรามีโอกาสได้กำไรมากกว่าและเร็วกว่าคนอื่น แต่จะต้องขึ้นกับความสมควร ถูก-แพง ของหุ้นนั้นด้วย ไม่ใช่ว่าเราซื้อหุ้นของกิจการที่ย่ำแย่มีแต่ขาดทุนและขาดทุนมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งราคาลดลงเรื่อยๆ ก็จะพบกับการซื้อต่ำแล้วมีแต่ำกว่าไปเรื่อยๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง

ถามว่าการซื้อที่ต้นทุนต่ำคือการซื้อที่ราคาต่ำสุดไหม คำตอบคือไม่ใช่ และไม่ใช่อย่างเด็ดขาด การหวังซื้อหุ้นที่ราคา (ที่เราคิดว่าต่ำที่สุด) จะพาเราให้ซื้อหุ้นที่กำลังลดราคาต่ำลงไปเรื่อยๆ และจะติดกับ ต่ำแล้วมีต่ำกว่า (สังเกตว่าผมไม่ใช้คำว่า ถูกแล้วมีถูกกว่า เพราะความจริงแล้วราคาที่ต่ำนั้นมันไม่ถูกเมื่อเทียบกับมูลค่าที่แท้จริงนั่นเอง การรักษาต้นทุนที่ต่ำเท่าที่จะสามารถทำได้นี้ถือว่าเป็นหนึ่งใน วิชาหุ้น ด้วย

หลายวิธีในการทำให้ต้นทุนต่ำ


คราวนี้เรามาดูกันว่าในการซื้อหุ้นจริงๆ นั้นเรามีวิธีการอย่างไรบ้างในการทำให้ต้นทุนต่ำ ผมพอสรุปจากประสบการณ์ที่ทั้งลอง ทั้งมั่ว ทั้งบังเอิญ แล้วคิดว่าได้ผลดีไว้ดังนี้
  • การซื้อหุ้นต้องรู้ ราคาฐาน ของมัน ราคาฐานคือราคาที่ถูกค้ำได้ด้วยเงินปันผลที่ค้ำอยู่ (2-3 เท่าของเงินฝากหรือหุ้นกู้ชั้นดี) - ข่าวดี/ร้ายที่ล้อมรอบอยู่ ยิ่งซื้อใกล้ ราคาฐานเท่าไรยิ่งปลอดภัยเท่านั้น
  • จะอะไรก็ตาม อย่าซื้อตอนหุ้นกำลังลง ถ้าซื้อให้ซื้อนิดเดียว การซื้อหุ้นตอนนิ่งหรือกำลังขึ้นนั้นปลอดภัยกว่ามาก
  • ถ้าหุ้นกำลังขึ้น และมี MOS พอสมควร เราก็รอราคาฐานไม่ได้เหมือนกัน ควรเข้าซื้อไว้บ้าง
  • ถ้าซื้อที่ราคาถูกและมี MOS แล้วหุ้นยังลงห้ามซื้อเพิ่ม ถ้าลงต่อให้ดูว่าจะขายตัดขาดทุนหรือไม่ (ถ้าซื้อมาน้อยมาก จะติดพอร์ตไว้ดูราคาก็ไม่ว่ากัน ไม่อย่างนั้นแล้วต้องขายตัดขาดทุนออกไปอย่างน้อยครึ่งหนึ่งก่อน จะตัดที่เท่าไรก็แล้วแต่ว่าเราซื้อมาแพงไปแค่ไหน ถ้าซื้อมาแพงมากต้องตัดเร็วหน่อย เช่น 3% (และดูหัวข้อ "การกำหนดจุดขายตัดขาดทุนจะต้องขึ้นอยู่กับ" ด้านล่าง) ไปซื้ออีกทีตอนหุ้นลงจนหมดโวลลุ่มและเริ่มกลับตัว
  • ถ้าหุ้นที่เราสนใจ ราคาต่ำลงไปแล้วนิ่ง หมดโวลลุ่ม คนไม่ขายอีกแล้ว และคำนวณแล้วราคาถูก (กว่ามูลค่าที่แท้จริง โดยมี MOS อยู่) และราคาที่เราซื้อต่ำกว่าคนอื่นที่ซื้อก่อนหน้า (กรอบ 6-18 เดือน) ก็ถือว่าเป็นราคาที่ได้เปรียบ ถ้าหุ้นปรับตัวขึ้นเราจะได้กำไรแล้วในขณะที่คนอื่นๆ ที่ซื้อที่ราคาสูงกว่ายังขาดทุนอยู่
  • เมื่อหุ้นนิ่ง แกว่งไปมาเล็กน้อย หรือเริ่มขึ้น ซื้อแบบ DCA (Dollar Cost Average) ซึ่งเป็นวิธีที่ดีเมื่อเราไม่แน่ใจว่าหุ้นจะไปทางไหน ราคาต่ำกว่า value พอควร (ไม่มากนัก) และมีเวลาค่อยๆ เก็บหุ้น ไม่ต้องรีบ
  • เมื่อหุ้นนิ่ง หรือเริ่มขึ้น ซื้อแบบสามเหลี่ยมปิรามิด เป็นการแบ่งเงินออกเป็นส่วนๆ เพื่อซื้อหุ้นเหมือนกัน ใช้ได้ดีเมื่อราคาหุ้นมี MOS มากและน้อยกว่าปกติ ถ้ามีมากกว่าปกติซื้อครั้งแรกให้มากหน่อย ถ้าน้อยกว่าปกติก็แบ่งซื้อเป็นหลายไม้หน่อยและชันน้อยหน่อย (ซื้อได้ลึก)

