วันเสาร์ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

TSR คืออะไร

 

ทีแรกว่าจะไม่เขียนเรื่องนี้ แต่เพื่อความรู้ เป็นการบันทึก และเพื่อให้เพื่อนๆ นักลงทุนได้ไว้ศึกษานำไปใช้งานในโอกาสต่อๆ ไป ผมเลยตัดสินใจเขียนเรื่อง TSR นี้ เนื่องจากเมื่อไม่กี่วันมานี้  บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ได้ออกเอกสารสิทธิชนิดนี้ออกมาโดยมีรายละเอียดดังนี้

ตัวอย่าง


TRUE-T1
จำนวนหน่วยใบแสดงสิทธิที่เป็นหลักทรัพย์จดทะเบียน 8,391,181,682 หน่วย
อายุของใบแสดงสิทธิ 59 วัน (วันที่ 25 เม.ย.2559 ถึง วันที่ 22 มิ.ย.2559)
เข้าเทรด 12 -23 พ.ค. 2559
ขึ้น SP วันที่ 24 พ.ค. 2559
แจ้งใช้สิทธิซื้อหุ้นเพิ่มทุน 7-21 มิ.ย. 2559
อัตรา 1:1 ราคาใช้สิทธิ 7.15 บาท 2559
วันพ้นสภาพเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนของใบแสดงสิทธิ 23 มิ.ย. 2559
ทำให้หลายท่านเกิดความสงสัยว่ามันคืออะไร บางท่านที่ไม่ได้ติดตามการลงทุนอย่างไกล้ชิดมีเจ้าหลักทรัพย์ TRUE-T1 โผล่เข้ามาในพอร์ตแบบงงๆ และไม่รู้จะทำอย่างไรกับมัน ก็คงต้องถามเพื่อนหรือเจ้าหน้าที่การตลาดหลักทรัพย์ (มาร์เก็ตติ้ง) ว่าจะทำอย่างไรกับชีวิต (ของเจ้าหลักทรัพย์นี้ ดี)

TSR คืออะไร


นั่นก็คือรายละเอียดของ TRUE-T1 ซึ่งจะเห็นว่าใบแสดงสิทธินี้ (เน้นว่าไม่ใช่หุ้นนะครับ ดังนั้นไม่ควรเรียกมันว่าหุ้นไม่ว่ากรณีใดๆ) จะมีตัวหนังสือ -T ต่อท้าย และเลข 1 คือตัวแสดงชุดที่ที่บริษัทนี้ออกหลักทรัพย์ชนิดนี้มา คราวนี้เรามาดูกันดีกว่าว่า TSR คืออะไร โดยนิยามแล้วมันคือ "ใบแสดงสิทธิในการซื้อหุ้นเพิ่มทุนที่โอนสิทธิได้" (Transferable Subscription Rights, TSR) นั่นคือผู้ที่ถือหรือเป็นเจ้าของใบสำคัญฯ ชนิดนี้จะสามารถใช้สิทธิแลกเป็นหุ้นสามัญได้โดยการเพิ่มเงินเข้าไปตามที่ได้กำหนดไว้เมื่อออกใบแสดงสิทธิในการซื้อหุ้นเพิ่มทุนที่โอนสิทธิได้นี้ อย่างในกรณีของ TRUE-T1 นี้จะต้องเพิ่มเงินจำนวน 7.15 บาท เป็นต้น (หรือ จะถือไว้จนหมดอายุและไม่แปลงก็ได้ ไม่บังคับ เพราะเป็น options หรือทางเลือก ไม่ใช่สัญญาว่าจะต้องแปลงสภาพจริงๆ) และในระหว่างที่ยังไม่หมดอายุ ใบแสดงสิทธิฯ นี้สามารถถูกซื้อขายผ่านตลาดหลักทรัพย์ได้เช่นเดียวกับหลักทรัพย์อื่น โดยราคาของ TSR จะขึ้นอยู่กับสิทธิ ราคาแปลงสิทธิ และราคาของหุ้นแม่ที่จะได้รับหลังการแปลงสิทธิที่ซื้อขายกันอยู่ในกระดาน สำหรับผู้ที่ไม่ต้องการเพิ่มเงินก็สามารถขายเพื่อรับเงินสดมาได้ หรือถ้าอยากเพิ่มเงินมากกว่าที่ตัวเองมีใบแสดงสิทธิฯ นี้อยู่ก็สามารถซื้อเพิ่มได้จากตลาดเช่นกัน สิ่งสำคัญที่ต้องระวังก็คือ เมื่อถึงเวลาหนึ่งก็จะถูกห้าม-พักการซื้อขาย เหลือแต่เพียง "สิทธิ" ที่เลือกได้ว่าจะเพิ่มเงินและแปลงเป็นหุ้นแม่หรือไม่ โดยในที่สุดเมื่อมันหมดอายุลงจริงๆ ค่าของมันจะกลายเป็น 0 บาท (อ่านว่า ศูนย์ บาท) และหมดสิทธิใดๆ คือไม่สามารถขายใครได้อีกแล้ว ไม่สามารถไปแปลงอะไรได้อีก ส่วนการคุ้มค่าเงินที่จะเพิ่มเข้าไปนั้นมีข้อต้องพิจารณาหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นราคาของหุ้นแม่ในตลาดในปัจจุบัน ราคาหุ้นที่เหมาะสมหลังจากที่หายฝุ่นตลบแล้ว และราคาของตัวใบแสดงสิทธิในการซื้อหุ้นเพิ่มทุนที่โอนสิทธิได้เองในเวลานั้นๆ

แล้วต่างจากวอร์แร้นท์อย่างไร


ฟังดูนิยาม พฤติกรรม สิทธิต่างๆ ก็ดูเหมือนว่าเจ้า ใบแสดงสิทธิในการซื้อหุ้นเพิ่มทุนที่โอนสิทธิได้ นี้จะไม่แตกต่างจากใบสำคัญแสดงสิทธิ (ในการแปลงเป็นหุ้นสามัญ) หรือวอแรนท์ (Warrant) อย่างไร คำตอบง่ายๆ คือเหมือนกันแทบทุกประการ แต่มีข้อแตกต่างกันเพียงข้อเดียวคือ TSR จะมีอายุไม่เกิน 2 เดือนหรือ 60 วัน (อย่างที่เห็นกับ TRUE-T1 ว่ามีอายุ 59 วัน) เนื่องจากบริษัทผู้ออก (และต้องการให้ใช้สิทธิ เพื่อให้บริษัทมีเงินสดสำหรับการดำเนินธุรกิจเพิ่มขึ้นในเวลาสั้น) ทำให้เราต้องระวังว่า อายุของมันสั้นมาก ถ้าเราไม่ประสงค์จะใช้สิทธิแปลงสภาพ ก็ควรหาจังหวะพิจารณาขายไป หรือถ้าต้องการใช้สิทธิก็ต้องใช้ความรู้มากขึ้นในการพิจารณาค่าที่แท้จริงของหุ้นแม่ว่าควรมีค่าเท่าไร เอาเงินใส่เข้าไปแล้วคุ้มค่าหรือไม่ และอย่าลืมว่าเมื่อเราแปลงสิทธิแล้วกว่าที่หุ้นแม่ (เป็นหุ้นสามัญแล้ว) จะเข้าเทรดได้ก็ต้องใช้เวลาระยะหนึ่ง ราคาาของหุ้นแม่ในกระดานก็อาจจะเปลี่ยนแปลงไปในระยะสั้นทำให้ไม่สามารถขายทำกำไรได้ ต้องเก็บไว้ในระยะหนึ่งอีกด้วย

