วันอาทิตย์ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2558

ศิลปะของการปรับพอร์ต


นอกจากคำว่า "ปรับฐาน" ที่เมื่อเราได้ยินทีไรก็ล้วนทำให้หวาดเสียวทุกที เพราะว่ามักจะมีสิ่งที่เกิดก่อน (ไม่ใช่ทีหลัง) คือการที่ดัชนีของตลาดหลักทรัพย์ปรับตัวลงมาจนถึงจุดหนึ่งที่เกิดสภาพสมดุลก่อนจะสร้างฐานสร้างดัชนีไต่ขึ้นต่อไป พวกเรานักลงทุนก็คงเคยได้ยินคำอีกคำหนึ่งคือ "การปรับพอร์ต" กันมาบ้าง เมื่อไม่คิดอะไรการปรับพอร์ตก็คือการขายหุ้นแล้วเก็บเงินสดไว้และ/หรือนำเงินที่ได้จากการขายหุ้นนั้นไปซื้อหุ้นตัวอื่น ซึ่งก็ไม่ได้ผิดอะไร แต่จากประสบการณ์การลงทุนผมก็อยากจะนำศิลปะที่โดยส่วนตัวแล้วใช้อยู่บ่อยๆ มาเล่าให้เพื่อนๆ นักลงทุนได้ฟังเพื่อจะได้ลองนำไปปรับใช้กับสไตล์ของตัวเอง เพื่อการลงทุนที่มั่นคงและมีความสุขขึ้น
 
(1) ขายของแพงไปซื้อของถูก
ขายหุ้นตัวที่ขึ้นมากจนราคาเท่ากับหรือเกิน Value ไปซื้อหุ้นของบริษัทคุณภาพดีที่ยังราคาถูกเกินไป (มักเป็นหุ้นขนาดเล็กที่มีศักยภาพในการเติบโตสูง และยังไม่มีใครเห็นซึ่งจะมี MOS กว้างหน่อย หรือเพราะเป็นจังหวะที่ผู้คนกำลังกลัวซึ่งกรณีนี่จะมี MOS น้อยหน่อย)

(2) โบกมือลา
ขายหุ้นตัวที่คุณภาพแย่ หรือพื้นฐานเปลี่ยนไปจากที่คิด แล้วเก็บเงินสดไว้รอจังหวะ และ/หรือ เปลี่ยนไปซื้อหุ้นตามข้อ (1)

(3) เอาเงินทุนไปทำงานต่อ
เช่นเรามีหุ้นที่ราคาขึ้นมามาก เช่นขึ้นมาหลายเท่าแล้ว (และคิดว่าโอกาสที่จะขึ้นต่อไปเริ่มน้อยลงมาก) ก็ขายเอาต้นทุนออกมา กรณีอย่างนี้สมมติว่าถ้าหุ้นขึ้นมา 5 เท่า ก็ขายออก 20% เงินที่ได้มาก็คือต้นทุนของเราโดยหุ้นส่วนที่เหลือจะเป็นกำไรล้วนๆ แล้วเก็บเงินสดไว้รอจังหวะไปซื้อหุ้นตามข้อ (1) ที่ยังราคาถูกและมี MOS สูงหรือนำไปซื้อหุ้นที่ปลอดภัยและจ่ายปันผลสูงตามข้อ (5) ก็ได้

(4) เปลี่ยนตัวแดงเป็นตัวเขียว
บางครั้งเราอาจจะถือหุ้นของบริษัทคุณภาพดี มีการเติบโต (แต่อาจจะช้าหน่อย) จ่ายปันผลสูง แต่ติดตัวแดงคือขาดทุนอยู่ในพอร์ตเล็กน้อยตลอดเวลา เรียกว่าหุ้นนั้นมีการสวิงของราคาแต่ไม่ยอมสูงกว่าต้นทุนของเราสักที หรือแม้จะสูงกว่าก้เป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆ สภาพแบบนี้เราอาจจะรอหาจังหวะทำ "micro short" คือขายออกเมื่อราคาสวิงขึ้น (คือสวิงขึ้นตามปกติตามสภาพตลาด) แล้วรอซื้อคืนที่ราคาต่ำกว่าที่ขายไป สิ่งที่ได้จะมีสองประการคือ จะมีเงินเหลือจากการซื้อหุ้นคืนกลับมา (ได้หุ้นจำนวนเท่าเดิมแต่เงินเหลือ) และเมื่อเวลาผ่านไปอีกครั้ง ราคาหุ้นมักจะสวิงขึ้นจนทำให้มีกำไร (Unrealized) และกลายเป็นตัวเขียวในพอร์ตได้ อย่างไรก็ตามเทคนิคนี้เหมาะกับผู้ที่คุ้นเคยลักษณะการเปลี่ยนแปลงราคาของหุ้นตัวนั้นมากๆ และมีเวลาในการคอยซื้อขาย (ช่วงยาวหรือสั้นขึ้นอยู่กับลักษณะการเปลี่ยนแปลงของราคาหุ้นที่เราทำงานด้วย) และมีการตัดสินใจที่รวดเร็วพอ

5) ฝากทรัพย์ไว้กับหุ้นที่ปลอดภัย
วิธีนี้เหมาะกับคนชอบหุ้น นั่นคือต้องถือหุ้นไว้เสมอ การที่จะให้ขายหุ้นออกมาถือเงินสดนานๆ นั้นจะรู้สึกอึดอัด เทคนิคนี้ใช้ในกรณีที่เราเกิดความไม่มั่นใจกับตลาดหรือว่าคิดว่าหุ้นบางตัว (สมมติว่าเป็นหุ้น A) มีราคาขึ้นมาสูงมากแล้วและมีโอกาสที่จะลดลงได้มาก ก็อาจจะขายหุ้นของบริษัทนั้นออกไปก่อน แล้วก็เอาเงินที่ได้จากการขายหุ้นของบริษัทแตมไปซื้อหุ้นของบริษัทอื่นที่มีความมั่นคงด้านราคามากกว่า อาจจะเป็นเพราะจ่ายปันผลสูงอย่างสม่ำเสมอ (เช่นหุ้น B) ซึ่งหุ้นเหล่านี้จะมีความแข็งแกร่งทางราคาสูงมาก และเมื่อราคาของหุ้น A ตกต่ำลงมามากๆ เราก็อาจจะขายหุ้น B เพื่อนำเงินกลับไปซื้อหุ้น A การทำอย่างนี้หากจังหวะดีพออาจจะทำให้ได้ทั้งปันผลจำนวนมากจากหุ้น B, ได้กำไรจากหุ้น B นิดหน่อยและที่สำคัญคือได้หุ้น A ที่ซื้อกลับมาใรจำนวนมากกว่าเดิม โดยไม่ต้องเพิ่มเงินเลยแม้แต่บาทเดียว