ไม่มีวิธีใดดีที่สุด


แต่ละวิธีมีข้อดีข้อเสียอยู่ในตัว ซึ่งเป็นความยากในการเลือกใช้ และที่สำคัญคือสิ่งที่เราคาดไม่ถึงสามารถเกิดขึ้นได้เสมอ  บางครั้งเราอาจจะคำนวณราคาที่เหมาะสมผิดเนื่องจากคาดการณ์แนวโน้มของอุตสาหกรรมผิดไป หรือมีเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้นกับบริษัทที่เรากำลังต้องการลงทุน เราจึงต้องสร้างสมดุลย์ระหว่างการซื้อ การทะยอยซื้อ และการตั้งระบบขายตัดขาดทุน เพราะการทยอยซื้อในราคาที่ต่ำลงแสดงว่าการซื้อครั้งแรกนั้นเกิดการขาดทุน (แบบ non-realized) อยู่ เราจึงมีระบบเตือนภัยเพื่อขายตัดขาดทุนด้วย

การกำหนดจุดขายตัดขาดทุนจะต้องขึ้นอยู่กับ

  • ส่วนเผื่อเพื่อความปลอดภัย (Margin Of Safety - MOS) และราคาฐานของหุ้นนั้นที่เราคิดว่าควรเป็น ถ้ามี MOS มากหน่อยก็กำหนดไว้ลึกหน่อย
  • พิจารณาจากปันผลที่ค้ำอยู่ ถ้าหุ้นจ่ายปันผลสม่ำเสมอ ส่วนมากราคาจะไม่ตกต่ำลงไปมากนัก เพราะย่อมมีนักลงทุนอีกส่วนหนึ่งที่หวังได้รับปันผลเข้ามาซื้อเพื่อลงทุน
  • ข่าวร้าย/ดีที่ถามโถม ถ้าข่าวร้ายรายรอบมาก ต้องตัดให้เร็วเพราะหุ้นอาจจะปรับราคาลงได้มาก
  • ลักษณะโมเมนตัมการขึ้นลงของหุ้นนั้น (ว่าปรับราคาลดลงต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 5-30 วันเร็วมากน้อยแค่ไหน ลงเร็วมากไหม)
  • อีกวิธีที่ดีในการกำหนดจุดขายตัดขาดทุนคือการกำหนด % ขาดทุนรวมเอาไว้เลยว่าต้องเป็น จำนวนเงิน เท่าไรก็ได้
เหล่านี้ ถ้าจำเป็นก็อาจจะต้องขายตัดขาดทุนไปก่อน แล้วเริ่มวางแผนซื้อใหม่
และถ้าจำเป็นต้องขายตัดขาดทุน เราอาจจะตัดทีเดียวเลยก็ได้ หรือไม่ก็อาจจะแบ่งขายตัดขาดทุนก็ยังได้ (เช่น 2-3 ครั้ง ถ้าหุ้นมีโมเมนตัมลงมาก ก็ตัดครั้งเดียวหรือตัดครั้งแรกให้มากหน่อย)