หวังว่าจะช่วยให้เพื่อนๆ เข้าใจหลักทรัพย์ที่เรียกว่า TSR และสามารถใช้ประกอบการลงทุนในโอกาสต่อๆ ไปนะครับ

วันพุธที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

MOS กับการลงทุน


ในการซื้อหุ้นแนว VI เราคงคุ้นเคยกับคำว่า MOS (Margin Of Safety) หรือส่วนเผิ่อเพื่อความปลอดภัยนั่นเอง และส่วนเผื่อเพื่อความปลอดภัยก็คือราคาที่ต่ำกว่ามูลค่าเหมาะสมที่เราคำนวณได้ที่เรายอมซื้อหุ้นนั้น เช่น ถ้าเราคำนวณมูลค่าที่เหมาะสมได้ 100 บาท แต่เราต้องการ MOS 15% เราก็จะยอมซื้อหุ้นนั้นที่ราคา 85 บาท และถ้าหุ้นมีราคาต่ำกว่า 85 บาทเราก็สามารถเริ่มซื้อได้ เป็นต้น

ควรมี MOS เท่าไร


สมมติ มีหุ้นตัวหนึ่งที่เราคำนวณแล้วว่ามีค่า (Value) เป็น 100 บาทแล้วเราควรกำหนดให้ Margin Of Safety เป็นเท่าไร ในตัวอย่างที่แล้วเราให้เป็น 15% แล้วเราจะให้เป็นเท่านี้ตลอดเลยหรือไม่ คำตอบก็คือไม่ใช่ ยังมีสิ่งต่างๆ ที่ต้องคำนึงถึงอีก เช่น

  1. ควรเผื่อตามอนาคตที่ซื้อ ถ้าซื้ออนาคตไกลหน่อย รอนาน ก็ขอ MOS มากหน่อย
  2. ตลาดที่มองหุ้นในกลุ่มนั้น ถ้ากลุ่มให้ p/e ต่ำก็ต้องเผื่อ MOS มากสักหน่อย
  3. อารมณ์ตลาด ข้อนี้อาจจะดูแปลกที่เป็นวีไอ (VI : Value Investor) แล้วทำไมสนใจตลาดด้วย แต่เพื่อป้องกันการเสียโอกาส เมื่อเรากำหนดส่วนเผื่อเพื่อความปลอดภัยไว้แล้วถ้าสภาพตลาดไม่ดี เราอาจต้องเพิ่มส่วนเผื่อเพื่อความปลอดภัยขึ้น แต่ถ้าตลาดดี หรือรู้สึกได้ว่าเริ่มมีนักลงทุนอื่นๆ เห็นค่าของหุ้นนั้นพอดี (ราคาเพิ่มขึ้น 2-3% ใน 1-2 วัน) เราอาจจะยอมลดส่วนเผื่อเพื่อความปลอดภัยลงได้ ไม่เช่นนั้นเราอาจจะเสียโอกาสในการลงทุนในหุ้นดีๆ ไปเลยก็ได้
  4. ความเสี่ยงเมื่อคำนวณมูลค่าที่เหมาะสมแต่แรก ถ้าเสี่ยงมากเราก็ต้องบวกส่วนเผื่อเพื่อความปลอดภัยเพิ่มขึ้นไปอีกหน่อย

จะเห็นว่า โดยเนื้อแท้ที่แท้จริงแล้วส่วนเผื่อเพื่อความปลอดภัยมีไว้เพื่อกันการขาดทุนในอัตราสูง (คือ ซื้อที่ราคาถูกแล้ว หุ้นไม่น่าจะปรับราคาลงถูกกว่านั้นได้อีกมากนัก) อย่างไรก็ตามเราก็สามารถปรับค่าของส่วนเผื่อเพื่อความปลอดภัยนี้ได้ เพื่อสร้างสมดุลกับการไม่เสียโอกาสในการลงทุนครับ

วันอาทิตย์ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

พันธบัตรเป็นการลงทุนที่ดีหรือไม่


เมื่อสองสามวันที่แล้วไม่รู้ว่านึกยังไงคุณพ่อส่งข้อความมาถามว่าลองคำนวนดูสิว่าเงิน 35,000 บาทเมื่อ 50 ปีที่แล้วในวันนี้จะมีค่าเป็นเท่าไร

ด้วยความไม่ไว้ใจว่าคุณพ่อจะมาไม้ไหน ผมก็เลยนึกตัวเลขอัตราดอกเบี้ยไว้สองสามอย่างในการคำนวณ อย่างแรกก็คืออัตราเงินเฟ้อ อย่างที่สองก็คืออัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล ส่วนตัวเลขที่สามนึกในใจเอาไว้แต่ยังไม่นำไปใช้ในการคำนวณก็คือผลตอบแทนจากตลาดหลักทรัพย์ที่นักลงทุนฝีมือดีทำได้ (คงยากหน่อย เพราะย้อนไปไกลมาก)


สิ่งที่คำนวณได้

  • ถ้าใช้อัตราเงินเฟ้อโดยทั่วไปที่ประกาศกันว่าอยู่ประมาณ 3% ต่อปีในระยะเวลา 50 ปีมูลค่ามันจะเพิ่มขึ้นประมาณ 4.38 เท่า
  • ถ้าใช้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี ค่าเฉลี่ยคงประมาณ 4.5% ต่อปีในระยะเวลา 50 ปีมูลค่ามันจะเพิ่มขึ้นประมาณ 9.03 เท่า ถ้าเทียบกับอัตราเงินเฟ้อที่ว่า 3% ด้านบนแล้ว ดูเหมือนจะดี เอาล่ะ มาดูกันต่อ
  • ถ้าสมมติอัตราผลตอบแทนการลงทุนที่ดีในตลาดหลักทรัพย์ ค่าเฉลี่ยคงประมาณ 10% ต่อปี จะได้ตัวเลข 117.39 เท่าตัว (ดูอลังการมาก แต่เอาล่ะต่อให้ได้ครึ่งเดียวก็มากมายแล้วล่ะ)
  • ถ้าเปรียบเทียบกับที่ดินผืนหนึ่งเมื่อ 40 ปีที่แล้ว (ไม่ถึง 50 ปีด้วยเอ้า) ราคาตารางวาละ 700 บาท ปัจจุบันมีราคา 33,000 บาท ก็เป็นประมาณ 47.14 เท่าตัว ถือว่าสุดยอดเลยทีเดียว เหมาะกับคนที่อยากมีของที่ จับต้องได้ อยู่อาศัยทำกินได้ คงชอบมากๆ

สิ่งที่เกิดขึ้นจริง

คราวนี้มาดูเรื่องจริงกันบ้าง ถ้าเรามาดูสภาพจริง จะเห็นว่าราคาค่าครองชีพ (เช่น ก๋วยเตี๋ยวหนึ่งชาม) ขึ้นราคามาเท่าไรในเวลา 50 ปีที่ผ่านมา จะเห็นว่าขึ้นราคามากว่า 30 เท่าตัว (เช่น 1 บาทเป็น 30 บาท)

ตัวเลขเหล่านี้ทำให้เกิดสิ่งที่น่าสนใจหลายอย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือคำถามที่ว่า พันธบัตรรัฐบาลให้ผลตอบแทนที่ดีจริงหรือ?

