วันเสาร์ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2561

All time high!


เปิดปีใหม่ 2561 มาด้วยความแปลกใจ ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยที่ทยอยปรับตัวขึ้นมาตั้งแต่ประมาณหนึ่งถึงสองเดือนสุดท้ายของปี 2560 เมื่อผ่านพ้นปีเก่าไป เริ่มต้นปีใหม่ได้ไม่กี่วันดัชนีทะยานพุ่งสูงขึ้นต่อเนื่อง จนปิดที่ 1,795.45 จุด +4.43 จุดจากวันพฤหัสบดี เมื่อวันศุกร์ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2561 นับว่าสูงที่สุดในรอบ 24 ปีที่ดัชนีเคยทำจุดสูงสุดไว้ที่ 1753.73 จุดเมื่อวันที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2537

อย่างไรก็ตาม ในช่วงหลายวันที่ผ่านมานี้ นักลงทุนต่างชาติและรายย่อยเป็นฝ่ายขายหุ้นสุทธิออกมาเรื่อยๆ ในขณะที่กองทุนเป็นฝ่ายซื้อสุทธิมาตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา (ส่วนพร้อพเทรดนั้นคงติดชึ่งซื้อๆ ขายๆ ทำกำไรไปตามจังหวะ จะคาดหวังเดาเป็นแนวทางอะไรไม่ได้มานานแล้ว แต่ก็มีผลกับดัชนีไปเป็นวันๆ) ทำให้น่าสนใจว่า จากนี้จะเกิดอะไรขึ้นต่อไป ใครจะเป็นฝ่ายขายหุ้นออกมาก่อนแล้วทำกำไรได้ไป (อย่าลืมว่าเดี๋ยวนี้มีผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่เก็งกำไรในขาลงได้ด้วย แต่ก็ต้องมีผู้ไม่เห็นด้วยจับคู่กัน)

เท่าที่สำรวจกับเพื่อนหลายคน ได้รับการบ่นคล้ายกันว่า ดัชนีขึ้นแต่หุ้นในพอร์ตไม่ไปไหน บางคนบอกว่าลงด้วยซ้ำก็มี เลยลองหันไปดูบรรดาหุ้นที่ขึ้นๆ กันมาคงพอเห็นได้ว่า
  • กลุ่ม ธนาคาร รายใหญ่เหมือนขึ้นมาเรื่อยๆ จน(อาจจะดูเหมือนว่า)สุดแล้ว มีธนาคารเล็กที่ยังขยับต่อได้บ้าง
  • หุ้นการบิน ยังหักหัวไม่ขึ้น หุ้นเรือ ยังวนๆ ที่เดิม อสังหายังไม่ดี
  • ที่คู่กันกับสายการบินคือหุ้นท่าอากาศยาน ที่ดูยังแรงต่อเนื่อง คำถามคือ มูลค่าที่เหมาะสม (เมื่อรวมข่าวต่างๆ แล้ว) ควรเป็นเท่าไร ราคานี้แพงไปหรือไม่ หรือยังถูกอยู่
  • ก่อสร้าง รับเหมาดูจะไม่กระเตื้องขึ้นอย่างชัดเจนเท่าไร
  • เหลือหุ้นเล็กๆ ที่ถ้าขึ้นเมื่อไร ตลาดจะ “เชื่อกันว่า” หมดรอบ (ซึ่งในกรณีที่เกิดตอนนี้ผมคิดว่าจริง เพราะถ้าประเมินสภาพการณ์การค้าขายในปัจจุบัน ตัวเลขเฉียด 1,800 นี้ดูสูงมากจริงๆ)
ทำอย่างไรต่อ

สำหรับผู้ที่สะสมหุ้นไว้ก่อนหน้านี้และขายทำกำไรไปบ้างแล้วก็คงไม่ต้องเป็นห่วง  สำหรับคนที่ยังไม่ได้ขายทำกำไรเมื่อได้กำไรแล้วและราคาหุ้นมีส่วนเผื่อเพื่อความปลอดภัยน้อยลงมากก็อาจจะเป็นช่วงที่ดีที่จะได้พิจารณาขายทำกำไรออกไปบ้าง  คำถามสำคัญกว่านั้นก็คือขายแล้วทำอย่างไรต่อหรือถ้าตอนนี้ไม่มีหุ้นอยู่ทำอย่างไรความเห็นส่วนตัวของผมเป็นแบบนี้นะครับ
  1. มองหากิจการที่ดี หุ้นจ่ายปันผลสูงสม่ำเสมอ (6%+) และบริษัทยังโตได้  และมี fair price สูงกว่าปัจจุบันพอควร (มี MOS พอสมควร)
  2. หุ้นใน (1) ต้องเป็นพวกที่มีราคาไม่ขึ้นตามชาวบ้านเขาในช่วงที่ดัชนีขึ้นมาสูงมากในระยะหลังๆ นี้
  3. รอครับ ร้องเพลงรอสักหน่อย คือรอดัชนีลง ทีนี้ หุ้นที่เรามองไว้ อาจจะปรับราคาลงตามน้ำที่ลดลง ตรงนี้ถึงเป็นโอกาสสะสม (นั่นคือ เราจะได้อัตราปันผลดีกว่าที่มองไว้ด้วย เพราะทุนที่ต่ำลง)
  4. ถ้ามือซนทนไม่ไหวจริงๆ เห็นหุ้นขึ้นแบบนี้ จะซื้อเก็งขาดทุนไว้สักหน่อยก็ไม่ว่ากัน (ใช่แล้วครับผ่านไม่ผิดและผมก็เขียนไม่ผิดด้วยก็คือเก็งขาดทุน นั่นหมายความว่าตั้งเป้าเอาไว้เลยว่าขาดทุนกี่บาทถึงจะขายตัดทิ้งไป) แล้วก็เฝ้ามันมากๆ หน่อย
น้ำขึ้น อะไรๆ ก็ลอยขึ้นมาหมด แต่นี่เป็นน้ำที่มีคลื่นด้วย ยอดคลื่นบางยอดอาจจะสูงผิดปกติ ประเด็นอยู่ที่ว่า มีความสมเหตุสมผลใดไหมที่น้ำนั้นจะอยู่กับเราได้อย่างมั่นคง ต้องระวังให้มาก ขอให้ทุกท่านไม่โลภ และโชคดีมีความสุขครับ