ทั้งห้าข้อนี้คือศิลปะที่ผมนำมาฝากกันเพื่อให้นำไปทดลองใช้กันนะครับ

วันอังคารที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2558

เหตุการณ์ไม่คาดฝัน


ในชีวิตเราทุกคนล้วนมีเหตุการณ์ต่างๆเกิดขึ้นมากมายทั้งในยามปกติและไม่ปกติ ในยามปกติเราก็คงไม่เดือดร้อนอะไรคือใช้ชีวิตได้อย่างสบายมีความสุข แต่ถ้ามีเหตุกาณณ์ที่ไม่ปกตินั้นเราก็คงมีความทุกข์บ้าง มีสิ่งที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้นบ้าง สิ่งที่ไม่คาดฝันเหล่านี้บางครั้งก็เป็นเพียงสิ่งไม่คาดฝันธรรมดาที่เราสามารถรับมือได้อย่างสบาย แต่สิ่งไม่คาดฝันหลายอย่างก็อาจจะกระทบกระเทือนต่อความเป็นอยู่ ต่อสถานภาพทางการเงิน หรือเลวร้ายกว่านั้นก็คือต่อสถานภาพทางทรัพย์สินและรวมถึงการบาดเจ็บ และที่ร้ายที่สุดคือต่อชีวิตของบุคคลต่างๆ ด้วย

ในการลงทุนก็เช่นเดียวกัน เราต้องคิดถึงเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นได้ แน่นอนว่าเหตุร้ายเหล่านี้มีอยู่หลายประเภทเริ่มต้นตั้งแต่เศรษฐกิจและการเมืองในระดับประเทศที่เปลี่ยนไป เศรษฐกิจและวิถีของโลกที่เปลี่ยนแปลงไป การลดหรือปรับค่าเงินของประเทศต่างๆ ที่มีผลกระทบกับบ้านเราโดยตรงหรือโดยอ้อม ราคาพลังงาน ราคาสินค้าอุปโภคบริโภค (commodity) สภาพดินฟ้าอากาศของโลก ที่แย่กว่านั้นก็คือเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงทางด้านการเมืองระหว่างประเทศ และร้ายที่สุดก็คงจะเป็นภัยธรรมชาติที่กว้างขวางและการก่อวินาศกรรมหรืออุบัติเหตุที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับกิจการที่เราสนใจลงทุนโดยตรง หรือวันดีคืนดีก็มีผู้ถือหุ้นใหญ่ประกาศขายหุ้นออกมาเป็นจำนวนมากในราคาที่ต่ำกว่าท้องตลาด ต่างๆ เหล่านี้เรียกว่าเป็นผลกระทบที่เราผู้ที่เป็นนักลงทุนโดยทั่วไปไม่สามารถรู้ล่วงหน้าได้เลย ดังนั้นเราจึงต้องหาวิธีการรับมือกับสิ่งต่างๆ ที่ไม่อาจจะคาดฝันได้เหล่านี้ซึ่งโดยทั่วไปผมแบ่งวิธีการเหล่านี้ออกเป็นดังนี้

1) การจัดพอร์ตเพื่อลงทุนในบริษัทที่แข็งแกร่ง มีการเติบโตอย่างสม่ำเสมอโดยไม่ขึ้นกับสภาพเศรษฐกิจมากนัก บริษัทเหล่านี้เรียกว่าเป็นบริษัทที่มีภูมิคุ้มกันดี เวลาที่เกิดเหตุการณ์ผิดปกติกับตลาด ราคาหุ้นของบริษัทเหล่านี้ก็จะไม่ตกมากนัก แต่ในยามปกติราคาก็จะเพิ่มสูงขึ้นไปตามผลประกอบการ

2) เป็นบริษัทที่แข็งแกร่งพอที่จะจ่ายปันผลได้พอสมควร นั่นก็จะเป็นเงินประกันราคาหุ้นได้ด้วยส่วนหนึ่ง ถ้าพวกเราลองสังเกตดูเราจะเห็นว่าสำหรับบริษัทที่จ่ายปันผลในปริมาณมากเป็นประจำและโดยเฉพาะอย่างยิ่งมีแนวโน้มที่จะเพิ่มสูงขึ้นในปีถัดถัดไป เมื่อเกิดเหตุการณ์ ไม่คาดฝันต่างๆ หุ้นของบริษัทเหล่านี้จะตกลงชั่วระยะเวลาสั้นๆ เท่านั้นบางครั้งเพียงไม่กี่วัน หรืออาจจะสั้นในระดับชั่วโมง นาที หรือไม่กี่วินาทีก็ได้ และแน่นอนว่าในจังหวะเวลาที่หุ้นของบริษัทเหล่านี้ลดราคาลงก็เรียกได้ว่าเป็นนาทีทองหรือวินาทีทองให้พวกเราได้ซื้อลงทุนกัน

3) มีเงินหรือแผนสำรองเอาไว้เสมอ แผนสำรองนี้แบ่งออกเป็นหลายแง่มุม

3.1) ถ้าเราลงทุนไปแล้วผลการดำเนินงานของธุรกิจที่เราสนใจไม่ได้เป็นไปอย่างที่เราคาดหวังเราจะทำอย่างไร ซึ่งการจะตัดสินใจได้ถูกนั้นต้องอาศัยความรู้เกี่ยวกับธุรกิจนั้นด้วยว่ามีลักษณะเป็นอย่างไร กำลังเติบโตหรือกำลังอิ่มตัว กำลังถดถอยหรือว่าอยู่จุดใดจุดของวัฏจักรชีวิตของมัน เราจึงตัดสินใจได้ถูกต้อง

3.2) แม้ว่าธุรกิจนั้นยังดีอยู่แต่เกิดการปรับเปลี่ยนแปลงของราคาหุ้นของบริษัทที่เราลงทุนเราจะทำอย่างไรกับมัน ในกรณีที่ราคาหุ้นตกต่ำลงเราจะขายออกไปก่อนแล้วซื้อคืน หรือซื้อเพิ่มเลยเมื่อราคาเปลี่ยนแปลงลดลง หรือซื้อเพิ่มอีกทั้งที่โอราคาค่อยค่อยปรับตัวเพิ่มขึ้น ซึ่งต้องอาศัยความคุ้นเคยกับลักษณะการเปลี่ยนแปลงราคาของหุ้นของบริษัทนั้นและความรู้ในเรื่องของมูลค่าที่แท้จริงของหุ้นของบริษัทนั้นด้วยในเวลาเดียวกันเพื่อสร้างโอกาสที่จะได้ซื้อหุ้นในราคาที่ถูกกว่ามูลค่าที่เหมาะสมของมันมากๆหรือเรียกได้ว่ามี margin of safety (MOS) กว้างนั่นเอง

