วันอาทิตย์ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2559

การใช้ข้อมูลวงในอย่างถูกกฎหมาย


ในการลงทุนนั้นข้อมูลต่างๆ เป็นสิ่งที่จำเป็นมากในการตัดสินใจ การได้ข้อมูลก็มีที่มาหลายหลาย วิธีหนึ่งที่เรามักได้ยินลงทุนพูดถึงก็คือการใช้ข้อมูลวงใน ข้อมูลวงในหลายอย่างก็ผิดกฎหมาย เช่น ถ้าผู้บริหารใช้ข้อมูลที่ตัวเองรู้มาใช้ในการซื้อขายหุ้นอย่างนั้นผิดกฎหมายแน่นอน แต่สำหรับนักลงทุนอย่างเราแล้วเราก็ยังมีการใช้ข้อมูลวงในหรือเสมือนกับเป็นข้อมูลวงในมาตัดสินใจในการลงทุนได้ และได้อย่างถูกต้องตามกฏหมายด้วย ข้อมูลวงในเหล่านี้ เช่น
  • เข้าใจธุรกิจของบริษัทและสภาพตลาด
  • ดูงบการเงินให้ทะลุปรุโปร่ง
  • พูดคุยกับผู้บริหารสามารถประเมินนิสัยใจคอแนวความคิดและความสามารถของผู้บริหารได้
ข้อมูลทั้งสามอย่างนี้หากนักลงทุนนำมารวบรวมประกอบการตัดสินใจได้ดีก็จะเปรียบเสมือนกับได้เปรียบนักลงทุนคนอื่นอยู่ไม่น้อยเลย ทีนี้เราก็มาดูทีละอย่างว่าเราสามารถเข้าไปอยู่ใน "วงใน" ของบริษัทได้อย่างไรโดยไม่ได้ทำผิดกฏหมาย

เข้าใจธุรกิจของบริษัทและสภาพตลาด

เรื่องนี้ก็เหมือนกับการที่เราต้องการเปิดธุรกิจของตัวเราเอง เราคงต้องดูก่อนว่าเราจะทำอะไร มีลูกค้ามากหรือน้อยแค่ไหน ในอนาคตแล้วลูกค้ามีแนวโน้มจะมากขึ้นหรือน้อยลง หรือต่อไปจะแย่ขนาดไม่มีคนใช้ของนั้นๆ ที่เราผลิตออกมาขายอีกแล้ว แน่นอนเราคงต้องรู้ว่าบริษัทกำลังทำกิจการที่ต่อไปจะมีลูกค้ามากขึ้น มีความสามารถในการต่อสู้แข่งขันได้ดี หรือดีกว่านั้นคือมีความแตกต่างจากธุรกิจเดียวกันหรือคล้ายกัน (ทดแทนกันได้) และแน่นอนว่าดีที่สุดคือเป็นธุรกิจที่ถูก "ป้องกัน" เอาไว้ได้ด้วยอะไรบางอย่าง เช่น ใบอนุญาต สัมปทาน ลิขสิทธิ์ สิทธิบัตร เป็นต้น ธุรกิจที่ดีจะมียอดขายที่สูงขึ้น มีผลิตภัณฑ์ใหม่เพิ่มขึ้นบ้าง ในเวลาที่ผ่านไป แต่ จุดผลิตภัณฑ์ใหม่จะต้องระวังด้วยคือ บางครั้งการออกนอกแนวทางที่ตัวเองชำนาญก็จะเป็นภัยกับธุรกิจเองได้เช่นกัน

ดูงบการเงินให้ทะลุปรุโปร่ง

ธุรกิจที่ดีจะต้องมีความสามารถในการทำกำไรที่ดี ถ้าเป็นธุรกิจที่ดีและมีสภาพตลาดที่ดี เติบโต จะมีผลทำให้งบการเงินดีขึ้นตามไปด้วยไม่มากก็น้อย จะเห็นได้จาก ยอดขายที่เพิ่มสูงขึ้น ค่าใช้จ่ายในการตลาดที่มีแนวโน้มคงที่หรือลดลง อัตรากำไรดีคืออย่างน้อยต้องไม่ลดลงเพื่อพยายามทำให้ยอดขายสูงขึ้น ทำให้กำไรก่อนหักภาษีเพิ่มขึ้น นอกจากนี้บริษัทที่ดีมักจะไม่ต้องลงทุนเพิ่มอยู่ตลอดเวลา (คือ ลงทุนใน เครื่องจักร อุปกรณ์มากๆ เป็นสิ่งที่ต้องระวังว่าเงินลงทุนนั้นจะตามมาด้วยค่าเลื่อมราคาที่ทำให้กำไรลดลง นอกจากนั้นถ้าไม่สามารถทำกำไรได้เร็วเกินกว่าที่เครื่องจักรและอุปกรณ์จะล้าสมัย ก็ยิ่งตกที่นั่่งลำบาก ต้องลงทุนใหม่ และไม่คุ้มค่าต่อไปเรื่อยๆ) บริษัทที่ไม่ต้องลงทุนเพิ่มมากนักแต่ทำยอดขายได้เพิ่มขึ้น (อาจจะ มีการจ้างบริษัทอื่นช่วยทำงน จ่ายเป็นค่าใช้จ่ายแปรผันไปแทน) จะทำให้คล่องตัวในการบริหาร มีภาระผูกพันน้อย มีหนี้สินระยะยาว (ไม่หมุนเวียน) น้อยและน้อยลงๆ เมื่อเวลาผ่านไป และถ้าบริษัทมีค่าเสื่อมราคาต่ำ ก็จะทำให้กำไรสูงขึ้นเมื่อยอดขายสูงขึ้นได้ไม่ยาก

พูดคุยกับผู้บริหารบ้าง

ข้อนี้ใครได้ยินครั้งแรกก็ต้องสงสัยในใจ ว่า แล้วเราจะพูดคุยได้อย่างไร การไปสอบถามข้อมูลต่างๆ เขาก็คงไม่ตอบหรอก หรือไม่ก็จะกลายเป็นการใช้ข้อมูลวงในไม่ใช่หรือ ความเป็นจริงแล้วเราสามารถ "พูดคุย" กับผู้บริหารได้โดยทางอ้อมหลายทางเช่น การฟัง Opportunity Day, การฟังการให้สัมภาษณ์หรือการให้ข่าวของผู้บริหาร นอกจากนั้นที่ชัดเจนขึ้นคือการ เข้าประชุมผู้ถือหุ้น ที่เราจะมีโอกาสได้ฟังการตอบคำถามสดๆ จากผู้ถือหุ้น หรือแม้แต่เราเป็นผู้ซักถามเองก็ยังได้ จากการฟังคำให้สัมภาษณ์ คำถาม คำตอบเหล่านี้ เอามาเปรียบเทียบกับ ธุรกิจ การตลาด และสิ่งที่ผู้บริหารนั้นทำมาในอดีต (ว่า เวลาผ่านไป ได้ทำ หรือ ทำได้สำเร็จตามที่ได้พูดไว้หรือไม่) ก็จะพอบอกนิสัยใจคอ ความมุ่งมั่น ความขยัน ความสามารถในการบริหารของผู้บริหารได้  แน่นอนว่ากูรูในการลงทุนได้มีความเห็นว่าเราควรลงทุนในบริษัทที่ไม่ต้องการ "คนพิเศษ" มาบริหารก็ยังทำกำไรได้ เรื่องนี้ผมยังคงเห็นด้วย 100% แต่การมีผู้บริหารที่สามารถนำพาให้บริษัทเติบโตไปได้ด้วยย่อมต้องดีกว่า จริงไหมครับ