วันอาทิตย์ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2560

สวัสดีปีใหม่ 2561 / 2018 - สรุปผลงานปี 2560


ก่อนอื่นต้องกล่าวคำว่าสวัสดีปีใหม่กับเพื่อนเพื่อนนักลงทุนทุกท่านนะครับในช่วงปี 2560 ที่ผ่านมาเพื่อนเพื่อนหลายท่านที่ทำงานส่วนตัวหรือประกอบธุรกิจที่จำเป็นต้องสัมผัสกับลูกค้าหรือค้าขายคงจะมีความรู้สึกไม่ต่างกันเท่าไหร่นักว่าธุรกิจขนาดเล็กถึงขนาดกลางมีสภาพการดำเนินงานที่อาจจะไม่คล่องตัวมากนักไม่เหมือนกับช่วงที่ เศรษฐกิจโดยรวมมีภาพที่ดีกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในปีที่ผ่านมา  อย่างไรก็ตามในช่วงคงสุดท้ายของปี 2560 ดูเหมือนว่าตัวเลขเศรษฐกิจหลายอย่างกระเตื้องขึ้นบ้าง ความมันใจของผู้บริโภคสูงขึ้นเล็กน้อย ประกอบกับยอดจำหน่ายผลิตภัณฑ์บางประเภทเช่น รถยนต์ ซึ่งต้องไม่ลืมว่ามีอุตสาหกรรมรอบบ้านอยู่มากมายดูเหมือนจะเป็นตัวกระตุ้นให้หลายหลายอย่างดีขึ้นเล็กน้อย ซึ่งในระยะกลางและระยะยาวก็คงจะต้องติดตามดูกันต่อไปว่าจะดีขึ้นจริงหรือไม่หรือเป็นผลแต่เพียงระยะสั้นๆ เท่านั้น

สำหรับตลาดหลักทรัพย์แล้วในด้านการลงทุนในภาพรวมจะเห็นว่าดัชนีตลาดหลักทรัพย์ปรับตัวสูงขึ้นมากในช่วง 4 เดือนหลังของปี โดยเฉพาะในวันที่ 29 สิงหาคม 2560 ซึ่งดัชนีขึ้นมาในวันเดียว 27.46 จุดหรือคิดเป็น 1.73% ในวันเดียว และดูเหมือนเป็นจุดที่ทำให้ดัชนี "ยืนได้" จนถึงปลายปีเลยทีเดียว และในเดือนสุดท้าย ธันวาคม 2560 เพียงเดือนเดียวดัชนีปรับจาก 1,704.20 ไปปิดปี 2560 ที่ 1,753.71 จุดนั่นคือเพิ่มขึ้นมาถึง 49.51 จุดหรือ 2.9% ทั้งนี้อาจจะไม่ได้เกิดจากสภาพเศรษฐกิจที่ดีขึ้นเป็นหลักหากแต่เกิดจากผู้ลงทุนซึ่งเป็นผู้มีรายได้ในระบบภาษีและมีผลประโยชน์ทางด้านภาษีได้นำเงินมาลงทุนผ่านกองทุน LTF และ RMF ในช่วงโค้งสุดท้ายนี้ ทั้งนี้เนื่องจากหลังจากที่รอมาทั้งปีแล้วรัชนีก็มึงไม่ขยับตัวลงสักเท่าไหร่นักคงมีหลายท่านที่ตัดสินใจ (เสี่ยงบ้าง มากหรือน้อยก็ขึ้นกับว่าแต่ละท่านได้ผลประโยชน์ทางภาษีเท่าไร ถ้าได้ผลประโยชน์ทางภาษีมากมันคือหลังจากนำเม็ดกันมาลงทุนแล้วอ่ะสามารถลดย่อนภาษีได้มากก็ถือว่ามีความเสี่ยงน้อยลงถ้ามองตรงจุดนี้ก็จะเห็นได้ชัดเจนว่าผลประโยชน์ทางภาษีบางอย่างนั้นเอื้อประโยชน์ให้กับผู้มีรายได้สูงกว่า มากกว่าผู้มีรายได้ต่ำกว่า) ซื้อกองทุนในช่วงสุดท้าย เพื่อประโยชน์ทางภาษี จึงทำให้ดัชนีปรับตัวสูงขึ้นอย่างมากนั่นเอง

ประเมินผลงานการลงทุนในปี พ.ศ. 2560

หลังจากที่จบปีพ.ศ. 2560 ไปนักลงทุนทุกท่านก็ลองทบทวนพิจารณาดูว่าผลงานการลงทุนของแต่ละท่านในปีที่ผ่านมานั้นเป็นอย่างไรสำหรับตัวผมเองก็เช่นกันมีหลายอย่างที่เกิดความเปลี่ยนแปลงหลายอย่างทำได้ดีและหลายอย่างก็อยากมีข้อที่ต้องปรับปรุงแก้ไขต่อไป

(1) ด้านแผนการลงทุนโดยรวม

โดยส่วนตัวแล้วในปีที่ผ่านมาผมเริ่มกระจายความเสี่ยง (อ่านเรื่อง การกระจายความเสี่ยง ประกอบ) ให้อยู่ในรูปแบบที่กว้างขึ้น โดยลงทุนในอสังหาริมทรัพย์มากขึ้น ด้วยหวังว่าจะมีรายได้จากส่วนอื่นไหลเข้ามา อย่างไรก็ตามก็คล้ายกับการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ผ่านการซื้อหุ้นสามัญ คือเราต้องการได้ทั้งกำไรจากมูลค่าหุ้นเองและเงินรายได้ที่เป็นกระแสเงินสดที่มาจากปันผลของหุ้นจากบริษัทต่างๆ ในกรณีการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ก็เช่นเดียวกันก็คงต้องหวังทั้งสองอย่างนี้ซึ่งดูเหมือนว่าเป็นไปได้โดยดี