ในฐานะคนทั่วไป ทั้งที่เห็นตัวเลขแบบนี้แล้วยังอาจจะไม่แน่ใจ แต่ในฐานะนักลงทุนคงต้องบอกว่า "แน่ใจเถอะ" เพราะเราทราบกันในหมู่นักลงทุนอยู่แล้วว่าผลตอบแทนจากพันธบัตรนั้น "แพ้เงินเฟ้อ" ที่แท้จริงแน่นอน ยิ่งเป็นการฝากเงินในธนาคารยิ่งแพ้เงิรฝนเฟ้อมากขึ้นไปอีก (ผู้คนเลยพยายามซื้อพันธบัตรกันเพราะแพ้น้อยหน่อย กับคิดว่ามีความเสี่ยงต่ำกว่าเพราะมีรัฐบาลเป็นผู้ค้ำประกัน) ดังนั้น ถ้าเราสามารถลงทุนในรูปแบบอื่นได้ ไม่ว่าจะเป็นหุ้น, ที่ดิน (ถ้ามีสิ่งปลูกสร้างด้วยจะทำให้ต้นทุนสูง และเสื่อมสภาพ ถ้าทางบัญชีคือมีค่าเสื่อมราคา เก็บเอาไว้ก็ใช้การไม่ได้ เผลอๆ มีค่ารื้อถอนอีก สู้เอาเงินไปซื้อที่ดินเปล่าให้ใหญ่ขึ้นจะดีกว่า)

ความเสี่ยง

เมื่อพูดถึงความเสี่ยงแล้วก็ใช่ว่าพันธบัตรรัฐบาลจะไม่มีความเสี่ยงเลยทีเดียว พันธบัตรรัฐบาลที่ว่ากันว่ามั่นคงนักหนาเป็นเพียงเพราะว่ารัฐบาลมีเครดิตที่ดี เมื่อครบสัญญาจะต้องชดใช้เงินรัฐบาลก็เอาเงินมาไถ่ถอนพันธบัตรเท่านั้น หรือหากไม่มีเงินไถ่ถอนรัฐบาลก็ใช้เครดิตของตัวเองในการออกพันธบัตรรุ่นใหม่แล้วนำเงินไปไถ่ถอนพันธบัตรรุ่นเก่า ตราบใดที่ยังได้รับความน่าเชื่อถือก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่ถ้าเครดิตของรัฐบาลเสียหาย การออกพันธบัตรรุ่นใหม่ก็อาจจะไม่มีผู้ซื้อทำให้ไม่สามารถไถ่ถอนพันธบัตรรุ่นเก่าได้ เมื่อนั้นแหละครับก็จะเกิดการ "เบี้ยวหนี้" เกิดขึ้น

อีกอย่างหนึ่งที่เป็นความเสี่ยงของพันธบัตรรัฐบาลก็คืออัตราดอกเบี้ย (เงินฝาก) ในท้องตลาด เมื่อใดที่อัตราดอกเบี้ยในท้องตลาดมีค่าสูงขึ้นกว่า ณ เวลาที่ออกพันธบัตร การจะขายพันธบัตรเพื่อให้ได้เงินสดกลับมาก่อนเวลาครบอายุก็จะทำให้เสียราคา นั่นคือไม่สามารถขายได้ในราคาตามที่พิมพ์ไว้หน้าพันธบัตร แปลว่าผู้ลงทุนจะขาดทุนเงินต้นนั่นเอง อีกอย่างหนึ่งที่เป็นความเสี่ยงก็คือสภาพคล่องของพันธบัตรที่ต่ำมาก การจะซื้อจะขายนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย การได้เงินสดกลับมาในเวลาที่ช้ากว่าที่ต้องการก็ถือว่าเป็นความเสี่ยงสำคัญอีกอย่างหนึ่งด้วยเช่นกัน

โดยทั่วไป สำหรับผู้คนทั่วไป การลงทุนที่ความเสี่ยงต่ำกว่าจะได้ผลตอบแทนต่ำกว่า และการลงทุนที่ความเสี่ยงสูงกว่าจะได้ผลตอบแทนสูงกว่า แต่นักลงทุนที่มีทักษะก็สามารถเลือกการลงทุนในหุ้นที่ให้ผลตอบแทนสูงที่สุดโดยรักษาระดับความเสี่ยงไม่ให้สูงเกินไปได้ นอกจากนั้นก็ยังมีการลงทุนในที่ดินที่ยังน่าสนใจและอาจจะถูกจริตกับนักลงทุนอีกหลายท่านที่มีสิ่งของที่จับต้องได้อยู่ในครอบครอง ก็เป็นสิทธิที่นักลงทุนแต่ละท่านสามารถเลือกได้นะครับ

วันเสาร์ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2559

ทำไมนักลงทุน VI (ตัวจริง) จึงไม่ค่อยตื่นเต้นตกใจในการลงทุนนัก


ถ้าจะว่าไปแล้วการลงทุนนั้นมีหลากหลายมากเป็นเรื่องกว้างขวางและซับซ้อนจนกระทั่งถ้าเรารู้ภาพรวมให้ครบถ้วนจะเห็นว่าการลงทุนนั้นเป็นเรื่องยากวุ่นวายไปหมด แต่ถ้าเราแบ่งย่อยลงมาพิจารณาเฉพาะการลงทุนในหุ้นผ่านตลาดหลักทรัพย์อาจจะทำให้ดูง่ายขึ้นมาก  แนวทางการลงทุนของนักลงทุนในตลาดหลักทรัพย์มีมากมายหลายแนวทาง โดยแต่ละแนวก็อาจจะต้องการเวลาและประสบการณ์ต่างกัน  ช่วงหลังหลังมานี้มีการลงทุนที่เรียกว่าการลงทุนแบบเน้นมูลค่าหรือ VI (Value Investment) ซึ่งเป็นแนวทางที่มีเหตุผลทางธุรกิจ เศรษฐศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ และเป็นแนวทางที่น่าจะทำให้ผู้ลงทุนมีความสุขที่สุดแนวหนึ่ง เนื่องจากนักลงทุนรู้ว่ากำลังทำอะไรอยู่และไม่ได้กระทำการในสิ่งที่มีพื้นฐานอยู่บนความไม่รู้ (ความไม่รู้คืออวิชชาและจะนำมาซึ่งความทุกข์)

อย่างไรก็ตามก็ยังมีนักลงทุนจำนวนหนึ่งที่อ้างตัวเองว่าเป็นนักลงทุนมูลค่าแต่ก็มีสภาพจิตใจลุกลี้ลุกลนมีความทุกข์ไม่เว้นแต่ละวันทวันหนึ่งๆ ก็วุ่นวายอยู่แต่การคิดว่าทำไมหุ้นตัวเองราคาลง ว่างๆ ไม่มีอะไรทำก็นั่งคิดต่อว่าทำไมหุ้นตัวเองราคาขึ้น (เป็นเอามาก) วันละหลายครั้ง อย่างนี้ดูเหมือนจะผิดแนวทางการลงทุนที่ทำให้เกิดความสุขอยู่ไปมาก เราก็มาลองดูกันว่า ทำไมนักลงทุนแนวเน้นมูลค่าที่แท้จริง (VI ตัวจริง) จึงมีความสุขในขณะที่บางคนที่เบี่ยงเบนไปมากกลับมีความทุกข์