เป็นอย่างไรครับ หวังว่าวิชานี้จะทำให้เพื่อนๆ มีหลักการในการซื้อหุ้นเพื่อการลงทุนได้ดีขึ้น แต่อย่างไรก็ตามต้องไม่ลืมหลักการใหญ่ (Fundamental) ของการลงทุนแบบเน้นมูลค่าของกิจการหรือ VI (Value Investment) ก็คือเราจะต้องเลือกซื้อหุ้นที่ราคาถูกกว่ามูลค่าที่แท้จริงของมันเป็นหลัก อะไรที่นอกเหนือไปจากนั้นถือว่าเป็นการเก็งกำไร และจะต้องมีวินัยในการขายตัดขาดทุนที่รวดเร็วยิ่งขึ้นไปอีกครับ

หมายเหตุ
อ่านเรื่อง กลยุทธ์การซื้อหุ้นให้ได้กำไร ประกอบ

วันจันทร์ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2559

วิชาที่สอง วิชาหามูลค่าที่แท้จริงของกิจการ




นานมาแล้วผมเคยเขียนบทความเรื่องหนึ่งซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญมากสำหรับนักลงทุนทุกคนไม่ว่าจะลงทุนด้วยแนวคิดหรือรูปแบบสไตล์การลงทุนแบบไหนก็ตาม นั่นคือบทความ วิชาแรกวิชาคัทลอส เพราะถือได้ว่าเป็นความรู้และความชำนาญที่นักลงทุนทุกท่านต้องมีเรื่องจากการลงทุนนั้นเราสามารถทำความผิดพลาดได้เสมอ และการที่เราจะเอาตัวรอดมาได้นั้นสิ่งสำคัญที่สุดก็คือการขายตัดขาดทุนเพื่อรักษาเงินต้นเอาไว้ ให้ได้มากที่สุดนั่นเอง

คราวนี้เมื่อสามารถเอาตัวรอดได้แล้วก็มาดูวิชาต่อไปคือความรู้และความชำนาญในการสร้างโอกาสและความเป็นไปได้สูงสุดที่เมื่อเราลงทุนซื้อหุ้นแล้วจะมีโอกาสได้กำไรมาก (รวมทั้งมีโอกาสขาดทุนน้อยด้วย) ซึ่งก็คือวิชาหามูลค่า ที่แท้จริงของธุรกิจ และของราคาหุ้น ซึ่งถือว่าเป็นวิชาที่สำคัญมากใน วิชาหุ้น เลยทีเดียว

สารพัดวิธีในการหามูลค่าที่แท้จริง


ที่จริงแล้วความคิดในการหามูลค่าที่แท้จริง (Value) ของธุรกิจ ซึ่งสุดท้ายก็จะสะท้อนมาที่มูลค่าที่แท้จริงของหุ้นของธุรกิจนั้น ดูจะมีหลายวิธีและแต่ละวิธีก็มีองค์ประกอบต่างๆกันไป โดยทั่วไปแล้วถ้าเราไม่สรุปออกมาให้เป็นรูปแบบที่มีหลักการก็ดูจะค่อนข้างซับซ้อนสามารถสร้างความสับสนได้ง่ายทีเดียว นักลงทุนคงจะเคยเห็นวิธีการคิดมูลค่าที่เหมาะสมต่างๆ เช่น อัตราส่วน P/E (และ Forward P/E), DDM (Dividend discount model), DCF (Discounted Cash Flow) ซึ่งแต่ละแบบก็มีวิธีการคำนวนรวมถึงวิธีการอนุมานและประเมินสิ่งที่จะเกิดในอนาคตต่างๆ กันไป (โดยหลักคือการเติบโตของยอดขายและกำไร กระแสเงินสดที่สามารถสร้างขึ้นได้ และ อัตราการจ่ายปันผลที่น่าจะเป็นในอนาคต)

ในบทความนี้ผมคงไม่ลงลึกไปถึงวิธีการคำนวณแต่ละแบบเนื่องจากเพื่อนๆ นักลงทุนสามารถค้นหาได้ในทั้งในบล็อกนี้เองและในตำราต่างๆ เกี่ยวกับการลงทุนอยู่แล้ว แต่จะนำวิธีหามูลค่าที่แท้จริงของหุ้นในแต่ละแบบมา เลือกใช้ ให้ถูกต้องตรงตามสถานการณ์

