วันพฤหัสบดีที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2560

เรื่องเล่าจากการประชุม ผถห.


ช่วงเวลานี้ของปีนับว่าเป็นเวลาแห่งการจัดประชุมผู้ถือหุ้นเลยก็ว่าได้  ซึ่งเป็นไปตามพระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. ๒๕๓๕

"หมวด ๗ การประชุมผู้ถือหุ้น
มาตรา ๙๘ คณะกรรมการต้องจัดให้มีการประชุมผู้ถือหุ้นเป็นการประชุมสามัญประจำปีภายในสี่เดือน นับแต่วันสิ้นสุดของรอบปีบัญชีของบริษัท การประชุมผู้ถือหุ้นคราวอื่นนอกจากวรรคหนึ่ง ให้เรียกว่าการประชุมวิสามัญ"

ดังนั้น สำหรับบริษัทส่วนใหญ่ซึ่งมีรอบบัญชีสิ้นสุด 31 ธ.ค. ช่วงเวลาของการประชุมสามัญประจำปีก็จะเป็นช่วงเวลานี้ล่ะครับ
การเข้าร่วมประชุมสามัญจำปีสำหรับผู้ถือหุ้นถือว่าเป็นโอกาสที่ดีที่นักลงทุนโอกาสพบกับผู้บริหาร มีโอกาสได้ฟังคำสรุปต่างๆ สอบถามและออกความเห็นในเรื่องสำคัญของบริษัทตามวาระการประชุมต่างๆ รวมทั้งการตอบข้อสงสัยต่างๆ ด้วย ก็ถือเป็นโอกาสอันดีอย่างหนึ่งที่หากมีเวลาแล้ว นักลงทุนที่มีเวลาก็ควรไปร่วมการประชุมนะครับ

จากการเข้าประชุมเหล่านี้มานับครั้งไม่ถ้วน ผมก็มีข้อสังเกตต่างๆ หลายข้อนำมาเล่าสู่กันฟัง เช่น

1) นลท. จำนวนมากไม่รู้ philosophy การทำธุรกิจของบริษัท

หลายบริษัทอาจจะเป็นบริษัทอนุรักษ์นิยม โตช้าแต่ภูมิคุ้มกันสูง ทั้งตัวธุรกิจเองและผู้บริหาร บางบริษัทเป็นบริษัท High return ความเสี่ยงสูง แต่อยุ่รอดได้ด้วยการบริหารความเสี่ยง บางบริษัทมีหลายหลากธุรกิจ บางส่วนทำกำไร บางส่วนยังไม่ทำกำไร บางบริษัทมีชื่อและอยู่กลุ่มอุตสาหกรรมหนึ่งแต่มีรายได้ในอีกแบบหนึ่ง เป็นต้น ทำให้บางครั้งในการสอบถามผู้บริหารแล้วเกิดความไม่เข้าใจกัน กว่าจะปรับความเข้าใจได้ก็ใช้เวลามาก อย่างไรก็ตามก็เป็นโอกาสที่ดีที่ได้เข้าใจนั่นแหละครับ แต่ก็น่าจะดีกว่าไหมถ้านักลงทุนเข้าใจดีก่อนการซื้อหุ้นนั้นๆ ด้วย หรือหากไม่เข้าใจนักก็อาจจะซื้อหุ้นเพียงไม่มาก และเข้าไปสอบถามปรัชญาการดำเนินธุรกิจแบบตรงไปตรงมา ผมเชื่อว่าผู้บริหารยินดีให้คำตอบที่ชัดเจนและเข้าใจได้อย่างแน่นอน

2) เชื่อข่าวตามสื่อแบบจริงจัง

เรื่องนี้จะโทษนักลงทุนเพียงฝ่ายเดียวก็อาจจะไม่ถูกนัก เพราะเป็นธรรมชาติมนุษย์ที่เมื่อเราได้ยินอะไรบ่อยๆ เข้า เราจะเชื่อตามนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเพื่อนๆ ของเราเชื่อด้วย เรายิ่งเชื่อใหญ่ และสำคัญที่สุดคือคนเรานั้นแปลก อะไรที่พิสูจน์ได้ชัดๆ บางครั้งไม่ค่อยเชื่อเท่าไร แต่เรื่องลึกลับดำมืดกลับเชื่อกันแบบไม่ลืมหูลืมตาก็มี การสนใจข่าวตามสื่อนั้นเป็นเรื่องดี แต่ต้องพิจารณาให้ถี่ถ้วนว่าจริงหรือไม่ ควรเชื่อหรือเปล่า และเรื่องนี้ต้องโทษสื่อบางค่ายบางพวกด้วย ซึ่งเดี๋ยวนี้ก็มีมากมาย ที่สำคัญคือเราต้องเข้าใจว่าสื่อก็ไม่ได้รู้เรื่องการเงิน เรื่องธุรกิจ เศรษฐกิจต่างๆ ดีพอ หรือก็ไม่ได้เป็นนักลงทุนเหมือนกับเรา บางที ผบห. พูดอย่างหนึ่งแต่เขียนไปอีกแบบ (โดยเฉพาะข่าว หรือการให้ข่าวที่เป็นภาษาต่างประเทศ) คราวนี้ไปกันใหญ่ เพราะความผิดเพี้ยนแพร่ไปในวงกว้าง บางที ผถห. เอาข่าวด้านนอกเหล่านี้มาถามอย่างเอาเป็นเอาตายโดยไม่ได้ยืนยันความถูกต้องของข่าวก่อนว่าจริงหรือไม่ ก็ทำให้ ผบห. มึนงงไปว่าคุยเรื่องเดียวกันหรือเปล่าก็มี

3) นักลงทุนจำนวนไม่น้อยไม่รู้เรื่องการเงิน

ผู้คนที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ย่อมมีหลายหลาก เป็นสีสันของทุกๆ ตลาดในโลกใบนี้ แน่นอนว่าไม่จำเป็นที่ทุกคนต้องรู้เรื่องงบการเงิน แต่โดยส่วนตัวแล้วถ้าเรียกตัวเองว่า "นักลงทุน" ก็ควรจะมีความรู้ด้านการเงินและงบการเงินตามสมควร โดยเรื่องนี้แบ่งเป็นสองส่วน ส่วนแรกคือเรื่องการเงิน การอ่านงบการเงินอย่างง่าย รวมทั้งการอ่านบทสรุปของผู้สอบบัญชี มีมาแล้วที่นักลงทุนถาม ผบห. ว่าผู้สอบบัญชี "ไม่รับรอง" งบการเงิน ทั้งในความเป็นจริงแล้ว ผู้สอบบัญชีรับรองงบการเงิน "ไม่มีเงื่อนไขและมีข้อสังเกต" ซึ่งเป็นการรับรองงบการเงินนั้น แบบไม่มีเงื่อนไข เพียงแต่มีข้อสังเกต (ให้นักลงทุนค้นคว้าเพิ่มเติม) เล่นเอา ผบห. งงไปตามกันก็มี

ส่วนที่สองคือ นักลงทุนส่วนหนึ่งไม่สามารถ "เห็นภาพ ต้นทุนทางการเงินและผลตอบแทนที่คุ้มค่า และคุ้มเสี่ยง ในจังหวะธุรกิจที่ดี" ได้ ดังนั้นบางคนจะถามหาเพียง ต้นทุนต่ำสุด ผลตอบแทนสูงสุด และ ไม่มีความเสี่ยงเลย เอิ่ม... สำหรับหลายๆ ธุรกิจก็คงนั่งอยู่เฉยๆ ไม่ต้องทำอะไรกันล่ะครับ คนอื่นเอาไปรับประทานหมดก่อนแล้วล่ะ แต่ไม่เป็นไร ถ้าเราไม่ชอบบริษัทแบบนี้ ไม่เข้าใจมัน เราก็อย่ามาถือหุ้นนั้นๆ เท่านั้นเอง

4) มุมมองที่ทับซ้อน

หลายมุมมองเป็นเรื่องหยุมหยิมทับซ้อนหน้าที่ของ ผู้สอบ บ/ช ที่จริงๆ แล้วเป็นเรื่องที่เห็นได้ชัดเจน ที่เขาต้องทำอยู่แล้ว แต่กลับไม่ไว้ใจ แน่นอนว่านักลงทุนสามารถสงสัยได้ แต่คำถามที่สะท้อนว่าไม่ได้ถามเพื่อความเข้าใจ แต่ถามในรายละเอียดแบบไม่ไว้ใจ การถามที่น่าจะดีกว่าคือถามว่าได้ตรวจดูรายละเอียดเหล่านั้นในระหว่างการสอบบัญชีหรือไม่ ก็น่าจะเพียงพอแล้ว