ทำไม VI ตัวจริงมักมีความสุข


พวกนักลงทุนแนวเน้นมูลค่าตัวจริงเสียงจริงมักมีความสุขเพราะหลายเหตุปัจจัย (เขียนถึงตรงนี้นึกถึงสิ่งที่พระพุทธเจ้าสอนไว้คือ ทุกอย่างมีที่มา มีเหตุเสมอ) โดยอาจจะสรุปได้ดังนี้

1) รู้ราคา

เคยสังเกตคนที่ซื้อที่ดินเพื่อเก็งกำไรหรือลงทุนไหมครับ เขามักไม่เดือดร้อนอะไรในการซื้อที่ดินไว้แล้วราคาขึ้นบ้างลงบ้างในระยะสั้น แต่ในที่สุดแล้วราคาที่ดินก็จะเพิ่มสูงขึ้นกว่าเงินที่จ่ายไปเมื่อซื้อที่ดินผืนนั้นมา อย่างไรก็ตามก็มีข้อยกเว้นเหมือนกันกับหุ้นก็คือในบางสมัยที่ที่ดินมีราคาสูงขึ้นมากผิดปกติโอกาสที่จะได้กำไรจากการขายที่ซื้อมาในราคาสูงนั้นย่อมน้อยลง สรุปสั้น ๆ ในข้อนี้ก็คือนักลงทุนแบบเน้นมูลค่าก็จะเหมือนกับนักลงทุนที่ดินตรงที่จะไม่ซื้อหุ้นหรือที่ดินที่ราคาสูงเกินไปและเขาตัดสินใจจ่ายเงินจำนวนหนึ่งเพื่อซื้อหุ้นหรือที่ดินก็เพราะรู้ว่าราคาที่จ่ายนั้นไม่แพงและในที่สุดแล้วราคาของหุ้นหรือที่ดินที่สามารถขายได้จะสูงกว่าราคาที่จ่ายเมื่อตอนซื้อมา

2) รู้จักการรอคอย

การที่ราคาหุ้นจะเพิ่มสูงขึ้นนั้นก็เป็นเพราะบริษัทมีการเติบโตมียอดขายและกำไรสูงขึ้นหรืออย่างน้อยก็ต้องทำตัวให้เห็นว่าจะมีการเติบโตที่ดีในอนาคต แต่ทุกสิ่งทุกอย่างที่กล่าวมานั้นก็ไม่ได้เกิดขึ้นภายในเวลาหนึ่งหรือสองวันเหมือนกับนักเก็งกำไรระยะสั้นมากต้องการให้หุ้นตัวเองขึ้นราคาในวันถัดไปหลังจากที่ตัวเองซื้อ ไม่มีนักลงทุนวีไอคนไหนที่อยากได้ผลตอบแทนวันละ 2-3% ทุกวันแบบนักเก็งกำไรระยะสั้น แต่พวกเขาอาจจะเล็งผลกำไร 50-100% ในเวลา 1-2 ปี (ต่ำกว่า 2-3% ทุกวันมากเลยทีเดียว) โดยต้องเป็นผลตอบแทนที่อยู่บนพื้นฐานของความจริงและเป็นไปได้คือตามการเติบโตของบริษัทที่นักลงทุนวีไอได้คำนวนไว้ จะเห็นว่าบรรดานักลงทุนแบบวีไอมีความอดทนเป็นเลิศ ถ้าจะเปรียบไปก็เหมือนกับการลงทุนซื้อที่ดิน เมื่อถนนยังไม่ตัดผ่านหรือแม้แต่เฉียดมาใกล้ ชุมชนทั้งยังไม่ย้ายมาชิด ราคาที่ดินก็ยังไม่เพิ่มสูงขึ้นไปไหน นักลงทุนที่ดินก็จะรอจนกว่าวันที่ดีนั้นจะมาถึง นั่นคือ ไม่ว่าจะเป็นนักลงทุนประเภทใดก็ควรรู้จักรอคอยและมองว่าการรอคอยนั้นเป็นขั้นตอนปกติที่อยู่ในกระบวนการลงทุนนั่นเอง

3) ได้กำไรตอนซื้อ

การซื้อหุ้นก็เหมือนกับการซื้อที่ดิน นักลงทุนที่ดินทราบกันดีว่าต้องได้กำไรตั้งแต่ตอนซื้อ (ตรงจุดนี้ถ้าเทียบกันอาจจะไม่เหมือนกับการซื้อหุ้นสักเท่าไหร่เนื่องจากราคาหุ้นนั้นเป็นราคาตลาด ทุกคนรู้กันดีว่ามีราคาเท่าใด แต่การซื้อที่ดินเป็นราคาตามตกลงนอกตลาด ราคาที่เกิดขึ้นก็คือราคาที่ผู้ขายตกลงพอใจที่จะขาย ผู้ซื้อยินดีจ่าย ตามเงื่อนไขการซื้อ เงื่อนไขการขายตามตกลง ดังนั้นราคาอาจจะผิดไปจากราคาตลาดอยู่มากก็ได้) และนักลงทุนที่ดินก็มีส่วนเผื่อเพื่อความปลอดภัยเหมือนกับการซื้อหุ้นเช่นเดียวกัน (คือ ราคาตลาด - ราคาซื้อ - ค่าใช้จ่ายทางการเงิน - ค่าใช้จ่ายอื่นๆ - กำไรที่คาดหวัง) ส่วนการซื้อหุ้นเราคงไม่สามารถซื้อหุ้นที่ผิดไปจากราคาตลาดมากมายได้ ดังนั้นการ "ได้กำไรตั้งแต่ตอนซื้อ" สำหรับหุ้นก็คือเราได้ซื้อหุ้นในราคาต่ำกว่าราคาที่มันควรจะเป็นในอนาคตซึ่งเรามองเห็นแต่คนมองไม่เห็นนั่นเอง

4) ไม่ต้องเดาใจคนอื่น / ตลาด

นักเก็งกำไรระยะสั้นไม่ว่าจะใช้วิธีการใดมักจะต้องคอยระวังว่าคนอื่นในตลาดจะคิดอย่างไร และใครจะทำอะไรก่อนหรือหลังกัน ต้องคอยคิดหาจุดขายตัดขาดทุน จุดขายทำกำไรต่างๆ และโดยทั่วไปแล้วต่างคนก็ต่างรู้ว่าอีกฝ่ายจะทำอะไรที่ราคาใด สุดท้ายแต่ละคนก็ต้องช่วงชิงจังหวะเพื่อทำก่อนอย่างนี้เรื่อยไป คิดผิดบ้างถูกบ้าง ได้บ้างเสียหายบ้าง ทำไปทำมาหลายคนเสียเวลา (อาจจะไม่เสียเงิน) หลายคนขาดทุนเสียทั้งเงินและเวลา


ทำไม VIVI (ไวๆ) มักเดือดร้อนใจ


คราวนี้มาดูนักลงทุนอีกประเภทหนึ่งที่มักถูกเรียกเล่นๆ กันว่านักลงทุนแบบ VIVI ฟังตามชื่อแล้วเหมือนจะเกือบดีเพราะเป็นแบบบวีไอคูณสอง แต่ที่มาของชื่อกลับเป็นภาษาไทยว่า ไวๆ คืออะไรก็เร็วนี่ล่ะ เลยเกิดปัญหาขึ้น เหตุก็เช่น:

1) เป็นตัวปลอม

ช่วงหลังหลังมีสิ่งที่เรียกว่านักลงทุนแบบ VIVI (อ่านเป็นภาษาไทยว่า "ไวไว" แล้วก็มีความหมายเป็นภาษาไทยตรงตัวว่ารวดเร็วว่องไวนั่นแหละ ก็คือไม่ใช่วีไอนะครับ แต่เป็นนักลงทุนที่ลงทุนแล้วคาดหวังได้กำไรอย่างรวดเร็ว

2) ยังขาดความมั่นใจ

แน่นอนสำหรับการทำงานหรือกิจกรรมใดๆ ก็ตามที่เราไม่มีความมั่นใจหรือไม่มีความชำนาญพอ เราย่อมรู้สึกไม่มั่นใจ ถ้าแม้มีเพียงชั่วขณะเดียวที่สิ่งที่เกิดขึ้นมีแนวโน้มไม่เป็นไปในทางที่เราคาดหวัง (เช่น เมื่อซื้อหุ้นแล้วราคาหุ้นไม่ขึ้นแต่กลับตกลงมา) เราก็จะเริ่มเป็นทุกข์ทั้งๆ ที่การแปรปรวนชั่วคราวเหล่านั้นเป็นเรื่องธรรมดา  เรื่องของความมั่นใจนี้ถ้าพูดกันตรงๆ คือไม่สามารถสอนกันได้ จนกระทั่งนักลงทุนมีประสบการณ์มากพอจากที่ได้ทำการคัดเลือกหุ้นด้วยตัวเอง ทั้งซื้อทั้งขายมาหลายครั้งจนกระทั่งรู้ว่าวิธีการคิด วิธีการทำที่ตัวเองทำนั้นสุดท้ายแล้วจะให้ผลที่ดี ทำให้ได้กำไร เมื่อนั้นเองความมั่นใจในการลงทุนก็จะถูกสร้างขึ้นเอง

3) ไม่มีพื้นฐานความเป็นนักลงทุนที่แท้จริง

พื้นฐานความเป็นนักลงทุนเป็นเรื่องที่สำคัญมาก แน่นอนว่านักลงทุนทุกคนไม่ชอบความเสี่ยง แต่ขึ้นชื่อว่าการลงทุนแล้วย่อมมีความเสี่ยงเสมอ เราจึงต้องมีชีวิตอยู่กับมันให้ได้ ไม่มีนักลงทุนคนไหนที่ลงทุน 10 ครั้งแล้วแต่กำไรทั้ง 10 ครั้ง นักลงทุนที่ดีเมื่อลงทุน 10 ครั้งจะได้กำไรมากกว่า 6-7 ครั้ง และอาจจะขาดทุนเสีย 3-4 ครั้ง และแต่ละครั้งที่ได้กำไรนั้นอาจจะได้กำไร 80-100% ในขณะที่เมื่อขาดทุนจะขาดทุนเพียง 5-10% นักลงทุนที่ดีจะต้องยอมรับในสิ่งเหล่านี้ได้และต้องถือว่าเป็นเรื่องธรรมดาอย่าคิดว่าการขาดทุนเพียงครั้งละ 5-10% จำนวน 3-4 ครั้งใน 10 ครั้งเป็นความผิดพลาดที่ให้อภัยไม่ได้ เพราะหากคิดแบบนั้นจะทำให้เป็นทุกข์ตลอดเวลา ทำไมน่ะหรือ ก็เพราะมันเป็นสิ่งที่ต้องเกิดขึ้นอยู่แล้วไงครับ

เมื่อรู้อย่างนี้แล้ว ผมเชื่อว่าเพื่อนๆ คงเลือกแนวทางและสิ่งที่ตัวเองต้องเป็นได้ถูกต้องยิ่งขึ้น เพื่อชีวิตการลงทุนที่มีความสุขสมตามความตั้งใจครับ

วันอาทิตย์ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2559

รวยด้วยแนวคิด "จิ๋วคูณสอง"


ถามกันแบบตรงๆ ภาษานักเลง (หุ้น) กันเลยดีกว่าว่า ถ้าจะบริหารให้บริษัทใหญ่ยักษ์อย่าง ปตท. หรือ ปูนซิเมนต์ไทยมียอดขาย (และกำไร) เพิ่มขึ้นสองเท่า กับร้านก๋วยเตี๋ยวเล็กๆ ของนายมือเก่าหัดขับให้มียอดขายและกำไรเพิ่มขึ้นสามเท่า อะไรยากกว่ากัน บริษัทใหญ่ยักษ์ที่ปัจจุบันมียอดขายครอบคลุมมหาศาลเกือบทั้งประเทศอยู่แล้ว การจะขยายยอดขายออกไปอีก (โดยต้องเพิ่มขึ้นเท่าเดิมด้วย) จะต้องใช้เงินลงทุนมหาศาล ที่สำคัญคือต้องการลูกค้าจำนวนมหาศาลด้วย ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ไม่เหมือนกับ "ร้านก๋วยเตี๋ยวเล็กๆ ของนายมือเก่าหัดขับ" ที่ปัจจุบันเล็กจิ๋วนิดเดียว แค่ขยายสาขาไปอีกสองสาขาก็ได้ยอดขายเป็นสามเท่าตัวแล้ว พอเห็นภาพไหมครับ?

จิ๋วคูณสองคืออะไร

จิ๋วคูณสอง ก็ได้แนวคิดมาจากร้านก๋วยเตี๋ยวเล็กๆ ของนายมือเก่าหัดขับนั่นเอง โดยการหาบริษัทขนาดเล็กที่ยังมียอดขายต่ำเพียงแต่เอาตัวรอดได้ แต่มีศักยภาพในการเติบโตแล้วซื้อหุ้นบริษัทเหล่านั้นเพื่อการลงทุน เมื่อบริษัทเติบโตขึ้น ยอดขายเพิ่ม กำไรเพิ่ม หุ้นก็พุ่งไปเองแบบหยุดไม่อยู่ล่ะครับ

ลักษณะบริษัทจิ๋วที่น่าสนใจ 

บริษัทจิ๋วที่เราสนใจต้องมีโครงสร้างที่ดี มีธุรกิจที่ไม่ซับซ้อน มีธุรกิจที่เป็นแกนกลางที่ทำกำไรได้ดี (อัตรากำไรขั้นต้นดี) มีแนวโน้มตลาดที่ดี คือตลาดสำหรับสินค้า/บริการของบริษัทจิ๋วยังเติบโตได้อีก ที่สำคัญคือ ผู้บริหารควรจะมีศักยภาพหรือแนวคิดในการ:

  • ขยายสาขา
  • ออกผลิตภัณฑ์ใหม่
  • เพิ่มยอดขาย
  • เพิ่มผลผลิต

ถ้าทุกอย่างที่กล่าวมาข้างบนถูกเพิ่มขึ้นประมาณสองเท่าตัว กำไรของบริษัทก็น่าจะมากขึ้นสองเท่าด้วย และถ้าบริษัททำกำไรได้เพิ่มขึ้น 2 เท่า ก็จะกลายเป็นบริษัท จิ๋วคูณสอง  ราคาหุ้นก็เพิ่มขึ้นสองเท่าได้แล้ว จะได้ผลตอบแทนที่ดีมาก