3.3) แง่มุมสุดท้ายที่สำคัญด้วยก็คือแผนสำรองในการปรับพอร์ตนั่นหมายความว่าเมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันทำให้ราคาหุ้นของบางบริษัทที่น่าสนใจลดต่ำลงเกินกว่าที่มันควรจะเป็น อาจจะเป็นบริษัทที่สามารถซื้อหุ้นในราคาถูกได้ยากในยามปกติหรือมีสภาพคล่องต่ำเกินไปในยามปกติแต่เมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันเราก็อาจจะซื้อหุ้นของบริษัทเหล่านี้ได้ในปริมาณตามต้องการในราคาที่ถูก หรือจะต้องตัดสินใจว่าควรจะปรับเปลี่ยนกันลงทุนหรือไม่อย่างไรในปริมาณเท่าไหร่ ซึ่งในจุดนี้ก็มีสิ่งเกี่ยวข้องอยู่ 2 ประการก็คือ หนึ่ง เราได้เตรียมเงินสดสำรองเอาไว้ในการลงทุนเมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันไว้หรือไม่และสอง เราได้เราสามารถที่จะปรับพอร์ตคือทำการ ขายหุ้นบางตัวที่เราได้กำไรมาลงทุนในบริษัทที่มีโอกาสที่จะเติบโตและทำกำไรได้ดีกว่าหรือไม่อย่างไร

สิ่งต่างๆ ที่กล่าวมาข้างบนเหล่านี้ เป็นสิ่งที่นักลงทุนต้องคิดเอาไว้ล่วงหน้า เป็นแผนสำรองเมื่อเกิดเหตุการณ์ผิดปกติและเตรียมตัวให้พร้อมที่จะทำตามแผนที่วางไว้ได้และแน่นอนที่ว่าเมื่อเรามีทั้งความพร้อมและเรามีโอกาสนั่นคือสมการของความโชคดีตามด้านล่างนี้นั่นเองครับ

ความพร้อม + โอกาส = โชคดี
 
ขอให้เพื่อนๆ ทุกท่านปลอดภัยและโชคดีในช่วงเวลาวิกฤตนี้นะครับ

วันอาทิตย์ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2558

เยี่ยมเยือนประเทศเยอรมัน


เมื่อประมาณเดือนที่แล้วผมได้มีโอกาสไปเยี่ยมเยือนบริษัทอุตสาหกรรมหลายบริษัทในประเทศเยอรมนี องค์กรที่ไปเยี่ยมส่วนใหญ่นอกจากจะอยู่ในประเภทผู้ผลิตสินค้าอุตสาหกรรม สินค้าที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมรถยนต์ ยังมีผู้ให้บริการที่เกี่ยวกับการดูแลและใช้งานพลังงานให้คุ้มค่าและศูนย์วิจัยของมหาวิทยาลัยที่ช่วยทำหน้าที่หาวิธีการใหม่ๆ ในการผลิตชิ้นส่วนอุตสาหกรรมให้ง่ายขึ้น เร็วขึ้น การไปครั้งนี้ได้รวมการไปเยี่ยมเยือนโรงงานประกอบรถยนต์บีเอ็มดับบลิวที่เมืองมิวนิคด้วย

คณะผู้เดินทางประกอบไปด้วยเจ้าของกิจการในประเทศไทยจำนวนประมาณ 20 ท่าน สิ่งแรกที่เห็นทันทีที่เราลงเครื่องที่เมืองแฟรงก์เฟิร์ตคือความเป็นระเบียบเรียบร้อยของเมือง ถนนหนทางที่ได้มาตรฐานและสองข้างทางที่เต็มไปด้วยต้นไม้ เห็นแล้วก็นึกอิจฉาในใจว่าถ้าถนนบ้านของเรามีต้นไม้ปลูกสองข้างทางอย่างนี้บ้างก็คงจะเขียวชอุ่มกว่าทุกวันนี้ จากการพูดคุยกับชาวเยอรมัน ทำให้ได้ความรู้ว่าประเทศเยอรมันนั้นกำลังจะยุติการใช้พลังงานไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์โดยหันไปใช้พลังงานทดแทนอื่นแทน (ถ่านหิน แสงอาทิตย์ ลม) และการวางแผนเกี่ยวกับพลังงานและสิ่งแวดล้อมนั้นประเทศเยอรมันให้ความสำคัญมากจนกระทั่งวางแผนล่วงหน้าไว้เกิน 100 ปีเลยทีเดียว ซึ่งสิ่งเหล่านี้ดูเหมือนจะแทรกซึมไปในสายเลือดของคนเยอรมันทุกคนทำให้แต่ละคนก็พยายามที่จะทำให้ได้สำเร็จตามแผนต่างๆ คงไม่เหมือนกับบางประเทศที่แผนการก็ไม่แน่นอนและเมื่อกำหนดแล้วก็เปลี่ยนแผนแม่บทไปมา รวมทั้งไม่มีแผนการปฏิบัติลงไปจนถึงประชาชนในประเทศนั้นอย่างชัดเจนแต่ประการใด

จากการไปเยี่ยมโรงงานต่างๆในประเทศเยอรมันจำนวน 4-5 แห่ง ทำให้เห็นว่าการดำเนินงานอุตสาหกรรมในประเทศมีการนำระบบอัตโนมัติรวมทั้งหุ่นยนต์มาใช้ในการทำงานมากขึ้น ที่จริงแล้วเราไปเยี่ยมโรงงานผลิตหุ่นยนต์สำหรับอุตสาหกรรมด้วย (KUKA) ซึ่งในโรงงานผลิตหุ่นยนต์แห่งนั้นก็ใช้หุ่นยนต์ในการสร้างหุ่นยนต์ด้วยกันเองโดยมีคนคอยควบคุมเฉพาะขั้นตอนที่สำคัญจริงๆ เท่านั้น และแน่นอนว่าโรงงานประกอบรถยนต์ BMW ซึ่งเป็นตึกสูงประมาณ 5-6 ชั้นที่เราไปเยี่ยมด้วยนั้นก็ใช้หุ่นยนต์ในการประกอบรถยนต์เป็นหลักเช่นกัน

สิ่งที่สังเกตเห็นและน่าแปลกใจคือ หลายบริษัทที่เรามีโอกาสไปเยี่ยมนั้น แม้ว่าจะมีพนักงานนับพันคนและมียอดขายจำนวนมากต่างมาแล้วนับร้อยปี แต่หลายบริษัทนั้นก็ยังคงเป็นบริษัทเอกชนที่ไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เราได้มีโอกาสพบกับผู้บริหารฝ่ายการเงิน (CFO) ของหลายบริษัทซึ่งล้วนแต่พูดเป็นคำเดียวกันว่าบริษัทของเขาเหล่านั้นมีสถานะทางการเงินที่มั่นคงและไม่จำเป็นต้องระดมทุนจากผู้อื่นและยังคงต้องการที่จะบริหารบริษัทได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดเช่นที่ผ่านๆ มา อย่างไรก็ดีความมั่นคงเหล่านี้ไม่ใช่ได้มาด้วยความบังเอิญแต่ว่าแต่ละบริษัทนั้นล้วนให้ความสำคัญต่อการวิเคราะห์วิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์โดยวางงบประมาณด้านการพัฒนาเหล่านี้เป็นเงินประมาณ 7-15% ของยอดขายเลยทีเดียว นอกจากนั้นยังมีการพัฒนาสินค้าเพื่อเสนอให้กับลูกค้าก่อนที่ลูกค้าจะรู้ตัวด้วยซ้ำว่าของเหล่านั้นเป็นสิ่งจำเป็น แนวทางดำเนินธุรกิจแบบนี้จึงเป็นหนึ่งในวิธีการที่สร้างอำนาจการต่อรองระหว่างผู้ผลิตและผู้ขายรวมทั้งสามารถหลีกเลี่ยงสงครามราคาได้