อย่างที่เขาบอกกันล่ะครับว่า ถ้าเราไม่ได้เป็นคนวงใน เราก็เป็นคนวงนอก แต่เราก็ต้องเป็นคนวงในให้ถูกวิธี ถูกกฏหมายด้วย ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำได้และทำให้มีโอกาสประสบความสำเร็จในการลงทุนมากขึ้นครับ

วันอาทิตย์ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

การประเมินมูลค่าหุ้นโดยการคิดลดเงินปันผล (DDM)

การคำนวณการคิดลดเงินปันผล (DDM - Dividend Discount Model)

การคำนวณราคาที่เหมาะสมของหุ้นมีหลายวิธี นักลงทุนแต่ละคนก็มีวิธีการเฉพาะตัวต่างกันไป สำหรับส่วนตัวผมแล้วผมใช้หลายวิธีผสมกัน และหนึ่งในนั้นคือการ "คิดลดเงินปันผล" หรือ Dividend Discount Model (DDM) โดยจะนำเอาราคาเหมาะสมหรือ Value ของหุ้นนี้ที่ได้จากวิธีคิดลดเงินปันผลนี้ไปถ่วงน้ำหนัก (weighted average) กับอย่างอื่น (เช่น กับมูลค่าเหมาะสมที่คิดด้วยวิธี DCF และวิธี P/E) อีกครั้งหนึ่ง เรียกได้ว่าบทความนี้คือเรื่องต่อเนืองหรือเสริม จากเรื่อง วิชาที่สอง วิชาหามูลค่าที่แท้จริงของกิจการ ซึ่งเป็นหนึ่งวิธีที่เราจะนำไป "ถ่วงน้ำหนัก" กับตัวเลขจากวิธีอื่นๆ นั่นเอง

ขอย้อนกลับสักนิดว่า ถ้าพูดถึงวิธีการคำนวณมูลค่าที่แท้จริง/เหมาะสมของหุ้นแล้ว นักลงทุนหลายคนหลายคนให้ความสำคัญกับวิธี "คิดลดเงินปันผล" มาก เพราะมีแนวคิดในการลงทุนบางแนวทางที่บอกว่า ผลตอบแทนจากการลงทุนจริงๆ ที่ได้แน่ๆ นั้นก็คือเงินปันผล การจะขายหุ้นที่ราคาสูงกว่าอาจจะทำไม่ได้ หรือไม่มีใครซื้อไปได้ง่ายๆ แต่ถ้าได้ปันผลแล้วล่ะก็ นั่นล่ะคือผลตอบแทนที่จับต้องได้โดยไม่ต้องขายหุ้นนั้นไปตลอดกาลก็ยังได้ อย่างไรก็ตาม สำหรับธุรกิจที่เติบโตเร็วมาก การจ่ายปันผลอาจจะน้อยหรือน้อยมาก ดังนั้นการนำวิธีคิดลดเงินปันผลเป็นหลักใหญ่ในการคำนวณมูลค่าที่แท้จริงก็คงไม่ถูกต้องนัก หรืออย่างน้อยๆ ถ้าจะนำไปรวมด้วยก็คงต้องให้น้ำหนักน้อยสักหน่อยในการคิดเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก

หลักการ

คราวนี้มาดูหลักการแบบวิชาการกันบ้างดีกว่าว่า การคิดมุลค่าที่แท้จริงของหุ้นด้วยวิธีการแบบ "คิดลดเงินปันผล" นี้คืออะไร หลักการนี้มีมาจากหลักการที่ว่า มูลค่าของบริษัทมีค่าเท่ากับปันผลที่จ่ายออกมาทั้งหมดในอนาคต โดยคิดลดเป็นจำนวนเงินในปัจจุบันแล้ว แนวคิดแบบนี้เรียกได้ว่า สามารถดูได้ว่าถ้าเราซื้อหุ้นมาแล้วเราไม่ขายมันเลย แต่เก็บเงินปันผลกินไปเรื่อยๆ นั้นจะคุ้มหรือไม่นั่นเอง


เงินมีค่าตามเวลา

หลายคนอาจจะสงสัยว่า "การคิดลด" ที่พุดถึงนี้คืออะไร คำนี้มีที่มาจากหลักการของเงินและเวลาที่ว่า "เงินมีค่าตามเวลา" นั่นคือเงิน 100 บาทในวันนี้จะมีค่ามากกว่าเงิน 100 บาทในอีก 1 ปีข้างหน้า และยิ่งมีค่ามากกว่า 100 บาทในอีก 2 ปีข้างหน้าด้วย เพราะ ถ้าเราเอาเงิน 100 บาทไปฝากธนาคารหรือซื้อพันธบัตรรัฐบาล ก็จะได้ผลตอบแทนเป็นดอกเบี้ย เวลาผ่านไป 1 ปีก็จะมีจำนวนรวมเกิน 100 บาท หรือถ้าเวลาผ่านไป 2 ปียิ่งได้ดอกเบียทบต้น ไปกันใหญ่... หรือจะคิดกลับกันก็คือ ถ้าเรามีเงิน 100 บาทในวันนี้ ในอีก 1 ปีข้างหน้าเงิน 100 บทก็จะไม่สามารถซื้อของได้เท่าวันนี้อีกเนื่องจากเงินเฟ้อ แต่โดยสรุปก็คือ เงินมีค่าตามเวลา เงินจำนวนเดียวกันในวันนี้ย่อมมีค่ามากกว่าเงินจำนวนเดียวกันในวันหน้า 

สามารถคำนวณได้ง่ายๆ ดังนี้
Future Value (ค่าของเงินในอนาคต) = Present Value (ค่าของเงินในปัจจุบัน) x (1 + r)n
หรือ
Present Value (ค่าของเงินในปัจจุบัน)  = Future Value (ค่าของเงินในอนาคต) / (1 + r)­­­n
โดย
n คือจำนวนปี
r คืออัตราเงินเฟ้อ หรืออัตราดอกเบี้ยตอบแทน (เช่น 5% ใช้ r = 0.05)

กรณีพิเศษ

การประมาณมูลค่าของบริษัทด้วยอัตราคิดลดเงินปันผลจะแม่นยำมากถ้าเป็นกรณีพิเศษบางอย่าง เช่น สามารถประมาณอัตราการจ่ายปันผลของบริษัทว่าเพิ่มขึ้นอย่างสม่ำเสมอทุกปีได้ (แต่ถ้าแม้ว่าในความเป็นจริงแล้วเราไม่สามารถรู้ได้ว่าในอีก 10 ปีข้างหน้าบริษัทจะยังคงเติบโตขนาดนั้นหรือไม่ แต่ การประมาณในระยะเวลา 4-5 ปีข้างหน้าให้แม่นยำ และมี margin of safety ในการลงทุน ก็พอเพียงที่จะลดความเสี่ยงได้แล้ว ส่วนการที่ "ตลาด" จะยอมให้หุ้นราคาพุ่งสูงขึ้นตามเราไปด้วยหรือไม่นั้น เป็นเรื่องของตลาดว่าจะ "เชื่อ" ในสิ่งที่เราเห็นก่อนคนอื่นนั้นหรือไม่)