5) สนใจจุกจิกอยู่แต่กับอดีต

แน่นอนว่าอดีตที่ผ่านมาสามารถทำให้เขามองเห็นอนาคตที่อาจจะเกิดขึ้นได้ อย่างไรก็ตามก็เป็นเพียงคำว่า "อาจจะ" เท่านั้น  ความจริงแล้วนักลงทุนควรสนใจอนาคตให้มาก กับ สนใจว่าบริษัทไม่ได้ทำอะไรผิดมหันต์ไว้ในช่วงเวลาที่ผ่านมา (หรือ ถ้าผิด จะแก้ไจได้ไหม เสียหายเท่าไร) ก็เพียงพอแล้ว คำถามที่ควรถามจึงน่าจะมุ่งเน้นไปในสองส่วนนี้ หรือ จะรวมส่วนการเอาอดีตมาสอนให้ทำให้ดีขึ้นในอนาคตก็ได้

6) นักลงทุนหลายคนชอบ "ทางลัด"

บางครั้งมีคำถามประเภทที้ว่า "ปีนี้จะกำไรเท่าไร" ก็ไม่แน่ใจว่าทราบหรือไม่ว่า ผบห. ตอบไม่ได้ (ถ้าตอบเพียงนิดเดียว อาจจะมีข่าวออกไปยาวเหยียดและเป็นคนละเรื่อง) สิ่งที่นักลงทุนคสรถามคือ แนวโน้มตลาด คู่แข่ง โอกาสทางการค้าใหม่ๆ ความเสี่ยงต่างๆ จากนั้นต้องทำการบ้านเองบ้างเพื่อคาดหมายสิ่งที่ตัวเองอยากรู้ 

ส่วนใหญ่ถ้าผมถามคำถามต่างๆ ก็มักจะเป็นคำถามที่ทำให้เรามองเห็นภาพความปราดเปรื่อง (intelligence) ของผู้บริหารในการสร้างทางเลือกและหลบเลี่ยงความเสียหายที่จะเกิดขึ้นหรือแฝงอยู่หรือถามเกี่ยวกับการเทียบเคียงกับสิ่งที่ดี (benchmarking) เพื่อการพัฒนาหรือต่อยอด ซึ่งก็น่าจะเป็ฯประโยชน์กับทั้งบริษัทและนักลงทุนด้วยกันครับ

วันเสาร์ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2560

หุ้นดีต้องมีตำหนิ

หุ้นดีต้องมีตำหนิ

ฟังดูแล้วออกจะแปลก เพราะทุกครั้งที่เราต้องการซื้อของอะไรสักอย่างเรามักจะต้องเลือกเฟ้นให้สวยงามไร้ที่ติ แต่กับหุ้นทำไมเราถึงบอกว่าต้องเป็นของมีตำหนิ หรืออยู่ดีๆ ก็บอกว่าต้องไปซื้อของมีตำหนิเสียอย่างนั้นแหละ เรามาดูกันหน่อยดีกว่าว่าทำไมจึงเป็นแบบนั้น

ของสวยหรูเลิศ

ลองคิดดูว่า ถ้าเราเดินเข้าห้างสรรพสินค้า แล้วไปที่แผนกของหรูหรา หรือของปกติก็ได้ คือเป็นสินค้าปกติไม่มีตำหนิ ราคาขายย่อมถูกตั้งเอาไว้ตามปกติ ยิ่งเป็นสินค้าที่ได้รับการโปรโมทเป็นพิเศษ ยิ่งต้องจ่ายเงินเพิ่มเข้าไปอีก (นึกถึงหุ้น IPO และบรรดาหุ้นเจ๋งๆ ราคาวิ่งปรู๊ดๆ ที่เขาเล่าต่อกันมาเอาไว้) สูงล้ำ เรียกว่าหรูตามความสวยเป็นเรื่องธรรมดา คราวนี้พอมาถึงเรื่องเกี่ยวกับหุ้น ความสวยที่ว่านี้ก็เช่น บริษัทมีอัตรากำไรและกำไรดี ตลาดตอบรับดีและเติบโต หนี้สินต่ำ ค่าเสื่อมราคาต่ำ มีข่าวว่าจะขยายกิจการไปต่างๆ นาๆ (แต่ ไม่มีอดีตให้เห็นว่าทำได้ หรือทำสำเร็จมาก่อน) ราคาที่วิ่งไปล่วงหน้าก็นับว่าเป็นราคาหรูหรานั่นเอง

หุ้นมีตำหนิเป็นอย่างไร

หุ้นมีตำหนิก็คือบริษัทมีตำหนินั่นเอง คือมีอะไรบางอย่างดึงราคาหุ้นเอาไว้ หรือแม้กระทั่งราคาถูกถล่มลงมาแรงๆ จากข่าวสารต่างๆ ที่ไม่เป็นจริง ตำหนิเหล่านี้จะกดราคาหุ้นเอาไว้ ทำให้เรามีเวลาซื้อมันในราคาไม่แพง ถ้าหุ้น/บริษัทไม่มีตำหนิเลย เราก็หมดโอกาสได้ของดีราคาถูก ราคาจะวิ่งไปที่ของมัน (ใกล้ หรือ เลยราคาเหมาะสมตาม value ของมัน) ทำให้ MOS ต่ำ/แคบ จนความเสี่ยงในการซื้อเพื่อการลงทุนมีมากขึ้น แต่ทั้งนี้เราก็ต้องดูว่าตำหนิที่ว่านั้นเป็นของที่แก้ไขได้หรือไม่ โดยเลือกตำหนิที่แก้ไขได้ เช่น
  • หุ้นเสือเจ็บ คือ ทำอะไรบางอย่างผิดพลาด หรือโดนคู่แข่งเอาชนะไปได้ในบางเกม แต่ตัวเองยังคงอยู่ได้ มีอีกหลายสายธุรกิจ (business unit) ที่ทำกำไรได้ มั่นคง และเติบโตได้
  • มีแผลเป็น (แต่แก้ไขได้) แผลเป็นที่ว่านี้หนักกว่าเสือเจ็บหน่อย เช่น ผิดพลาดจนขาดทุนสะสมมาในอดีต แต่ถ้าอนาคตยังดีสามารถทำกำไรได้ก็อาจจะค่อยๆ ล้างขาดทุนสะสมได้ แต่อาจจะนานหน่อย นอกจากนั้นยังสามารถ ลดทุน เพื่อล้างขาดทุนสะสมได้ หรือใช้ วิธีอื่น ในการล้างขาดทุนสะสม ถ้าทำสำเร็จ บริษัทก็จะเปลี่ยนสถานะทางการเงินกลับมาได้
  • มีตำหนิปลอม หรือแค่ไม่สมบูรณ์ชั่วคราว เช่น ถูกโจมตีด้วยข่าวที่ไม่จริง คนคิดไปเอง, หรือ จัดการได้ หรือเพียงแต่เป็นหุ้นที่ยังไม่ถึงเวลาของมัน เปรียบไปก็เหมือนกับปลูกมะม่วง มะม่วงยังไม่ออกช่อก็ราคาไม่สูง เมื่อใดที่ออกช่อก็มีราคาขึ้นเอง แบบนี้คือตำหนิ หรือข้อติ สำหรับคนใจร้อน แต่กับคนใจเย็นนั้นโอกาสทำกำไรก็อยู่ตรงหน้า
  • งบการเงินไม่สวย ก็อาจจะเป็นตำหนิเทียมได้ เช่น ยอดขายตกลงชั่วคราว ค่าเสื่อมราคาเพิ่มขึ้นจากการลงทุนเพิ่ม ผลตอบแทนยังไม่เกิดแต่ต้องตัดค่าเสื่อมราคาแล้ว เป็นต้น
  • ราคาที่ดูแพงเกินไป (หรือแม้แต่สำหรับบางคนคือดูเหมือนจะถูกเกินไปจนสร้างความระแวงได้) ทำให้ P/E ดูสูงเกินไปก็อาจจะเป็นความไม่สมบูรณ์แบบก็ได้ แต่ทั้งนี้เราต้องดูว่ากำไรวิ่งตามมาทันหรือไม่ด้วย
ทำอย่างไรถ้าหุ้นเรากลับใจ จากมีตำหนิกลายเป็นหรูหรา

