วันอาทิตย์ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2560

ประเมินค่ามิได้


เป็นที่ทราบกันดีว่านักลงทุนแนลเม้นมูลค่าของกิจการนั้นมีความสามารถพิเศษที่นำมาใช้ในการลงทุนและกำไรบ่อยๆ ก็คือความสามารถในการประเมินมูลค่าของกิจการนั่นเอง ถ้าถามว่าเราประเมินมูลค่าของกิจการได้จากอะไรส่วนมากแล้วก็ประเมินจาก
  • กำไร
  • สินทรัพย์ที่เพิ่มขึ้น
  • หนี้สินที่น้อยลง
  • การตลาด/ยอดขายที่ดีขึ้น
  • เงินปันผลจ่าย, เงินสดที่สร้างได้
อย่างไรก็ตามก็ไม่ใช่หมายความว่านักลงทุนแบบเน้นมูลค่าทุกคนจะสามารถประเมินมูลค่าของบริษัทได้ทุกบริษัท บางคนก็ประเมินได้บางบริษัท บางคนประเมินได้หลายบริษัทหน่อย แต่ส่วนใหญ่ก็จะเป็นกรณีแรกเสียมากกว่า อย่างไรก็ตามก็มีบางบริษัทที่มีนักลงทุนบางคนคิดว่าสามารถประเมินมูลค่าได้ทั้งที่จริงๆแล้วมีความเสี่ยงสูงมากในการหามูลค่าที่แท้จริงของบริษัทเรานั้นบริษัทในลักษณะดังกล่าวนี้ก็เช่น
  • มีลูกค้าไม่แน่นอน
  • มีอนาคตของยอดขายไม่แน่นอน (เช่น สินค้าและบริการขึ้นกับแฟชั่นมากเกินไป)
  • มีรายได้ขึ้นกับกฏหมายและการเมืองมากเกินไป
  • มีผู้บริหารที่ไม่โปร่งใสหรือคดโกง (เช่นตกแต่งบัญชีหรือถ่ายเงินออกไปสู่กระเป๋าตัวเอง)
คงต้องย้ำอีกครั้งหนึ่งว่า หัวใจของการเป็นนักลงทุนแบบเน้นมูลค่าที่สำคัญที่สุดก็คือความสามารถในการประเมินกำไรที่ธุรกิจสามารถทำได้ (และ/หรือ เงินสดที่สามารถสร้างขึ้นได้) ซึ่งจะตามมาด้วยการเพิ่มพูนของสินทรัพย์ และ/หรือ การลดลงของหนี้สิน ถ้ามีสิ่งรบกวนต่างๆดังกล่าวด้านบนแล้วการประเมินมูลค่าก็สามารถผิดไปได้มาก (ยกเว้นบางท่าน บางกรณี ที่ทราบเรื่องจริงที่ตลาดไม่ทราบ หรือวิตก panic ไปเอง ทำให้ยังสามารถประเมินค่าได้ถูกต้องอยู่) ดังนั้นนักลงทุนจึงต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ หรือหนีให้ห่าง ปล่อยให้คนที่เขารู้ ที่เขาสามารถประเมินค่าได้จริงๆ ลงทุนกันไป ตัวเราเองอย่าไปยุ่งด้วยก็น่าจะดีกว่า และสบายใจกว่าครับ

วันอาทิตย์ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2560

ทางใครก็ทางใคร


ผมเชื่อว่านักลงทุน (ไม่ว่าจะเป็นนักลงทุนจริงๆ หรือเก็งกำไร ก็ขอเรียกรวมๆ ก็แล้วกันนะครับ) หลายคนที่เมื่อเข้ามาในตลาดหลักทรัพย์ มีแนวทางที่แน่นอนว่าอยากเป็นนักลงทุนแนวใด แนวเก็งกำไรผลประกอบการ สายเทคนิค แนวพื้นฐาน หรือสายวีไอ หรือแม้แต่ผสมๆ กันบ้าง แต่อีกหลายส่วนเมื่อเข้ามาแล้วยังจับต้นชนปลายไม่ถูก ซึ่งก็ไม่ถือว่าผิดอะไรถ้าเขาสามารถจำกัดความเสียหายของเงินลงทุน (เพื่อเรียนรู้) ได้ หรือยอมรับในความเสียหายในส่วนที่กันออกมาเสียหายนั้นได้ แต่หลังจากระยะเวลาหนึ่งผ่านไป เขาก็ควรจะ "รู้ทาง" ของตัวเองว่าทำอย่างไร แนวใด จึงได้กำไรมากกว่าขาดทุน
สำหรับนักลงทุนที่เป็นแนวเก็งกำไรรายวัน (หรือรายใดๆ ก็ตามถนัด) ก็เก็งกำไรไป ถ้าเป็นแนวพื้นฐาน ก็จงตั้งมั่นกับพื้นฐาน อย่านำมาปะปนกัน ไม่ใช่ว่าตอนแรกต้องการเก็งกำไร ซื้อเพราะหุ้นกำลังวิ่ง (ส่วนมากราคาเกินพื้นฐาน) แต่พอขายไม่ทัน ขาดทุนในพอร์ต กลับบอกว่าพื้นฐานบริษัทดี เก็บตัวแดงๆ ไว้ในพอร์ตเต็มไปหมด อย่างนี้ไม่ถูกเรื่อง

แนวการลงทุนที่อาจจะเรียกได้ว่าถูกดัดแปลงเพิ่มเติมจากแนวพื้นฐานปกติก็คือ การลงทุนแนวเน้นมูลค่า (Value Investment) หรือ VI โดยสิ่งสำคัญคือนักลงทุน VI สามารถคำนวณว่าราคาเหมาะสมของบริษัท (และต่อหุ้น โดยการนำเอาหุ้นทั้งหมดไปหาร) ออกมาได้ว่ามีค่า
  • เท่าไร
  • เมื่อใด กรอบเวลาไหน อดีต ปัจจุบัน หรืออนาคต เมื่อไร
  • มีเงื่อนไขอะไรบ้าง
  • คนอื่นเห็นเหมือนที่เราเห็นไหม
  • คนอื่นกลัวหรือกังวลอะไรไหม
จากนั้นวางแผนว่า จะซื้อ จะขาย อย่างไร (แน่นอนครับ ต้องมีแผนนะ ไม่ใช่หลับตาซื้ออย่างเดียวหรอก)
 