(2) ด้านผลตอบแทนการลงทุน

ในปีที่ผ่านมาผมมีการซื้อขายหุ้นน้อยมาก (เมื่อเทียบกับขนาดของพอร์ต ต่างกับนักลงทุนแนวเก็งกำไรหลายท่านที่หากพิจารณาทั้งปีแล้วอาจจะมีปริมาณการซื้อขายหุ้นมากกว่าขนาดพอร์ตนับร้อยหรือพันเท่าก็มี) และโดยส่วนตัวต้องยอมรับว่าเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันกับบางบริษัทที่ผมถือหุ้นอยู่ ทำให้มูลค่าหุ้นเปลี่ยนแปลงไปค่อนข้างมาก (ทั้งด้านขึ้น และลง) หลายอย่างก็ปรับเปลี่ยนโยกย้ายได้ทันการ บางกรณีก็ทันบ้างไม่ทันบ้างปนกันไป สรุปรวมความในการโยกย้ายถ่ายเทและกระจายความเสี่ยงมากขึ้นผลงานที่เกิดขึ้นก็คือ
ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ปรับตัวขึ้นทั้งปี 205.22 จุดหรือคิดเป็น 13.25%
การลงทุน ลดลง 44.42%
ตัวเลขนี้อาจจะดูน่าจะตกใจ สลบ เป็นลม สำหรับหลายท่าน (แน่นนอน ถ้าดูตัวเลขจำนวนเงิน หลายคนคงเข้า ร.พ. แน่) แต่ถ้าย้อนไปดูในปี 2559 ซึ่งผลตอบแทนสูงมาก ประกอบกับการแปลงสินทรัพย์ให้เสี่ยงน้อยลง สร้างกระแสเงินสดจากการลงทุน (ไม่ใช่ capital gain จากการซื้อ-ขายเพื่อทำกำไร) ได้ในระดับเดิม (และเพียงพอต่อความเป็นอยู่ตามปกติ) ถือว่ายังลงทุนต่อไปได้ด้วยสภาพจิตใจปกติ ก็อยู่ลงทุนกันต่อไปครับ

(3) สิ่งที่ต้องปรับปรุง

การใช้เวลาและความคิดในการลงทุนเพิ่มในด้านอื่นนอกจากการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ทำให้การดูแลในส่วนของการลงทุนในหุ้นเบาบางลงไป เมื่อมองย้อนกลับไปจะเห็นได้ว่ามีบางสิ่งบางอย่างที่เราเสียโอกาสไปพอสมควรอย่างไรก็ตามสิ่งที่ผมเคยย้ำเสมอว่า “ไม่มีใครได้อะไรทุกอย่างทุกครั้งไป” ดังนั้นการที่เรามีพื้นฐานการลงทุนที่ดีและยังคงอยู่ในตลาดหลักทรัพย์เราก็คงยังมีโอกาสที่จะลงทุนให้ได้ผลตอบแทนที่ดีซ่อนอยู่เสมอ  รวมความว่าหลังจากที่การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ดูเข้าที่เข้าทางมากขึ้นโดยส่วนตัวผมก็คงหันมาดูแลการลงทุนผ่านตลาดหลักทรัพย์มากขึ้นนั่นเอง

แล้วเพื่อนๆ นักลงทุนท่านอื่นล่ะครับ อย่าลืมประเมินผลงานของตัวเองเพื่อหาข้อบกพร่องและวิธีการแก้ไขว่าอย่างไรบ้างนะครับ ลองพิจารณาและจดใส่กระดาษแปะข้างฝาไว้ก็ดีนะครับ เราจะได้เห็นทุกวันและก็จะได้พยายามดำเนินงานตามที่เราได้คิดไว้นั้น

และในวาระดิถึปี พ.ศ. 2561 จะมาถึงนี้ขอให้ทุกท่านมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง คิดหวังสิ่งใดอันเป็นประโยชน์กับตัวเองและส่วนรวมและไม่เอาเปรียบผู้อื่น หมั่นทำบุญกุศลให้เป็นประโยชน์ต่อตัวเองและผู้อื่น ขอให้ประสบความสำเร็จ สมตามความปรารถนา จะเดินทางไปในที่ใดขอให้ปลอดภัยทุกท่านทุกคนครับ