ในทางตรงกันข้าม ถ้าหุ้นไม่มีตำหนิเลย และหุ้นขึ้นไปเยอะมากๆ เราได้กำไรมากแล้ว อาจจะเป็นโอกาสในการขาย หรือ อย่างน้อยก็ขายเอาทุนกลับมาให้หมดก่อนก็ยังดี สำหรับหุ้นหรูหราทั้งหลายที่มีข่าวต่างๆ ดีเลิศไปหมด และราคาวิ่งนำไปแล้ว หุ้นพวกนี้สำหรับผมแล้วไม่ใช่ "Too good to be true" หรอกครับ แต่มันเป็น "Too good to buy (and make profit)"  เพราะว่าราคามันแพงเกินไป ไม่ใช่เพราะบริษัทมันเป็นอะไรไป บริษัทเขาก็ยังทำกิจการดีๆ ต่อไป แต่เรานี่สิที่อาจจะขาดทุนได้ง่ายมากๆ (แต่ถ้านึกอยากสนุก ก็คงห้ามกันไม่ได้ แต่ถือกรรไกรเอาไว้ขายตัดขาดทุนให้เร็วๆ ก็แล้วกันครับ)

สรุป
  1. หุ้นมีตำหนิ ที่ว่าดีเพราะมันดีกับเรา คือเรามีโอกาสทำกำไรจากมัน
  2. หุ้นไม่มีตำหนิ ไม่มีข้อติ ราคามักแพง โอกาสทำกำไรยากขึ้น
  3. หาหุ้นตำหนิ หรือมีข้อติ ที่ไม่เป็นจริงหรือแก้ไขง่ายให้พบ ก็มีโอกาสทำกำไรได้

วันเสาร์ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2560

ตัดเนื้อร้ายกำไรพุ่ง


ทุกวันนี้มีบริษัทมากมายในตลาดหลักทรัพย์ให้เราลงทุน บริษัทเรามีความสามารถในการทำกิจการพากันไปทางการผลิตจำหน่ายหรือให้บริการในรูปแบบ   อย่างไรก็ตาม กิจการหนึ่งๆ อาจจะมีการดำเนินงานในหลายกิจการย่อย ในทางธุรกิจแล้วเรียกว่ามีหลายหน่วยธุรกิจ (business unit) นั่นเอง บริษัทที่ดีจะต้องมีความสามารถในการจำแนกแยกแยะรู้ตัวได้ว่าหน่วยธุรกิจของตัวเองนั้นหน่วยใดที่ทำกำไรหน่วยใดที่ไม่ทำกำไรบ้าง

หน่วยธุรกิจที่พึ่งกัน

มีหลายประเด็นที่หลายคนอาจจะสงสัยหรือไม่เข้าใจก็คือทำไมจึงต้องมีหน่วยธุรกิจหลายหน่วยอยู่ในบริษัทเดียวกัน โดยหลักการใหญ่แล้วก็คือให้ช่วยกันทำงานส่งเสริมกันสร้างผลกำไร ถ้าเรามองลึกลงไปหน่วยธุรกิจย่อยๆ ภายในบริษัทอาจจะเกี่ยวข้องพึ่งพาอาศัยกันหรือไม่เกี่ยวข้องก็ได้  ตัวอย่างเช่น หน่วยธุรกิจที่หนึ่งผลิตวัตถุดิบซึ่งไม่สามารถหาทดแทนได้จากที่อื่นโดยง่าย (และไม่รู้จะไปขายใครด้วย อาจจะเพราะเป็นของเฉพาะหรือด้วยโมเดลเพื่อให้กำไรแล้วจะต้องผลิตออกมาปริมาณมาก ทำให้เหลือ) แล้วป้อนให้กับหน่วยธุรกิจที่สองเพื่อทำการแปรรูปต่อไป นั่นคือถ้าขาดหน่วยธุรกิจแรกไปธุรกิจที่สองก็อาจจะมีปัญหาเรื่องของวัตถุดิบในการนำไปผลิตในทางกลับกันถ้าขาดหน่วยธุรกิจที่สองหน่วยธุรกิจแรกก็ไม่รู้จะเอาสิ่งที่ตัวเองผลิตได้นั้นไปขายให้ใคร กรณีอย่างนี้ถือว่าเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันโดยใกล้ชิด ก็คงต้องมีชีวิตผูกติดกันไปเรื่อยๆ ในกรณีอย่างนี้ถ้าหน่วยธุรกิจใดธุรกิจหนึ่งไม่ทำกำไรก็คงจะทำอะไรไม่ได้มากนักเพราะเป็นของที่พึ่งพาอาศัยกันและกันเรียกว่าโดยภาพรวมแล้วยังพออยู่ได้ก็อยู่กันไป

หน่วยธุรกิจที่ไม่พึ่งพากัน

ในหลายบริษัทอาจจะมีการจัดตั้งหน่วยธุรกิจหลายหน่วยโดยที่แต่ละหน่วยนั้นไม่พึ่งพาอาศัยกันเท่าไหร่นัก เช่น หน่วยผลิตที่นำวัตถุจากภายนอกมาผลิตเป็นสินค้าต่างๆ หน่วยขายก็นำสินค้าทั้งจากที่ตัวเองผลิตได้ และสินค้าจากผู้ผลิตอื่นนำไปขายในเวลาเดียวกัน หน่วยบริหารสินทรัพย์ด้านการลงทุน เช่น นำอสังหาริมทรัพย์ที่ตัวเองมีอยู่ออกให้เช่า จะเห็นว่าหน่วยธุรกิจต่างๆเหล่านี้แทบจะไม่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กันเท่าไหร่นัก บริษัทอาจจะเก็บหน่วยธุรกิจทั้งหมดเอาไว้และพัฒนาให้มีคุณภาพดีขึ้น ทำกำไรได้ดีขึ้นก็ได้ แต่ในทางตรงข้ามถ้ามีหน่วยธุรกิจบางหน่วยที่ไม่ทำกำไรหรือขาดทุนล่ะ บริษัทจะทำอย่างไร

ตัดของเสียเหลือของดี

ในกรณีที่หน่วยธุรกิจต่างๆของบริษัทไม่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กันนัก บริษัทมีทางเลือกที่ดีอยู่อย่างน้อยหนึ่งช่องทางก็คือเลิกทำหน่วยธุรกิจที่ไม่ได้กำไรหรือขาดทุนออกไป ยิ่งถ้าเป็นหน่วยธุรกิจที่ขาดทุนมากจนดึงกำไรโดยรวมให้ลดน้อยตกต่ำลงมาก แล้วบริษัทตัดสินใจเลิกธุรกิจนั้นเสีย สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาคือผลกำไรจะเพิ่มขึ้นมากมาย เมื่อกำไรเพิ่มขึ้น P/E ก็เพิ่มขึ้น ถ้าบริษัทจ่ายปันผลอยู่แล้วก็อาจจะจ่ายได้มากขึ้น (ถ้าไม่มีตัวถ่วงเอาไว้เช่น หนี้สินมหาศาล) ขาดทุนสะสมมากมาย (ถ้าเป็นบริษัทจ่ายปันผลอยู่แล้วคงไม่ใช่กรณีนี้) หุ้นก็ขึ้นสิครับท่าน จะรออะไร!

โดยสรุป

ที่ยกตัวอย่างคุยให้ฟังทั้งหมดนี้โดยรวมแล้วก็คืออยากเน้นให้นักลงทุนแนวเน้นมูลค่าของกิจการ (VI - Value Investor) ได้มองเห็นว่าการเข้าใจในธุรกิจที่เราต้องการลงทุนหรือเป็นเจ้าของร่วมนั้นมีความสำคัญมาก เราต้องรู้ว่าธุรกิจทำอะไร มีใครเป็นลูกค้า ในบริษัทนั้นมีหน่วยธุรกิจย่อยอะไรบ้าง แต่ละหน่วยธุรกิจย่อยสัมพันธ์กันหรือไม่ ผู้บริหารมีแนวคิดในการดูแลแต่ละหน่วยธุรกิจย่อยอย่างทั่วถึงหรือไม่ (รู้ได้จากข่าว บทสัมภาษณ์ รายการทีวี คำถาม-ตอบในการประชุมผู้ถือหุ้น เป็นต้น) ถ้าทุกอย่างเหมาะสม เมื่อวันหนึ่งโอกาสมาถึง นักลงทุนแนววีไอ ก็อาจจะได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนได้ดีทีเดียวครับ