การหามูลค่าที่แท้จริงแต่ละแบบและข้อจำกัดที่เกิดขึ้น


การคำนวณมูลค่าที่เหมาะสมจะต้องใช้การคาดการณ์สิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย วิธีการต่างๆ ที่พูดถึงไว้ข้างต้นบางวิธีก็ถึงกับยากเกินไปที่จะนำมาใช้คำนวณได้ หรือแม้จะได้ก็มีความผิดพลาดมาก หรืออาจจะไม่สามารถคำนวณได้เลยก็มี เราค่อยๆ มาดูไปพร้อมกัน

1) P/E (และ Forward P/E)

หรือตัวเลขอัตราส่วนระหว่างราคาต่อกำไรต่อหุ้นต่อปีของบริษัทนั้น เราสามารถประมาณได้คร่าวๆ ว่าในราคาหุ้นปัจจุบันนี้ ถ้าบริษัทมีการเติบโตของกำไรจาก a บาท/หุ้น ไปเป็น b บาท/หุ้น ในเวลา 2-5 ปีแล้ว P/E จะเปลี่ยนไปเป็นเท่าใด ราคา ณ วันนี้ที่เราซื้อจะกลายเป็นถูกหรือไม่ ตัวเลขนี้เป็นสิ่งที่คำนวณได้ง่าย แต่ในการนำไปใช้จะต้องดูว่าตลาดมักจะยอมรับค่า P/E ของหุ้นกลุ่มใดเป็นเท่าใด เช่นหุ้นกลุ่ม ร.พ. ตลาดอาจจะยอมรับค่า P/E ที่สูงได้ (เช่น ถ้าเราคำนวณว่า ร.พ. นี้จะมีค่า P/E เป็น 10 ในอีก 2 ปีเมื่อเทียบกับราคาหุ้นตอนนี้ ก็ถือว่าถูกมาก เพราะตลาดยอมรับ P/E ของหุ้นกลุ่ม ร.พ. ได้ถึง 20-40 ในขณะที่ถ้าเป็นหุ้นกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ ตลาดอาจจะยอมรับที่ P/E ประมาณ 8-12 ก็อาจจะไม่สามารถพูดได้ว่าราคาถูกได้เต็มปากนัก)

2) DDM (Dividend discount model)

วิธีคิดลดเงินปันผล เป็นการคำนวณคิดลดเงินปันผลที่หุ้นนั้นจ่ายให้เรา จะว่าไปเป็นวิธีที่ปลอดภัยมากเพราะเป็นสิ่งที่เราได้รับกลับมาเป็นกระแสเงินสดจริงๆ ตราบเท่าที่เรายังเป็นเจ้าของบริษัทนั้นอยู่ เราจะคิดลดเงินปันผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคตโดยมีอัตราความก้าวหน้าในการจ่ายปันผลของหุ้นนั้นในอนาคต (ที่จริงโมเดลจะคิดในระยะเวลาตลอดไป เหมือน DCF; Discounted Cash Flow) มาเป็นเงินในเวลาปัจจุบันเทียบกับอัตราที่เราต้องการ  เราอาจจะไม่สามารถใช้วิธี DDM ในการคำนวณหามูลค่าหุ้นที่แท้จริงได้กับหุ้นที่ไม่จ่ายปันผล หรือจ่ายปันผลน้อยกว่าปกติมาก (เช่น กำไร 10 ส่วน แต่จ่ายปันผล 1 ส่วนเป็นต้น) ในกรณีนี้เราก็ต้องประมาณปันผลที่จะเกิดขึ้นในอนาคต แล้วคำนวณด้วยวิธีคิดลดเงินปันผลซึ่งก็มีความผิดพลาดเกิดขึ้นได้ ดังนั้นเรามักใช้วิธีนี้กับบริษัทที่จ่ายเงินปันผลในอัตราที่ สมเหตุสมผล (จ่ายบ้าง เก็บไว้ลงทุนเพิ่มบ้าง) และสามารถประมาณเงินปันผลในอนาคตได้ค่อนข้างแม่นยำ (ก็คือ ต้องประมาณการเติบโตของยอดขายและกำไรได้ก่อนนั่นเอง)

3) DCF (Discounted Cash Flow)