ภาพด้านบนเป็นการจำลองการจ่ายเงินปันผลที่มีการเติบโตขึ้นในแต่ละปีที่ผ่านไป (สีส้ม) กับเงินปันผลนั้นที่ถูกคิดลดมาเป็นเวลาปัจจุบัน (คือ ปีที่ 0 จะอยู่ด้านซ้ายสุดของกราฟ) จำนวนเงินปันผลรวมที่มีค่า ณ วันปัจจุบันคือผลรวมของเส้นสีน้ำเงินทั้งหมดนั่นเอง ซึ่งสามารถคำนวณได้เป็นตัวเลขค่าหนึ่ง
 
หมายเหตุ
จะเห็นว่า อัตราการจ่ายปันผลสามารถเติบโตได้ตามเส้นสีส้มในภาพ แต่อัตราคิดลด (discount rate) จะต้องมีค่ามากกว่าอัตราเติบโตของเงินปันผล มิฉะนั้นแล้ว ความยาวของเส้นสีน้ำเงินในภาพ ซึ่งคือเงินปันผลที่คิดลดมาเป็นค่าปัจจุบัน จะไม่ลดลงเรื่อยๆ จนใกล้ 0 ในที่สุด (ทางด้านขวามือของภาพ) แบบนั้น ทำให้เราคำนวณผลรวมของเงินปันผลที่คิดลดมา ณ วันปัจจุบันได้เป็นค่าอนันต์ ซึ่งหมายความว่า ไม่ว่าราคาหุ้นจะเป็นเท่าใด หุ้นนั้นถูกเสมอ ซึ่งเป็นไปไม่ได้ในความเป็นจริง เพราะอย่างน้อยก็คงไม่มีบริษัทอะไรที่เติบโตเรื่อยๆ อย่างไม่มีที่สิ้นสุด

การคำนวณ

จากหลักการด้านบน และกรณีพิเศษดังกล่าว เราสามารถสรุปการคำนวณมูลค่าที่เหมาะสมของหุ้นได้เป็นสูตรสั้นๆ คือ

P = D / ( r - g )

โดย
D เป็นจำนวนเงินที่บริษัทจ่ายปันผลในปัจจุบัน (บาท) เช่น 3.8 บาท
r  เป็นอัตราเงินปันผลที่ต้องการ (บางคนอาจใช้ค่าเงินเฟ้อก็ได้) เช่น 6% ให้ใช้ตัวเลข 0.06
g = อัตราการเติบโตของปันผลต่อปี เช่นถ้าเราคาดว่าเป็น 3% ก็ใช้ตัวเลข 0.03
โดยที่ r > g (ถ้าน้อยกว่าจะคำนวณไม่ได้ เพราะอัตราเติบโตของหุ้นสูงมาก จนเรียกได้ว่าราคาเหมาะสมสูงมาก)
เช่น 3.8 / 0.06 – 0.03 = 3.8 / 0.03 = 126.66 บาท โดยประมาณ

นักลงทุนเองอาจจะมีคำถามอยู่ว่า แล้วจะใช้ตัวเลขต่างๆ นี้อย่างไร เพราะดูเหมือนกับต้องประมาณเอาทั้งนั้น เลยขอแนะนำ (โดยส่วนตัว) ดังนี้
- D คงไม่ต้องประมาณ ดูเอาได้จากประวัติการจ่ายปันผลในปัจจุบัน
- r แนะนำให้ใช้อัตราเงินปันผลที่ต้องการ หรือ ประมาณ 2 เท่าของอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาล แล้วแต่ว่าอะไรจะมากกว่า
- g คืออัตราเติบโต จะต้องประมาณเอา อย่างน้อยควรจะเป็นอัตราเติบโตเฉลี่ยต่อปีในระยะเวลา 5 ปีจากปัจจุบันที่เราคิดว่าบริษัทสามารถทำได้ ในการประมาณตัวเลขนี้ อัตราเติบโตที่ใกล้เวลาปัจจุบันกว่าจะมีน้ำหนักมากกว่า อัตราเติบโตในปีหลังๆ ที่ไกลกว่า

การนำ DDM มาใช้ในการเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก

เมื่อเราได้มูลค่าที่แท้จริง (ต่อหุ้น) จากการคำนวณด้วยวิธีคิดลดเงินปันผลนี้แล้ว เราก็จะต้องเอาไปเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักกับตัวเลขที่ได้จากวิธีอื่นต่อไป ผมมีข้อแนะนำวิธีการเลือกว่าจะให้มีน้ำหนักเท่าไร ดังนี้

- ถ้าบริษัทกำไรจริง จ่ายปันผลในอัตราที่สูงและเพิ่มสูงขึ้นให้น้ำหนักได้มาก
- ถ้าบริษัทกำไรไม่จริงหรือเป็นกำไรพิเศษชั่วคราวให้น้ำหนักน้อยหรือน้อยมาก
- ถ้าพอร์ตใหญ่มีความมั่นคงทางการเงินสูงมีรายได้หลายทางให้น้ำหนักมาก
- ถ้าจัดการพอร์ตบางส่วนที่มีส่วนที่เป็นหุ้นเติบโตสูงอยู่แล้วให้น้ำหนักมาก

ข้อควรสังเกต
  1. สูตรการคิดลดเงินปันผลนั้น จะใช้ตัวเลข g น้อยกว่า r จึงสามารถคำนวณออกมาได้ แต่บริษัทใดถ้ามี g สูงกว่า r ถือว่าน่าลงทุนมาก เช่น อัตราเงินเฟ้อหรือปันผลที่เราอยากได้คือ 7% แต่บริษัทโต 10% ต่อปีไปตลอด (เรียกได้กว่า ราคาไหนตอนนี้ก็ถุกหมด) แต่ในความจริงอาจจะไม่มีบริษัทแบบนั้น 
  2. ตัวเลข r ที่ปลอดภัยคือ อัตราเงินปันผลที่ต้องการ บวกกับอัตราเงินเฟ้อ เช่น เราต้องการปันผล 5% และเงินเฟ้อ 3.5% ก็ใช้ตัวเลข 8.5% หรือ 0.085 แทนลงในสูตร การคิดแบบนี้เป็นการคิดที่ดัดแปลงเกินเลยออกไปจากการตีค่าของบริษัท/หุ้นตามวิธีคิดลดเงินปันผลตามปกติ คือเราได้เงินปันผลด้วย และบริษัทเติบโตหนีเงินเฟ้อทันด้วย ถือว่าปลอดภัยมาก 
  3. บริษัทที่เติบโตตลอดเวลานั้นหาได้ยากมาก ดังนั้นการประมาณการเติบโต (ตัวเลข g) จะไม่สามารถเป็นจริงได้ตลอด แต่ในทางปฎิบัติแล้ว ถ้าประมาณได้ถุกต้องใน 4-5 ปีแรก ถือว่าดีมากแล้ว โดยที่ในปีที่ 6 และต่อๆ ไปอย่าให้บริษัทถดถอยลงก็แล้วกัน (โตช้าลงไม่เป็นไร ถ้าดตเร็วขึ้นถือว่าเป็นโชค ถึงเวลานั้นก็ต้องคำนวณมูลค่าที่เหมาะสมด้วยวิธีคิดลดเงินปันผลกันใหม่)