วันอาทิตย์ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2560

เคล็ดเศรษฐี


เชื่อว่าเกือบทุกคนที่เข้ามาเป็นนักลงทุน หรือพ่อค้าหุ้น (ต้องขออภัยจริงๆ เพราะมีส่วนหนึ่งที่เป็นแบบนั้นจริงๆ) ล้วนต้องการทำกำไร มีรายได้มากกว่าที่เป็นอยู่ หลายๆ คนหวังเอาการลงทุนเป็นอาชีพหลักกันเลยทีเดียว ซึ่งทำได้นะครับไม่ใช่ไม่ได้ แต่ก็เหมือนหรือคล้ายกับอาชีพอื่นที่มี “ต้นทุน” ของมันทั้งสิ้น โดยต้นทุนของอาชีพอื่นอาจจะเป็นความรู้เฉพาะ การรู้จักผู้คนหรือลูกค้าที่จะเป็นผู้จ่ายเงินให้กับธุรกิจนั้น รวมทั้งเงินทุนจำนวนหนึ่งด้วย (อาจจะไม่มากนักในกรณีของธุรกิจโดยทั่วไป) ในกรณีของนักลงทุนก็เช่นกันก็ต้องมีความรู้และต้องผสมด้วยความชำนาญรวมถึงทักษะในการลงทุน (ถ้ามากเข้าอาจจะเรียกได้ว่าเป็นสัญชาติญาณเลยก็ได้) นอกจากนั้นยังต้องมีเงินทุนจำนวนหนึ่งซึ่งตรงจุด “เงินทุนจำนวนหนึ่ง” นี้เองอาจจะเป็นตัวเลขที่มากกว่าการทำธุรกิจหลายๆ อย่าง (ถ้าเงินน้อยไป และหวังรายได้จากตลาดหลักทรัพย์เพียงแหล่งเดียว สุดท้ายจะถูกบีบให้เป็นนักเก็งกำไรไปในที่สุด) และวิธีที่ถูกต้องก็ควรจะเป็นเงินทุนที่ได้สะสมมาจากการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์เพราะนั่นเป็นสิ่งพิสูจน์ว่าผู้ลงทุนนั้นมีความชำนาญอย่างแท้จริงและทำกำไรได้จริง เนื่องจากการนำเงินทุนข้างนอกจำนวนมากมาลงทุนในตลาดหลักทรัพย์โดยผู้ไม่มีความชำนาญถือว่าเป็นความเสี่ยงค่อนข้างสูง

เล่าเรื่องมายาวจนยังไม่เข้าเรื่องของเคล็ดลับความรวยเสียที ซึ่งที่จริงแล้วผมเชื่อว่าเคล็ดนี้ที่เป็นแนวทางที่ถูกต้องก็ไม่ได้เป็นความลับอะไร ยกเว้นแต่ถ้าเป็นวิธีแปลกๆ ในการได้มาซึ่งทรัพย์สินเงินทองอย่างไม่สุจริต แบบนั้นถึงเรียกว่า “ลับ” ได้ เพราะเมื่อเปิดเผยมาเมื่อไรคงเป็นอันได้เดือดร้อนเป็นแน่
เคล็ด(ไม่)ลับของความรวย
จะว่าไปแล้วไม่ยากเลยนะครับ คนรวยหลายคนไม่ได้คิดว่าเรื่องนี้เป็นความลับอะไรเพราะเป็นเรื่องที่ทำเป็นนิสัยอยู่แล้ว คือ
  1. หาให้มาก
  2. มีรายได้หลายทาง
  3. หาได้ แบ่งเก็บก่อน
  4. แล้วค่อยแบ่งใช้ที่เหลือ
  5. เก็บพอแล้วเอาไปทำให้งอกเงย ให้เงินทำงานแทนเรา
  6. ทำสุขภาพให้สมบูรณ์
  7. จำกัดหนทางเงินไหลออก การจะช่วยเหลือคนอื่นต้องช่วยด้วยวิธีที่ถูกต้อง การช่วยด้วยเงินอาจจะยิ่งเป็นการทำร้ายเขาก็ได้ และพึงระลึกว่า การจ่ายเงินเพื่อให้ได้สิ่งของหลายอย่างอาจจะไม่ได้ทำให้เรามีความสุขก็ได้ อาจจะทำให้เราร้อนใจก็ได้
ประเด็นสำคัญ

หลายๆ คนเป็น “คนมีเงิน” แต่หากเป็นการมีเงินด้วยการเก็บออมเพียงอย่างเดียวโดยขาดมิติของการมีรายได้หลายทาง และให้เงินทำงานแทนเรา แบบนั้นคงจะมีชีวิตที่อึดอัดมาก เพราะเงินที่หามาได้ล้วนมาจากการทำงานของตัวเองทั้งสิ้น จึงไม่กล้าใช้ (หาได้เท่าไรเก็บหมด) คนรวยจึงเปลี่ยนเงินให้งอกเงยและให้มันทำงานแทนพวกเขา ตามสูตรที่บอกว่า....

"คนรวย เปลี่ยนเงิน (เงิน ที่ด้อยค่าได้) เป็นสินทรัพย์ ที่เพิ่มค่าได้ และสร้างกระแสเงินสดให้ไหลเข้ามาได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด"

เปลี่ยนเงินกระดาษเป็นอย่างอื่น

พราะการเก็บเงินที่เป็นกระดาษนั้นไม่ค่อยมีค่ามากเท่ากับที่พิมพ์เอาไว้บนตัวมัน สู้เราเปลี่ยนเป็น อสังหาริมทรัพย์ (ที่สามารถสร้างกระแสเงินสดได้ เช่น ให้เช่าที่ดินได้ ให้เช่าบ้านได้ พัฒนาที่ดินให้เป็นพื้นที่ค้าขายให้เช่าได้ เป็นต้น) หรือเปลี่ยนเป็นธุรกิจก็ได้ อาจจะทำเอง หรือซื้อบางส่วนของกิจการผ่านตลาดหลักทรัพย์โดยเปลี่ยนเงินเป็น "หุ้น"  ก็เป็นแนวทางหนึ่งในการเปลี่ยนเงินกระดาษเป็นทรัพย์สินที่บริษัทถือเอาไว้ นั่นคือกลายเป็นที่ดิน โรงงาน ตราสินค้า ผลิตภัณฑ์และระบบการทำงานที่สามารถสร้างรายได้และกำไรได้ ดังนั้น "หุ้น" เองมีทั้งทรัพย์สินที่เสื่อมและไม่เสื่อมค่าอยู่ด้วยกัน สำหรับบริษัทที่มีการดำเนินงานที่ดี มีผลกำไร ก็จะเพิ่มค่าของตัวมันเองได้และกลายเป็นทรัพย์สินที่ไม่เสื่อมซ้ำยังสามารถเพิ่มค่าได้ด้วยนั่นเอง

จะเห็นว่า ไม่ได้มีความลับอะไรเลย ถ้าเรามีนิสัยแบบนั้นและทำได้แบบนั้นไปเรื่อยๆ เดี๋ยวรวยเองครับ เรียกว่า รวยอัตโนมัติ หรือ รวยไม่รู้เรื่องนั่นเอง
แต่ขอแถมท้ายไว้สักนิดว่า