สิ่งเหล่านี้ทำให้ย้อนนึกถึงความสามารถในการทำธุรกิจของบริษัทที่ดีในประเทศไทยที่ควรจะมีการวางแผนทั้งในระยะสั้นและยาว มีการใส่ใจให้ความสำคัญด้านการใช้พลังงานและการลดของเสียต่างๆ ซึ่งหากดูเพียงผิวเผินจะเห็นว่ากิจกรรมเหล่านี้สร้างรายจ่ายให้กับธุรกิจ แต่ในความเป็นจริงแล้วกลับจะลดค่าใช้จ่ายและความยุ่งยากต่างๆ ให้กับธุรกิจได้ในระยะยาวต่างหาก การพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่แตกต่างจากคู่แข่งรายอื่นและเป็นที่ต้องการรวมทั้งให้ผลตอบแทนทางธุรกิจที่ดีกับลูกค้า วิธีการเช่นนี้เป็นสิ่งที่จะหลีกเลี่ยงการตกเข้าไปอยู่ในสงครามราคากับคู่แข่ง ความมีระเบียบวินัยการสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่ดีและมีความสุขเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้บุคคลในองค์กรมีความสุขและทำให้องค์กรเจริญรุ่งเรืองต่อไปได้ ไม่แน่นะครับ นอกจากตัวเลขผลประกอบการทางการเงินต่างๆ ที่นักลงทุนอย่างเราสามารถจับต้องและวัดผลกันได้อย่างชัดเจน สิ่งต่างๆ ที่มองเห็นได้ยากกว่าเหล่านี้อาจจะเป็นส่วนประกอบที่ดีในการตัดสินใจเลือกลงทุนในบริษัทที่เราสนใจก็ได้ โดยคงจะต้องทำการบ้านกันสักหน่อยซึ่งแน่นอนว่าไม่ใช่สิ่งที่ง่ายนัก แต่ก็เป็นหน้าที่ของพวกเรานักลงทุนที่ต้องการจะประสบความสำเร็จจะต้องทำอยู่แล้วจริงไหมล่ะครับ

วันจันทร์ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

ค่าเสื่อมราคา


ในการทำธุรกิจหลายอย่างนั้น จำเป็นที่จะต้องมีเครื่องจักรต่างๆ ในการดำเนินกิจการ จะมากบ้างหรือน้อยบ้างก็ขึ้นอยู่กับว่าจะเป็นกิจการอะไร เพราะบางกิจการอาจจะแทบไม่มีเครื่องจักรของตัวเองเลยก็เป็นได้ (เช่น อาศัยคู่ค้าเป็นผู้รับภาระในการผลิตให้) แต่หลายกิจการอาจจะต้องจัดการผลิตเองทั้งหมด จึงจำต้องมีเครื่องจักรไว้ใช้เองเป็นจำนวนมาก

สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อกิจการมีเครื่องจักรไว้ใช้เป็นจำนวนมากก็คือ เมื่อถึงเวลาหนึ่งเครื่องจักรเหล่านั้นก็จะต้องเสื่อมสภาพลง และในที่สุดก็ไม่สามารถทำงานได้อีก จำเป็นที่จะต้องซื้อใหม่เข้ามาทดแทนเพื่อให้กิจการสามารถดำเนินงานต่อไปได้ ฟังดูแล้วน่าตกใจมาก แต่นักลงทุนอย่างเราก็ไม่ต้องตกใจเกินไปว่าบริษัทจะไม่มีเครื่องจักรไว้ดำเนินกิจการ เพราะมาตรฐานทางบัญชีได้กำหนดสิ่งที่สามารถ "ต่ออายุ" บริษัทให้มีเงินซื้อเครื่องจักรทดแทนและทำงานต่อไปได้ นั่นก็คือสิ่งที่เรียกว่า "ค่าเสื่อมราคา" ที่แสดงอยู่ในงบการเงินที่เรียกว่า งบกำไรขาดทุน นั่นเอง

เมื่อบริษัทมีการตัดค่าเสื่อมราคา จะมีผลกระทบหลายอย่างเกิดขึ้น คือ
  1. ทำให้กำไรน้อยลง เพราะต้องหักค่าเสื่อมราคาออกจากกำไรขั้นต้นก่อน
  2. มูลค่าของเครื่องจักร (เป็นส่วนของสินทรัพย์และอยู่ในด้านซ้ายของสมการงบดุล - งบแสดงสถานะทางการเงิน) ลดลงเท่ากับค่าเสื่อมราคา
  3. ถ้าการหักค่าเสื่อมราคาเป็นการหักจากกำไรที่เป็นเงินสด จะทำให้เงินสด (ซึ่งเป็นส่วนของสินทรัพย์ในด้านซ้ายของสมการงบดุลในงบแสดงสถานะทางการเงิน) มีจำนวนเพิ่มขึ้น
  4. เงินสดจากข้อ (3) ไม่สามารถนำไปจ่ายปันผลได้ เนื่องจากจะต้องนำไปสมทบไว้เพื่อซื้อเครื่องจักรเพื่อทดแทนเครื่องจักรเก่า (ไม่อย่างนั้นแล้วเมื่อเครื่องจักรเสื่อมไป ก็จะต้องหาเงินจากแหล่งอื่นมาเช่น การกู้หนี้เพิ่ม และ/หรือ การเพิ่มทุน เป็นต้น)
ดังนั้นในการลงทุน สิ่งที่นักลงทุนจะต้องพิจารณาด้วยก็คือ บริษัทมีทรัพย์สินที่จะต้องมีค่าเสื่อมราคามากน้อยแค่ไหน ถ้ามีน้อยก็จะทำให้บริษัทมีกำไรมากขึ้นเพราะไม่ต้องหักค่าเสื่อมราคาไว้ แต่ก็ต้องเสียภาษีเพิ่มขึ้นและธุรกิจนั้นอาจจะมีกำแพงการแข่งขัน (entry barrier) น้อยลงและมีคู่แข่งจำนวนมากในอนาคตได้ แต่หากมีเครื่องจักรที่ต้องเสื่อมราคาและซื้อใหม่ทดแทน ก็จะต้องมีการหักค่าเสื่อมราคาที่เหมาะสมด้วย โดยทั่วไปจะคิดจาก (ราคาทุน - มูลค่าขายซาก) / ระยะเวลาการใช้งาน นั่นเอง การหักค่าเสื่อมราคามากเกินไปก็จะทำให้กำไรน้อยลงโดยไม่สมควร ในขณะที่การหักค่าเสื่อมราคาน้อยเกินไปก็จะทำให้ไม่มีเงินมากพอในการซื้อเครื่องจักรเพื่อทดแทน แต่อย่างไรก็ตาม เครื่องจักรบางอย่างอาจจะมีราคาต่ำลงเมื่อเวลาผ่านไปจึงอาจจะทำให้บริษัทมีเงินพอในการซื้อทดแทนก็ได้