เพื่อนๆ นักลงทุนก็ทดลองกดเครื่องคิดเลขดูว่า หุ้นที่เรารักเราชอบที่จะลงทุนด้วยนั้นมีมูลค่าที่เหมาะสมเป็นเท่าใด อย่างน้อยก็จะเป็นการกระตุ้นให้เราคดาการณ์ผลประกอบการของบริษัทนั้นในอนาคตอย่างมีเหตุผล เพื่อนำมาคำนวณมูลค่าที่เหมาะสมโดยใช้วิธีการคิดลดเงินปันผลนี้ครับ

วันอาทิตย์ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

ของแถมจากการซื้อหุ้น

ของแถมจากการซื้อหุ้น

สำหรับหลายคนแล้วการทำธุรกิจอาจจะเป็นสิ่งที่ท้าทายและน่าสนใจซึ่งก็ไม่ได้ผิดอะไรแต่กับอีกหลายคนการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์โดยการซื้อหุ้นเป็นทางเลือกที่น่าสนใจกว่ามากเนื่องจากไม่ต้องเริ่มต้นทุกอย่างด้วยตัวเองทั้งหมด  นอกจากนี้แล้วถ้าเราไม่ได้สนใจราคาของหุ้นที่ขึ้นขึ้นลงลงและเราสามารถเลือกบริษัทที่ดีได้ในหลายหลายโอกาสนับว่าเป็นความโชคดีของคนที่ลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ที่สามารถซื้อหุ้นได้ในราคาต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชี  สิ่งที่เราได้มาจากการซื้อหุ้นที่มีราคาต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชีต่อหุ้นของบริษัทนั้นไม่ใช่เพียงแต่ได้หุ้นราคาถูกเท่านั้น แต่เรายังซื้อสิ่งของที่จับต้องไม่ได้เลยของบริษัทติดมือมาด้วยในราคาที่แทบไม่ต้องจ่ายอะไรเพิ่มเติม

ของแถมจากการซื้อหุ้นคือ
  • ยี่ห้อ (คิดดู ว่าเราจะปั้นยี่ห้อเองได้ ท่าทางจะเหนื่อย นี่ไม่ต้องคิดถึงว่าปั้น 5-10 ยี่ห้อที่เราถือหุ้นในบริษัทนั้นนะ) 
  • เวลา (คิดดูอีก ว่าเราจะต้องใช้เวลาเท่าไรในการสร้างบริษัทอย่างที่เห็นได้ ให้เติบโตอย่างที่เป็นได้) 
  • โอกาส (คิดเพิ่ม เรามีความสามารถสร้างบริษัทใหญ่ยักษ์อย่าง ปูนซิเมนต์ไทย ธนาคารกรุงเทพ ไหม - ยกเปรียบเทียบเท่านั้น อืม อะไรก็เป็นได้ แต่ทางเลือกที่ดีก็ไม่ควรทิ้ง)
  • ลูกค้าเดิม (แล้วลูกค้ามหาศาลแบบที่บริษัทที่เรากำลังจะซื้อหุ้นนั้นมีอยู่ล่ะ ถ้าเราสร้างเองทั้งหมด จะต้องมีค่าใช้จ่ายเท่าไร)
  • know how หรือความรู้ที่สะสมในกิจการ (เราเริ่มจากศูนย์ จะติดลบไหมนะ อืมก็เป็นได้นะ เอาแบบบวกวันนี้เลยก็เป็นทางเลือก)
  • ความสัมพันธ์ของผู้จัดหาวัตถุดิบ (supplier) คู่ค้า (vendor) ในอุตสาหกรรม/ธุรกิจนั้น
  • พนักงาน (ถ้าต้องรับสมัครพนักงาน พัฒนาเขาขึ้นมาเอง จะทำอย่างไร เสียเงินและเวลาขนาดไหน)
แต่ถ้าถามว่า ของที่มันฟรีสำหรับเรานั้น มีฟรีจริงๆ หรือ ในความเป็นจริงคือไม่มีอะไรฟรีในโลกนี้ เพียงแต่ว่า ใครจ่ายไปก่อนหน้าเรา เท่านั้นเอง จะเห็นว่าทั้งหมดที่ธุรกิจมีหรือเป็นในวันนี้ ตัวธุรกิจเองนั่นล่ะครับเป็นคนจ่ายเงิน ใช้เวลา และความพยายามเพื่อสร้างสิ่งต่างๆ ที่กล่าวมาไปก่อนล่วงหน้าทั้งสิ้น เพื่อให้เป็นอย่างที่เห็นในวันนี้ เราก็เพียงรับไว้ต่อเท่านั้นเอง

โอกาสของนักลงทุน

ดังนั้นหากนักลงทุนพบเห็นหุ้นที่มูลค่าของบริษัทมีค่าสูงกว่าราคาหุ้นที่เราจ่ายไป (หุ้นมีราคาถูกเมื่อเทียบกับค่าของมัน) แถมด้วยยังมีราคาถุกกว่ามูลค่าทางบัญชีต่อหุ้นหรือ p/bv (ซึ่งมักจะเป็นการคิดเฉพาะของที่จับต้องได้เท่านั้น ยกเว้นแต่มีค่า goodwill มากๆ) ต่ำกว่า 1 อีกด้วย อย่างนี้นับว่าเป็นโอกาสในการลงทุนที่ดีทีเดียว เพียงแต่อาจจะต้องพิจารณาสักนิดว่าทำไมราคาหุ้นทั้งถูกปานนั้น ถ้าเป็นการตกต่ำลงมาเนื่องจากการกลัวของผู้คนในตลาดหลักทรัพย์ เพียงชั่วคราว โดยเราได้คำนวณมูลค่าที่เหมาะสมไว้แล้วว่าสูงกว่าราคานั้นมาก ก็ถือว่าเป็นการลงทุนที่ดีทีเดียว (หรือแม้ว่า p/bv จะสูงกว่า 1 ไป แต่ถ้าบรรดาของแถมสามารถทำกำไรได้ดีหรือดีมากๆ ก็ยังน่าพิจารณานะ)

หาของแถมเยอะๆ จะดี

เวลาซื้อหุ้น ถ้าเราเลือกของแถมที่ใช้งานได้เยอะๆ มาด้วยน่าจะดี ก็เหมือนกับการซื้อของทั่วไปในห้างสรรพสินค้า บางทีของแถมอาจจะน่าสนใจกว่าของที่ซื้อด้วยซ้ำไปก็มีนะ เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับการซื้อหุ้น ถ้าเราคิดได้ว่า เราต้องการซื้อเพราะเราอยากมีส่วนในการ เป็นเจ้าของบริษัท เราเห็นว่าบริษัทดี มีตราสินค้า มีลูกค้าเดิมมาก มีเทคโนโลยีการผลิตและการทำธุรกิจต่างๆ ดี มีพนักงานที่ดี แบบนี้อาจจะทำให้มุมมองในการพิจาณาคัดเลือกธุรกิจที่เราต้องการก็ได้นะครับ