 
บริษัทที่ สาขาเพื่มสองเท่า ลูกค้าเพิ่มสองเท่า ยอดขายเพิ่มสองเท่า
ค่าใช้จ่ายคงตัวอาจเพิ่มเล็กน้อย ค่าใช้จ่ายแปรผันเพิ่มประมาณสองเท่า
กำไรจะเพิ่มประมาณสองเท่า และราคาหุ้นก็ควรจะเพิ่มขึ้นสองเท่าด้วย

ซื้อหุ้นของบริษัทที่น่าสนใจได้เลยหรือไม่

อย่างไรก็ตาม เมื่อเราพบบริษัทที่มีศักยภาพแล้ว เราควรพิจารณาดูราคาของหุ้นนั้นด้วย (เทียบกับกลุ่มอุตสาหกรรมด้วยก็ดี) ว่าราคาไม่แพงเกินไป  คือราคาที่เราซื้อมาเมื่อตอนเริ่มต้นนั้นมีค่า P/E ระดับใด (ถ้าไม่เกิน 10-12 เมื่อเริ่มลงทุนถือว่าไม่แพง) และต้องสามารถตอบคำถามในใจเราเองได้ว่าบริษัทจะสามารถขยาย สาขา ผลิตภัณฑ์ ยอดขาย กำลังการผลิต ได้ภายในเวลาเท่าใดด้วย (ขึ้นกับผู้บริหารเป็นหลัก รองลงมาคือสภาพตลาด เศรษฐกิจ และอุตสาหกรรมนั้น) จากนั้นก็ต้องเฝ้าติดตามการเติบโตของบริษัทต่อไป และถือหุ้นไว้ตราบเท่าที่ยังเติบโตอยู่ (หรือ มีการลงทุนอื่นที่เห็นได้ชัดว่าดีกว่าและมีความเสี่ยงต่ำกว่า)

หมายเหตุ

นานมาแล้วผมเคยมีร้านก๋วยเตี๋ยวจริงๆ เป็นกิจการเล็กที่ทำแล้วได้กำไร เพียงแต่มีงานประจำที่ต้องไปดูแลสุดท้ายจึงต้องเลิกไป การทำกิจการกับมือทำให้ได้เรียนรู้สิ่งต่างๆ มากมาย การไหลเวียนของเงิน การผลิต การขาย และอื่นๆ ที่ล้วนเป็นประโยชน์ต่อการลงทุนไม่มากก็น้อยในวันนี้ ถ้าเพื่อนๆ มีโอกาสก็ลองทำกิจการเล็กๆ น้อยๆ หรือใหญ่ตามกำลังความสามารถ จะเป็นการเกื้อหนุนกันและกันกับการลงทุนครับ

วันเสาร์ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2559

รวยด้วยมูลค่าแฝง

วอเรน บัฟเฟตต์ สุภาพบุรุษนักลงทุนชื่อก้องโลก บอกมานานแล้วว่า ตัวเองต้องรวยแน่นอน เพราะสามารถสร้างผลตอบแทนแบบทบต้นได้มากและสม่ำเสมอ และสิ่งที่ทำให้ วอเรน บัฟเฟตต์ สร้างผลตอบแทนได้สูงมากก็เพราะป๋าสามารถมองเห็นมูลค่าแฝงที่อยู่ในบริษัทที่เข้าไปลงทุนนั่นเอง

สิ่งที่บริษัทมี


บริษัทต่างๆ สามารถทำกำไรได้ก็เพราะมีสินทรัพย์เป็นต้นทุนของกิจการ หากตีความทางบัญชีแล้วจะเห็นว่าเราแยกสินทรัพย์เหล่านี้ออกเป็น ทุนและหนี้สิน ในส่วนของทุนก็อาจจะแบ่งแยกออกเป็นทุนเรือนหุ้นและกำไรสะสม สินทรัพย์ก็มีทั้งหมุนเวียนและไม่หมุนเวียน สินทรัพย์ไม่หมุนเวียนคือบรรดา ที่ดิน อาคาร เครื่องจักร (ระวัง เพราะมีค่าเสื่อมราคา) ที่ใช้ในการผลิต ส่วนสินทรัพย์หมุนเวียนก็เช่น ลูกหนี้การค้า วัตถุดิบ สินค้าคงคลัง ในขณะที่หนี้สินก็ประกอบไปด้วยหนี้สินระยะยาว (มักมีดอกเบี้ยจ่าย ถ้าเพิ่มขึ้นตลอดแต่ไม่เหมาะสมกับกำไร ไม่ดีแน่นอน) และหนี้สินหมุนเวียนที่เกิดขึ้นเป็นธรรมดาในการทำธุรกิจ (ส่วนใหญ่ควรเป็นเจ้าหนี้การค้า) บริษัทที่ดีควรมีหนี้สินที่ควบคุมได้ สร้างรายได้และผลกำไรให้กับบริษัท และมีทุนดำเนินงาน (working capital = ทรัพย์สินหมุนเวียน - หนี้สินหมุนเวียน) สูงขึ้นเรื่อยๆ นั่นคือมี "ม้างาน" ในการทำกำไรเพิ่มขึ้น

ทรัพย์สินของบริษัท


เราลองมาตีความหมายของสินทรัพย์กันก่อน ก่อนอื่นในทางบัญชี ทรัพย์สินไม่ได้หมายถึงสิ่งที่จับต้องได้เท่านั้น แต่หมายถึงสิ่งของทั้งหมดทั้งปวงที่บริษัทนั้นมีอยู่ ตั้งแต่ ของจับต้องได้ (ที่ดิน อาคาร อุปกรณ์) แต่ยังรวมถึงค่าความนิยม ทรัพย์ที่ (ถูกคิดว่า) สามารถนำไปสร้างเป็นรายได้และผลกำไรได้ ในทางบัญชีก็พยายามตีราคาบันทึกลงให้ใกล้เคียงความเป็นจริงที่สุด แต่แน่นอนว่าเราอาจจะเห็นด้วยมากหรือน้อยกว่าปกติก็เป็นสิทธิที่เราสามารถคิดได้

ทรัพย์สินแฝงของบริษัท


นอกจากทรัพย์สินหรือสินทรัพย์ต่างๆ ที่บันทึกลงในบัญชีได้แล้ว ความเป็นจริงของธุรกิจคือมีทรัพย์สินอีกมากมายที่ไม่สามารถถูกบันทึกได้เลย เช่น ความชำนาญพิเศษของผู้บริหารและพนักงาน ความคิดสร้างสรร ระบบต่างๆ เทคโนโลยี องค์ความรู้ ที่บริษัทคิดหรือพัฒนาขึ้นและสามารถสร้างเงินได้ (หรือไม่ได้ในวันนี้แต่อาจจะได้ในวันข้างหน้า) ลูกค้าหรือ potential customers  รวมไปถึงวัฒนธรรมขององค์กร (ที่ดี จะมีค่ามาก) สิ่งต่างๆ เหล่านี้อาจจะไม่สามารถตีมูลค่าได้ หรือลืมตีราคาไปก็มี นักลงทุนต้องดูให้ออก หาให้พบ เพราะเป็นเหมือนมูลค่าแฝงที่บริษัทมีอยู่ในตัวเอง สามารถสร้างผลกำไรมหาศาลได้ (ROA จะสูงเป็นพิเศษ) ทั้งในปัจจุบันและอนาคต (จะว่าไป นักลงทุนคงชอบกำไรมากๆ ในอนาคตมากกว่า เพราะเป็นสิ่งที่ยังไม่เกิดและราคาหุ้นยังไม่ตอบสนอง)