ส่วนถ้ารักจะเป็นนักเก็งกำไรระยะสั้น ก็อย่าถามพื้นฐาน ให้ดูราคา ดูการซื้อขาย การไหลของเงิน ถ้าผิดทาง ขายตัดขาดทุนไป ถ้าเอามาปนกัน จะขาดทุนมาก ทำให้ถูกจริตตน จึงมีโอกาสได้กำไร มากกว่าขาดทุน เซียนเก็งกำไร ก็จะดูราคาเป็นหลัก พื้นฐานเท่าไร อย่างไร กี่บาท เมื่อไร ไม่สนใจ แต่วางแผนแต่ว่า ขึ้นเท่าไรแบบไหนทำอย่างไร ลงแค่ไหนแบบไหนทำอย่างไร ไม่ใช่ว่า ตั้งใจเก็งกำไร พอขาดทุนในพอร์ตแล้วมาถามหาพื้นฐาน  หรือว่าตั้งใจซื้อเพราะพื้นฐาน แต่พอหุ้นแดงกลับตกใจคัทลอสแล้วปิดจอ เปิดมาอีกทีเด้งขึ้นไปไหนแล้วไม่รู้ แบบนี้เรียกว่า ทำครึ่งๆ กลางๆ โอกาสขาดทุนสูงมาก  พอได้กำไรกลับได้นิดเดียว

อีกอย่างผมเห็นเสมอกับการถามว่าพรุ่งนี้ ตัวนี้ ตัวนั้น จะขึ้น จะลงไหม ไม่มีใครรู้หรอกครับ ยกเว้นเจ้ามือ กับหมอดู ซึ่งก็เหมือนกับคำถามว่าราคาจะไปถึงไหน ก็ไม่มีใครทราบอีกเหมือนกันนั่นแหละ ยกเว้นคนที่มีทั้งหุ้นและเงินอยู่ในมือมากพอที่จะกำหนดทิศทางของราคาได้ แต่เมื่อทำไปแล้วเขาจะได้กำไรไหมนั่นเป็นอีกเรื่องหนึ่งซึ่งส่วนมากแล้วเราคงไม่สามารถไปรู้ได้หรอกครับ

กับคำถามเรื่องราคาจะไปถึงไหนนั้น VI เก่งๆ เราไม่สนใจหรอกครับว่ามันจะไปไหน เพียงแต่รู้ว่าเราอมของ (ถือหุ้น) ที่ราคาต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริงของมันไว้ในมือ (จุดสำคัญตรงนี้คือเราต้องรู้ว่า “ค่า” ของมันเป็นอย่างไร อ่านวิชาที่สอง) แล้วก็หาทางลดความเสี่ยงลงให้มากที่สุด สุดท้ายจะได้กำไรเอง ส่วนราคาจะไปไหนไหม เราจะเฝ้าดูว่าเมื่อไรตลาดจะเห็นแบบที่เราเห็นล่วงหน้ามานานแล้วนั่นเอง

กับการลงทุนอื่นๆ เช่น อสังหาริมทรัพย์ ก็เหมือนกัน ก็เอาแนวคิดแบบ VI ไปใช้ได้เช่นกันครับ

วันเสาร์ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2560

ความเสี่ยงของนักลงทุนแบบวีไอ


เรารู้กันอยู่แล้วว่าการลงทุนนั้นมีหลายประเภท หนึ่งในการลงทุนที่มีความเสี่ยงน้อยก็คือการลงทุนแบบเน้นมูลค่า อย่างไรก็ตามก็ขึ้นกับนักลงทุนว่าทำอย่างไรในรายละเอียดซึ่งทำให้การลงทุนแบบเน้นคุณค่าก็มีความเสี่ยงต่างกัน

ก่อนอื่นเราต้องพูดถึงคำว่าความเสี่ยงก่อน ถ้าเราบอกว่าความเสี่ยงคือการขาดทุนไม่ได้แม้แต่บาทเดียว แบบนั้นผมคิดว่าท่านควรออกจากตลาดหลักทรัพย์ไปเลยดีกว่า อย่ามายุ่งวุ่นวายให้นอนไม่หลับเสียสุขภาพจิตเปล่าๆ แต่ถ้าความเสี่ยงหมายความว่าโดยรวมแล้วเรายอมรับว่าการลงทุนบางอย่างได้กำไร การลงทุนบางอย่างขาดทุน แต่โดยรวมยังพอมีกำไรในระดับที่พึงพอใจ (หมายความว่าไม่ได้มากมายไปกว่าเงินฝากนัก) แบบนี้พอคุยกันได้  หรือนักลงทุนสามารถลงทุนแล้วรอเวลาหนึ่งที่นานพอสมควรที่ทำให้บริษัทเจริญเติบโตหรือราคาหุ้นสะท้อนความเป็นจริงของผลประกอบการออกมาหรือทั้งสองอย่างแบบนี้พอคุยกันได้

วีไอก็เสี่ยง

เพื่อนๆ นักลงทุนคงเคยได้ยินคำว่า "ทำอะไรก็เสี่ยง จะมากหรือน้อยเท่านั้นเอง" หรือ "แม้แต่อยู่เฉยๆ ยังเสี่ยงเลย" ดังนั้นถ้าจะบอกว่านักลงทุนแบบวีไอ (VI - Value Investor) ไม่มีความเสี่ยงแล้วล่ะก็ คงเป็นเรื่องเกินจริงไปสักหน่อย นั่นคือนักลงทุนแบบเน้นมูลค่า ก็อาจจะอยู่ในภาวะเสี่ยงได้ โดยสรุปแล้วสาเหตุของความเสี่ยงเหล่านี้ก็คือ

(1) คาดการณ์บริษัทผิด
อาจจะเกิดจากการไม่รู้จักบริษัทดีพอ หรือมีความซับซ้อนในโครงสร้างของรายได้ รายจ่าย และ/หรือโครงสร้างการบริหารงานสับสนเกินไป

(2) เผื่อ MOS ไม่เพียงพอ
ธุรกิจแต่ละชนิดมีความเสี่ยงต่างกัน มีความไม่แน่นอนด้วยสาเหตุที่ต่างกัน บางครั้งเราเผื่อ MOS ไม่เพียงพอสำหรับธุรกิจบางอย่างที่เราลงทุน อาจจะเพราะเราไม่เข้าใจความเสี่ยงในธุรกิจนั้นๆ หรือใจร้อนอยากซื้อมากเกินไป

(3) วางแผนการซื้อ-ขาย ผิด
การวางแผนในการซื้อขายเกี่ยวข้องกับการวางตำแหน่งราคาแรกที่จะซื้อ การขายตัดขาดทุน การซื้อคืนต่างๆ การแบ่งขายทำกำไร  ถ้าเราทำสิ่งเหล่านี้ได้ถูกต้องก็จะทำให้ได้กำไรในที่สุด