“รวยเร็วก็ไม่ง่าย รวยง่ายก็ไม่เร็ว รวย (แบบไม่จริง) ทั้งง่ายและเร็วก็ไม่ยั่งยืน” นะครับ

วันอาทิตย์ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

เครียดเพราะหุ้น

เครียดเพราะหุ้น

ในช่วงที่ดูเหมือนว่าจะเป็นขาขึ้นระยะสั้นของหุ้นที่ดัชนีไต่ขึ้นมาจากระดับ 1600 จุดกลางๆ ขึ้นมาทีเดียวถึง 1700 จุด ก็มีหุ้นตัวใหญ่หลายตัวที่ปรับราคาขึ้นมาทำให้นักลงทุน (ขอเรียกรวมๆ ว่านักลงทุนก็แล้วกันนะครับ ทั้งที่จริงแล้ว มีทั้งนักลงทุน นักเก็งกำไร พ่อค้าหุ้น นักเสี่ยงโชค และนักพนัน ปนๆ กันอยู่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งนี้) จำนวนไม่น้อยที่ได้กำไร

แต่ก็มีหุ้นตัวเล็กๆ จำนวนไม่น้อย หรือแม้กระทั่งหุ้นตัวใหญ่เองที่เป็นตัวทำดัชนีขึ้นมา ที่มีราคาขึ้นลงหลายรอบในช่วงระยะเวลาเดียวกันนี้ ทำให้มีนักลงทุนหลายคนขาดทุนในหุ้นเหล่านั้น

เล่นเอาหลายๆ คนเครียด บ่นให้กันฟังแทบทุกวัน  ผมก็ได้แต่เตือนว่า ถ้าเครียด จะเสียสุขภาพนะ ไม่คุ้มเลย และที่สำคัญ เครียดไปก็เท่านั้น เราทำอะไรกับราคาหุ้นไม่ได้ ดังนั้น อย่าเครียด ไม่เกิดประโยชน์ (พูดง่ายเนอะ)

เรื่องของกลยุทธ์

การซื้อหุ้น ต้องวางกลยุทธ์ให้เรียบร้อย ก่อนซื้อ ว่าถ้าราคาขึ้นเราจะทำอย่างไร ถ้าราคาลงจะทำอย่างไร ลงแค่ไหนจะขายตัดขาดทุน (ด้งนั้นตัองเก็งขาดทุนด้วย ไม่ใช่เก็งกำไรอย่างเดียว) ไม่ใช่ว่าซื้อมาแล้วมานั่งคิดทีหลัง ไม่ทันการครับ ดังนั้นก่อนซื้อหุ้นคิดเลยว่าเราจะขาดทุนได้กี่บาท เงินจำนวนที่จะขาดทุนนั้นทำให้เครียดไหม ถ้าไม่เครียดก็ตั้งขาดทุนไว้เท่านั้นแล้วก็อย่าไปเครียดถ้ามันลงก็ขายทิ้งไปจบเรื่องว่ากันใหม่ แต่ถ้าขาดทุนแล้วเครียดก็อย่าซื้อตั้งแต่แรก ไม่มีใครบังคับสักหน่อย

ทำไมทุกข์

ที่สำคัญ ผมอยากบอก (ที่จริงคือ ถาม) ว่า ทราบไหมว่าทำไมเราเป็นทุกข์? ลองคิดเล่นๆ ครับ
สมมุติว่าเราเก่งกำไรระยะสั้นแค่ไม่กี่วันราได้กำไร แล้วมีคนขาดทุนไหมล่ะ แน่นอนมีคนขาดทุน ก็เพราะการเก็งกำไรระยะสั้น เป็น Zero Sum Game เหมือนบ่อน เอาเงินคนนี้ไปให้คนนั้น  บางคนอาจจะเถียงว่าสำหรับหุ้นสามัญแล้วไม่จริงหรอกต้องเป็นตลาดล่วงหน้าสิ (TFEX) ถึงจะเป็นการพนัน อันนี้ก็แล้วแต่คนคิดนะครับ

มานั่งนึกดูว่า เราทุกข์ เพราะเราอยากได้เงินคนอื่นใช่ไหมล่ะ คนอื่นไม่ว่าจะรู้ตัวหรือเปล่า ก็มีคนที่อยากได้เงินเราเหมือนกัน พอมีคนคิดอย่างนี้กับเรามากๆเข้า เราก็ทุกข์ยังไงล่ะ เมื่อความปรารถนาร้ายส่งถึงกันใจถึงใจเราจึงเป็นทุกข์
ซื้อวันนี้ พรุ่งนี้อยากให้ขึ้น

ไม่ขึ้นก็ทุกข์
ลงยิ่งทุกข์
สมมติขึ้นไปจริงๆ เราขาย ทำกำไร
ไม่พอใจ!! ทำอย่างไรต่อ
รุ่งขึ้นนั่งแช่งให้ลง (อ้าว ก็แช่งไอ้คนที่เราขายไป ให้มันขาดทุนน่ะสิ)

เป็นบาปทั้งนั้น เห็นไหม ทางที่ถูกคือเราต้องมองราคาหุ้นเหมือนกับระดับน้ำในทะเล (ถ้าจะให้ทันสมัย เดี๋ยวนี้อาจจะต้องเปรียบกับระดับน้ำฝน หรือน้ำใน กทม. ว่าเมื่อไรจะขึ้นหรือลง ท่วมขังมากหรือน้อยแค่ไหน) ว่าง่ายๆ คือ เราทำให้มันขึ้นหรือลงไม่ได้ เราคาดหวังก็ไม่ได้ เราทำได้แต่เพียงคิดว่า ถ้ามันขึ้นจะทำอย่างไร ถ้าลงจะทำอย่างไรเท่านั้นเ