วันศุกร์ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

เคล็ดลับคุมดอกเบี้ยบัตรเครดิตให้อยู่หมัด - ของฝากดีๆ จากธนาคารศรีอยุธยา


สวัสดีครับเพื่อนๆ ในยุคเศรษฐกิจฝืดเคือง การใช้เงินจับจ่ายใช้สอย คงต้องใช้กันอย่างประหยัดเลยทีเดียวใช่ไหมครับ และการซื้อสินค้าบางอย่าง ถ้าเราไม่มีเงินสดเพียงพอที่จะซื้อในขณะนั้น เพื่อนๆ หลายคนคงพึ่งพาบริการบัตรเครดิต รูดซื้อสินค้าที่ต้องการอย่างฉับไวกันแน่เลย แต่ผมเดาได้ว่า หลังจากนั้น เพื่อนๆ คงต้องปวดหัวกับบิลแจ้งหนี้บัตรเครดิตที่ตามมาภายหลัง เพื่อนๆ บางคนหมุนเงินจ่ายบัตรเครดิตไม่ทัน ก็อาจจะเจอกับดอกเบี้ยแสนโหดของบัตรเครดิตกันได้นะครับ ผมเลยอยากเสนอเคล็ดลับคุมดอกเบี้ยบัตรเครดิตให้อยู่หมัด ไม่ให้ดอกเบี้ยบานปลายได้ครับ

ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักกับบัตรเครดิตกันก่อนนะครับ บัตรเครดิต เป็นบริการที่สถาบันทางการเงินต่าง ๆ ซึ่งได้แก่ธนาคารพาณิชย์ และผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิตที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (Non-bank) ออกให้แก่ลูกค้า เพื่อใช้จ่ายแทนเงินสดเพื่อชำระค่าสินค้าและบริการโดยยังไม่ต้องจ่ายเงินในทันที ณ ร้านค้าที่รับบัตร รวมถึงร้านค้าบนอินเทอร์เน็ต นอกจากนี้ยังสามารถใช้บัตรเครดิตเบิกถอนเงินสดจากเครื่อง ATM มาใช้ล่วงหน้าได้ และมีสิทธิประโยชน์อื่น ๆ ตามรายการส่งเสริมการขาย เช่น คะแนนสะสมเพื่อแลกของรางวัล ส่วนลดจากร้านค้า การผ่อนชำระสินค้าดอกเบี้ย 0 % เงินคืนจากการใช้จ่าย (cash back) ที่จอดรถ ห้องรับรองตามสถานที่ต่าง ๆ ความคุ้มครองเมื่อเดินทางไปต่างประเทศ

ข้อดีบัตรเครดิต อย่างเช่น
• สะดวกในการทำธุรกรรมการเงินผ่าน IT. เช่นซื้อของ online. จองตั๋วเครื่องบิน
• มีโปรโมชั่น ส่วนลด แต้มแลก. ผ่อนชำระ 0%
• ใช้กรณีฉุกเฉินเจ็บป่วยกะทันหัน หรือจำเป็นต้องใช้เงินสด

ข้อเสียบัตรเครดิต อย่างเช่น
• ถ้าไม่ควบคุมการใช้เงินให้ดี อาจทำให้ดอกเบี้ยบานปลายได้ และถูกเก็บเบี้ยปรับ
• เมื่อบัตรเครดิตสูญหายหรือถูกขโมยไป อาจเป็นช่องทางให้มิจฉาชีพได้

เรามาดูวิธีการคำนวณดอกเบี้ยบัตรเครดิตกันครับ เพื่อที่จะได้ทราบว่าดอกเบี้ยคิดกันอย่างไร ทำไมถึงแพงจัง
ส่วนใหญ่ผู้ใช้บัตรเครดิต มักคิดว่าดอกเบี้ยจะถูกคำนวณจากยอดที่เหลือจากการชำระขั้นต่ำ และคิดว่าดอกเบี้ยเริ่มถูกคำนวณจากวันครบกำหนดชำระ ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิดอย่างมากเลยนะครับ เพราะดอกเบี้ยจากการชำระยอดค่าใช้จ่ายแบบไม่เต็มจำนวนจะถูกแบ่งคำนวณเป็นสองส่วน คือ

1) ดอกเบี้ยส่วนแรก: 20% คิดจากยอดค่าใช้จ่ายทั้งหมด ตั้งแต่วันที่สรุปยอดรายการ จนถึงวันก่อนที่ธนาคารได้รับชำระเงินขั้นต่ำ (ทั้งนี้ ธนาคารหรือผู้ประกอบการบางราย อาจนับจำนวนวันจากวันที่เกิดรายการนั้น ๆ)
2) ดอกเบี้ยส่วนที่สอง: 20% คิดจากยอดเงินต้นคงเหลือ ตั้งแต่วันที่ทำการชำระขั้นต่ำจนถึงวันสรุปยอดค่าใช้จ่ายเดือนถัดไป
นอกจากนี้หากเพื่อนๆ ชำระหนี้บัตรเครดิตไม่ถึงจำนวนเงินขั้นต่ำที่ทางผู้ออกบัตรได้กำหนดไว้ ก็จะโดนเรียกเก็บค่าธรรมเนียมเมื่อชำระหนี้ไม่ถึงขั้นต่ำ (Underpayment Fees) อีกด้วยนะครับ