ถ้านักลงทุนแบบวีไอสามารถคาดการณ์บริษัทได้ถูกต้อง กำหนดราคาที่มีส่วนเผื่อเพื่อความปลอดภัยได้ดีพอ และวางแผนการซื้อขายได้ดี ก็อาจจะขาดทุนได้บ้างแต่เป็นจำนวนน้อยและน้อยครั้งกว่าการได้กำไร และเมื่อได้กำไร ให้ได้กำไรให้มากกว่าและบ่อยครั้งมากกว่าครั้งที่ขาดทุน ซึ่งในที่สุดแล้วเราจะได้กำไรและประสบความสำเร็จในการลงทุนครับ

วันอาทิตย์ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2560

ความสามารถในการรับความเสี่ยงกับนิสัยการลงทุน

 
ความสามารถในการรับความเสี่ยงกับนิสัยการลงทุน
ใครๆ ก็ทราบดีว่าการลงทุนนั้นมีความเสี่ยง ก็จะไม่ทราบได้อย่างไรล่ะครับ ในเมื่อทุกครั้งที่เราได้ยินโฆษณาไม่ว่าจะเป็นกองทุนหรือบริษัทหลักทรัพย์ต่างๆ สารพัด เรามักจะได้ยินคำพูดนี้แถมท้ายมาด้วยเสมอว่า "การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรพิจารณาข้อมูลต่างๆ และตัดสินใจด้วยความรอบคอบ บลาๆๆ" ที่ บลาๆ ก็เพราะว่าหลังจากนั้นอาจจะมีข้อความต่อมาอีก แต่เร็วมากและเสียงเบาลงมากจนเข้าใจยากมากนั่นเอง  ก็.. เป็นอันจับใจความได้ว่าการลงทุนมีความเสี่ยง ก็แล้วกัน (ซึ่งก็ จริงตามนั้นแหละครับ)

กลต. (สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์) และสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ฯ กำหนดให้นักลงทุนจะต้องทำ ”แบบประเมินความเสี่ยงในการลงทุน" หรือ Suitability Test ทุกๆ 2 ปี เพื่อทราบความสามารถในการรับความเสี่ยงของนักลงทุนแต่ละคน ซึ่งแน่นอนว่าผมเองในฐานะนักลงทุนก็ต้องทำแบบทดสอบนี้กับเขาด้วย (ดีใจจังเลย เพราะปกติแล้วไม่ค่อยได้ทำอะไรกับหุ้นมากนัก คือ จะซื้อก็วางแผน ตั้งหน้าตั้งตาซื้อ จะขายก็วางแผนขายไปตามเรื่องตามราว) ผมก็ตั้งใจทำแบบสอบถามนี้อย่างเต็มที่ เหมือนกับกลัวว่าจะสอบตกแล้วอดเป็นนักลงทุนเสียอย่างนั้นล่ะ

หลังจากมะงุมมะวาหราอยู่พักใหญ่ๆ (ส่วนมากจะเป็นคำถนมเกี่ยวกับอาชีพนั่นล่ะ เพราะมีบริษัทส่วนตัวเล็กๆ ด้วย แต่ต้องเลือกว่าบริษัทตัวเองทำอะไรให้ใกล้ความจริงหน่อย) ก็ทำแบบสำรวจออกมาได้ครบทุกข้อ ผลปรากฏว่า ผมเองจัดอยู่ในนักลงทุนประเภทที่มีความเสี่ยงสูงมาก
จะว่าไปผมก็ยังไม่ค่อยเข้าใจมากนักว่า "นักลงทุนประเภทที่มีความเสี่ยงสูงมาก" นั้นแปลว่าอะไร จะแปลว่า "สามารถรับความเสี่ยงได้มาก" หรือ "ทำตัวเสี่ยงมาก" กันแน่ แต่ผลการทดสอบออกมาแบบนี้ทำให้ได้แง่คิดบางอย่างเหมือนกัน

ความสามารถในการรับความเสี่ยง

นักลงทุนแต่ละคนมีความสามารถในการรับความเสี่ยงต่างๆ ไม่เท่ากัน ความเสี่ยงในที่นี้ นอกจากเป็นเรื่องของเงินทุนที่หดหายลงเนื่องจากการขาดทุนแล้ว ยังรวมถึงความเสี่ยงส่วนตัวอื่นๆ อีกด้วยเช่น สุขภาพ ภาระด้านการเลี้ยงดูครอบครัว ความมั่นคงในหน้าที่การงาน และแหล่งที่มาของรายได้อื่น
  • ถ้านักลงทุนมีสุขภาพไม่ดีความเสี่ยงส่วนสุขภาพก็จะสูง ซึ่งสามารถลดได้ด้วยการสำรองเงินไว้สำหรับรักษาพยาบาล หรือการทำประกันสุขภาพต่างๆ
  • ถ้ามีภาระด้านการเลี้ยงดูครอบครัวมาก จะลดความเสี่ยงด้านนี้ลงก็ด้วยการเปลี่ยนวิถีชีวิตให้เรียบง่ายขึ้น หรือ มีรายได้มากขึ้น
  • ความเสี่ยงด้านความมั่นคงในการงาน สำหรับผู้ที่มีงานไม่มั่นคง ก็มีความเสี่ยงส่วนนี้ ทางแก้ไขก็คงไม่ถึงกับต้องเปลี่ยนงาน แต่เป็นการสำรองเงินไว้ในยามฉุกเฉินเสียก่อน และ/หรือ สร้างหนทางที่มีที่มาของรายได้หลายทาง
นิสัยในการลงทุน

อาจจะเป็นจุดหนึ่งที่ทำให้ผมสงสัยว่า แบบสอบถามนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับการรับความเสี่ยงของนักลงทุน ไม่ใช่การทำตัวในการลงทุน เพราะถ้าพิจารณาตัวเองแล้ว ผมน่าจะเรียกได้ว่าเป็นนักลงทุนที่อนุรักษ์นิยมเอามากๆ ด้วยซ้ำไป คือ แม้ว่าจะคิดหาการลงทุนใหม่ๆ เผื่อไว้ในอนาคตอยู่เสมอ แต่ ในการ "ลงเงิน" จริงๆ นั้นจะระวังว่าของที่จ่ายเงินไปนั้นมีค่าสูงกว่าราคาของมันจริงๆ และคิดหาทางหนีทีไล่เอาไว้เสมอ จะเรียกว่า ขี้กลัว ส่วนหนึ่งก็คงไม่ผิดนัก