คือวิธีการคิดลดกระแสเงินสด ปกติแล้วเราจะใช้กระแสเงินสดอิสระ (Free Cash Flow) มาคิด โดยกระแสเงินสดอิสระ คือ กระแสเงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมการดำเนินงาน (operating cash flow) ลบด้วย ค่าใช้จ่ายในการลงทุน (Capital Expenditures) สามารถหาได้จากงบการเงินที่ผ่านมา แต่ความยากคือการประมาณ คาดการณ์กระแสเงินสดอิสระที่จะเกิดขึ้น โดยมีองค์ประกอบที่สำคัญที่คาดการณ์ได้ยากคือค่าใช้จ่ายในการลงทุน เพราะบางครั้งเราก็ไม่ทราบได้ว่าบริษัทจำเป็นจะต้องลงทุนอะไรในอนาคตและเมื่อไร ดังนั้นวิธีนี้จึงมีข้อจำกัดค่อนข้างมากยกเว้นเราสามารถรู้ตัวเลขกระแสเงินสดอิสระที่จะกิดขึ้นในอนาคตได้จริงๆ อย่างไรก็ตาม วิธีคิดลดกระแสเงินสดอิสระจากการดำเนินงานนี้ถือว่าเป็นวิธีการหามูลค่าที่แท้จริงของกิจการที่ได้รับการยอมรับกว้างขวางที่สุดวิธีหนึ่้ง (เหนือกว่าสองวิธีด้านบน)

4) วิธีอื่น

ในการวิเคราะห์หุ้นของบางธุรกิจที่มีลักษณะเป็นบริษัทที่ถือหุ้นบริษัทอื่นจำนวนมาก อาจจะมีวิธีอื่นในการคำนวณหามูลค่าที่แท้จริงอีกเช่น Sum Of the Parts เป็นต้น ถึงตรงนี้ถือว่าเราสามารถใช้บทวิเคราะห์ที่มีผู้เชี่ยวชาญทางการคำนวณตัวเลขเหล่านี้คิดให้เราอยู่แล้วและเราสามารถนำมาใช้ได้เลย เพียงแต่เราจะต้องระวังว่า สมมติฐาน ที่ผู้วิเคราะห์เหล่านั้นใช้ในการคำนวณ (เช่น การคาดการณ์ยอดขาย กำไร ค่าใช้จ่าย ในอนาคต เป็นต้น)

การนำไปใช้งาน


จะเห็นว่าเรามีหลายวิธีในการคำนวณมูลค่าที่เหมาะสม และแน่นอนว่าแต่ละวิธีก็จะได้ตัวเลขต่างกันไป คราวนี้จะต้องขึ้นกับเราที่เป็นนักลงทุนว่าจะให้ความสำคัญกับตัวเลขใดมากกว่ากัน หรือจะถ่วงน้ำหนักกันอย่างไรกับตัวเลขเหล่านั้น ถ้าเราเป็นนักลงทุนที่ต้องการเงินปันผลตอบแทนที่ดีและสามารถคัดสรรหรือมีโอกาสซื้อหุ้นที่จ่ายปันผลสูงได้แน่นอนอย่างมั่นคงและเติบโตไปตามกาลเวลา เราก็อาจจะให้น้ำหนักกับมูลค่าที่เหมาะสมที่คำนวณโดยวิธี DDM (วิธีคิดลดเงินปันผล) มากสักหน่อย แต่ถ้าเรากำลังสนใจบริษัทที่เติบโตสูง บริษัทอาจจะจ่ายปันผลน้อยกว่าปกติ เราก็คงต้องให้น้ำหนักกับวิธี P/E ในอนาคต (forward P/E) เป็นหลัก หรือถ้าเราคิดว่าเราสามารถรู้กระแสเงินสดอิสระที่จะเกิดขึ้นได้อย่างแม่นยำ เราก็อาจจะเลือกวิธี DCF (วิธีการคิดลดกระแสเงินสดอิสระจากการดำเนินงาน) ก็ได้

ทั้งนี้ทั้งนั้น เมื่อเราให้ความสำคัญกับมูลค่าที่แท้จริงที่คำนวณได้ด้วยวิธีการใดวิธีการหนึ่ง ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่สนใจตัวเลขมูลค่าที่แท้จริงที่คำนวณด้วยวิธีการอื่นเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าตัวเลขเหล่านั้นแตกต่างกันมาก เราก็ควรพิจารณาสักนิดว่าทำไมจึงต่างกันเช่นนั้น และเราอาจจะ ถ่วงน้ำหนัก (weight) จนออกมาเป็นตัวเลขใหม่ที่อยู่ระหว่างกลางของตัวเลขจากการคำนวณแต่ละวิธีก็ได้ด้วย