วันเสาร์ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

มูลค่าเพิ่มที่ควบคุมได้

สุดยอดธุรกิจ-มูลค่าเพิ่มที่ควบคุมได้

ธุรกิจเกือบทั้งหมดในโลกนี้ สามารถทำกำไรได้ก็เพราะสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้ ซึ่งมีต้นทุนในการสร้างมูลค่าเพิ่มอยู่ค่าหนึ่ง ส่วนที่เหลือจึงเป็นกำไรของบริษัท การเพิ่มมูลค่านี้ไม่ได้หมายถึงการนำวัตถุดิบต่างๆ มาแปรรูปเท่านั้น แต่การให้บริการบางอย่างก็ถือเป็นการเพิ่มมูลค่าได้ด้วย เพียงแต่แทนที่จะเป็นการเพิ่มมูลค่าของตัวสินค้าโดยตรง แต่กลับเป็นการลดค่าใช้จ่ายของลูกค้าลง ทำให้ดูเหมือนว่าสินค้า-บริการของบริษัทมีราคาถูกกว่าการที่ลูกค้าจะทำสิ่งนั้นๆ เอง ตัวอย่างเช่นร้านค้าปลีกซื้อสินค้าจากห้างใหญ่นำไปขายในหมู่บ้าน แม้ว่าราคาขายจะสูงกว่าในห้างเล็กน้อย แต่ถ้าลูกค้าต้องเดินทางไปซื้อของในห้างเพียงชิ้นเดียว จะแพงกว่าการซื้อจากร้านเล็กๆ ในหมู่บ้านเอง เป็นต้น

คราวนี้เราหันมาดูธุรกิจต่างๆ ที่ดำเนินกิจการกันอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน นอกจากเราจะแบ่งบริษัทต่างๆ ออกเป็นหลายแนวทางแล้ว (เช่น ขายสินค้า, ให้บริการ, ฯลฯ) เรายัวแบ่งประเภทของสินค้าและบริการเหล่านั้นออกเป็นหลายอย่างมาก แต่ที่สำคัญที่เราต้องแยกให้ออกคือ
  1. เป็นสินค้า-บริการที่ตั้งราคาเองได้โดยอิสระ หรือ
  2. เป็นสินค้า-บริการที่ต้องตั้งราคาตามตลาด (ไม่มีความแตกต่าง หรือเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ - Commodity) หรือถูกควบคุมราคาโดยภาครัฐ

มาดูข้อยากกันก่อน

ข้อยากนี้ก็คือ  (2) สินค้า-บริการที่ต้องตั้งราคาตามตลาด  จะเห็นว่าถ้าเป็นกิจการกิจการที่ถูกบังคับด้วยราคา และ/หรือ ต้องแข่งขันกับราคาตลาดแล้ว โอกาสที่กิจการจะสามารถทำกำไรได้มากมักต้องเป็นเพราะตลาดโตขึ้น คือมียอดขายเพิ่มมากขึ้นโดยไม่ต้องแย่งชิงลูกค้ามาจากคู่แข่ง เพราะหากต้องการแย่งชิงมาแล้ว การลดราคาหรือการส่งเสริมการขายอื่นๆ (ลด แลก แจก แถม) ปนอยู่ด้วยและมักทำให้อัตรากำไร (ขั้นต้น) ลดลง



ทำอย่างไรที่กิจการแบบ (2) จะทำกำไรได้มากขึ้น

กรณีหนึ่งที่กิจการที่มีสินค้าแบบโภทภัณฑ์จะมีกำไร (สุทธิ) มากขึ้นได้คือความสามารถในการควบคุมต้นทุน  มีนวัตกรรมในการผลิตสินค้าที่ต้นทุนต่ำลง (แต่ประเดี๋ยวก็ถูกเลียนแบบ) หรือมีความสามารถในการหาสินค้าเมื่อราคาตลาดต่ำมากักตุนไว้เพื่อจำหน่ายในเวลาที่ราคาตลาดสูงและได้กำไรมากขึ้น
แล้วถ้าธุรกิจเป็นแบบที่สินค้าถูกควบคุมราคาล่ะ กิจการแบบนี้จะมีกำไรเพิ่มสากขึ้นได้ก็เมื่อตลาดโตขึ้น (เมืองขยาย ประชากรมากขึ้น และ/หรือสามารถลดต้นทุนของสินค้า หรือต้นทุนทางการเงินได้ดีขึ้น (เช่น เปลี่นนเงินกู้ดอกเบี้ยสูงมาเป็นการออกตราสารหนี้ของตัวเองที่มีอัตราดอกเบี้ยสูงกว่าเดิม)
ดังนั้นสำหรับผู้ที่สนใจจะลงทุนในบริษัทที่ผลิต/จำหน่ายสินค้า-บริการที่ต้องตั้งราคาตามตลาด หรือถูกควบคุมราคาโดยภาครัฐ จะต้องดูว่ากิจการมีความสามารถตามที่ได้บอกไว้หรือไม่

สิ่งหนึ่งที่น่าจับตา

แม้ว่าเราดูว่า กิจการที่เข้าข่ายข้อ (2) คือผลิต/จำหน่ายสินค้า-บริการที่ต้องตั้งราคาตามตลาด  หรือถูกควบคุมราคาโดยภาครัฐ ไม่น่าสนใจเท่าไร แต่อย่าลืมเงื่อนไขพิเศษบางอย่างที่อาจจะทำให้บริษัทที่ผลิตสินค้า-บริการประเภทนี้น่าสนใจขึ้นมาทันทีถ้า
  • อัตรากำไรขั้นต้น / สุทธิ สูง (เช่น เกิน 30%)
  • มีลักษณะของการผูกขาด คู่แข่งไม่สามารถเกิดได้
  • ตลาดมีแนวโน้มสามารถโตขึ้นได้เรื่อยๆ
  • หุ้นมีราคาถูกกว่ามูลค่าพื้นฐานของมัน
หากเข้าเงื่อนไขต่างๆ เหล่านี้แล้วก็ถือว่าสามารถพิจารณาลงทุนได้

ธุรกิจที่น่าสนใจกว่า

แบบนี้คือแบบที่ (1) เป็นสินค้า-บริการที่ตั้งราคาเองได้โดยอิสระ อย่างนี้ ง่ายหน่อยเพราะไม่มีใครควบคุมอะไร เพียงแต่ราคาที่ตั้งขึ้นมานั้นจะมีลูกค้ายอมจ่ายเงินเพื่อซื้อหรือไม่ ถ้าลูกค้ายอมจ่ายและ ยอดขาย กำไร มีแนวโน้มเติบโตนั่นนับได้ว่าเยี่ยมมาก

สุดยอดของธุรกิจ

คือสามารถควบคุมได้ทั้งคุณภาพคืออัตรากำไรขั้นต้น และปริมาณ คือยอดขายที่สามารถขยายตลาดได้  อาจจะบอกได้ว่าถ้าหาบริษัทที่สามารถควบคุมมูลค่าเพิ่มได้แบบนี้และสามารถเติบโตได้ในราคาที่เราคำนวณแล้วว่ายังไม่แพง หรือคนอื่นยังไม่เห็น หรืออยู่ในอาการกลัว นับว่าเป็นโชคในการลงทุนทีเดียว ไม่ควรปล่อยให้หลุดมือไปครับ