จากการคำนวณดอกเบี้ยบัตรเครดิตที่ผมยกมาอธิบายให้เพื่อนๆ คงจะเห็นว่าดอกเบี้ยบัตรเครดิตค่อนข้างจะโหดทีเดียวเลยใช่ไหมครับ วันนี้ผมจึงอยากแนะนำเคล็ดลับการคุมดอกเบี้ยบัตรเครดิตให้อยู่หมัด ไม่ปล่อยให้ดอกเบี้ยบัตรเครดิตมาทำร้ายเราได้ ดังนี้ครับ
• เพื่อนๆ ควรชำระยอดค่าใช้จ่ายบัตรเครดิตให้เต็มจำนวน และตรงเวลาทุกครั้ง เพื่อไม่ต้องเสียดอกเบี้ย ดอกเบี้ยที่สะสมไปทุกๆ รอบบิล จะส่งผลให้เป็นเกิดหนี้ก้อนใหญ่ในท้ายที่สุดจนไม่สามารถจัดการชำระได้
• หากเพื่อนๆ ไม่สามารถชำระเต็มจำนวนได้ ให้เลือกชำระขั้นต่ำ เพื่อหลีกเลี่ยงการผิดนัดชำระหนี้ ซึ่งจะทำให้ถูกเก็บค่าธรรมเนียมในการติดตามทวงถาม นอกจากนั้นหากผู้ใช้ขาดชำระติดต่อกันเป็นเวลา 3 เดือน อาจถูกตัดสิทธิ์การใช้บัตรและถูกฟ้องร้องได้ครับ
• เลือกใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตเฉพาะในเรื่องที่จำเป็นเพื่อไม่ให้มีภาระหนี้มากเกินความสามารถที่จะจ่าย เช่น ค่าน้ำมันเดินทางไปทำงาน ค่ารักษาพยาบาล ค่าสินค้าอุปโภคบริโภคต่างๆ
• ควรชำระเงินหนี้ขั้นต่ำให้มากที่สุด เพราะยิ่งชำระมากเท่าไหร่ ดอกเบี้ยในส่วนที่สองก็จะลดลงมากตามไปด้วยนะครับ
• ควรกันเงินสดไว้หลังการใช้บัตรทุกครั้ง เพื่อให้มั่นใจว่าจะมีเงินเพียงพอสำหรับการชำระเต็มจำนวน
• หลีกเลี่ยงการเบิกถอนเงินสดล่วงหน้า เพราะถ้าเบิกถอนเงินสดด้วยบัตรเครดิต จะถูกคิดดอกเบี้ยฯ ตั้งแต่วันที่เบิกถอนเงินออกมา และจะต้องเสียค่าธรรมเนียมอีก 3 % ของจำนวนเงินสดที่เบิกถอนและภาษีมูลค่าเพิ่มซึ่งคิดจากยอดค่าธรรมเนียมการเบิกถอนด้วยครับ
• ควรใช้บัตรเครดิตที่มีโปรโมชัน สะสมแต้ม ส่วนลด ผ่อน 0%
• ไม่ควรรูดซื้อสินค้าเกินกว่าเงินเดือนที่ได้รับ ข้อนี้สำคัญมากนะครับ
• ทำบัญชีรายจ่ายบัตรเครดิตในแต่ละเดือน เพื่อตรวจสอบว่าเราไม่ใช้บัตรเครดิตเกินรายรับ
• รักษาดอกเบี้ยให้อยู่ในอัตราคงที่ โดยจ่ายยอดชำระขั้นต่ำเป็นอย่างน้อยทุกๆ เดือน
• ตรวจสอบใบเรียกเก็บเงินประจำเดือนของบัตรเครดิตอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีรายการใช้จ่ายใดๆ ที่ผิดพลาดไปครับ
• เลือกใช้บัตรเครดิตที่เหมาะสมกับตัวเรามากที่สุด

ทุกวันนี้สถาบันการเงินต่าง ๆ ได้ออกโปรโมชันบัตรเครดิตมากมาย เพื่อนๆ คงสับสนว่าจะเลือกใช้บัตรเครดิตไหนดีให้เหมาะกับตัวเรา ผมจึงขอแนะนำให้เพื่อนเข้าไปศึกษาหาข้อมูลบัตรเครดิตจากเว็บนี้ http://www.krungsricard.com/kccstatic/th/index.html ซึ่งเป็นบัตรเครดิตของธนาคารกรุงศรีอยุธยาที่มีโปรโมชั่นให้เลือกมากมายเลยครับ แค่นี้เราก็จะสามารถจัดการกับดอกเบี้ยบัตรเครดิตให้อยู่หมัดแล้ว หรือจะศึกษาประเภทบัตรต่างๆ ก็แวะเข้าไปดูได้ที่ https://www.krungsri.com/ นะครับ จะได้ไม่โดยบัตรหนีบแบบในภาพด้านล่างนี้ คิกๆ



หมายเหตุ:
ขอขอบคุณบทความนี้จากทางธนาคารกรุงศรีอยุธยา ที่จะช่วยให้ผู้ใช้บัตรและผู้ออกบัตรมีความสุขร่วมกันได้อย่างยาวนานแสนนานครับ

วันพุธที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

กินอยู่ต่ำกว่าฐานะ - จุดเริ่มต้นของการลงทุน



เราคงเคยได้ยินคำทำนองนี้มาแล้วหลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็นในแบบภาษาอังกฤษว่า Live below your means หรือในภาษาไทยที่บอกว่า "อย่าทำตัวรวยจะไม่มีวันรวย ทำตัวจนจะไม่มีวันจน" อะไรประมาณนั้น (จริงๆ แล้วสำหรับคำที่สองนี้ ผมค่อนข้างมีข้อไม่เห็นด้วยในบางจุด แต่เอาไว้ก่อนครับ เดี๋ยวเราค่อยพูดเรื่องนี้ที่ด้านท้ายของเรื่องกัน) ซึ่งการกินอยู่ต่ำกว่าฐานะนี้นับว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการลงทุนและความร่ำรวยเลยก็ว่าได้

อย่างที่เราทราบกันดีในแง่ของการลงทุนในหุ้นว่า สิ่งแรกในงบการเงินที่เราควรจะดูเป็นพิเศษก็คืองบกำไรขาดทุน บริษัทที่มีกำไรที่แท้จริงจากการประกอบการ (ไม่ใช่จากการขายสินทรัพย์เก่า ที่ไม่ได้เป็นการประกอบกิจการตามปกติจึงเป็นรายได้ที่จะเกิดเพียงครั้งเดียว) และมีกระแสเงินสดจากการประกอบกิจการไหลเข้ามา ประกอบกับกระแสเงินสดจากกิจกรรมการจัดหาเงินเป็นลบจากการทะยอยใช้หนี้ที่มี ย่อมแสดงความสามารถทางการเงินที่เป็นหลักของสิ่งต่างๆ ที่จะตามมา นั่นคือกิจการหาเงินได้มากกว่าที่จ่ายออกไป สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือหนี้สินที่ลดลง (ทำให้ภาระดอกเบี้ยลดลง) และมีกำไรสะสมเกิดขึ้น
ย้อนกลับมาทางคนเราก็เช่นเดียวกัน คนเราทุกคนควรทำทุกวิถีทางให้เกิดสภาพที่เรียกว่า "งบประมาณเกินดุล" (budget surplus) ให้ได้ นั่นแปลว่าต้องสามารถหาได้มากกว่า การใช้ การจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ และทะยอยจ่ายเงินต้นคืน และจ่ายภาษี (ในบางกรณีภาษีอาจจะลดลงได้บ้างหากมีหนี้สินจากการกู้ยืมซื้ออสังหาริมทรัพย์เพื่อการอยู่อาศัย) รวมกัน และเป้าหมายสำคัญสำหรับบุคคลหนึ่งก็คือ การมีชีวิตอยู่โดยปลอดจากภาระหนี้สินที่ไม่เกี่ยวกับการลงทุนภายใต้ความรู้ทางการเงินและการลงทุนอย่างแท้จริง การปลอดหนี้ย่อมแปลว่าเราไม่ต้องจ่ายเงินออกไปจากกระเป๋าให้กับคนอื่นอีกต่อไป ที่สำคัญกว่านั้นคือการมีเงินเหลือจะสร้างโอกาสให้สามารถลงทุนต่อได้ ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ การทดลองทำธุรกิจ หรืออื่นใดก็ตาม