สมบัติบ้า


คำนี้อาจจะฟังดูรุนแรงไปสักนิด แต่จะว่าไปก็เป็นคำสามัญปกติที่ชาวบ้านใช้งานกันและสื่อความหมายได้ดีด้วย ไม่ว่าจะเป็นคนแต่ละคนหรือบริษัทกิจการต่างๆ ก็มักมี "สมบัติบ้า" ปนอยู่ด้วยเสมอ สมบัติแบบนี้มีคุณสมบัติตรงกันข้ามกับทรัพย์สินที่สามารถสร้างรายได้ สร้างกำไร จึงเป็นสิ่งที่นักลงทุนต้องระวังด้วย บริษัทอาจจะบอกว่ามีมูลค่าทรัพย์สินมากมายในทางบัญชี แต่ทรัพย์สินเหล่านั้นไม่เคยสร้างรายได้ให้กับบริษัทและกลับเป็นภาระก็ได้ แบบนี้ก็เรียกว่าเป็นสมบัติที่หาประโยชน์ได้ (และทรัพย์สินมากๆ พวกนี้จะทำให้ ROA ต่ำลงด้วย) ผมเลยขอเรียกว่าสมบัติบ้าเพราะคงจะเหมาะสมอยู่

สรุปมูลค่าแฝงที่ต้องพิจารณา


มูลค่าแฝงก็คือสิ่งที่ไม่สามารถบันทึกอยู่ในบัญชีหรืองบดุลใดๆ แต่มีความสำคัญมากต่อการดำรงอยู่และเติบโตของบริษัท นักลงทุนที่ดีจะต้องมองหาให้พบและพิจารณาในการลงทุน มูลค่าแฝงเหล่านี้ เช่น
  • คอนเนคชั่นของ ผบห./ธุรกิจ กับคนอื่นรอบกาย กับธุรกิจอื่นรอบตัว
  • ลักษณะของผู้บริหารและโครงสร้างการทำงานของบริษัท ผู้บริหารที่หัวก้าวหน้า ขยัน ซื่อสัตย์ ประกอบกับโครงสร้างการทำงานที่ดีจะทำให้บริษัทเติบโตได้ง่ายและเร็ว (มักเห็นแนวโน้มนี้ในอดีตที่ผ่านมาบ้างทางงบการเงิน)
  • ลักษณะโครงสร้างของสินทรัพย์ต่อความยาก-ง่ายในการขยายกิจการ ธุรกิจที่มีโรงงานหรือโครงสร้าง โครงข่ายที่สามารถขยายได้ง่ายด้วยทุนต่ำและเวลาสั้นถือว่าเป็นมูลค่าที่ซ่อนอยู่
  • ตลาดที่รออยู่ เป็นเรื่องสำคัญมากว่า สินค้านั้นอยู่ในประเภทใด ถ้าแนวโน้ม (trend) ตลาดไม่เอาด้วย หรือบริษัททำในสิ่งที่เป็นเพียงความนิยมชั่วคราว (fad) อนาคตอาจลำบากได้ (ถ้าให้ดีก็ครองตลาด megatrend แต่แรก จะเยี่ยมมาก แต่ต้องระวังกรณีธุรกิจ high technology หน่อย เพราะทุนต่ำลง ราคาขายต่ำลงตลอด แต่อาจจะคุ้มค่าได้หากเป็นผู้นำจริง และขายสินค้าอัตรากำไรสูงได้)  
  • กำลังการผลิตติดตั้ง (installed capacity) ว่ามีขนาดเท่าไร เหลือใช้อยู่หรือไม่ จริงอยู่ที่ว่าในหลายกรณีที่ธุรกิจติดตั้งเครื่องจักรขนาดใหญ่แต่ผลิตเพียงเล็กน้อยจะทำให้มีค่าเสื่อมราคาเกินความจำเป็น แต่บางโรงงานทั้งที่ทำเช่นนั้นและผลิตด้วยกำลังเพียงร้อยละ 50 ก็มีกำไรมากมายได้ แบบนี้ถ้าเห็นว่าสินค้าและตลาดสามารถขยายได้โดยไม่ต้องลงทุนเพิ่มอีกย่อมน่าสนใจ
  • ดูเงินสดที่ได้มา/ใช้ไป ในกิจกรรมการลงทุน ตัวเลขเป็นลบ (ใช้ไป) ที่บอกว่าบริษัทกำลังขยายการลงทุน เป็นสิ่งบอกเหตุได้ว่าบริษัทกำลังจะมีรายได้เพิ่มขึ้น (เด่นชัดที่สุดคือการขยายสาขา รองลงมาคือการซื้อธุรกิจอื่น และการขยายเครื่องจักร ตามลำดับ)
ดังนั้น ถ้านักลงทุนสามารถมองเห็นมูลค่าแฝงที่อยู่ในตัวบริษัทได้ ก็อาจจะเป็นโอกาสในการเข้าไปลงทุนได้ แต่ก็ต้องภายหลังจากการประเมินราคาที่เหมาะสมกันก่อนการลงทุนด้วย ถ้าเห็นพบช่องประจวบเหมาะ อาจจะเป็นโอกาสที่ดีก็ได้ครับ

วันเสาร์ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2559

ชนะตลาดแค่ไหนจึงจะพอ


เหตุผลส่วนใหญ่ที่นักลงทุนลงทุนด้วยตัวเองก็คือต้องการเอาชนะตลาด เพราะถ้าต้องการเพียงผลตอบแทนเท่าตลาดหักลบด้วยค่าการบริหารจัดการอาจจะแถมพ่วงด้วย ผลประโยชน์ทางภาษี หากพอใจเพียงเท่านั้นทางเลือกที่ดีหนึ่งก็คือการซื้อกองทุนต่างๆ  แต่หากต้องการมากกว่านั้นรวมกระทั่งถึงมีเป้าหมายปลายทางคือเปลี่ยนชีวิตการทำงานมาเป็นนักลงทุนอาชีพ (อย่างไรก็ตาม แม้ว่าท่านเดินทางไปถึงจุดนั้นผมยังสนับสนุนให้ทุกๆ คนที่เมื่อพบกับอิสรภาพทางการเงินแล้วยังคงทำงานเพิ่มมูลค่าให้เป็นประโยชน์ต่อสังคมและประเทศชาติต่อไปนะครับ) ก็คงจะต้องเล็งเห็นผลตอบแทนมากมายหรือสูงกว่าผลตอบแทนโดยรวมของตลาดหลักทรัพย์ คำถามสำคัญก็คือแล้วจะต้องสูงกว่าเท่าไหร่จึงจะพอใจ หรือยอมรับได้