วันอาทิตย์ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

แผนสำรองการลงทุน

แผนสำรองการลงทุน

ในการทำงานต่างๆ ล้วนต้องมีแผนสำรองทั้งสิ้น ในการลงทุนก็เช่นเดียวกัน คือมีแผนสำรอง และในกรณีนี้คือแผนสำรองในการลงทุนในหุ้นนั่นเอง คือ ยังไม่ได้หนีจากหุ้นไปไหนนะครับ

ทำไมต้องมีแผนสำรอง

แผนสำรองมักหมายถึงสิ่งที่เราต้องทำเมื่อแผนการหลักไม่ได้ผล หรือคิดคำนวณผิดพลาดไป บางครั้งแผนสำรองสามารถช่วยชีวิตหรือลดความเสียหายในการลงทุนได้มาก และบางครั้งก็สามารถให้ทางเลือกที่ดีกว่าได้ ตัวอย่างเช่น เราตัดสินใจซื้อหุ้นตัวหนึ่งแต่ความสามารถในการสร้างผลกำไรของบริษัทไม่ได้เป็นไปตามที่หวัง อย่างน้อยเราควรจะต้องขายหุ้นนั้นออกมาเป็นแผนสำรองเอาไว้ หรือขายแล้วนำเงินไปลงทุนกับหุ้นตัวสำรองที่เราคิดเอาไว้ล่วงหน้า หรือในกรณีที่่หุ้นที่เราซื้อมาแล้วราคาเพิ่มขึ้นเกินมูลค่าที่แท้จริงที่เราคิดเอาไว้ เราก็ควรขายหุ้นนั้นออกมา การมีหุ้นสำรอง (ที่ยังถูก) รอเอาไว้ลงทุนต่อจะทำให้เราตัดสินใจได้ง่ายขึ้น (ถ้า ไม่ได้มีหุ้นหรือการลงทุนสำรอง เราอาจจะไม่ยอมขายออกมาแล้วถือหุ้นไว้จนกระทั่งกำไรหายไปมาก)

ตัวอย่างของแผนสำรอง
  • ซื้อหุ้นผิดราคา ทำอย่างไร (ขายออก เท่าไร รอซื้อกลับนานเท่าไร)
  • ซื้อแล้วหุ้นลง ทำอย่างไร (จะขายออกก่อนแล้วซื้อคืน หรือ ถือไว้เพราะซื้อน้อยแล้วค่อยซื้อเพิ่มจำนวนมากเมื่อหุ้นลงจนสุดแล้วเริ่มขึ้น)
  • หุ้นขึ้นเกินพื้นฐาน ทำอย่างไร (ขายออกเอาทุนคืน ที่เหลือเก็บไว้เป็นหุ้น เอาเงินเก็บไว้ หรือเอาเงินไปซื้อหุ้นสำรอง ต้องคิดเอาไว้)
  • มีการลงทุนอื่นที่ดีกว่าหรือไม่ (เราควรมีรายชื่อหุ้นใน watch list และติดตามการทำงานอยู่ในสายตาเสมอ บางครั้งเราสามารถปรับพอร์ตมาถือหุ้นเหล่านี้ที่เป็นการลงทุนที่ดีกว่าได้บ้าง

หัดแต่เริ่มแรก

เราควรหัดมีแผนสำรอง หุ้นสำรองเพื่อเป็นทางเลือกในการลงทุนตั้งแต่เมื่อพอร์ตยังมีขนาดเล็กๆ เพื่อสามารถสลับการลงทุนไปมาได้ โดยที่ต้องรู้ มูลค่า พฤติกรรมราคา และทุกอย่างที่ทำให้นักลงทุนแบบ VI อย่างเราตัดสินใจได้ จนแม้เมื่อพอร์ตใหญ่ขึ้น ก็ต้องมีหุ้นสำรองเพื่อการลงทุนเอาไว้เสมอ เพราะบางครั้งเมื่อหุ้นที่เราถือไว้แพงมาก แล้วเราขายไป (หรือแบ่งขายไป) จะได้รู้ว่าจะเอาเงินไปลงทุนอะไรที่ดีกว่า  ถ้าเราไม่มีหุ้นสำรองที่ดี เราอาจจะไม่ยอมขายเลย เอาเงินไปลงทุนผิด ซื้อหุ้นผิดตัว หรือกลับไปซื้อตัวเดิมที่แพงมาก (ถ้าซื้อแล้วขึ้นต่อเพราะราคายังไม่แพงก็ไม่ว่ากัน แต่ถ้าเป็นยอดดอยก็คงต้องขายตัดขาดทุนหนีกันซะเปล่าๆ ครับ)

วันพุธที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

ทุนหมุนเวียนสำคัญอย่างไร



เมื่อเราทำการวิเคราะห์ทางการเงินของบริษัทที่เราสนใจในการลงทุน มีตัวเลขทางการเงินจำนวนมากไม่ว่าจะเป็น ยอดขาย กำไรเบื้องต้น กำไรสุทธิ ทุน หนี้สิน และการหมุนเวียนเงินสดต่างๆ ทั้งหมดล้วนสำคัญ อย่างไรก็ตามมีตัวเลขทางการเงินที่ค่อนข้างสำคัญอีกหลายอย่างที่นักลงทุนอาจจะไม่ค่อยสนใจนัก แต่ในฐานะที่เป็นเจ้าของธุรกิจด้วยผมกลับคิดว่าเป็นอีกตัวเลขหนึ่งที่น่าสนใจ เพราะเกี่ยวข้องกับทั้งความสะดวกในการทำธุรกิจ และแสดงถึงความสามารถในการทำกำไรของธุรกิจ นั่นคือ "ทุนหมุนเวียน" (Working Capital)

ทุนหมุนเวียน

คือส่วนต่างระหว่างสินทรัพย์หมุนเวียนและหนี้สินหมุนเวียน
ทุนหมุนเวียน = สินทรัพย์หมุนเวียน - หนี้สินหมุนเวียน
Working Capital = Current assets - Current liabilities

สินทรัพย์หมุนเวียนคือสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องหรือเรียกได้ว่ามีสภาพเป็นเงินสดหรือเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ภายใน 1 ปี เช่น เงินสด (จริงๆ)  เงินฝากธนาคาร ตั๋วเงินรับ ลูกหนี้การค้า สินค้าคงเหลือ เป็นต้น หนี้สินหมุนเวียนคือภาระผูกพันที่ธุรกิจต้องชำระคืนภายใน 1 ปี เช่น เจ้าหนี้การค้า เงินเบิกเกินบัญชีธนาคาร เงินกู้ยืมจากธนาคารระยะสั้น ตั๋วเงินจ่าย เป็นต้น