คราวนี้ย้อนกลับมาถึงคำพูดที่ผมบอกว่าผมไม่ค่อยเห็นด้วยเท่าไรนักกับคำที่ว่า "อย่าทำตัวรวยจะไม่มีวันรวย ทำตัวจนจะไม่มีวันจน" เพราะจริงๆ แล้วผมก็มีเพื่อนที่เรียกว่า "รวย" อยู่หลายคน ทุกคนล้วนแต่ทำตัวในรูปแบบหนึ่งคือ ขยัน ใช้จ่ายอย่างคุ้มค่า ไม่จ่ายเงินมากกว่าที่ตัวเองหามาได้ ไม่ก่อหนี้โดยไม่เกิดประโยชน์ทางการลงทุน พยายามหาความรู้ทางธุรกิจการเงินการลงทุนอยู่เสมอ ถ้าสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่เราหวังว่าจะให้กลุ่มคนที่เรียกว่า "คนจน" ปฏิบัติเพื่อให้เขาเหล่านั้นรวยขึ้นมาได้ ผมคิดว่าคำพูดที่ถูกต้องก็คือ "ถ้ายังจน จงคิดและทำตัวแบบคนรวย เพื่อจะได้มีโอกาสรวยบ้าง" น่าจะเป็นคำที่ถูกต้องมากกว่า แต่ปัญหาเรื่องนี้อาจจะเกิดจากการที่คนภายนอกมองคนรวย (ที่จะรวยจริงไหมก็ไม่ทราบได้) โดยผิวเผินและคิดว่าเขาจ่ายเงินมากก็คิดว่าสุรุ่ยสุร่ายทั้งที่จริงๆ แล้วเขายังจัดการ budget surplus ได้อยู่อย่างสบายนั่นเอง

อย่าลืมนะครับ ไม่ว่าจะเป็นบุคคลหรือบริษัท การจัดการงบประมาณหรือ budgetting เป็นสิ่งสำคัญ ถ้าจัดการได้ไม่ดี คือหาได้ไม่เท่าที่จ่ายออกไป ก็มีแต่จะเหี่ยวเฉาไปทุกวันนั่นเอง

ประชาสัมพันธ์งานสัมนาที่น่าสนใจ

งานสัมนาเร็วๆ นี้ที่ไม่ควรพลาด ไม่ว่าจะชอบของจับต้องได้แบบอสังหาริมทรัพย์ หรือของจับไม่ได้แต่รวยได้เช่นกันแบบการลงทุนในหุ้น (จริงๆ ก็จับต้องได้เพราะถือว่าเราเป็นเจ้าของบริษัทด้วยนั่นเอง) ที่สามารถนำพาไปสู่อิสรภาพทางการเงิน หากท่านใดว่างก็อย่าพลาดนะครับ
 

 
 

ทั้งสองงานติดต่อได้ที่ โทร. 086-6003832 เลย
อย่าลืมว่าการลงทุนที่ดีที่สุดคือ "การลงทุนกับตัวเอง" รับรองว่าไม่ขาดทุนแน่นอน!

วันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2558

มือเก่าหัดขับพาเที่ยว เขาใหญ่

น้ำตกเหวสุวัติ เขาใหญ่

โดยส่วนตัวแล้ว ผมเที่ยวชมธรรมชาติในหลายจังหวัดในภาคกลาง และหลายครั้งก็ขับผ่านบริเวณที่เป็นที่รู้จักกันว่า "เขาใหญ่" ที่ถือได้ว่าเป็นอุทยานแห่งชาติแห่งแรกของประเทศไทย มีอาณาบริเวณกินพื้นที่หลายจังหวัดคือ สระบุรี นครราชสีมา นครนายก และปราจีนบุรี (แต่พื้นที่ก็น้อยกว่าอุทยานแห่งชาติ แก่งกระจาน ที่เป็นอุทยานแห่งชาติที่ใหญ่ที่สุดของไทย) เนื่องจากมีพื้นที่และความสูงหลากหลายทำให้อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ประกอบไปด้วยป่าไม้หลายชนิดคือ ป่าเบญจพรรณ ป่าดงดิบแล้ง ป่าดงดิบชื้น ป่าดิบเขา ทุ่งหญ้า และป่ารุ่นหรือป่าเหล่า ทำให้มีพืชต่างๆ กว่า 3,000 ชนิด นกกว่า 350 ชนิด สัตว์ป่าอีกกว่า 70 ชนิด (ตอนที่ไป เห็นกวางเดินเล่นและเล็มหญ้าอยู่บริเวณที่ทำการอุทยานอย่างสบายใจด้วย) ก็ต้องขอบคุณธรรมชาติที่แม้หน้านี้จะไม่ใช่หน้าน้ำอย่างเต็มที่นัก แถมมีข่าวภัยแล้งอยู่เนืองๆ น้ำตกเหวสุวัติก็ยังมีน้ำให้เห็นอยู่บ้าง เลยถ่ายภาพมาฝากกันสักหน่อยครับ

 
 
ความชุ่มฉ่ำของป่าและสายฝน
 
ผมออกเดินทางจากกรุงเทพไปยังอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ในเวลาเช้าตรู่ เพื่อถ่ายภาพนกในตอนเช้า และเดินทางถึงที่ทำการอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ทางด้านจังหวัดนครราชสีมา เวลาก็ประมาณ 07:00 น. หลังจากชำระค่าผ่านทางสำหรับรถยนต์และคน (คนละ 40 บาท รถยนต์คันละ 50 บาท) เรียบร้อยแล้ว ก็ขับผ่านเข้าไปในอุทยานแห่งชาติและสามารถเที่ยวชมอุทยานแห่งชาติได้แล้ว ในการไปครั้งนี้จุดประสงค์หลักคือต้องการพักผ่อนและถ่ายภาพนก ทันทีที่เข้าไปในบริเวณอุทยาน ก็จอดรถลงมายืดเส้นยืดสายรับอากาศยามเช้าซึ่งต้องบอกว่าเช้าจริงๆ กระทั่งไม่พบนักท่องเที่ยวอื่นขับรถเข้ามาเลย อุณหภูมิยามเช้ากำลังสบาย ในขณะที่กรุงเทพฯ คงจะร้อนประมาณ 30 องศา แต่อุณหภูมิที่อุทยานแห่งชาติกลับสบายๆ ที่ราวๆ 20-22 องศาเซลเซียสเท่านั้น นอกจากนั้นยังมีเสียงร้องของนกตลอดสองข้างทางที่ขับรถเข้ามาตั้งแต่ถนนธนะรัชต์แล้วจวบจนถึงบริเวณที่ทำการอุทยานฯ ก็ยังไม่เบาเสียงลงเลย ณ บริเวณนี้ผมก็เก็บภาพของนกกลับมาได้บ้างเหมือนกัน