นี่คือจุดที่น่าสนใจกว่า เพราะเรามักได้ยินเสมอว่า การลงทุนมีความเสี่ยงบ้าง High Risk - High Return บ้าง ซึ่งสำหรับผมแล้วมันก็จริงบ้างไม่จริงบ้าง เพราะขึ้นกับว่าตัวเราเองทำอะไรกับมันอย่างไร เราเอาเงินใส่ธนาคารไว้ก็ถือว่าเป็นการลงทุน เพราะก็ได้ผลตอบแทน ซึ่งโดยรวมแล้วทุกท่านก็ทราบดีว่าในปัจจุบัน (ปี 2558-2560) ที่อัตราดอกเบี้ยเงินฝากต่ำเตี้ยติดดิน การฝากเงินไว้กับธนาคารก็จะขาดทุนเงินเฟ้อที่เกิดขึ้น หรือการเลือกลงทุนหุ้นที่ควรมีราคาสูงกว่าปัจจุบันมาก (เพราะมูลค่าที่แท้จริงในปัจจุบันสูงอยู่แล้ว โดยไม่ต้องรออนาคต) แต่ผู้คนในตลาดหวาดกลัวจนมี "ส่วนเผื่อเพื่อความปลอดภัย" สูงมาก แบบนี้การเข้าไปซื้อหุ้นด้วยวิธีที่ถูกต้อง ก็คงต้องเรียกว่า Low Risk - High Return ต่างหาก
ในทางตรงกันข้าม หากนักลงทุนซื้อขายหุ้นตามกัน (ตามแห่) หรือถามเพื่อน ถามคนที่คิดว่ารู้ อยู่ทุกวันว่า "พรุ่งนี้ซื้ออะไรดีครับ" หรือ "วันนี้ซื้อตัวนี้มา พรุ่งนี้ขายหรือถือดีคะ" แบบนี้สิที่เรียกว่าการเสี่ยงดวงจริงๆ

ความสามารถในการรับความเสี่ยงกับนิสัยในการลงทุน

ถ้าเราย้อนเอาความสามารถในการรับความเสี่ยงกับนิสัยการกระทำของนักลงทุน มาเขียนเป็นรูปแบบส่วนผสม น่าจะได้ออกมาคร่าวๆ ประมาณ 4 แบบตามภาพที่ 1
ความสามารถในการรับความเสี่ยงและนิสัยความเสี่ยงของนักลงทุน
ภาพที่ 1 ความสามารถในการรับความเสี่ยง
และนิสัยความเสี่ยงของนักลงทุน

จะเห็นว่า "นักลงทุน" ที่แท้จริงและมีความสุข มักทำตัวอยู่ในส่วนที่ คือนักลงทุนประเภทที่ 1 คือสบายกายสบายใจ พร้อมในการเงินเรียบร้อยแล้ว ส่วนที่ คือนักลงทุนประเภทที่ 2 แม้จะรับความเสี่ยงไดัน้อยกว่าประเภทแรก แต่ก็เลือกวิธีการลงทุนที่ปลอดภัย* ดังนั้นจึงมีความเครียดน้อยลงและมีโอกาสประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืนในระยะยาว

ถ้าหันมาดูนักลงทุน (?) ที่เป็นประเภททำตัวเสี่ยงภัย จะเห็นว่า คือรับความเสี่ยงได้น้อยแถมยังทำตัวเสี่ยงมาก นี่คือนักพนันอย่างแท้จริง หวังได้มากในขณะที่ตัวเองไม่พร้อม ในขณะที่กลุ่มบุคคลที่ ที่รับความเสี่ยงได้ดีแต่ทำตัวเสี่ยงมากในการลงทุน เหล่านี้เหมือนนักเสี่ยงโชค ที่ได้ก็ดี ไม่ได้ก็กลับไปตั้งหลักเลียแผลแล้วมาใหม่ จะอยู่ได้นานแค่ไหนก็ขึ้นกับของหรือบุญเก่าที่สะสมมาเท่านั้นเอง

หมายเหตุ
* การลงทุนที่ปลอดภัยไม่ได้หมายความว่าให้หลีกเลี่ยงตลาดหุ้น การลงทุนในหุ้นเป็นได้ทั้งการลงทุนที่เสี่ยงและปลอดภัย ขึ้นกับว่านักลงทุนซื้อหุ้นอะไร เวลาใด ราคาเท่าไร ในทางกลับกัน การลงทุนในตราสารหนี้ อสังหาริมทรัพย์ ผิดตัว ผิดที่ ผิดเวลา ก็เสี่ยงมากได้เช่นกัน

แล้วเพื่อนๆ ล่ะครับ อยู่ในส่วนไหนของนักลงทุน 4 แบบนี้

วันอาทิตย์ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2560

การขึ้นเครื่องหมาย ST คืออะไร


การขึ้นเครื่องหมาย ST คืออะไร

เพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อยของการทำงาน และการลงทุน รวมทั้งการกำกับดูแลและเตือนนักลงทุนว่าหุ้นที่นักลงทุนสนใจนั้นมีอะไรเกิดขึ้น (หรือกำลังจะเกิดขึ้น) ก็ด้วยการ "แขวนป้าย" ต่างๆ ไว้บนชื่อย่อหลักทรัพย์นั้น (อ่านเรื่อง การขึ้นเครื่องหมายของบริษัทจดทะเบียน) แต่ในช่วงที่มีหุ้นเข้าใหม่มากๆ เราจะเห็นว่าบางครั้งจะมีการขึ้นเครื่องหมายอื่นนอกเหนือจากที่เราได้กล่าวกันมา ก็คือเครื่องหมาย ST กับหุ้นใหม่นั้น

ST คืออะไร

ST ย่อมาจาก Stabilization ตามคำศัพท์แล้วแปลว่าทำให้มีเสถียรภาพ  อาจจะดูงงๆ หน่อย แต่เจาะจงกับกรณีของหุ้นจะหมายถึง หุ้นของบริษัทจดทะเบียนที่มีการซื้อหุ้นเพื่อส่งมอบหุ้นที่จัดสรรเกิน โดยเป็นการบอกให้นักลงทุนทราบว่าตอนที่ทำ IPO (Initial Public Offering) นั้น ผู้จัดจำหน่าย (และรับประกันการจัดจำหน่าย) มีการยืมหุ้นมาจาก บริษัทที่กำลังจะเข้าใหม่เป็นจำนวน xxxx หุ้นนะ และหลังจากที่จัดจำหน่ายเรียบร้อย ผู้จัดจำหน่ายก็ต้องหาหุ้นมาคืนส่วนที่ขอยืมมานั้น

การหาหุ้นมาคืนอาจจะซื้อจากในกระดาน (ถ้าราคาต่ำกว่า IPO) หรือ ใช้สิทธิ "รองเท้าเขียว" (Exercise greenshoe option) จากผู้ให้สิทธิ Greenshoe option เอามาคืน ซึ่งจะมีกำหนดว่าทำในช่วงวันที่เท่าใดถึงเท่าใด ดังนั้นในระหว่างที่มีการหาหุ้นเอามาคืนด้วยวิธีการใดๆ นั้น ตลาดหลักทรัพย์ก็จะแขวนป้าย ST (Stabilization) เพื่อบอกว่า ตอนนี้เขาจะยึกๆ ยักๆ พยายามหาหุ้นไปคืนไอ้ที่โป้วมา นะจ๊ะ