ถ้าเลือกได้ - เลือกบริษัทที่เติบโต


สำหรับนักลงทุนแล้ว เราคงต้องการมองหาบริษัทที่เติบโตขึ้น นั่นหมายถึงมียอดขายเพิ่มขึ้น มีกำไรเพิ่มขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป ยิ่งยอดขยและกำไรเพิ่มมากขึ้นอย่างคาดการณ์ได้ (มั่นใจได้) มากเท่าไร ก็ยิ่งทำให้เราสามารถคำนวณราคาที่เหมาะสมได้แม่นยำมากขึ้นเท่านั้น หรืออย่างน้อยก็สามารถคำนวณและเผื่อ margin of safety (ส่วนเผื่อเพื่อความปลอดภัย) ได้ง่ายกว่าบริษัทที่ล้มลุกคลุกคลาน สองปีดี สามปีไข้ ดังนั้นถ้าจะให้เลือกแล้ว การลงทุนกับธุรกิจที่เติบโตอย่างมั่นคงไปตามกาลเวลาจะช่วยให้เราลงทุนง่ายขึ้นมากทีเดียว

สรุป


จะเห็นว่า การหามูลค่าที่แท้จริงของกิจการนั้น เกิดจากการคาดการณ์ผลประกอบการของบริษัทเป็นหลัก ตามมาด้วยการคำนวณในรูปแบบต่างๆ กันซึ่งก็อาจจะให้ค่าตัวเลขการหามูลค่าที่แท้จริงต่างกันไป นักลงทุนจะต้องพิจารณาเลือกว่าจะใช้ตัวเลขเท่าใดเป็นมูลค่าที่แท้จริงของกิจการที่ตัวเองสนใจ ประสบการณ์เท่านั้นที่จะบอกได้ว่าสิ่งที่เรา คาดการณ์ คำนวณ และเลือก (หรือถ่วงน้ำหนักมา) ใช้งาน ถูกต้องหรือไม่ อย่างไรครับ

วันอาทิตย์ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2559

วิชาหุ้น

ไม่ว่าเราจะประกอบอาชีพอะไรก็ตาม ทุกสาขาอาชีพจะต้องมีความรู้และความชำนาญในการทำสิ่งต่างๆ ที่จำเป็นทั้งสิ้น บางอาชีพอาจจะอาศัยความรู้มากกว่าความชำนาญ บางอาชีพอาจจะอาศัยความชำนาญมากกว่าความรู้ทางวิชาการ ในขณะที่บางอาชีพอาจจะต้องอาศัยทั้งความรู้ทางวิชาการและความชำนาญไปด้วยพร้อมกัน

ไม่ว่าจะเป็น วิศวกร แพทย์ พยาบาล นักบัญชี นักวิทยาศาสตร์ นักสังคมสงเคราะห์ มนุษย์ศาสตร์ ภาษาศาสตร์ รัฐศาสตร์ คหกรรมศาสตร์ ก็จะมีชุดความรู้พื้นฐานและความรู้ทางวิชาการสำหรับวิชาชีพนั้นทั้งสิ้น ถ้าเป็นแพทย์ พยาบาล วิศวกร หรือแม้แต่คหกรรมศาสตร์ ก็อาจจะต้องมีการฝึกฝนความชำนาญจำเพาะด้านสักหน่อย เพราะเราคงไม่ต้องการศัลยแพทย์ที่มีความรู้ทางวิชาการดีแต่จับมีดผ่าตัดไม่เป็นเลย หรือเราคงไม่ต้องการวิศวกรที่มีความรู้ทางวิชาการดีแต่ออกแบบอะไรมาแล้วใช้การไม่ได้เพราะไม่เคยทำงานกับเครื่องมือเครื่องจักรจริงๆ เลย และแม้กระทั่งเราคงไม่ต้องการนักโภชนาการที่มีผู้ออกแบบอาหารที่มีวิชาการแน่นเปรี้ยะแต่ทำอาหารแล้วกินไม่ลงเป็นต้น

สำหรับวิชาการลงทุนแล้วก็เช่นเดียวกัน ถ้าเราลงทุนเองก็คงจะต้องอาศัยความรู้ทางการเงิน ความรู้ทางธุรกิจ รวมทั้งความชำนาญในสิ่งที่เรากำลังลงทุนนั้น เช่น การลงทุนในธุรกิจบ้าน ที่ดิน ค้าขาย หรือซื้อขายสินทรัพย์ต่างๆ ก็มีชุดความรู้เฉพาะของธุรกิจนั้นๆ และเมื่อมาถึงการลงทุนในหุ้นแล้ว นักลงทุนก็ต้องมีชุดความรู้ต่างๆ ด้วยเช่นกัน