วันอาทิตย์ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2560

กำไรและขาดทุนจากการตีราคาสินทรัพย์

กำไรและขาดทุนจากการตีราคาสินทรัพย์

เมื่อกิจการเริ่มขึ้น ย่อมต้องมีส่วนประกอบต่างๆ ในอันที่จะสร้างคุณค่าในสินค้าและบริการให้กับลูกค้าของตัวเอง ในการนี้ก็จะต้องมีทุนจากการระดมของผู้ถือหุ้น (เจ้าของ) และอาจจะมีการกู้เงินร่วมมาด้วย สองส่วนรวมกันเป็นสินทรัพย์ซึ่งจะถูกนำไปปรับเปลี่ยนเป็นรูปแบบต่างๆ เช่น ที่ดิน โรงงาน เครื่องจักร อุปกรณ์ วัตถุดิบ สินค้าคงคลัง รวมทั้งทรัพย์สินไม่มีตัวตนอื่นๆ อีกหลายรูปแบบ ในระบบบัญชีดั้งเดิมเราจะบันทึกราคาทรัพย์สินเป็นราคาทุน หักลบด้วยค่าเสื่อมราคาต่างๆ ค่าเสื่อมราคาของสิ่งต่างๆ จะไม่เท่ากัน เช่น ที่ดินอาจจะไม่มีค่าเสื่อมราคา เครื่องจักรคิดค่าเสื่อมราคาใน 10 ปี รถยนต์ 5 ปีเป็นต้น โดยค่าเสื่อมราคาจะถูกหักออกจากกำไรขั้นต้น (และเก็บเอาไว้ ไม่สามารถนำไปจ่ายปันผลได้ เพราะต้องนำไปซื้อเครื่องจักร อุปกรณ์ทดแทนโดยไม่ต้องเพิ่มทุน และ/หรือ กู้เงินเพิ่ม) บางกรณีอาจจะต้องหักด้วยการขาดทุนจากการด้อยค่าของสินทรัพย์ด้วย ทำให้กำไรรวมลดน้อยลง และหักไปเรื่อยๆ เช่นนั้นเพื่อในที่สุดแล้วเมื่อเครื่องจักร/อุปกรณ์หมดอายุการใช้งานแล้วกิจการจะได้มีเงินสำหรับซื้อเครื่องจักรใหม่นั่นเอง (ดูเรื่อง ค่าเสื่อมราคา ประกอบ)

วิธีข้างต้นที่อธิบายมานี้เรียกว่า "วิธีราคาทุน" มีข้อดีคือตรงไปตรงมา มีหลักฐานชัดเจนว่ากิจการซื้อ เครื่องจักร อุปกรณ์ มาเท่าไร แล้วก็หักค่าเสื่อมอะไรกันไป แต่วิธีนี้อาจจะมีข้อเสียคือ หากในระหว่างที่กิจการดำเนินการไป เครื่องจักรต่างๆ ที่กิจการใช้อยู่มีราคาสูงขึ้น ซึ่งเป็นนัยยะว่าเมื่อเครื่องจักรปัจจุบันที่ใช้งานอยู่นี้หมดอายุหรือเสื่อมสภาพลง กิจการจะต้องจ่ายเงินมากขึ้นในการซื้อเครื่องจักรใหม่มาทดแทน ถ้าเรายังคงใช้การตัดค่าเสื่อมราคาด้วยราคาทุนเดิม (ซึ่งตัวเลขน้อย ราคาถูก) สุดท้ายเมื่อเครื่องจักร อุปกรณ์ หมดอายุลง กิจการก็จะมีเงินไม่เพียงพอที่จะซื้อเครื่องจักรใหม่เพื่อทดแทนเพราะว่าหักค่าเสื่อมราคาไว้ไม่พอ

มาตรฐานบัญชีฉบับที่ 16 (ปรับปรุง 2558)

มาตรฐานบัญชีฉบับที่ 16 (ปรับปรุง 2558) ที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ ในย่อหน้าที่ 31 ได้ระบุเรื่องการตีราคาสินทรัพย์ใหม่เอาไว้ ว่าภายหลังจากการรับรู้รายการที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ เป็นสินทรัพย์ หากที่ดิน อาคารและอุปกรณ์นั้นสามารถวัดมูลค่ายุติธรรมได้อย่างน่าเชื่อถือ กิจการต้องแสดงรายการดังกล่าวด้วยราคา ที่ตีใหม่ คือ มูลค่ายุติธรรม ณ วันที่มีการตีราคาใหม่หักด้วยค่าเสื่อมราคาสะสม และ ผลขาดทุนจากการด้อยค่าสะสมที่เกิดขึ้นในภายหลัง โดยกิจการต้องตีราคาสินทรัพย์ใหม่อย่างสม่ำเสมอพอ เพื่อให้แน่ใจว่ามูลค่าตามบัญชีจะไม่แตกต่างจากมูลค่ายุติธรรม ณ วันสิ้นรอบระยะเวลารายงานอย่างมีสาระสาคัญ ทั้งนี้ กิจการต้องใช้นโยบายบัญชีเดียวกันสำหรับที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ทุกรายการที่จัดอยู่ในประเภทเดียวกัน

นั่นแปลว่า กิจการจะเลือกใช้วิธีเดิมก็ได้ หรือเลือกใช้วิธีใหม่นี้ก็ได้ (แต่ต้องไม่กลับไปกลับมา) และต้องทำอย่างสม่ำเสมอ ถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงนโยบายบัญชีซึ่งทั้งบริษัทและนักลงทุนควรได้รับการแจ้งให้ทราบอย่างชัดเจนด้วย

ผลดีของการตีราคาสินทรัพย์ใหม่ (เครื่องจักร อุปกรณ์ ฯลฯ) ที่ถูกต้องตามความเป็นจริงทำให้บริษัทรู้ว่าตัวเองมีทรัพย์สินที่มีมูลค่าเท่าใด ทำให้บริษัทตัดค่าเสื่อมราคาถูกต้อง (เมื่อคิดว่าราคา เครื่องจักร อุปกรณ์สูงขึ้น ก็ต้องตัดค่าเสื่อมราคาในแต่ละปีมากขึ้น) เมื่อถึงเวลาที่เครื่องจักรหมดอายุ กิจการก็จะมีเงินเหลือมากขึ้น (แม้จะไม่มากพอ เพราะการตัดค่าเสื่อมราคาแรกๆ ตัดด้วยราคาเครื่องจักรที่ต่ำ) และใกล้เคียงกับการที่จะสามารถซื้อเครื่องจักรและอุปกรณ์ใหม่มาทดแทนได้ เรียกว่าแม้เงินจะไม่พอ ถึงต้องกู้เพิ่มหรือเพิ่มทุนก็เป็นส่วนน้อย ดีกว่าการใช้วิธีราคาทุนแบบเดิม

ผลกระทบที่เกิดขึ้นจาก "วิธีตีราคาใหม่"

เนื่องจากมีการตีราคาบรรดาสินทรัพย์กันใหม่ ทำให้มีผลตามมาคือ มูลค่าของสินทรัพย์ในงวดบัญชีปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปจากในงวดบัญชีก่อนหน้า ซึ่งมักปรากฏอยู่ในส่วนของผู้ถือหุ้น คำถามคืออยู่ดีๆ ส่วนของผู้ถือหุ้นจะเปลี่ยนไปเฉยๆ นั้นคงไม่ได้ จึงจะต้องมีการบันทึกส่วนต่างกันที่ว่านี้ไว้ในส่วนของกำไรขาดทุน (เบ็ดเสร็จอื่น) นั่นเอง ถ้าการเลือกใช้วิธีตีราคาใหม่เป็นเพราะต้องการให้สะท้อนความเป็นจริงของธุรกิจ หลีกเลี่ยงการเพิ่มทุน/กู้มากในอนาคต (เพราะเก็บเงินสดไว้มากขึ้นจากค่าเสื่อมราคาที่สูงขึ้น) ก็จะเป็นการดี แต่ถ้าตั้งใจเพื่อทำให้ เครื่องจักร ที่ดิน อุปกรณ์ มีราคาสูงขึ้นเพื่อทำให้ส่วนของผู้ถือหุ้น (Equity / มูลค่าทางบัญชี Book Value) เพิ่มสูงขึ้น อัตราหนี้สินต่อทุน (D/E) ต่ำลง และบริษัทแสดงกำไรมากผิดปกติ ก็สามารถเป็นการหลอกให้ผู้ที่ไม่รอบคอบคิดว่าบริษัทมีกำไรมากขึ้นและราคาหุ้นยังถูกอยู่ (P/E ยังต่ำอยู่)