สิ่งที่น่าสนใจ

เรื่อง ST นี้ น่าสนใจตรงที่ มักจะกำหนดเงื่อนไขราคาไว้ว่า:
ราคาในการซื้อเพื่อส่งมอบหุ้นที่จัดสรรเกินต้องไม่สูงกว่าราคาจองซื้อหลักทรัพย์ / ราคา IPO หรือ ไม่สูงกว่าราคาเสนอซื้อสูงสุดในขณะนั้น หรือ ไม่สูงกว่าราคาซื้อขายครั้งสุดท้ายในขณะนั้น ทั้งนี้แล้วแต่ราคาใดจะต่ำกว่ากัน

จะเห็นว่า การจะเอาหุ้นมาคืนได้ ก็มีสองวิธี
1) ซื้อจากตลาด ในกรณีที่หุ้นราคาต่ำกว่า IPO ก็จะซื้อจากตลาดเอามาคืน ผู้จัดจำหน่ายก็จะได้กำไรส่วนต่างไป
2) ใช้สิทธิ greenshoe option คือจ่ายเงินเอามาคืน กรณีแบบนี้ ถ้าราคาตลาดสูงกว่า IPO ผู้จัดจำหน่ายก็ขายหุ้นออกไปแล้วมาใช้สิทธิ Green Shoe (ในราคาเท่าๆ กับ IPO นั่นแหละ) แล้วซื้อหุ้นมาคืน ก็ได้กำไรเช่นกัน

นั่นคือ ถ้าราคาในกระดาน ดันต่ำกว่า IPO เขาก็จะไปซื้อหุ้นมาคืนจากในกระดาน เป็นการพยุงราคาหุ้นเอาไว้ ในระยะหนึ่ง
แต่ถ้า ราคาหุ้นขึ้นไป บ. ผู้จัดจำหน่าย ก็จะใช้สิทธิซื้อหุ้นจอง Greenshoe option เอามาคืน ก็ได้กำไรส่วนต่างด้วย
ส่วนควรเข้าซื้อหุ้นแบบนี้ไหม ในระยะสั้นอะไรก็เกิดขึ้นได้ ส่วนในระยะยาวแล้วราคาของหุ้นย่อมเป็นผลสะท้อนของผลการปฏิบัติงานและความคาดหวังในการเจริญเติบโตของบริษัทนั้นๆ ครับ

วันศุกร์ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2560

ต้มกบ

ต้มกบ


ขึ้นชื่อหัวเรื่องอย่างนี้ผมเชื่อว่านักลงทุนหลายคนคงเคยได้ยินคำนี้กันมาบ้างไม่มากก็น้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อราคาหุ้นยังทำท่าทรงๆ และขยับขึ้นมาบ้างในหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา (ทั้งที่เศรษฐกิจก็ไม่ได้ทำท่าจะดีเท่าไร) อาจจะด้วยแรงเก็งกำไรในผลประกอบการของบริษัทต่างๆ เมื่อเริ่มมีการประกาศผลประกอบการ ราาหุ้นก็ค่อยๆ ขยับลงมากบ้างน้อยบ้าง บริษัทไหนออกมาดีก็ Sell On Fact บริษัทไหนออกมาแย่ยิ่ง Sell On Fault (ฮา..) อีก บางครั้งราคาค่อยๆ ขยับลงโดยไม่รู้ตัว หรือพร้อมกับความหวังว่ามันจะขยับกลับตัวในเวลาอันสั้น จึงเริ่มมีคำว่า "ต้มกบ" กลับมาพูดกันอีก ส่วนตัวผมเมื่อได้ยินคำนี้ทีไรก็แอบคิดในใจเหมือนกันว่าทำไมต้องต้มกบ จะต้มเขียดหรือสัตว์อื่นได้ไหม หรือต้องใส่เครื่องปรุงหรือเปล่าในระหว่างที่ต้ม เสร็จแล้วก็สำคัญมากคือ อร่อยหรือเปล่า

นอกเรื่องไปนิดหนึ่ง คำนี้ในลักษณะความหมายของผู้พูด ก็น่าจะหมายถึงการที่ว่าถ้าเรานำกบ ใส่ลงไปในน้ำร้อนเลยทีเดียว กบก็จะกระโดดออกจากหม้อโดยไม่ตาย แต่ถ้าเรานำกบใส่ลงไปในหม้อที่มีน้ำอุณหภูมิปกติอยู่ จากนั้นค่อยๆ ต้มให้น้ำร้อนขึ้นๆ กบก็จะไม่ตกใจ และในที่สุดก็จะตายเนื่องจากน้ำร้อนเกินไปสำหรับมัน สภาพการณ์แบบนี้จึงถูกนำมาเปรียบเทียบกับราคาหุ้นที่ค่อยๆ เปลี่ยนแปลงไปโดยที่นักลงทุนไม่รู้ตัว หรือเกิดความเคยชินและไม่ยอมทำอะไรกับมันจนกระทั่งขายหุ้นทิ้งเพราะขาดทุนมากในที่สุด ที่อาจจะสอดคล้องกับสภาพที่เกิดขึ้นบ่อยๆ ก็คือ ราคาหุ้นเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนผู้คนส่วนหนึ่งทนไม่ได้ ต้องเข้าไปซื้อ จากนั้นมันก็ค่อยๆ ซึมลงๆ จนกระทั่งคนเหล่านั้นขาดทุนหนักและขายออกมา (แล้ว? ก็ได้เวลาขึ้นอีกครั้งหนึ่งพอดี!)
นักลงทุนแบบ Price Investor ต้องระวังไม่เป็บกบให้โดนต้ม
นักลงทุนแบบ Price Investor (PI)
ก็มีโอกาสทำกำไรได้ โดยต้องระวังไม่ตกเป็น
กบ นอนอุ่นในหม้อน้ำให้โดนต้มจนเดือด