ทำไมจึงควรมีทุนหมุนเวียนมากๆ

การมีส่วนต่างของสินทรัพย์หมุนเวียนกับหนี้สินหมุนเวียนเป็นจำนวนมากๆ ทำให้บริษัทดำเนินกิจการง่ายและแสดงถึงความสามารถในการทำกำไรที่ดี มีการหมุนเวียนทรัพยากรที่ดี สามารถสร้างรายได้สะสมเอาไว้ได้มาก หรือจะนึกสภาพได้ว่า กิจการมีความสามารถในการจ่ายหนี้ที่มีคนคอยทวงอยู่ได้สบายๆ โดยตัวเองก็ยังสามารถทวงหนี้ลูกค้าของตัวเองเพื่อมาใช้หนี้ได้อีกด้วย ถ้าทุนหมุนเวียนน้อยกิจการจะขาดสภาพคล่องในการดำเนินกิจการ ไม่สามารถหาเงินมาชำระหนี้สินระยะสั้นได้ทัน คือ ลูกหนี้ก็ทวงเงินจำนวนมาก และกิจการก็ไม่มีจ่าย เงินสดก็ไม่มี เงินที่จะตามเก็บหนี้มาก็น้อย ก็คงต้องกู้เงินเพิ่ม ยิ่งถ้าการใช้หนี้ไม่คล่องอยู่แล้วยิ่งแย่  บริษัทที่ดีคือ อัตรากำไรสูง ยอดขายดี สะสมเงินสดได้ดี จะไม่มีปัญหาเรื่องนี้ ยิ่งทุนหมุนเวียนมากยิ่งดี แต่ต้องวิเคราะห์ว่าอยู่รูปไหนด้วย

เงินสดและลูกหนี้การค้า

ของสองอย่างนี้เป็นสินทรัพย์หมุนเวียนที่ใช้กันมาก ถ้าส่วนใหญ่เป็นเงินสดจะมากดี แต่หนี้ต้องน้อยด้วย ไม่งั้นจะกลายเป็นการกู้เงินสดมากองไว้ หรือไม่ยอมใช้หนี้  ถ้าส่วนมากเป็นลูกหนี้การค้าก็ดีอีก เพียงต้องดูว่าจะไม่มีหนี้เสีย และไม่มีปัญหากับวงจรเงินสด คือระยะเวลาเก็บหนี้ยาวนานเกินไป

สินค้าคงคลัง

ถึงตรงนี้ ขอเน้นหรือให้ข้อสังเกตว่า สินค้าคงคลังของบางธุรกิจอาจจะเสื่อมราคาได้เช่น สินค้าเทคโนโลยี ลองนึกภาพดูว่าถ้าบริษัทผลิตโทรศัพท์มือถือขึ้นมาแล้วทิ้งไว้สักหนึ่งปีราคาจะตกไปขนาดไหน ดังนั้นในการพิจารณาปริมาณของสินทรัพย์หมุนเวียน ถ้าประกอบไปด้วย เงินสด เงินฝากธนาคาร ลูกหนี้การค้า ตั๋วเงิน หรือหุ้นของบริษัทอื่น มากๆ ดูจะดีกว่าที่ประกอบด้วย สินค้าคงคลัง มากๆ เพราะการมีสินค้าคงคลังมากๆ อาจจะหมายถึงการขายไม่ออกก็ได้ โดยปกติแล้วสินค้าคงคลังควรจะมากหรือน้อยต้องเทียบกับยอดขาย ว่าเป็นร้อยละเท่าไรของยอดขายต่อปี ถ้าเกิน 50% อาจจะเริ่มผิดปกติแล้ว)

ตัวอย่าง

คราวนี้เราดูตัวอย่างกันบ้างดีกว่า ลองยกมาสัก 3 บริษัท

สินทรัพย์และหนี้สิน บริษัท #1
บริษัทแรกควบคุมหนี้สินหมุนเวียนได้ดี มีทุนหมุนเวียนดังนี้
(ปี 2556) 597.62-254.90=342.72 ลบ.
(ปี 2557) 522.98-243.13=279.85 ลบ.
(ปี 2558) 538.53-227.50=311.03 ลบ.
สร้างสินทรัพย์หมุนเวียนได้ดี
เมื่อดูสินค้าคงคลัง ก็คุมได้ดี ไม่มีมากทับถมเกินไป


สินทรัพย์และหนี้สิน บริษัท #2
บริษัทที่สองก็ดูแลทุนดำเนินงานได้ดี มีทุนหมุนเวียนดังนี้
(ปี 2556) 24,901.49-7,480.86=17,420.63 ลบ.
(ปี 2557) 27,708.51-10,123.87=17,584.64 ลบ.
(ปี 2558) 33,028.79-12,671.37=20,357.42 ลบ.
แต่สินค้าคงเหลือที่เพิ่มมากขึ้นถ้าจัดการไม่ได้ อาจจะเกิดปัญหาได้ แต่หากขายได้ก็คงเป็นรายได้ให้กับบริษํท บริษัทที่มีสินค้าคงเหลือมากขนาดนี้ (คือเป็นสัดส่วนมากเมื่อเทียบสินทรัพย์ทั้งหมด) จะต้องระวังว่ามันเสื่อมค่าได้หรือไม่

สินทรัพย์และหนี้สิน บริษัท #3

บริษัทที่สามนี้น่าเป็นห่วงสักหน่อย มีทุนหมุนเวียนดังนี้
(ปี 2556) 1,644.72-1,839.97=-195.25 ลบ.
(ปี 2557) 2,437.88-3,334.15=-896.27 ลบ.
(ปี 2558) 2,967.25-5,023.98=-2,056.73 ลบ.
ในระยะหลังบริษัทมีหนี้สินหมุนเวียนเพิ่มขึ้นมากในขณะที่สินทรัพย์หมุนเวียนไม่เพิ่มขึ้นเท่าไร จะเห็นว่าทุนหมุนเวียนติดลบมาตั้งแต่ปี 2556 และติดลบขึ้นเรื่อยๆ และถ้าดูอีกนิดจะเห็นว่าเป็นเงินเบิกเกินบัญชี (ซึ่งมีดอกเบี้ย) ดูเฉพาะตรงนี้ก็พอทราบว่าผลการดำเนินงานในงบ กำไร-ขาดทุน คงมีปัญหา (ซึ่งมีจริงๆ)

หวังว่าคงทำให้เพื่อนๆ เข้าใจตัวเลขที่เรียกว่า ทุนหมุนเวียน หรือ Working Capital ได้ดีขึ้น และใช้เลือกบริษัทที่จะลงทุนได้ดีขึ้นนะครับ

หมายเหตุ
ทั้งหมดเป็นการยกตัวอย่างเพื่อทดลองคำนวณตัวเลขเท่านั้น ไม่มีเจตนาในการแนะนำหรือไม่แนะนำให้ลงทุนในบริษัทหนึ่งบริษัทใดทั้งสิ้น นักลงทุนจะต้องพิจารณาสิ่งอื่นประกอบ และตัดสินใจการลงทุนด้วยตัวเองเสมอ