โดยสรุป

นโยบายบัญชีต่างๆ มีไว้เพื่อหลักการเดียวกันคือให้กิจการแสดงผลการดำเนินงานที่ตรงตามความเป็นจริงที่สุด อย่างไรก็ตามการเปลี่ยนนโยบายบัญชีในบางงวดบัญชีอาจจะทำให้นักลงทุนเห็นว่ากิจการมีผลการดำเนินงานดีขึ้น (หรือในทางตรงกันข้ามคือแย่ลง) ได้ ดังนั้นเมื่อเราเห็นตัวเลขต่างๆ แล้วผิดปกติมากเกินไปก็อาจจะต้องตรวจสอบว่ามีการเปลี่ยนนโยบายบัญชีตรงจุดใดบ้างหรือไม่ในงวดนั้นๆ ครับ

หมายเหตุ

มาตรฐานบัญชีฉบับที่ 16 (ปรับปรุง 2558)

ย่อหน้าที่ 30 วิธีราคาทุน
ภายหลังจากการรับรู้รายการที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ เป็นสินทรัพย์ กิจการต้องแสดงรายการที่ดิน อาคารและอุปกรณ์นั้นด้วยราคาทุนหักค่าเสื่อมราคาสะสม และผลขาดทุนจาก การด้อยค่าสะสมของสินทรัพย์

ย่อหน้าที่ 31 วิธีการตีราคาใหม่
ภายหลังจากการรับรู้รายการที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ เป็นสินทรัพย์ หากที่ดิน อาคารและอุปกรณ์นั้นสามารถวัดมูลค่ายุติธรรมได้อย่างน่าเชื่อถือ กิจการต้องแสดงรายการดังกล่าวด้วยราคา ที่ตีใหม่ คือ มูลค่ายุติธรรม ณ วันที่มีการตีราคาใหม่หักด้วยค่าเสื่อมราคาสะสม และ ผลขาดทุนจากการด้อยค่าสะสมที่เกิดขึ้นในภายหลัง กิจการต้องตีราคาสินทรัพย์ใหม่อย่างสม่าเสมอพอ เพื่อให้แน่ใจว่ามูลค่าตามบัญชีจะไม่แตกต่างจากมูลค่ายุติธรรม ณ วันสิ้นรอบระยะเวลารายงานอย่างมีสาระสาคัญ

ย่อหน้าที่ 39
หากการตีราคาสินทรัพย์ใหม่ทำให้มูลค่าตามบัญชีของสินทรัพย์นั้นเพิ่มขึ้น กิจการต้องรับรู้มูลค่าตามบัญชีของสินทรัพย์ที่เพิ่มขึ้นจากการตีราคาใหม่ไปยังกำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จอื่น และรับรู้จำนวนสะสมไปยังส่วนของเจ้าของภายใต้หัวข้อ “ส่วนเกินทุนจากการตีราคาสินทรัพย์” อย่างไรก็ตาม กิจการต้องรับรู้ส่วนเพิ่มจากการตีราคาใหม่นี้ในกำไรหรือขาดทุนไม่เกินจำนวนที่ตีราคาสินทรัพย์ดังกล่าวลดลงในอดีตและเคยรับรู้ในกำไรหรือขาดทุน

ย่อหน้าที่ 40
หากการตีราคาสินทรัพย์ใหม่ทำให้มูลค่าตามบัญชีของสินทรัพย์นั้นลดลง กิจการต้องรับรู้มูลค่าตามบัญชีของสินทรัพย์ที่ลดลงจากการตีราคาใหม่ในกำไรหรือขาดทุน อย่างไรก็ตาม กิจการต้องนำส่วนที่ลดลงจากการตีราคาใหม่ไปรับรู้ในกำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จอื่นในจานวนที่ ไม่เกินยอดคงเหลือด้านเครดิตที่มีอยู่ในบัญชี “ส่วนเกินทุนจากการตีราคาสินทรัพย์” ของสินทรัพย์รายการเดียวกันนั้น โดยการรับรู้ส่วนที่ลดลงในกำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จอื่น จะมีผลทำให้บัญชี “ส่วนเกินทุนจากการตีราคาสินทรัพย์” ที่สะสมอยู่ในส่วนของเจ้าของลดลงตามไปด้วย

วันอาทิตย์ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2560

ซื้อ ถือ ขาย อาวุธหลักของนักลงทุน


นักลงทุนหลายคนโดยเฉพาะที่เป็นมือใหม่เพิ่งเข้าตลาดหลักทรัพย์มาไม่นาน เรียกว่ายังไม่สามารถรู้วิธีเอาตัวรอดได้ มักจะมีปัญหาคล้ายๆ กันก็คือการพยายามหาเหตุผลอธิบายทุกสิ่งทุกอย่าง ซึ่งจุดนี้เป็นเรื่องสำคัญที่ผู้มีประสบการณ์ได้ให้ความเห็นเอาไว้ตั้งแต่แรกแล้วว่า บุคคลที่จะมีความสุขการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ได้ต้องเป็นคนที่ปรับตัวได้เร็วโดยที่ไม่ต้องการคำอธิบายหรือเหตุผลที่แจ่มชัดไปเสียทั้งหมด หรือเรียกว่ายอมรับในสิ่งที่ดูเหมือนไม่มีเหตุผลได้ และต้องเป็นคนที่ไม่พยายามโทษคนอื่นหรือเหตุการณ์รอบตัวเมื่อสิ่งต่างๆ ไม่เป็นไปตามที่คิด คนเหล่านี้จะมีวิธีการลงทุนที่คิดว่าทุกอย่างขึ้นอยู่กับตัวเอง ผลการตัดสินใจหรือการการทำทุกอย่างเป็นความรับผิดชอบของตัวเอง โดยไม่โวยวายหรือโทษสิ่งใดทั้งสิ้น เรียกว่าเมื่อหุ้นขึ้นก็ไม่นั่งงงอยู่ว่าเพราะอะไร หรือหุ้นลงก็ไม่โวยวายว่าใครทำราคาลงเป็นต้น

เพราะถ้าเรามองราคาหุ้นในตลาดหลักทรัพย์เราจะเห็นความผันผวนอยู่ตลอดเวลา นักลงทุนหรือนักเก็งกำไร ก็เห็นหุ้นที่มีราคาเพิ่มขึ้นหรือลดลง (ไม่ว่าจะสมเหตุสมผลหรือไม่ก็ตาม) อยู่ทุกวี่วัน เมื่อหุ้นราคาขยับขึ้นไปเรื่อยๆ ถ้าอยู่เฉยๆ เอาแต่โวยวายก็เสียโอกาส (โดยเฉพาะกับหุ้นของบริษัท/กิจการที่เราได้วิเคราะห์แล้วว่ามูลค่าสูงกว่าราคาปัจจุบันอยู่มาก หรือเรียกว่าหุ้นมีราคาถูก) แล้วก็มานั่งงงว่าหุ้นขึ้นไปทำไม (นั่งบ่นก็เพราะไม่ได้ซื้อล่ะสิ มัวแต่รอของ ถูกมากถึงมากที่สุด ก็ในเมื่อคุณเห็นได้ คนอื่นก็อาจจะเพิ่งมาเห็นได้เหมือนกัน) ในทางตรงกันข้ามเมื่อหุ้นราคาตกลงมาแล้วหลายคนซื้อมาราคาแพงมากแล้วติดยอดดอย (กรณีนี้โชคดีที่มักไม่เกิดกับนักลงทุนแนวเน้นมูลค่าหรือ VI เท่าไรนัก) แล้วก็มานั่งบ่นว่าเอ๊ะใครทุบราคาหุ้น บางทีแย่กว่านั้นก็มีความพยายามที่จะไปตามดูว่าใครกันแน่เป็นคนทุบจะได้โทษได้ถูกคน (แล้วมันจะหาเจอไหม จะไปโทษทำไม ของแพงเกินไปมันก็ต้องปรับตัวลงมาบ้างเป็นธรรมดา) ดูแล้วหลายคนอาจจะว่าเป็นเรื่องปกติ แต่สำหรับนักลงทุนที่เป็นมืออาชีพจริงๆ แล้วเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องเสียเวลา ไร้สาระ และตลกด้วยซ้ำไป

แทนที่เราจะหวังพึ่งคนอื่นหรือนั่งเวียนหัวกับการที่หุ้นขึ้นหรือลงแล้วจะหวังให้ใครสักคนมาคอยติดตามดูแลราคาให้เราดูเป็นเรื่องที่ไกลตัวและจะไปหวังพึ่งใครได้ นักลงทุนที่แท้จริงต้องหวังพึ่งตัวเองโดยใช้อาวุธสามอย่างที่เรามีอยู่ก็คือการ ซื้อ ถือ หรือ ขาย นั่นเอง