แล้วทำอย่างไร

ผมอยู่กับหุ้นมา 20 ปี  พบว่าการลงทุน แบบเรียบง่าย สามัญๆ นี่แหละครับ สบายใจและยั่งยืนสุด (หลายแนวนะคร้บ ส่วนมากคือ แนวพื้นฐาน และเน้นมูลค่าของกิจการหรือวีไอ)

ถ้าจะถามว่าเก็งกำไรได้ไหม ได้สิครับ มีบ้าง ทำได้ แต่ ใจหนึ่งก็ต้องรู้นะ ว่าเราเอาเงินคนอื่นเขา ได้เงินพวกนั้นมา แบ่งไปทำบุญบ้างครับ แล้วอธิษฐานให้บุญกุศลไปถึงผู้ที่เราได้กำไรจากเขามาด้วย ผมจะทำแบบนั้นเป็นประจำ โดยส่วนตัวผมจึงทำบุญบ่อย  ให้บ้านเด็กกำพร้าบ้าง พิการบ้าง ตั้งกองทุน รพ. บ้าง ก็แบ่งเงินพวกนี้มาแหละครับ

สรุป

เครียดเพราะคาด
เครียดเพราะหวัง
คาดว่าดัชนีจะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้
คาดว่าหุ้นนั้นจะมีราคานั้นราคานี้

ร้ายที่สุดคือเพราะอยากได้เงินคนอื่น บางทีเราไม่รู้ตัว หรือหลอกตัวเองว่าไม่ใช่ ไม่จริง แต่ก็เหมือนคนเล่นหวยล่ะครับ ถูกกฏหมายไหม ใช่แล้วถูกกฏหมาย (ใครเขียนกฏหมายนี้ ใครได้ประโยชน์จากมันล่ะ) ในขณะที่ศาสนาต่างๆ ก็สอนอยู่ว่าเป็นสิ่งไม่ดี ดังนั้นของที่มีคนทำอยู่ เป็นอยู่ มันก็ไม่ได้หมายความว่ามันถูกต้องตามศีลธรรม และธรรมะทั้งหมดหรอก พอไม่ถูกตามธรรมะก็เกิดทุกข์ เข้าใจง่ายจะตายไปครับ

วันอาทิตย์ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

การกระจายความเสี่ยง


การลงทุนในตลาดหลักทรัพย์นั้นมีข้อดีหลายอย่าง นอกจากเราสามารถซื้อธุรกิจที่ดำเนินการมายาวนานและมีผลการดำเนินงานใบอดีตที่ผ่านมาว่าได้กำไร ซึ่งทำให้มีความเสี่ยงลดลงแล้ว เรายังสามารถใช้เงินจำนวนน้อยในการลงทุนกับหลายบริษัทได้  เพราะถ้าเรานำเงินจำนวนเดียวกันนั้นไปทำธุรกิจส่วนตัว (เช่น 5 ถึง 10 ล้านบาท) เราก็คงไม่สามารถทำสามหรือสี่ธุรกิจได้เนื่องจากเงินไม่พอ ปัญหาที่หนักไปกว่าเรื่องของเงินก็คือการไม่สามารถบริหารงานหลายบริษัทนั้นได้ การเลือกลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ที่เราสามารถใช้เงินจำนวนน้อยเพื่อซื้อหุ้นของหลายบริษัทได้นั้นจึงเป็น ทางเลือกที่ดีและเป็น ที่มาของคำว่า “การกระจายความเสี่ยง”

การกระจายความเสี่ยงจริงหรือ

อย่างไรก็ตามไม่ใช่ว่าการที่เราซื้อหุ้นหลายตัวในตลาดหลักทรัพย์จะเป็นการกระจายความเสี่ยงเสมอไป ลองคิดดูในกรณีที่นักลงทุนซื้อหุ้น ของหลายบริษัทแต่หลายบริษัทเหล่านั้นอยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมเดียวกัน บริษัทเหล่านั้นอาจจะเป็นคู่แข่งกันและกันเองก็ได้ และเมื่อสภาพการแวดล้อมเปลี่ยนไปไม่ว่าจะเป็นพฤติกรรมผู้บริโภค วัฏจักรเศรษฐกิจ วัฏจักรของสินค้าชนิดนั้น หรือแม้กระทั่งกฎหมายและการเมืองเปลี่ยนไป ธุรกิจในกลุ่มนั้นอาจจะแย่ลงทั้งกลุ่มก็เป็นได้ แบบนี้ก็คงไม่ถือว่าเป็นการกระจายความเสี่ยงที่ดีนัก  ดังนั้นการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนในหุ้นที่ดีก็คือควรจะมีหุ้นของหลายบริษัทที่อยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมต่างกัน อย่างไรก็ตามก็ไม่ควรจะมีหุ้นจำนวนหลายบริษัทมากเกินไปเนื่องจากจะกลายเป็นเบี้ยหัวแตก (อ่านเรื่อง เบี้ยหัวแตก ประกอบ)