วิชาหุ้น


ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่าสิ่งที่จะเล่าต่อไปนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับการลงทุนเป็นหลัก (ไม่ไม่ใช่เก็งกำไรเป็นหลัก) โดยเป็นการลงทุนผ่าน "หุ้น" นั่นเอง ตลอดเวลานับสิบปีที่ผ่านมาผมพอจะสรุปรวมชุดของความรู้ที่นักลงทุนควรจะมีเพื่อเพิ่มโอกาสที่จะประสบความสำเร็จในขณะที่ลดโอกาสในการขาดทุนหรือเสียหายได้เข้าคร่าวๆ ดังนี้

วิชาแรก วิชาคัทลอส


วิชาคัทลอส หรือการขายหุ้นเพื่อตัดการขาดทุนเรียกได้ว่าเป็นวิชาเพื่อความอยู่รอด ใครทำได้เก่ง ดี เร็ว และถูกต้อง ก็มีโอกาสประสบความสำเร็จในการลงทุนในหุ้นได้มากขึ้น (เนื่องจากเราไม่สามารถควบคุมราคาหุ้นได้เลย จึงต้องมีการตอบสนองที่เหมาะสม) การจะขายตัดขาดทุนได้อย่างมีความสุขนั้นเราจะต้องเข้าใจตัวเอง เข้าใจธรรมชาติของราคาของหุ้นที่เราสนใจลงทุน และมีวินัย สามารถทำใจได้กับการขาดทุนนิดหน่อยว่าเป็นเรื่องธรรมดา ถามว่าทำไมผมถึงยกให้วิชาคัทลอส (ขายตัดขาดทุน) นี้เป็นวิชาแรกในการลงทุน เหตุผลก็คือมันเป็นสิ่งที่นักลงทุนทุกคนควรทำที่สุดในขณะที่ใช้ความรู้น้อยที่สุด ในขณะเดียวกันก็เป็นสิ่งจำเป็นที่สุดอีกด้วย เลยต้องเรียนรู้กันเป็นอย่างแรก และทำให้ได้ก่อนที่จะคิดทำอย่างอื่นนั่นเอง

อ่านเรื่อง วิชาแรกวิชาคัทลอส ได้ที่นี่

วิชาที่สอง วิชาหามูลค่าที่แท้จริงของบริษัทและหุ้น


เพื่อให้เราสามารถหามูลค่าที่แท้จริงของหุ้นได้ วิชานี้เป็นสิ่งจำเป็นและเป็นแกนหลักหนึ่งของการลงทุนแบบเน้นมูลค่าของกิจการ โดยส่วนตัวแล้วผมถือว่าการซื้อหุ้นควรทำในลักษณะเดียวกันกับการซื้อ บ้าน ที่ดิน หรืออสังหาริมทรัพย์คือต้องได้กำไรตั้งแต่ตอนซื้อ ไม่ว่าจะเป็นกำไรในปัจจุบันหรือกำลังในอนาคตที่เรามองเห็นได้ก็ตาม (ต้องมีความรู้ทางการเงิน ทางธุรกิจและการตลาด เข้าใจธุรกิจนั้น และสามารถประเมินแนวโน้มทางการตลาดของธุรกิจนั้นในอนาคตได้)