ซื้อ ถือ ขาย สามอาวุธสำคัญก็พอแล้ว

เมื่อเราสนใจหุ้นบางตัวที่คิดคำนวณดูแล้วว่าราคาในตลาดนั้นต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริงมาก (เรียกว่า หุ้นถูก) สิ่งที่เราควรทำก็คือการหาจังหวะซื้อเข้ามาบ้าง แล้ว จัดการต้นทุนให้ต่ำที่สุด (อ่าน วิชาที่สามวิชาควบคุมต้นทุน) ไม่ใช่ไปนั่งรอให้หุ้นลดราคาลงมาอีกแบบนี้เท่ากับเป็นการเสียโอกาส ในขณะที่ถ้าเราคิดว่าเราซื้อหุ้นมาแล้วราคาตกลงไปนิดหน่อยแต่มันถูกมากแล้ว เราอาจจะอยู่เฉยๆ คือใช้อาวุธที่เรียกว่า ถือ เอาไว้ก็ได้ เมื่อราคาตกลงไปจนถึงราคาที่ถูกมากจริงๆ ถ้าเรามีความมั่นใจมากในกิจการนั้นก็อาจจะไปซื้อเพิ่มมาก็ได้อีก ในทางตรงกันข้ามถ้าซื้อแล้วปรับราคาขึ้นไปเรื่อยแต่ยังไม่เกินมูลค่า (ยังไม่ แพง เกินพื้นฐาน) เราก็ยังสามารถใช้อาวุธตัวเดิมนี้คือถือหุ้นเอาไว้ แล้วรอให้หุ้นขึ้นไปเรื่อยๆ มาจนถึงจุดหนึ่งที่เราคิดว่าราคาแพงมากเราก็อาจจะใช้อาวุธอีกตัวคือ ขาย ออกบ้างหรือขายเพื่อเก็บทุนกลับมา ถ้าเราขายหุ้นไปในจำนวนที่มากพอเพื่อจะได้ทุนกลับมาทั้งหมดนั่นคือการกำจัดความเสี่ยงไปทั้งหมด หรือพูดง่ายง่ายก็คือเราจะไม่ขาดทุนกับหุ้นนั้นแน่ๆ

อาวุธ ขาย ใช้รักษาทุนไว้ได้

ในโลกของการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์นั้นมีความเสี่ยงอยู่เสมอ ไม่ว่าเราจะคำนวนมูลค่าต่างๆ ไว้ได้เท่าไร แต่เราไม่สามารถควบคุมราคาหุ้นที่เปลี่ยนแปลงในตลาดได้เลย ดังนั้นเราก็ต้องถือเครื่องมืออีกหนึ่งอย่างเก็บไว้เป็นสำคัญก็คือการขาย กรณีนี้ก็คือการ ขายตัดขาดทุน (อ่าน วิชาแรกวิชาคัทลอส) หมายความว่าเรา ตัดไม่ให้ขาดทุนมากไปกว่านี้ นั่นเอง

ดังนั้นนักลงทุนทุกท่านควรจำให้ขึ้นใจเอาไว้ว่าเมื่อใดก็ตามที่เกิดความผันผวนในราคาหุ้นที่เราถืออยู่ เราเท่านั้นที่เป็นคนถืออาวุธสำคัญสามอย่างคือการ ซื้อ ถือ หรือ ขาย หุ้นนั้นออกไป อาวุธสามอย่างนี้ก็พอเพียงแล้วในการเอาตัวรอดและประสบความสำเร็จในการลงทุน อย่ามัวโวยวายว่าทำไมหุ้นถึงขึ้น ทำไมหุ้นถึงลง ใครเป็นคนทำ มันเป็นสิ่งที่แทบจะเรียกได้ว่าเป็นความลับของโลก บางทีเราก็ไม่มีทางรู้ได้หรือแม้จะรู้ก็สายไปเสียแล้ว ดังนั้น จงถืออาวุธไว้ให้มั่นแล้วใช้ให้เต็มที่ในการเอาตัวรอดจากตลาดหลักทรัพย์ครับ

วันอาทิตย์ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2560

VI หนทางเลือกที่แคบแต่ปลอดภัย

.
VI หนทางเลือกที่แคบแต่ปลอดภัย
ถ้าจะพูดถึงนักลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ นับว่ามีหลายรูปแบบ ที่จริงแล้วมีสารพัดแบบอาจจะเกินกว่าที่เราท่านจะคิดออก หรือคืดว่ามีได้จริงๆ ผมจะพยายามลองจำแนกออกดูนะครับ

สารพัดแนวทางนักลงทุน

นักลงทุนบางคนลงทุนในแนวพื้นฐาน ก็มักเลือกลงทุนในบริษัทขนาดใหญ่ มั่นคงและยังเติบโตได้ คำถามคือ มั่นคงจริงหรือไม่ และถึงแม้ว่ามั่นคงจริงก็มีคำถามต่อว่า แล้วมีบริษัทอื่นที่น่าลงทุนมากกว่าหรือไม่ เพราะบริษัทเหล่านี้มักเป็นบริษัทใหญ่และมั่นคง การเติบโตอาจจะไม่รวดเร็วนัก (ยกเว้นในบางกรณีที่มีผลการดำเนินงานกลับตัวเนื่องจากสภาพตลาดใหญ่เปลียนแปลงชั่วคราว เช่น ราคาน้ำมัน ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคระดับโลก เกิดการผันผวน เป็นต้น) แต่เอาน่ะ อย่างน้อยก็เรียกว่าพอจะมีหลักการที่จับต้องได้บ้าง

นักลงทุนบางคนลงทุนตามเพื่อน โดยการปรึกษาเพื่อน เห็นว่าเพื่อนซื้อหุ้นอะไรก็ซื้อตาม ปัญหาคือเพื่อนชำนาญเพียงใดไม่ทราบได้ หรือลืมถามว่าเพื่อนซื้อราคาเท่าไร (อาจจะต่ำกว่าเรามาก ตอนไปถามน่ะหุ้นขึ้นมาเยอะมากแล้ว เพื่อนขายได้ทุกราคา แต่เรายังต้องลุ้นต่อ) และเพื่อนขายหุ้นไปก็ไม่ทราบว่าจะมาคอยบอกเราไหม

นักลงทุนบางคนลงทุนซื้อหุ้นตามหมอดู (เอ่อ.. พูดจริงนะครับ ไม่ได้พูดเล่น มีแบบนี้จริงๆ ในจำนวนหนึ่งทีเดียว) ว่าในดวงเหมือนดวงระเทศแบบนี้ๆ จะต้องลงทุนในกิจการประเภทนั้นๆ  คำถามคือกิจการนั้นจะดีจริงตามดวงไหม หรือแม้จะ "พอจะดี" จริง แต่กรรมเก่า (นั่น! ต้องให้เข้าบรรยากาศหน่อย) ยังเหลือไว้หรือไม่ กรรมเก่าก็เช่น หนี้สินที่สร้างพอกพูนเอาไว้ ขาดทุนสะสมที่มีอยู่ เป็นต้น

ที่เหลือนอกจากนี้อาจจะเป็นแนวเทคนิคอล ที่ดูราคา ปริมาณการซื้อขาย จังหวะเวลา แล้วนำมาผสมคำนวณด้วยสูตรคณิตศาสตร์และสถิติสารพัดรูปแบบ สร้างเป็นอินดิเคเตอร์ให้ตัดสินใจได้ กรณีอย่างนี้อาจจะออกแนวที่เห็นหุ้นหรือผลิตภัณฑ์ทางการเงิน/ลงทุนต่างๆ ในตลาดหลักทรัพย์เป็น สินค้า มากกว่าที่จะเป็น การแสดงความเป็นเจ้าของกิจการ กรณีอย่างนี้โดยส่วนตัวแล้วพูดยากว่าจะจัดอยู่ในประเภทนักลงทุนหรือไม่ เพราะไม่ต้องดูพื้นฐาน เพื่อน หรือฟังหมอดูก็สามารถซื้อขายหุ้นหรือผลิตภัณฑ์ทางการเงิน/ลงทุนต่างๆ เพื่อหวังให้ได้กำไรได้ นอกจากนั้นก็ยังมีวิธีแบบผสมปนเปกันไป (ไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่ ได้ผลหรือเปล่า) ก็ไม่ว่ากันล่ะครับ ใครถนัดอย่างไรก็สามารถทำได้ตราบเท่าที่ยังถูกกฏหมาย

นักลงทุนแนวเน้นมูลค่า (VI - Value Investor)

ยังมีนักลงทุนอีกประเภทหนึ่งที่แตกออกมาจากแนวพื้นฐาน คือนักลงทุนแบบ VI (อ่านเรื่อง นักลงทุนแนวพื้นฐานและแนวเน้นมูลค่าต่างกันอย่างไร ประกอบ) บรรดา VI ไม่เหมือนกับนักลงทุน (หรือเก็งกำไร) ในอีกหลายรูปแบบที่มีวิธีการเลือกหุ้นที่จะซื้อหรือขายหลายวิธี (ตามที่อธิบายไว้ด้านบน) เพราะวิธีเหล่านั้นมักนำมาซึ่งทางเลือกในการซื้อ/ขายหุ้นได้หลากหลายมาก ในขณะที่ VI มีแนวทางที่แตกต่างไปมาก กว่าจะตกลงปลงใจซื้อหุ้นแต่ละตัวได้นั้น คิดแล้วคิดอีก คิดสารพัด บางทีคิดจนหุ้นขึ้นไปถึงไหนๆ แล้วก็มีมาก (ฮา...)