การกระจายความเสี่ยงจริงๆ

ที่จริงแล้ว ชีวิตคนเรามีหลายแง่มุม มีหลายทางเลือก การลงทุนก็เช่นเดียวกัน ไม่จำเป็นที่ว่าเราจะต้องลงทุนกับเฉพาะหุ้นเท่านั้น จริงอยู่การลงทุนในตลาดหลักทรัพย์กับหุ้นสามัญเป็นสิ่งที่ทำได้ง่าย ใช้เงินไม่มากนัก มีโอกาสสำเร็จไม่ยาก (แต่ผมไม่ได้บอกว่าง่ายนะ และต้องใช้เวลา) และสามารถกระจายความเสี่ยงได้ระดับหนึ่งอย่างไรก็ตามมันก็ยังเป็นหุ้นอยู่นั่นเอง เมื่อเราลงทุนจนมี Equity หรือส่วนของเจ้าของ ส่วนที่เป็นของเราเองจริงๆ (ผมไม่ใช้คำว่าทรัพย์สิน เนื่องจากผมเองคุ้นเคยกับงบดุลการเงินทางบัญชีที่ ทรัพย์สิน = ส่วนของเจ้าของ + หนี้สิน ดังนั้นถ้าเราพูดถึงคำว่าทรัพย์สินมันอาจจะไม่ใช่ของของเราก็ได้แต่เป็นส่วนที่เกิดจากหนี้สินที่เรากู้หนี้ยืมสินคนอื่นเขามาก็ได้) ในระดับที่มีทางเลือกได้มากขึ้น เช่น ซื้ออสังหาริมทรัพย์ได้ ซื้อโลหะมีค่า หรือเพชรทองได้ ก็ควรมองหาการลงทุนเหล่านี้ด้วย โดยนักลงทุนแต่ละคนก็อาจจะทำตามถนัด  บางคนที่มีความสามารถในการซื้อลงทุนเพื่อเก็งกำไรในเครื่องประดับบางอย่างเช่นนาฬิกาหรูก็อาจจะลงทุนในด้านนั้น  บางคนอาจจะมีความสามารถพิเศษในการลงทุนกับเพชรพลอยก็เป็นทางเลือกที่เหมาะของเขา บางคนอาจจะลงทุนกับอสังหาริมทรัพย์ เช่น ที่ดินเปล่าเพื่อการเก็งกำไร กรณีนี้ถ้ามีความรู้เรื่องผังเมืองหรือการขยายตัวของเมือง หรือถนนหนทางต่างๆ ก็จะได้เปรียบค่อนข้างมาก บางคนอาจจะลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ที่สามารถให้เช่าได้หรือดีกว่านั้นก็มีมูลค่าเพิ่มในตัวมันเองด้วยในขณะที่ค่าเช่าเป็นกระแสเงินสดไหลเข้ามาก็เป็นทางเลือกที่ไม่น่ามองข้ามเช่นกัน

เป็นอย่างไรบ้างครับหลังจากอ่านเรื่องนี้แล้วเพื่อนเพื่อนนักลงทุนก็น่าจะมีมุมมองที่กว้างขึ้นในการกระจายความเสี่ยงและสามารถนำไปใช้วางแผนในการลงทุนของตัวเองได้ดีขึ้นนะครับ

วันอาทิตย์ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2560

ประเมินค่ามิได้


เป็นที่ทราบกันดีว่านักลงทุนแนลเม้นมูลค่าของกิจการนั้นมีความสามารถพิเศษที่นำมาใช้ในการลงทุนและกำไรบ่อยๆ ก็คือความสามารถในการประเมินมูลค่าของกิจการนั่นเอง ถ้าถามว่าเราประเมินมูลค่าของกิจการได้จากอะไรส่วนมากแล้วก็ประเมินจาก
  • กำไร
  • สินทรัพย์ที่เพิ่มขึ้น
  • หนี้สินที่น้อยลง
  • การตลาด/ยอดขายที่ดีขึ้น
  • เงินปันผลจ่าย, เงินสดที่สร้างได้
อย่างไรก็ตามก็ไม่ใช่หมายความว่านักลงทุนแบบเน้นมูลค่าทุกคนจะสามารถประเมินมูลค่าของบริษัทได้ทุกบริษัท บางคนก็ประเมินได้บางบริษัท บางคนประเมินได้หลายบริษัทหน่อย แต่ส่วนใหญ่ก็จะเป็นกรณีแรกเสียมากกว่า อย่างไรก็ตามก็มีบางบริษัทที่มีนักลงทุนบางคนคิดว่าสามารถประเมินมูลค่าได้ทั้งที่จริงๆแล้วมีความเสี่ยงสูงมากในการหามูลค่าที่แท้จริงของบริษัทเรานั้นบริษัทในลักษณะดังกล่าวนี้ก็เช่น
  • มีลูกค้าไม่แน่นอน
  • มีอนาคตของยอดขายไม่แน่นอน (เช่น สินค้าและบริการขึ้นกับแฟชั่นมากเกินไป)
  • มีรายได้ขึ้นกับกฏหมายและการเมืองมากเกินไป
  • มีผู้บริหารที่ไม่โปร่งใสหรือคดโกง (เช่นตกแต่งบัญชีหรือถ่ายเงินออกไปสู่กระเป๋าตัวเอง)
คงต้องย้ำอีกครั้งหนึ่งว่า หัวใจของการเป็นนักลงทุนแบบเน้นมูลค่าที่สำคัญที่สุดก็คือความสามารถในการประเมินกำไรที่ธุรกิจสามารถทำได้ (และ/หรือ เงินสดที่สามารถสร้างขึ้นได้) ซึ่งจะตามมาด้วยการเพิ่มพูนของสินทรัพย์ และ/หรือ การลดลงของหนี้สิน ถ้ามีสิ่งรบกวนต่างๆดังกล่าวด้านบนแล้วการประเมินมูลค่าก็สามารถผิดไปได้มาก (ยกเว้นบางท่าน บางกรณี ที่ทราบเรื่องจริงที่ตลาดไม่ทราบ หรือวิตก panic ไปเอง ทำให้ยังสามารถประเมินค่าได้ถูกต้องอยู่) ดังนั้นนักลงทุนจึงต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ หรือหนีให้ห่าง ปล่อยให้คนที่เขารู้ ที่เขาสามารถประเมินค่าได้จริงๆ ลงทุนกันไป ตัวเราเองอย่าไปยุ่งด้วยก็น่าจะดีกว่า และสบายใจกว่าครับ