ทุกครั้งที่ได้ยินคำนี้ผมนึกขึ้นทันทีว่าผู้คนเหล่านั้นน่าจะเป็นนักลงทุนตามราคา (Price Investor, PI) ซึ่งถ้าไม่มีใครบัญญติศัพท์นี้มาก่อน ผมก็ขอถือโอกาส (และสิทธิ) ในการบัญญัติเสียเลยก็แล้วกันนะครับ (ฮา..) มากกว่าที่จะเป็นนักลงทุนตามพื้นฐานมูลค่าที่แท้จริงของกิจการ (Value Investor, VI) เพราะสำหรับลงทุนประเภทเน้นมูลค่าของกิจการหรือที่เรียกว่า VI นั้น แท้จริงแล้วก็ไม่ได้หวั่นไหวกับราคาหุ้นที่เปลี่ยนแปลงไปมากนัก แต่สนใจว่าความสามารถในการทำกำไร การเพิ่มยอดขาย การเติบโตในระยะยาวของกิจการที่ลงทุน (หรือสนใจจะลงทุน) เป็นอย่างไร นักลงทุนประเภท VI เข้าใจดีว่าผลงานของธุรกิจย่อมมี ขึ้นมาก ขึ้นน้อย ทรงๆ ลงนิดหน่อย แล้วเติบโตต่อ สลับสับเปลี่ยนหมุนเวียนกันแบบนี้ แต่ถ้าท้ายที่สุดแล้วกิจการเติบโตในตัวเลขที่เราคาดหวัง ในกรอบเวลาที่เราคาดการณ์ คำนวณแล้วได้มูลค่าที่แท้จริงสูงกว่าราคาปัจจุบันมาก (อ่าน วิชาที่สองวิชาหามูลค่าที่แท้จริงของกิจการ) ภายใต้ส่วนเผื่อเพิ่อความปลอดภัย (Margin Of Safety, MOS) ที่เรากำหนดไว้ นักลงทุนแบบวีไอก็คงรู้สึกเฉยๆ และนอนหลับสบายเหมือนทุกคืนอยู่ดี
นักลงทุนแบบ Value Investor (VI) มีมูลค่าที่แท้จริงของกิจการเป็นสิ่งอ้างอิง
นักลงทุนแบบ Value Investor (VI)
ใช้มูลค่าที่แท้จริงของกิจการเป็นสิ่งอ้างอิง
ทำให้การตัดสินใจ ซื้อ ถือ หรือขาย หรือ
ประยุกต์สร้างแผนกลยุทธ์ต่างๆ ทำได้ง่าย
และมีความเสี่ยงต่ำลง



จะเห็นได้ชัดเจนว่าการตัดสินใจซื้อหรือขายของนักลงทุนแบ VI นั้น อยู่บนพื้นฐานของ "ราคาที่เหมาะสม" ซึ่งหลายกรณีราคาที่เหมาะสมนั้น "สูงกว่าปัจจุบันหลายเท่า" ตราบใดที่บริษัทยังคงดำเนินกิจการไปในทิศทางและผลงานที่นักลงทุนแบบ VI ยังเห็นว่าสมควรไปตามการคำนวณราคาเหมาะสมหลายเท่าตัวนั้น เขาก็จะยังคงถือหุ้นนั้นอยู่โดยไม่สะทกสะท้านเท่าใดนัก

VI ไม่สนใจราคาหุ้นเลยหรือ

ยัอนกลับมาเรื่องของราคาหุ้น แน่นอนว่าแม้เป็น VI ที่ ไม่หวั่นไหว แต่ก็คงต้อง สนใจ ราคาหุ้นอยู่ แต่เราดูหรือสนใจเพื่อเปรียบเทียบว่าราคาหุ้นมูลค่าที่แท้จริงต่อหนึ่งหุ้นของกิจการที่สนใจนั้นอะไรถูกหรือแพงกว่ากัน หรือดูว่าคนในตลาดมีความรู้สึกโดยรวม (ต่อตลาด สภาพการเก็งกำไร และอื่นๆ) อย่างไร ตราบใดที่ราคาตลาดของหุ้นยังไม่สูงกว่ามูลค่าที่แท้จริงของกิจการที่ตัวเองสนใจ นักลงทุนแบบวีไอก็คงไม่รู้สึกอะไรมากนัก อาจจะตื่นเต้นบ้างว่าจะราคาต่ำอย่างนั้นอยู่นานเท่าไร และนานพอที่จะหาเงินเพิ่มหรือนำเงินปันผลงวดต่อๆ ไปมาซื้อหุ้นได้หรือไม่เสียมากกว่า เพราะส่วนใหญ่แล้วนักลงทุนแบบวีไอมักซื้อหุ้นในราคาต่ำ (มาก) ก่อนคนอื่นจะเห็น (มาก อีก) เมื่อเวลาผ่านไปสักพักหุ้นอาจจะเปลี่ยนราคาเพิ่มสูงขึ้นไปจนมีนักลงทุนแบบ Price Investor (PI) เข้าไปซื้อในช่วงปลาย จนเมื่อราคาค่อยๆ ลดต่ำลงมาจนขาดทุนมากแล้วขายหุ้นออกไป นั่นแหละครับที่อาจจะเรียกว่า "ต้มกบ" ได้บ้าง แต่... ราคาที่ว่านักลงทุน PI ขาดทุนกันแล้วนั้นน่ะ VI เขายังได้กำไรกันอยู่นะครับ เผลอๆ อาจจะแบ่งขายจนไม่เหลือต้นทุนในหุ้นที่เหลืออยู่แล้วก็ได้

VI ซื้อๆ ขายๆ บ้างไหม

จริงอยู่ที่หลายครั้งนักลงทุนแบบ VI อาจจะซื้อขายหุ้นบ้าง แต่ก็ต้องใช้เวลาส่วนหนึ่งในการติดตามราคา ซึ่งหลายคนไม่มีเวลาดังกล่าวนี้ เช่นอาจจะมีธุรกิจหรืองานประจำอื่น มีภาระอื่นที่ต้องดูแล การลงทุนแบบ VI จึงค่อนข้างเหมาะกับคนเหล่านี้ด้วย และเป็นการ "ลงทุน" จริงๆ คือเอาเงินไปลงไว้แล้วได้ผลตอบแทน เพราะเมื่อใดที่เราต้องนั่งเฝ้าซื้อขายเพื่อทำกำไร เมื่อนั้นก็เป็น "งาน" และผู้กระทำก็กลายเป็น "พ่อค้าหุ้น" มากกว่าที่จะเป็น "นักลงทุน" ไป

ต้มกบหรือไม่ต้มกบ

สรุปเป็นการส่วนตัวแล้วก็คือคำว่า ต้มกบ นั้นเป็นคำสำหรับนักลงทุนแบบ PI ที่ไม่มีวินัยทางการขายตัดขาดทุนนั่นเอง แต่สำหรับนักทุนแบบ VI ที่มี margin of safety ที่ดี แถมพกด้วยการติดอาวุธใน "วิชาหุ้น" ทั้ง 5 วิชา นั้นคงไม่ได้ตื่นเต้นตกใจไปกับเขานักครับ