สำหรับ VI เรามักปฏิเสธหุ้นส่วนใหญ่ เนื่องจากเหตุผลหลายอย่าง หลักๆ คือ
  • ไม่เข้าใจมัน นักลงทุนแนว VI ไม่ซื้อหุ้นที่ตัวเองไม่เข้าใจว่ากิจการทำอะไร ผลิตหรือให้บริการอะไร มีรายได้ รายจ่ายอย่างไร มีลูกค้าจากไหน เป็นต้น
  • เห็นว่าการเติบโตขึ้นกับสิ่งภายนอก (พฤติกรรมผู้บริโภค การเมือง ความสามารถในการแข่งขัน เป็นต้น) มากเกินไป คือ ยอดขาย กำไร ไม่แน่นอน โดยที่ตัวเองไม่รู้จักหรือสามารถคาดการณ์การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นั้น และไม่ทราบผลกระทบที่จะเกิดกับกิจการที่ลงทุนได้ดีพอ
  • ไม่ชอบโมเดลธุรกิจแบบนั้น คิดว่า โตช้า เสี่ยงมาก คาดการรายได้ยาก รั่วไหลได้มาก เป็นต้น
  • ราคาหุ้นในเวลานั้นไม่ถูก มีส่วนเผื่อเพื่อความปลอดภัย (MOS - Margin Of Safety) ไม่เพียงพอ ทำให้ความเสี่ยงสูงขึ้น นี่เป็นอีกจุดสำคัญเลยที่ทำให้ทางเลือกแคบลงไปอีก
  • ไม่ไว้ใจผู้บริหาร ดูแล้วมักทำอะไรแปลกๆ พูดอย่างหนึ่งทำอีกอย่างหนึ่ง หรือทำบ้างไม่ทำบ้าง หรือไม่เคยสำเร็จ ได้แต่วาดฝันให้นักลงทุน มีประวัติการทำงานที่ไม่ดี (มีปัญหาเรื่องการฉ้อโกง) แบบนี้คงไม่สามารถถูกไว้ใจให้บริหารงานได้
  • ต้องการผู้บริหารที่เก่งมากเกินไป กิจการที่ดี จะต้องดีด้วยตัวของมันเองส่วนหนึ่ง บางครั้งเราไม่ทราบได้ว่าผู้บริหารจะอยู่กับบริษัทไปนานสักเท่าไร หรือมีเหตุทำให้ไม่สามารถทำงานต่อได้ เรียกว่าถ้าขาดผู้บริหารนั้นไปกิจการคงถึงกับถอยกรูดรูดลงไม่เป็นกระบวน แบบนี้ก็ควรหลีกเลี่ยง (โดยส่วนตัว ผมชอบพูดว่า "ให้เลือกกิจการที่เอาแมวมาบริหารก็พอมีกำไร เพราะเราไม่รู้ว่าเมื่อไรเราจะได้แมวมาบริหารเข้าจริงๆ)

คิดดูสิครับ ว่าด้วยสารพัดเหตุด้านบน นักลงทุนแนว VI จะต้องทำงาน เฟ้น คัด ควานหา กลั่นกรอง กิจการที่ตัวเองชอบใจมากมายขนาดไหน แล้วจะเหลือตัวเลือกสำหรับแต่ละคนมากแค่ไหนกัน คงไม่มากนักจริงไหมครับ แต่ด้วยเหตุผลกลับด้านกันแล้ว ถ้านักลงทุนแบบ VI เข้าใจธุรกิจจริง เข้าใจตลาดจริง เข้าใจการเติบโตของบริษัทจริง ก็จะคาดเดาการเติบโต (หรือแม้กระทั่งการถดถอย ซึ่งทำให้ เราหลบหลีกทัน) ได้ มีจริตที่ชอบธุรกิจแบบนั้น และซื้อหุ้นนั้นมาในราคาที่ถูก (มี MOS เยอะ) ทำให้ VI มีโอกาสได่กำไรสูงมากครับ

ท่านพร้อมจะ ทำงาน เฟ้น คัด ควานหา กลั่นกรอง หรือยังครับ

วันพุธที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2560

ดราม่าหุ้น


ในช่วงเวลา 1-2 สัปดาห์ที่ผ่านมานี้ มีหุ้นของบริษัทผู้ให้บริการทางการเงินหนึ่ง มีการเปลี่ยนแปลงราคาในทางลดลงค่อนข้างมาก ในเวลาเดียวกันก็มีเรื่องที่เรียกได้ว่า "ดราม่า" ยาวเป็นมหากาพย์เกี่ยวกับบริษัทนี้ ตีพิมพ์ลงในหนังสือพิมพ์บางฉบับติดต่อกันนานนับสัปดาห์ (ยังคิดในใจว่าไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้เหมือนกัน และ บริษัทเล็กๆ นี้อาจจะต้องขอบคุณ นสพ. เหล่านั้นที่ให้ความสำคัญมาก และทำให้ตัวเองเป็นที่รู้จักกันไปทั่ว ทั้งในและต่างประเทศ) นักลงทุนในหลายเว็บบอร์ดเกี่ยวกับการลงทุนในหุ้นล้วนพูดถึงบริษัทดังกล่าว ทั้งส่วนที่เป็นความจริง และส่วนที่เป็นความเห็น การคาดการณ์ต่างๆ ที่จะเป็นไปได้ในสารพัดอย่าง

เหตุเกิดจากเพราะมีหุ้นของบริษัทดังกล่าวมีการเปลี่ยนแปลงราคาเยอะมาก และก็เป็นเรื่องปกติที่เมื่อมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้น มักมีข่าวร้ายตามมาเป็นชุด จริงเท็จยังยืนยันไม่ได้ (ตรงกันข้ามกับตอนหุ้นขึ้น มักจะมีข่าวดีตามมา จริงเท็จก็ยังไม่แน่เช่นกัน) ความเป็นจริงแล้วย้อนไปหลายเดือนก่อน การเปลี่ยนแปลงราคาของหุ้นนี้เป็นในทางขึ้น  คือเพิ่มสูงขึ้นมาตลอด แต่ในช่วงเวลาเพียง 1-2 สัปดาห์ก็มีข่าวร้ายประดังเข้ามาทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของราคาในทางตรงกันข้าม เพียงไม่กี่วันราคาลดลงกว่า 80% ก็เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ทั้งสองด้าน เมื่อหุ้นขึ้นวิจารณ์ว่าทำไมขึ้นสูงจัง ขึ้นไปทำไม (มีทั้งคน "ตกรถ" และ "ขายหมู" เยอะ) เมื่อหุ้นลงก็วิจารณ์ บ่นไปตำหนิผู้บริหารจากผู้คนในตลาดไม่ว่าจะถือหุ้นหรือไม่ บางคนไปซื้อที่ราคายอดดอยคราวนี้ก็ขาดทุนจริงๆ  หนังสือพิมพ์บางฉบับก็ลงข่าวร้ายติดกันหลายวัน (หลายส่วนไม่เป็นความจริงเป็นการจับแพะชนแกะด้วยซ้ำ) จนเป็นที่น่าสังเกตว่าเราไม่เคยเห็นแบบนี้มาก่อน เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเล่นเอาพนักงานของบริษัทที่ตั้งใจทำงานและกำลังเติบโต และรู้ดีว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในบริษัทเป็นอย่างไรบ้างงงไปตามๆ กัน