แน่นอนทุกคนย่อมต้องการผลตอบแทนสูงที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ แต่ก็ขึ้นด้วยปัจจัยหลายประการเช่นความสามารถของตัวเองสภาพตลาดในเวลานั้นความรู้พื้นฐานที่ตัวเองสนใจการไขว่คว้าหาความรู้เพิ่มเติมตลอดเวลา สิ่งหนึ่งที่สำคัญที่สุดก็คือจำนวนเงินเริ่มต้นและความสม่ำเสมอของการสร้างผลตอบแทนนั้น ถ้าจำนวนเงินเริ่มต้นสูงมากผลตอบแทนที่ต้องการจะชนะตลาดบวกกับชนะอัตราเงินเฟ้อรวมกับผลตอบแทนจากการลงทุนที่เพียงพอต่อการดำรงชีวิต เช่น ถ้ามีค่าใช้จ่ายในการดำรงชีวิตปีละ 1,200,000 บาท อัตราเงินเฟ้อ 3% อัตราตอบแทนจากตลาดหลักทรัพย์ปกติ 5% ความสามารถปกติที่ทำได้ดีกว่าตลาดหลักทรัพย์ 4% เราก็ควรสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนได้เป็น (เป็นกรณีสมมติอย่างคร่าว เพื่อเป็นแนวทาง)

5+4+3% = 12%
โดยส่วน 9% นั้นมีค่าเป็น 1,200,000 บาทต่อปี
โดย 3% ต้องนำไปลงทุนเพิ่มเพื่อหนีเงินเฟ้อ
เงินต้นที่ต้องใช้คือ 1,200,000 (100/9) = 13,333,333 บาท

จะเห็นว่า จำนวนเงินต้นและผลตอบแทนที่คาดว่าจะได้รับ เป็นตัวแปรสำคัญในการมีอิสระภาพทางการเงิน ถ้าสามารถสร้างผลตอบแทนได้มากกว่า 9% ต่อปี เช่นเป็น 18% ต่อปี จำนวนเงินต้นก็สามารถลดลงได้ ทั้งนี้ต้อดูด้วยว่าผลตอบแทนนั้นอยู่ในรูปใด ถ้าอยู่ในรูปของเงินปันผลก็คงมีงานต้องทำน้อยลง แต่หากอยู่ในรูปของการเพิ่มของราคาหุ้นล้วนๆ ก็อาจจะต้องมีงานมากขึ้นในระหว่างปี (ซื้อมา ขายไป เปลี่ยนไปลงทุนบริษัทอื่น เป็นต้น) แต่แน่นอนว่าคนเราคงไม่ได้มีเงินกว่า 13-14 ล้านบาทตั้งแต่แรกกันทุกคน (รวมทั้งผมเองด้วย) ดังนั้นสิ่งที่นักลงทุนทำก็คือ ออม, ลงทุน, ปรับพอร์ตให้ได้ผลตอบแทนสูงที่สุด (โดยมีความเสี่ยงที่ยอมร้บได้), และลงทุนทบต้นไปเรื่อยๆ เพีบงเท่านี้เราก็สามารถสร้างพอร์ตการลงทุนที่มีขนาดใหญ่ขึ้นได้แล้ว เพียงแต่ต้องให้เวลาให้ทบต้น หรือให้บริษัทเติบโตไปเรื่อยๆ (ซึ่งได้ผลเร็วกว่าการทบต้นมาก เพราะเราอาจจะคิดง่ายๆ ว่าถ้าบริษัททำกำไรได้ดีขึ้น 2 เท่า สาขามากขึ้นสองเท่า ผลผลิตมากขึ้นสองเท่า ผลิตภัณฑ์ใหม่มากขึ้นสองเท่า ราคาหุ้นก็เพิ่มขึ้นสองเท่าได้แล้ว) ตรงนี้ป๋าวอเรน บัฟเฟตต์ จึงบอกไปเวลาเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของธุรกิจที่ดี และเป็นศัตรูของธุรกิจที่แย่)


แล้วต้องชนะตลาดเท่าไร

จากตัวอย่างที่แล้ว เราสามารถคำนวณกลับดูได้ว่า สมมติว่าเรามีเงินเริ่มต้น 1 ล้านบาท เราต้องการทำให้กลายเป็น 13 ล้านบาทในเวลา (สมมติเช่น 10 ปี) เราจะต้องทำผลตอบแทนสูงกว่าตลาดเท่าใด สามารถคำนวณได้จาก

Future Value (มูลค่าในอนาคต) = Present Value (มูลค่าปัจจุบัน) x (1+i)^n
โดย
i เป็นอัตราผลตอบแทนต่อปี (ถ้าเป็น 15% ตัวเลข i = 0.15)
^ แสดงการยกกำลัง
n เป็นจำนวนปีที่ผ่านไป

จากตัวอย่างจะคำนวณได้ว่า 13,000,000 = 1,000,000 x (1+i)^10
และ 13 = (1+i)^10
ได้ i = 0.2924

นั่นคือผลตอบแทนประมาณ 29% ต่อปี ต่อเนื่องเป็นเวลา 10 ปีและลงทุนแบบทบต้น ก็จะสามารถได้เงินเพิ่มขึ้นเป็น 13 เท่าตัวในเวลา 10 ปี ถึงตรงนี้เราอาจจะคิดว่ายาก เพราะบางปีตลาดอาจจะดี บางปีก็ดูแย่มาก แต่ต้องไม่ลืมว่านั่นคือสภาพตลาดโดยรวม ถ้าเราลงทุนในกองทุนที่อ้างอิงดัชนีตลาดหลักทรัพย์ ย่อมหนีชะตากรรมไม่พ้น แต่ถ้าลงทุนโดยเลือกหุ้นที่เราสนใจ เราสามารถคัดกรองหุ้นที่ดีได้ การที่ตลาดปรับตัวลงไป 10-20% ในขณะที่หุ้นของเราปรับตัวขึ้นกว่า 30-40% ก็เป็นไปได้มาก บางครั้งเราอาจจะเป็นเจ้าของหุ้นที่มีราคาปรับขึ้น 2 เท่าตัวในเวลา 2 ปี อย่าขายหมูเสียก่อนล่ะ ซึ่งถ้าเป็นแบบนี้เพียง 3-4 ครั้ง ก็สามารถบรรลุเป้าหมายได้เช่นเดียวกัน

อย่าลืม!

จะเห็นว่ามีของสองอย่าง (นอกจากความรู้ ทักษะและความชำนาญ) ในการประสบความสำเร็จในการลงทุนก็คือ เงินเริ่มต้นจากการเก็บออม การมีนิสัยทางการเงินที่ดี จากนั้นก็ รอให้การลงทุนงอกเงย เพื่อให้ได้ผลตอบแทนมา ลงทุนทบต้น  เมื่อเราได้กำไรมา เราต้องมีวินัยในการนำเงินไปลงทุนทบต้น ไม่ใช่เอาไปซื้อรถหรู เอาไปเที่ยวต่างประเทศเสียจนหมด (ยกเว้นแต่มีมากเกินพอถึงระดับหนึ่งแล้วก็ไม่ว่ากันนะครับ) ที่สำคัญคือ เราไม่รู้ว่าเมื่อไรเราจะขาดทุน ก็จะต้องเผื่อเงินไว้สำหรับวันนั้นด้วย (ถ้าเราเตรียมการสำหรับวันที่แย่เอาไว้แล้ว ทุกวันที่ผ่านไปจะเป็นวันที่ดีเสมอ)