วันอาทิตย์ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

มาสำรวจคุณภาพพอร์ตกันดีกว่า

มาสำรวจคุณภาพพอร์ตกันดีกว่า

ช่วงนี้ (ที่จริงก็เป็นเวลาหลายสัปดาห์แล้วเหมือนกันนะ) ถ้าเรามองดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย แทบจะเรียกได้ว่า "ไม่ไปไหน" คือไม่ไปทั้งเพิ่มขึ้นหรือลดลง สามวันดี สี่วันไข้ ห้าวันงงๆ ก็ว่าได้ ทั้งกองทุน นักลงทุนต่างชาติ และพร็อพเทรด (Proprietary trading หรือบัญชี บล. ซึ่งคือการที่บริษัทค้าหลักทรัพย์ซื้อขายหลักทรัพย์ด้วยเงินของบริษัทเพื่อทำกำไร จนบางทีนักลงทุนไทยเรียกว่า "ปอบ") ก็ดูเหมือนไม่ตัดสินใจไปในทางใดทางหนึ่งอย่างชัดเจน ซึ่งถ้าจะว่ากันตามความเป็นจริงแล้ว สภาพเศรษฐกิจที่นักลงทุนแบบเราท่านที่ได้สัมผัสกับตลาดจริงๆ เช่น ตลาดสด ตลาดท่องเที่ยว การลงทุนใน real sector (คือการลงทุนจริงเพื่อผลิตสินค้าและบริการ ไม่ใช่ภาคการเงิน) สังเกตได้ก็คือ การจับจ่ายต่างๆ น้อยลง ผู้คนใช้จ่ายกันอย่างระวังตัวขึ้น หลายคนมีเงินแต่ไม่ใช้ หลายคนมีหนี้ก็พยายามสร้างหนี้ให้น้อยลงหรือลดหนี้ลง พวกที่ยังตั้งหน้าตั้งตาสร้างหนี้เพราะการขาดวินัยทางการเงินนั้นก็คงมีอยู่เป็นปกติ และมีแทบทุกประเทศในโลกนี้แหละครับ ยกเว้นบางประเทศที่ฝึกคนให้มีวินัยสูงมาแต่เด็กเช่น ญี่ปุ่น และ เยอรมัน ที่อัตราหนี้สินภาคครัวเรือนต่อ GDP (Gross Domestic Product หรือ ผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ) ดูจะคงที่หรือมีแนวโน้มลดลง ตรงจุดนี้ถ้ามองให้ทั่วๆ ไปก็คือ เศรษฐกิจไทยยังไม่อยู่ในขั้นที่เติบโตได้ดี นั่นเอง ผลก็คือทำให้ภาคส่วนการลงทุนต่างๆ จดๆ จ้องๆ ไม่ทำอะไรเป็นจริงเป็นจัง เราจะเห็นว่าผลัดกันซื้อผลัดกันขาย ทั้งตลาดหุ้นและอนุพันธ์ต่างๆ ในการนี้ก็มีนักลงทุนรายย่อยที่ตั้งใจหากำไรจากส่วนต่างที่เกิดขึ้นทั้งสองตลาด ก็คงได้บ้างเสียบ้างเป็นปกตินั่นเอง

สำหรับนักลงทุนที่ถือหุ้นในระยะกลางถึงยาวแล้ว ช่วงเวลาแบบนี้เป็นช่วงเวลาที่ดีในการสำรวจคุณภาพพอร์ตของตัวเองว่าเป็นอย่างไร เพราะหุ้นเองก็ไม่ได้วิ่งไปไหน ไม่วิ่งทั้งขึ้นและลง หันซ้ายแลขวาไม่เปิดพอร์ตดูหลายวันก็ไม่ไปไหน เรียกว่ามีเวลาทบทวนหรือทำการบ้านโดยไม่ต้องระแวงหน้าหลังมากนัก (จะว่าไป นักลงทุนแบบยาวๆ นี้ก็ไม่ได้ระแวงอะไรมาก เพียงแต่ตื่นเต้นไปกับเขาบ้างเป็นบางครั้งเท่านั้นเอง เดี๋ยวจะหาว่าเป็นทองไม่รู้ร้อนไปเสีย) เลยหันมาดูพอร์ตตัวเองดีกว่า คราวนี้มาดูว่าเราต้องดูอะไรบ้าง ก็แบ่งออกเป็น 3 ภาคคือ
  • เชิงปริมาณ
  • เชิงคุณภาพ
  • โอกาสลงทุนอื่น
มาดูกันทีละข้อครับ

1) เชิงปริมาณ

คือเราดูว่า หุ้นในพอร์ตเรานั้น "โดยเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก" แล้ว มีคุณภาพเป็นอย่างไรในเชิงปริมาณ เชิงปริมาณก็คือสิ่งที่เราคิดเป็นตัวเลขได้ ก็คือค่าสัดส่วนทางการเงินต่างๆ ก็คือ p/e (ราคาตลาดต่อกำไรต่อหุ้นต่อปี), p/bv (ราคาตลาดต่อมูลค่าทางบัญชี), Dividend Yield (อัตราผลตอบแทนเงินปันผล), ROA (อัตราผลตอบแทนต่อสินทรัพย์), ROE (อัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น) ซึ่งบางท่านอาจจะคิดอย่างอื่นด้วย แต่ผมดูเพียงเท่านี้เป็นหลัก ยกเว้นมองเห็นอะไรผิดปกติเป็นพิเศษ โดยการคิดเราจะถ่วงกับ "ปริมาณบางอย่าง" ของหุ้นแต่ละตัวในพอร์ตของเราด้วย เช่น
  • เมื่อคิด p/e มีวิธีคิดได้สองแบบคือ (1) โดยการหา Earning (กำไรสุทธิ) ของหุ้นทุกตัวในพอร์ตรวมกันหารด้วยราคาตลาดของหุ้นทุกตัวในพอร์ตรวมกัน จะทำให้เราทราบว่าราคาเฉลี่ยของหุ้นในพอร์ตเราถูกหรือแพง และ (2) โดยการหา Earning (กำไรสุทธิ) ของหุ้นทุกตัวในพอร์ตรวมกันหารด้วยราคาทุนของหุ้นทุกตัวในพอร์ตรวมกัน จะทำให้เราทราบว่าเราถือหุ้นในพอร์ตที่ราคาถูกหรือแพง (บางท่านอาจจะสงสัยว่าทำไมต้องคิดอันที่สอง ก็เพราะว่า Earning ของบริษัทต่างๆ เปลี่ยนแปลงได้ ทำให้ p/e เมื่อเทียบกับต้นทุนของเราเปลี่ยนได้เช่นกัน)
  • เมื่อคิด p/bv ก็คล้ายกับด้านบน คือคิดได้สองแบบ (1) คิดโดยการคำนวณมูลค่าทางบัญชีของหุ้นทุกตัวในพอร์ตรวมกัน หารด้วยราคาตลาดของหุ้นทุกตัวในพอร์ตรวมกัน และ (2) คิดโดยการคำนวณมูลค่าทางบัญชีของหุ้นทุกตัวในพอร์ตรวมกัน หารด้วยราคาทุนของหุ้นทุกตัวในพอร์ตรวมกัน (ทุนของพอร์ต) การคิดสองแบบนี้จะทำให้เราทราบว่าโดยรวมแล้วราคาตลาดของหุ้นเราเมื่อเทียบกับมูลค่าทางบัญชีนั้นถูกหรือแพง การคิดแบบที่สองทำให้ทราบว่าหุ้นของเราถูกหรือแพงเมื่อเทียบกับเงินที่จ่ายไป
  • เมื่อคิด Dividend Yield หรืออัตราปันผลรวม จะคิดว่าทั้งพอร์ตจะได้เงินปันผลเท่าใด แล้วหารด้วยจำนวนเงินต้นทุนที่ซื้อหุ้นมาทั้งหมด
  • เมื่อคิด ROA จะคิดโดยการหา Earning (กำไร) ของหุ้นทุกตัวในพอร์ตรวมกัน หารด้วยสินทรัพย์ในส่วนที่เราถือหุ้นทั้งหมดรวมกัน
  • เมื่อคิด ROE จะคิดโดยการหา Earning (กำไร) ของหุ้นทุกตัวในพอร์ตรวมกัน หารด้วยส่วนของผู้ถือหุ้นในส่วนที่เราถือหุ้นทั้งหมดรวมกัน
ระหว่างที่เราคำนวณสิ่งเหล่านี้ ให้สังเกตให้ดีกว่าหุ้นใดแพงเกินไป หรือถูกเกินไป แยกเป็นรายตัวไปด้วย