เรื่องนี้ทำให้เราเรียนรู้ได้หลายประการเกี่ยวกับหลักการในการลงทุนและผู้คนในตลาด

หุ้นทุกตัวมีพื้นฐานของมัน

ในการลงทุนเราต้องประเมินมูลค่าที่แท้จริงของกิจการทุกครั้งไป การที่หุ้นขึ้นมาสูงมากนั้นที่จริงแล้วเราต้องย้อนกลับไปดูหลายปีก่อนว่ามันขึ้นมาจากราคาเท่าไร เราอาจจะเห็นมันในช่วง 6-8 เดือนที่แล้วว่าขึ้นจาก 20 ไป 70 บาท แต่ที่จริงมันอาจจะขึ้นมาจาก 2-3 บาทก็ได้หรือถ้ารวมผลประโยชน์ที่บริษัทให้กับผู้ถือหุ้นตลอดมาต้นทุนที่แท้จริงก็อาจจะเหลือเพียง 1-2 บาท ในขณะที่ค่าที่แท้จริงก็เปลี่ยนไปตามการขยายตัวของบริษัทและความสามารถในการทำกำไร การซื้อหุ้นทุกครั้งถ้าขาดการประเมินว่าราคาที่เราซื้อมาในปัจจุบันสูงกว่าหรือต่ำกว่าราคาเหมาะสม ในหนึ่งหรือสองหรือสามปีข้างหน้า แล้วก็ย่อมสร้างปัญหามาก

นักลงทุนแบบลูกผีลูกคน

คนในตลาดส่วนใหญ่เป็น Price investor ไม่ใช่ Value investor หรือเป็นแบบครึ่งๆ กลางๆ ในสองแบบนี้ หลายคนที่ทำตัวเป็นนักเก็งกำไร (Price investor) เวลาหุ้นลงก็กลับเก็บหุ้นนั้นไว้ แล้วเรียกตัวเองว่าเป็น Value investor จำเป็น ซึ่งไม่ใช่เลยเพราะที่แท้จริงเขาต้องดูว่าของที่ซื้อมานั้นถูกหรือแพงตั้งแต่ต้นแล้วไม่ใช่มาคิดทีหลัง ถ้าจะเป็นนักเก็งกำไรก็ต้องเป็นนักเก็งขาดทุนด้วยว่าขาดทุนได้เท่าไร ก็ขายตัดขาดทุนไป ส่วนในทางตรงกันข้ามอีกหลายคนทำท่าว่าจะเป็น Value investor ได้ ทั้งที่คำนวณพื้นฐานต่างๆ เป็นอย่างดีแล้วแต่พอราคาหุ้นปรับตัวลดลงกลับตกใจหวั่นไหวกับสิ่งรอบข้างด้วย แทนที่จะหาข้อมูลจากบริษัทโดยตรงโดยการพูดคุยกับผู้บริหารเมื่อมีโอกาส กลับเชื่อข่าวต่างๆ ในหนังสือพิมพ์บางฉบับ (ที่ก็ไม่เคยพูดคุยกับบริหารเลย) หรือเชื้อเว็บบอร์ดต่างๆ ที่ต่างคนต่างเขียนกันตามจินตนาการ

ขาดการบริหารความเสี่ยง

ไม่ว่าจะเป็นนักลงทุนแบบใดก็ตามก็ต้องมีการบริหารความเสี่ยงที่ดี แน่นอนว่านักลงทุนแบบเน้นมูลค่า (VI - Value investor) มีการคำนวณมูลค่าของบริษัทและราคาของบริษัทมนตลาดหลักทรัพย์ แต่ความเสี่ยงย่อมแฝงและเกิดขึ้นได้เสมอ ดังนั้นก็ยังต้องมีการวางแผนในการ ทำให้ต้นทุนต่ำที่สุด (แน่นอน ต้องต่ำกว่ามูลค่าที่เหมาะสมด้วย) กำจัดความเสี่ยงออกไปโดย ขายตัดขาดทุน ด้วย ทั้งหมดต้องมีการวางแผนไว้ล่วงหน้า คิดไว้ให้เรียบร้อยก่อนที่จะเกิดสิ่งต่างๆ เมื่อมีเหตุการณ์เกิดขึ้นกับจัดการไปตามแผนไม่ใช่ว่ามานั่งบ่นจนหลายวันผ่านไปก็ขาดทุนมาก

อยากได้ตามใจตัว

คืออยากได้ทั้งบริษัทที่ราคาหุ้นเพิ่มสูงขึ้นมากๆ และมีผู้บริหารที่ทำงานตามใจตัวเอง (ที่จริงตอนที่หุ้นขึ้นก็ไม่สนใจหรอกครับว่าผู้บริหารจะทำงานแบบไหน แต่พอหุ้นลงก็ชักไม่ถูกใจสารพัดอย่าง)

การซื้อหุ้น คือ การเป็นหุ้นส่วนของบริษัท ร่วมเป็นเจ้าของกัน แล้วเราก็ให้ผู้บริหารมาทำงานให้ แต่ก็ต้องไม่ลืมว่า เขาก็อาจจะเป็นเจ้าของบริษัทเหมือนกันกับเรานั่นแหละ (มากส่วนกว่าด้วย ในหลายบริษัท) ถ้าไม่ไว้ใจ ระแวง นอนไม่หลับ ก็ขายหุ้นนั้นทิ้งไปเสีย หรือไม่ควรซื้อแต่แรก ปล่อยให้คนที่เขาชอบเขาเห็นดีงาม และเข้าใจว่าบริษัททำอะไร (และไม่ทำอะไร) มีความเสี่ยงและผลตอบแทนแค่ไหนซื้อไป

โดยส่วนตัวจึงอยากให้คำแนะนำง่ายๆ เลยว่าถ้าไม่ไว้ใจ จะไปถือหุ้นทำไม จะไปซื้อหุ้นแล้วหวังให้เขาทำตามเรานั้นไม่ได้หรอก เพราะเขาเองก็อาจจะถือหุ้นบริษัทเขาเองด้วย และถือมากกว่าเราตั้งเยอะ (หุ้นขึ้น เจ้าของ ผบห. ที่ถือหุ้นมากอาจจะพอร์ตใหญ่ขึ้น แต่หุ้นลงก็เล็กลงมากกว่าเรานะ ซึ่งถ้า ผบห. ไม่ได้มีพฤติกรรมค้าหุ้นเพื่อหาเงินจากตลาดหุ้นเสียเอง ก็ถือว่าไม่ผิดปกติ) ไม่ว่าบริษัทไหน ก็ต้องใช้หลักการนี้หุ้นมีตั้ง 400-500 ตัว ไปยุ่งทำไมกับตัวที่ไม่ชอบจริงไหมครับ

สรุป

การลงทุนที่แท้จริงจะมีความสุขได้ก็คือเรารู้ค่าของการลงทุนนั้น (รู้ว่าราคาที่จ่ายต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง) รู้ความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นและจัดการบริหารให้ดี สิ่งสำคัญที่สุดก็คือเป็นการลงทุนในกิจการที่ถูกจริตกับเรา เราไว้ใจผู้บริหารและมีความรู้สึกเป็นเจ้าของบริษัท เมื่อเกิดปัญหาก็ให้กำลังใจต่อสู้กันไป (ถ้าปัญหานั้นร้ายแรงถึงกับเปลี่ยนพื้นฐานของการลงทุนก็อาจจะถอยทัพออกมาก่อน) ที่สำคัญก็คือต้องรู้จักการลดหรือกำจัดความเสี่ยง ในกรณีที่ซื้อหุ้นมาแล้วราคาขึ้นไปสูงมากก็ควรจะขายจำนวนเล็กน้อยเพื่อเอาทุนออกมา (อาจจะให้ได้กำไรนิดหน่อยด้วย) จากนั้นก็ปล่อยหุ้นที่เหลือเอาไว้ มันจะหรือลงเราก็คงไม่เดือดร้อนนัก หลายคนขาดทุนเพราะเมื่อกำไรแล้วไม่ขายออกมาบ้าง (โดยเฉพาะเมื่อราคาวิ่งเกินพื้นฐานในเวลานั้นไปมาก) 

อีกจุดที่สำคัญมากคือ ถ้าการอาศัยช่องทางการออกข่าวต่างๆ เป็นการจงใจที่จะทำร้ายกิจการของใคร และ/หรือต้องการกดราคาหุ้นให้ตกลงมา เป็นพฤติกรรมที่น่ารังเกียจ และน่าประนามการกระทำเป็นอย่างยิ่ง และเรานักลงทนก็ควรจำไว้ว่าใครเป็นผู้กระทำการดังกล่าว อย่าปล่อยผ่านไป ให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นกับเราซ้ำแล้วซ้ำอีกกับนักลงทุนรายเล็กรายน้อยครับ