อ่าน วิชาหามูลค่าที่แท้จริงของกิจการ ที่นี่

วิชาที่สาม วิชาควบคุมต้นทุน


เมื่อเราเห็นว่าราคาหุ้นที่กำลังทำการซื้อขายอยู่นั้นต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริงของบริษัท (โดยมี ส่วนเผื่อเพื่อความปลอดภัย ตามสมควร) และเราก็อาจจะตัดสินใจซื้อหุ้นของบริษัทนั้น (แน่นอนว่าเราว่าจะซื้อหรือไม่ซื้อก็ได้เพราะยังขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่างเช่น เรามีหุ้นที่มีลักษณะเช่นนั้นแล้วหรือไม่  เรามีหุ้นที่อยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกันแล้วหรือเปล่า รวมถึงว่าเรามีเงินเหลือที่จะซื้อมันไหมด้วย) แต่การตัดสินใจซื้อยังไม่นับว่าเป็นการสิ้นสุดกระบวนการ เพราะยังต้องมีวิธีการในการซื้อที่ทำให้ได้ต้นทุนที่ปลอดภัยด้วย (แน่นอนว่าไม่ได้หมายความว่าต้องพยายามซื้อให้ได้ต้นทุนต่ำสุด เนื่องจากความคิดที่พยายามซื้อหุ้นให้ได้ต้นทุนต่ำสุดนั้นเป็นอันตรายด้วยซ้ำไป) การปลอดภัยที่สุดนี้ก็คือมีส่วนเผื่อเผื่อความปลอดภัยสูงที่สุดจนกระทั่งมีส่วนเผื่อเผื่อความปลอดภัยเมื่อเทียบกับ DDM สูงที่สุดด้วย จึงเป็นวิชาส่วนที่สามที่ต้องเรียนรู้

อ่าน วิชาที่สามวิชาควบคุมต้นทุน ที่นี่

วิชาที่สี่ วิชาขายทำกำไร


ข้อนี้นับว่าเป็นเรื่องของศิลปะของการสร้างสมดุลเป็นอย่างมาก เพราะตามหลักการแล้วนักลงทุนเน้นมูลค่าของกิจการควรจะขายหุ้นเมื่อราคาหุ้นในกระดานสูงกว่าที่ตัวเองคำนวณมูลค่าของบริษัทได้  อย่างไรก็ตามยังมีปัจจัยบางอย่างที่ตลาดรับรู้ในขณะที่นักลงทุนมูลค่าของกิจการหรือ VI กลับไม่รู้ด้วย สิ่งที่เกิดขึ้นคืออะไรขายหมูขายไปแล้วราคาคุณก็พุ่งสูงขึ้นต่อไปอีกเนื่องจากมีปัจจัยพื้นฐานที่ดีของธุรกิจนั้นแฝงอยู่ (แน่นอน ถ้า VI ทราบและรวมเอาปัจจัยเหล่านั้นในการคำนวณด้วยก็จะได้ตัวเลขมูลค่าของกิจการใหม่ และไม่ขายหุ้นในราคาต่ำเกินไป) ดังนั้นวิชารักษากำไรจึงเป็นการสร้างสมดุลย์ระหว่างจุดขายรักสาทำไรกับการถือเพื่อติดตามและส่งเสริมกำไรให้สูงขึ้นนั่นเอง)

อ่าน วิชาที่สี่วิชาขายทำกำไร ที่นี่

วิชาที่ห้า วิชาปรัชญาแห่งชีวิต


เป็นปรัชญามากกว่าวิชาการหือความชำนาญ ความเข้าใจถ่องแท้นี้นี้ทำให้เราเข้าใจความเป็นมาเป็นไปของการทำธุรกิจการเจริญเติบโตและการใช้เวลาโต๊ะของธุรกิจในการสะท้อนออกมาเป็นราคาหุ้นที่เราสัมผัสได้ ไม่ว่าอนาคตของธุรกิจกับราคาหุ้นจะมีอะไรที่นำหรือตามกันอย่างไรก็ตาม การจัดพอร์ต ก็อยู่ในส่วนนี้ สัดส่วนที่จะเป็น หุ้นปันผล (ปลอดภัย โตช้า) หุ้นเติบโต (เสี่ยงมากหน่อย) ที่เกิดจากการสร้างสมดุลระหว่างความปลอดภัย ความโลภ และความกลัว และที่ยิ่งไม่น่าเชื่อว่าในการลงทุนในหุ้นนั้นยิ่งเราไม่โลภเท่าไรก็มีโอกาสได้เข้าไปรับประสบความสำเร็จมากขึ้นเท่านั้น

อ่าน วิชาที่ห้าวิชาปรัชญาชีวิต ที่นี่

และในโอกาสต่อไปผมก็จะนำเรื่องรอบข้างที่จะต้องรู้และมีทักษะ (และเป็นนิสัย) ให้ประสบความสำเร็จในการลงทุนในหุ้นมาคุยในรายละเอียดขึ้นให้เพื่อนๆ นักลงทุนได้ฟังและนำไปใช้กันนะครับ ถ้ารู้ เข้าใจ และทำได้ทั้งหมดนี้ ก็น่าจะสามารถประสบความสำเร็จเป็นเซียนหุ้นได้เลยทีเดียวครับ