เพียงเท่านี้เราก็จะเห็นคุณภาพพอร์ตของเราในเชิงปริมาณว่าเป็นอย่างไร สำหรับท่านที่ถือหุ้นตัวที่ดีมากและดีน้อยปนๆ กันอยู่ ถ้าถือหุ้นที่ดีมากเป็นปริมาณมากและดีน้อยเป็นปริมาณน้อย ก็ถือว่าปลอดภัยอยู่ ในขณะที่หากเป็นตรงกันข้ามก็จะทำให้ตัวเลขเชิงปริมาณของพอร์ตออกมาไม่ดีนัก ทำให้เราเห็นจุดบกพร่องและคิดหาทางระวังและ/หรือปรับพอร์ตต่อไปเมื่อมีโอกาส (เช่น สลับตัว ขายตัวแย่ออก ปรับเป็นตัวที่ดีกว่า เป็นต้น)

2) เชิงคุณภาพ

ในเชิงคุณภาพเป็นสิ่งที่เราอาจจะไม่สามารถหาตัวเลขมายืนยันได้แน่นอน เพราะมันอาจจะยังไม่เกิดขึ้น โดยเราจะดูคุณภาพของบริษัททั้งในปัจจุบันและอนาคต สิ่งที่ต้องดูก็เช่น การเติบโตของตลาด (ตลาดในที่นี้หมายถึง ตลาดของสินค้าและบริการที่บริษัทของเรา ผลิต ค้าขาย ให้บริการอยู่ ไม่ใช่ตลาดหุ้นนะครับ) การเติบโตของบริษัทในตลาดและผลิตภัณฑ์ใหม่ ซึ่งล้วนเป็นสิ่งที่บอกมาเป็นตัวเลขได้ยาก ต้องเกิดจากวิสัยทัศน์และการคาดการณ์ของเรา ว่าในอนาคตระยะกลาง ระยะยาวนั้น ตลาดสินค้าและบริการนี้จะเป็นเช่นไร บริษัทเราจะโตได้หรือโตได้ทันตลาดที่เติบโตหรือไม่ คู่แข่งจะเกิดได้หรือไม่ มาได้อย่างไร ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่จับต้องได้ยากทั้งสิ้น เราอาจจะใช้วิธี "ให้คะแนน" จาก 1-10 ของคุณภาพรวมของหุ้นแต่ละตัวของเรา แล้วเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักกับต้นทุนที่เราซื้อแต่ละตัวมา ก็จะได้คุณภาพเชิงปริมาณโดยรวมของหุ้นของเราเมื่อเทียบกับต้นทุนของเรา

ในระหว่างที่เราพิจารณาเชิงคุณภาพ ก็ลองพิจารณาเรื่องความโปร่งในของการบริหารงาน การใส่ใจในการบริหารของผู้บริหารไปด้วย

3) โอกาสลงทุนอื่น

ด้วยความที่ราคาทรัพย์ในตลาดมีการเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ซื้อง่ายขายคล่อง ตลาดหลักทรัพย์จึงมีเสน่ห์ไม่รู้คลาย อย่างไรก็ตามการลงทุนในชีวิตของเรานั้นไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะที่ตลาดหลักทรัพย์ เราอาจจะลงทุนในตราสารอื่นๆ ในหุ้นของบริษัทเอกชนส่วนตัว ในอสังหาริมทรัพย์ ทั้งเก็งกำไร ทั้งการให้เช่า หรือสองอย่างผสมกันก็ได้ ก็เป็นช่วงเวลาที่เราจะย้อนกลับมาดูว่า ถ้าหุ้นบางตัวแพงเกินไป ราคาไปต่อไม่ได้ เราอาจจะหาโอกาสขายออกมาแล้วลงทุนด้านอื่นบ้าง ถ้าสามารถได้ต้นทุนที่ต่ำก็ยิ่งปลอดภัยขึ้น (เช่น ซื้ออสังหาริมทรัพย์มาในราคาต่ำ) บางครั้งทรัพย์ที่ลงทุนเหล่านั้นอาจจะมีราคาคงที่ เพิ่มขึ้นช้า หรือหากโชคดีอาจจะเพิ่มขึ้นเร็วกว่าการที่เราถือหุ้นไว้ก็มีนะครับ

หรือแม้แต่ย้อนมาที่ตลาดหลักทรัพย์เอง ระหว่างที่เราสำรวจและหลังจากเราคำนวณตัวเลขต่างๆ จนเห็นคุณภาพพอร์ตของตัวเองทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพ เราอาจจะ ขายทำกำไร เก็บเงินสด เปลี่ยนตัว สลับตัว (ขายตัวแย่ ไปเพิ่มตัวดี) หรืออื่นๆ ก็จะทำให้เรามีหลักการในการลงทุนดีขึ้น มากกว่าจะต่อยสะเปะสะปะไปเรื่อยๆ ซึ่งเทคนิคนี้เป็นสิ่งที่ผมทำมาตลอดตั้งแต่เริ่มลงทุนและคิดว่าเพื่อนๆ น่าจะนำไปใช้เพื่อให้ประสบความสำเร็จได้เช่นกันครับ