ไลเคน สาหร่ายและราที่พึ่งพาอาศัยกัน


การไปครั้งนี้ในบริเวณจุดชมวิวผาเดียวดาย ได้พบ ไลเคน (lichen) เป็นสิ่งมีชีวิตที่เกิดจากเห็ดราและสาหร่ายและพึ่งพาอาศัยกัน เส้นใยจากราก็ทอหุ้มห่อเซลล์สาหร่ายเพื่อปกป้องสาหร่ายเอาไว้ ส่วนเจ้าสาหร่ายก็มีคลอโรฟิลด์รับพลังงานจากแสงอาทิตย์เพื่อปรุงอาหารแบ่งให้ราเหมือนเป็นค่าตอบแทน ช่างน่ามหัศจรรย์จริงๆ เราสามารถพบไลเคนได้ในบริเวณที่ไม่มีมลพิษเท่านั้น สามารถใช้เป็นดัชนีชี้วัดมลพิษทางอากาศได้เป็นอย่างดี ขณะที่เดินลงไปนั้นเนื่องจากเป็นฤดูฝน จึงมีเมฆฝนปกคลุมไปทั่ว ถ่ายภาพออกมาเห็นเมฆหมอกเหล่านี้ได้อย่างชัดเจน


 
 
 
 
ไว้คราวหน้า หากได้ไปเยือนอีก อาจจะลองค้างคืนในอุทยานแห่งชาติ หรือบริเวณใกล้เคียง เพื่อถ่ายภาพนกและชีวิตป่าเพิ่มเติมมาฝากกันอีกนะครับ

โอกาสในธุรกิจและการลงทุนในหุ้น


มีความเป็นจริงอยู่ข้อหนึ่งที่เราอาจจะปฏิเสธไม่ได้เลยก็คือ ความสำเร็จนั้นขึ้นอยู่กับโอกาสด้วย ถ้าเราพิจารณาโอกาสในการดำเนินธุรกิจกับโอกาสในการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์แล้ว ถึงแม้ว่า 2 คำนี้จะดูคล้ายกัน แต่สภาพการณ์ที่เกิดขึ้นในสถานที่ 2 แห่งนี้มีความแตกต่างกันมากเลยทีเดียว
ถ้าเรามองดูโอกาสทั้งหมดที่มีอยู่รอบตัวเรา จะเห็นการเกิด การผ่านมาผ่านไปของมันในหลายลักษณะ คือ

1. โอกาสที่มองหาได้

หรือจะเรียกอีกอย่างหนึ่งก็คือการหาโอกาสนั่นเอง ลักษณะแบบนี้คือการมองไปรอบตัวในสภาพการตามปกติ ในสภาพเศรษฐกิจตามปกติ การดำเนินดำรงชีวิตของผู้คนตามปกติ เพื่อมองหาโอกาสที่เหมาะสมกับตัวเองและนำไปใช้ประโยชน์ โอกาสที่หาได้แบบนี้จะเป็นไปได้ทั้งในการลงทุนในธุรกิจและการลงทุนในหุ้น ในแง่ของการลงทุนในธุรกิจก็เช่นโทรศัพท์รุ่นใหม่กำลังจะออกมาหากเราเป็นร้านค้าจำหน่ายอุปกรณ์โทรศัพท์ เราก็อาจมองหากรอบสำหรับใส่กับโทรศัพท์รุ่นนั้นเพื่อนำมาจำหน่ายก่อนร้านค้ารายอื่น หรือหากเป็นการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์การหาโอกาสก็อาจเปรียบได้กับการหาหุ้นของธุรกิจที่มีอนาคตดีและเราคำนวณแล้วว่าราคาของมัน (value) ควรจะสูงกว่าที่เป็นในปัจจุบันมากนั่นคือมีโอกาสให้เราสามารถลงทุนได้

2. โอกาสที่ฉกฉวยได้

กรณีนี้ก็เรียกได้ว่าการฉวยโอกาสนั่นเอง แต่เป็นการฉวยโอกาสแบบถูกต้องคือไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อน นั่นคือเราไม่ได้เป็นคนสร้างความเดือดร้อนขึ้นแต่เมื่อมีการเดือดร้อนแล้วเราเขียนช่วยโอกาสนั้นไว้โดยไม่ได้ทำให้ผู้คนเดือดร้อนมากขึ้นในทางตรงกันข้ามก็มักจะทำให้ผู้คนบรรเทาความเดือดร้อนหลงด้วยซ้ำไป ในแง่ของธุรกิจการฉวยโอกาสแบบนี้ก็เช่นการนำเรือไปขายในบริเวณที่เกิดน้ำท่วม และถ้าเป็นการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ก็คือการช้อนซื้อหุ้นในราคาต่ำเมื่อผู้คนในตลาดเกิดความแตกตื่นหรือตกใจนั่นเอง

3. โอกาสที่สร้างขึ้นมาได้

สำหรับนักธุรกิจที่เก่งแล้วเค้าอาจจะไม่ได้ใช้วิธีการหาโอกาสหรือฉวยโอกาสเลยก็ได้ แต่กลับใช้วิธีอื่นที่แยบยลกว่าคือการสร้างโอกาสขึ้นมาเสียเอง ตัวอย่างเช่นการคิดประดิษฐ์สินค้าใหม่พร้อมทั้งการสร้างความต้องการทางการตลาดในสินค้านั้น จากนั้นก็ผลิตสินค้าออกจำหน่ายวางขายสร้างผลกำไรให้กับธุรกิจของตัวเอง ตัวอย่างในกรณีนี้ก็ไม่ต้องมองอื่นไกลหรอกครับ ลองมองบรรดาโทรศัพท์มือถือยี่ห้อผลไม้ที่พวกเราหลายคนใช้กันอยู่ก็คงเป็นตัวอย่างที่ดีที่ไม่ต้องการคำอธิบายเพิ่มเติมมากนัก อย่างไรก็ตามสำหรับนักลงทุนรายย่อยแล้ว เราแทบจะไม่สามารถสร้างโอกาสขึ้นมาในตลาดหลักทรัพย์ได้เลย เพราะเราไม่สามารถเปลี่ยนนโยบายบริษัทได้ เราไม่สามารถทำให้ราคาหลักทรัพย์เพิ่มขึ้นหรือต่ำลงได้ตามความต้องการนั่นเอง

โดยสรุปก็คือ สำหรับการลงทุนในหุ้นแล้ว เราจะทำเงินได้จากการฉวยโอกาสและหาโอกาสเท่านั้น เราแทบจะสร้างโอกาสไม่ได้เลยเพราะเราไม่ใช่เจ้ามือหรือเจ้าของบริษัทที่สามารถควบคุมสิ่งต่างๆ ได้ การฉวยโอกาส คือการซื้อหุ้นดีราคาถูกตอนที่คนตกใจ พอหายตกใจราคาก็กลับไปที่เดิมของมันเอง และการหาโอกาสคือการมองดูว่าบริษัทใดมีการเติบโตที่ดี และ/หรือ คนทั่วๆ ไปยังไม่เห็นค่าที่แท้จริงของมัน นั่นคือเราสามารถคำนวณราคาได้ก่อนที่คนอื่นจะทำ บางทีการหาโอกาสนี้รวมถึงการหาข้อมูลจากบทวิเคราะห์ต่างๆ ด้วย

หวังว่า เพื่อนๆ นักลงทุนจะจัดการกับโอกาสที่ผานมาได้ถูกต้องโดยไม่ปล่อยให้โอกาสที่ดีผ่านไปเฉยๆ อยู่ตลอดเวลานะครับ