วันเสาร์ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2559

ปรัชญาที่ถูกต้องในการลงทุนแนว VI

ปรัชญาที่ถูกต้องในการลงทุน

การลงทุน จะสำเร็จไหม อยู่ที่ปรัชญาในตัวเรา ต้องถูกต้องก่อน เพราะการลงทุน ก็เหมือนกับความพยายามจะทำธุรกิจกิจการใดๆ คือต้องมีความรู้รอบประกอบการทำกิจการนั้น ในการลงทุนก็เช่นเดียวกัน อย่าหวังโชคช่วยเสมอไป นักลงทุนที่ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งแนวเน้นมูลค่าของกิจการหรือ Value Investor (VI) ยิ่งต้องรู้แก่นของการลงทุนในแนวนี้ให้ถ่องแท้ คือ

(1) ควรได้กำไรแบบมีเหตุผล

ไม่มีอะไรได้ฟรีแบบไม่มีเหตุผล จะกำไรหุ้นไดัต้องทำงาน และลงทุนเวลา ให้บริษัทโตไป โดยทั่วไป คำว่าได้กำไรของ VI คือ 100% ขึ้นไป นั่นคือต้องทำงานหนักพอที่จะคัดเลือกบริษัทที่มีมูลค่าแฝงอีกกว่าเท่าตัวออกมาให้ได้

การจะฉกฉวยโอกาสซื้อหุ้นในราคาต่ำกว่าค่าของมันได้ขนาดนั้น (เท่าตัว) ในยามปกติอาจจะยากสักหน่อย (แต่ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นไปไม่ได้) แต่ในยามที่ตลาดตกใจกลัว ไม่ว่าจะด้วยข่าวลือใดๆ สารพัด ข่าวว่า "อาจจะเกิด" โรคระบาด สงคราม จลาจล ก่อวินาศกรรม ต่างๆ เหล่านี้จะทำให้ตลาดตกใจ หลายครั้งเรียกได้ว่าขายเกือบทุกราคามาเรื่อยๆ ติดต่อกันหลายวัน ทำให้ margin of safety ยิ่งกว้างขึ้น และมีโอกาสทำกำไรได้มากขึ้น

(2) นักลงทุนแบบ VI ซื้อหุ้นถูกเกินไป เราขายหุ้นแพงเกินไป หรือขายเมื่อมีการลงทุนอื่นที่ดีกว่า

ดังนั้นหัวใจคือต้องรู้ว่าหุ้นไหนถูกหรือแพง นักลงทุนหลายคนซื้อขายหุ้นโดยการดูราคาที่ผ่านมา ว่ามันเคยสูงกว่านี้ ตอนนี้มันต่ำลงแล้วคิดเอาเองว่าราคาถูก หรือในทางตรงกันข้ามกันเคยเห็นหุ้นราคาต่ำ พอหุ้นขึ้นราคาสูงขึ้นก็คิดว่าหุ้นแพงจนไม่กล้าซื้อ ซึ่งในความจริงแล้ว "หุ้นราคาสูงหรือต่ำ" กับ "หุ้นราคาถูกหรือแพง" ไม่ได้เกี่ยวกันเลย หุ้นของบริษัทหนึ่งที่ราคา 10 สตางค์อาจจะแพงกว่าหุ้นของอีกบริษัทหนึ่งที่ราคา 100 บาทก็ได้

นักลงทุนแนว VI จะซื้อหุ้นราคาถูก (ไม่ว่ามันจะราคาหุ้นละ 100 หรือ 500 บาทก็ตาม) และจะไม่สนใจหุ้นราคาแพง (ที่อาจจะซื้อขายกันที่ราคาหุ้นละ 10-20 สตางค์) การที่เราสามารถคำนวณมูลค่าที่เหมาะสมแล้วลงทุนจนได้กำไรนี่ล่ะจึงเป็นความสามารถของนักลงทุนแบบ VI  ในขณะที่การสุ่มเดาซื้อหุ้นแล้วอาจจะบังเอิญได้กำไร ไม่ได้สร้างประโยชน์หรือคุณค่าความสามารถในการลงทุนของเราเลย เรียกว่าได้กำไรแบบงงๆ ก็ว่าได้ (ซึ่งจะไม่เกิดตลอดไปแน่นอน)

ส่วนการดูว่าหุ้นถูกหรือแพงก็เป็นรายละเอียดของการพิจารณาตัวเลข P/E, DDM, ROA, ROE, P/BV ในอนาคต และบริษัทไหนมั่นคงกว่า
(ดู D/E, payout ratio, กำไรสุทธิว่าจ่ายหนี้ระยะยาวได้ในกี่ปี, เครดิตเรตติ้ง เป็นต้น)

ขอเน้นหน่อยว่าการดูว่าหุ้นถูกหรือแพง ขึ้นกับอนาคต  ไม่ใช่อดีต คือ บรรดา P/E, DDM, DCF จะได้มาจากการประมาณ ยอดขาย และ กำไรในอนาคต ไม่ใช่อดีต แต่ อดีตก็บอกอะไรๆ ได้หลายอย่าง ส่วนมากแล้วจะบอกนิสัยของผู้บริหารได้ว่า ซื่อสัตย์ไหม ขยันไหม เป็นคนหัวโบราณหรือก้าวหน้า มีความถนัดในเรื่องไหน เป็นต้น ถ้า ผบห. มีนิสัยหาโอกาสเพื่อสร้างประโยชน์ให้กับตัวเองมากกว่าความตั้งใจในการทำธุรกิจให้ดี เขาก็จะทำอย่างนั้นอยู่บ่อยๆ   ถ้า ผบห. มีนิสัยขี้เกียจไม่รักความก้าวหน้าตลอดหลายปีที่ผ่านมา การที่จะเปลี่ยนเป็นคนขยันขันแข็งขึ้นมาในช่วงเวลาข้ามคืนก็คงลำบาก

เมื่อรู้อดีต ก็เดาอนาคตได้ไม่ยากแหละครับ

(3) มีกลยุทธ์ในการซื้อขาย

นอกจากจะรอซื้อของถูก และ/หรือ ขายของแพงแล้ว เรายังต้องรู้ด้วยเมื่อไรควรซื้อ ซื้อเท่าไร เมื่อไรควรขาย ขายอย่างไร ซื้อแล้วลง ขายแล้วขึ้น ทำอย่างไร (ทั้งสองอย่างเสี่ยง ก็ต้องยอมเสี่ยง ไม่อย่างนั้นอาจจะเสี่ยงที่สุด ดูเรื่อง เก็งกำไรขาขึ้นและขาลง ประกอบ) และต้องมีทางเลือกเป็นแผนสำรอง เป็นที่พักเงินเสมอ เช่น ขายแล้วเอาเงินไปทำอะไร เอาไว้เฉยๆ หรือ พักไว้ในหุ้นอื่นก่อน -เอาปันผลไหม อย่างไร

นั่นก็คือปรัชญาของการลงทุนแบบเน้นที่มูลค่าของกิจการที่เราต้องการเป็นเจ้าของ และการได้กำไรของเราต้องเป็นการได้แบบที่เราได้คาดการณ์ไว้ก่อน เป็นฝีมือที่เราทำขึ้น ไม่ใช่อาศัยโชคอย่างเดียว เพราะเราไม่สามารถรู้ได้ว่าเมื่อไรเราจะโชคดีหรือร้าย แต่ความรู้ ความชำนาญในการจัดการความเสี่ยง (ขายตัดขาดทุน) และการควบคุมต้นทุน เป็นสิ่งที่เราทำเองได้ครับ