วันอาทิตย์ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2560

ทางใครก็ทางใคร


ผมเชื่อว่านักลงทุน (ไม่ว่าจะเป็นนักลงทุนจริงๆ หรือเก็งกำไร ก็ขอเรียกรวมๆ ก็แล้วกันนะครับ) หลายคนที่เมื่อเข้ามาในตลาดหลักทรัพย์ มีแนวทางที่แน่นอนว่าอยากเป็นนักลงทุนแนวใด แนวเก็งกำไรผลประกอบการ สายเทคนิค แนวพื้นฐาน หรือสายวีไอ หรือแม้แต่ผสมๆ กันบ้าง แต่อีกหลายส่วนเมื่อเข้ามาแล้วยังจับต้นชนปลายไม่ถูก ซึ่งก็ไม่ถือว่าผิดอะไรถ้าเขาสามารถจำกัดความเสียหายของเงินลงทุน (เพื่อเรียนรู้) ได้ หรือยอมรับในความเสียหายในส่วนที่กันออกมาเสียหายนั้นได้ แต่หลังจากระยะเวลาหนึ่งผ่านไป เขาก็ควรจะ "รู้ทาง" ของตัวเองว่าทำอย่างไร แนวใด จึงได้กำไรมากกว่าขาดทุน
สำหรับนักลงทุนที่เป็นแนวเก็งกำไรรายวัน (หรือรายใดๆ ก็ตามถนัด) ก็เก็งกำไรไป ถ้าเป็นแนวพื้นฐาน ก็จงตั้งมั่นกับพื้นฐาน อย่านำมาปะปนกัน ไม่ใช่ว่าตอนแรกต้องการเก็งกำไร ซื้อเพราะหุ้นกำลังวิ่ง (ส่วนมากราคาเกินพื้นฐาน) แต่พอขายไม่ทัน ขาดทุนในพอร์ต กลับบอกว่าพื้นฐานบริษัทดี เก็บตัวแดงๆ ไว้ในพอร์ตเต็มไปหมด อย่างนี้ไม่ถูกเรื่อง

แนวการลงทุนที่อาจจะเรียกได้ว่าถูกดัดแปลงเพิ่มเติมจากแนวพื้นฐานปกติก็คือ การลงทุนแนวเน้นมูลค่า (Value Investment) หรือ VI โดยสิ่งสำคัญคือนักลงทุน VI สามารถคำนวณว่าราคาเหมาะสมของบริษัท (และต่อหุ้น โดยการนำเอาหุ้นทั้งหมดไปหาร) ออกมาได้ว่ามีค่า
  • เท่าไร
  • เมื่อใด กรอบเวลาไหน อดีต ปัจจุบัน หรืออนาคต เมื่อไร
  • มีเงื่อนไขอะไรบ้าง
  • คนอื่นเห็นเหมือนที่เราเห็นไหม
  • คนอื่นกลัวหรือกังวลอะไรไหม
จากนั้นวางแผนว่า จะซื้อ จะขาย อย่างไร (แน่นอนครับ ต้องมีแผนนะ ไม่ใช่หลับตาซื้ออย่างเดียวหรอก)
 
ส่วนถ้ารักจะเป็นนักเก็งกำไรระยะสั้น ก็อย่าถามพื้นฐาน ให้ดูราคา ดูการซื้อขาย การไหลของเงิน ถ้าผิดทาง ขายตัดขาดทุนไป ถ้าเอามาปนกัน จะขาดทุนมาก ทำให้ถูกจริตตน จึงมีโอกาสได้กำไร มากกว่าขาดทุน เซียนเก็งกำไร ก็จะดูราคาเป็นหลัก พื้นฐานเท่าไร อย่างไร กี่บาท เมื่อไร ไม่สนใจ แต่วางแผนแต่ว่า ขึ้นเท่าไรแบบไหนทำอย่างไร ลงแค่ไหนแบบไหนทำอย่างไร ไม่ใช่ว่า ตั้งใจเก็งกำไร พอขาดทุนในพอร์ตแล้วมาถามหาพื้นฐาน  หรือว่าตั้งใจซื้อเพราะพื้นฐาน แต่พอหุ้นแดงกลับตกใจคัทลอสแล้วปิดจอ เปิดมาอีกทีเด้งขึ้นไปไหนแล้วไม่รู้ แบบนี้เรียกว่า ทำครึ่งๆ กลางๆ โอกาสขาดทุนสูงมาก  พอได้กำไรกลับได้นิดเดียว

อีกอย่างผมเห็นเสมอกับการถามว่าพรุ่งนี้ ตัวนี้ ตัวนั้น จะขึ้น จะลงไหม ไม่มีใครรู้หรอกครับ ยกเว้นเจ้ามือ กับหมอดู ซึ่งก็เหมือนกับคำถามว่าราคาจะไปถึงไหน ก็ไม่มีใครทราบอีกเหมือนกันนั่นแหละ ยกเว้นคนที่มีทั้งหุ้นและเงินอยู่ในมือมากพอที่จะกำหนดทิศทางของราคาได้ แต่เมื่อทำไปแล้วเขาจะได้กำไรไหมนั่นเป็นอีกเรื่องหนึ่งซึ่งส่วนมากแล้วเราคงไม่สามารถไปรู้ได้หรอกครับ

กับคำถามเรื่องราคาจะไปถึงไหนนั้น VI เก่งๆ เราไม่สนใจหรอกครับว่ามันจะไปไหน เพียงแต่รู้ว่าเราอมของ (ถือหุ้น) ที่ราคาต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริงของมันไว้ในมือ (จุดสำคัญตรงนี้คือเราต้องรู้ว่า “ค่า” ของมันเป็นอย่างไร อ่านวิชาที่สอง) แล้วก็หาทางลดความเสี่ยงลงให้มากที่สุด สุดท้ายจะได้กำไรเอง ส่วนราคาจะไปไหนไหม เราจะเฝ้าดูว่าเมื่อไรตลาดจะเห็นแบบที่เราเห็นล่วงหน้ามานานแล้วนั่นเอง

กับการลงทุนอื่นๆ เช่น อสังหาริมทรัพย์ ก็เหมือนกัน ก็เอาแนวคิดแบบ VI ไปใช้ได้เช่นกันครับ