วันพฤหัสบดีที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

หุ้นลงจนงง ทำอย่างไรต่อดี


สวัสดีครับเพื่อนๆ นักลงทุน หุ้นปรับตัวลงมาเยอะมากในช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมานี้  พร้อมกับข่าวคราวสารพัดระดับมหภาคเข้ามา เช่น การเพิ่มดอกเบี้ย การหยุดมาตรการ QE สงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีน ล้วนมาหลังหุ้นตกแล้วเป็นส่วนใหญ่  แต่สำหรับผมที่มีธุรกิจส่วนตัวอยู่ด้วยแล้ว เราเห็นตลอดเวลาว่าบรรยากาศการค้าขายเป็นอย่างไร  หุ้นที่ขึ้นไปในระดับ 1,800 จุดทำให้ P/E ของตลาดพุ่งสูงเกินไป สุดท้ายก็คงต้องปรับตัวลงมา เป็นสิ่งที่พอจะคาดเดาได้อยู่แล้ว ข่าวต่างๆ นั้นมาทีหลัง ตามเคยแหละครับ

แล้วทำไงต่อ

ถ้าถามผมว่า หุ้นจะลงต่อไหม (หมายถึงดัชนี) ผมไม่ทราบหรอกครับ แต่ถ้าเราเหลียวมองหุ้นของบริษัทดีๆ ขนาดใหญ่ๆ ที่ลดราคาลงมามาก มีหลายบริษัทเริ่มน่าสนใจ P/E ไม่เกิน 12 จ่ายปันผลสม่ำเสมอไม่น้อยกว่า 5% (ดีกว่าดอกเบี้ยธนาคารตั้งหลายเท่า) หรือบริษัทที่เล็กกว่าแต่มีอนาคตและถูกกว่านั้นก็มีให้เลือกอีก

ซื้ออย่างไร

เวลานี้ หุ้นลงมา แล้วขยับขึ้น มันจะ sideway ก่อน ก่อนที่จะขยับขึ้นจริงๆ จังๆ (ธรรมชาติมีกเป็นแบบนั้น) หลายคนยังคงกังวลกับข่าวต่างๆ เช่น สงครามการค้า ซึ่งโดนส่วนตัวแล้วผมรู้สึกเฉยๆ เพราะทุกคน (ประเทศ) ก็ต้องปรับตัวไปจนได้  และแน่นอน หุ้นมีขึ้นลงของมัน ไม่ด้วยข่าวนี้ ก็ด้วยข่าวนั้น เสมอ สุดท้าย ธุรกิจก็เติบโตไปตามพื้นฐานของมัน สำคัญที่สุด ไม่มีประเทศไหนอยู่ได้ด้วยตัวเอง คนที่พยายามอยู่เองก็ ล้าหลัง ยากลำบาก  อย่างฟากสหรัฐอเมริกา ประธานาธิปดีทรัมป์ พื้นฐานเป็นนักต่อรองตัวยง ตอนนี้แต่ละข้างแค่พยายามเอาของที่มีมาขู่อีกข้างหนึ่งเท่านั้นเอง ที่แน่ๆ คือ ทั้งสองข้าง ไม่ยอมเป็นฝ่าย lose ทั้งในผลแบบ lose-lose และ lose-win แน่นอนครับ เพียงแต่ win-win นั่น ใครจะ win มาก หรือ win น้อย เท่านั้นเอง

หุ้นลงมาแล้วพอสมควร ผมไม่ได้บอกว่ามันจะหยุดลงนะครับ เพราะผมไม่รู้หรอกครับ แต่มีหุ้นพื้นฐานดีๆ จำนวนมากที่ลดราคาลงมามาก จนมีอัตราเงินปันผล 5% ขึ้นไป  ทำให้น่าสนใจเพราะ เมื่อดัชนีกลับขึ้นไป หุ้นเหล่านี้ก็น่าจะปรับราคากลับขึ้นไปด้วย  ส่วนหุ้นที่ ตลอดเวลาที่ดัชนีขยับลงมาร้อยกว่าจุดอย่างนี้แต่ไม่ขยับลงมาเลย แบบนี้เวลาดัชนีขึ้นก็คงไม่ค่อยขึ้นไปไหนต่อ แน่นอนว่าทั้งสองอย่างนั้นมีข้อยกเว้นและไม่สามารถคาดเดาได้อย่างแม่นยำนะครับ ดังนั้นเราก็ต้องเลือกหุ้นให้ดีที่สุด และวางแผนจัดการ ความเสี่ยงให้ดีครับ

วันอาทิตย์ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2561

หุ้นกับฟุตบอลโลก


* ทีแรกตั้งใจว่าจะเขียนส่วนนี้ไว้ตอนท้ายแต่ไม่แน่ใจว่าเพื่อนเพื่อนนักลงทุนจะฟังผมคุยเรื่องฟุตบอลโลกนานเกินไปจนไม่ได้อ่านหรือเปล่าก็เลยนำมาไว้ด้านหน้าแทนนะครับ  กลับคราวที่แล้วที่ผมเขียนเอาไว้ว่าในช่วงเดือนพฤษภาคมมักจะเป็นช่วงเดือนที่ดัชนีและหุ้นมีโอกาสปรับราคาลง จะเป็นโอกาสที่ทำให้เราลงทุนได้ ความเป็นจริงผมก็ไม่คิดว่าจะลงมากขนาดนี้ (มีการ forced sell ผสมด้วย) อย่างไรก็ตามผมมองเพียงเป็นการปรับฐานใหญ่ซึ่งเมื่อหุ้นขึ้นมามากย่อมต้องมีคนขายทำกำไรบ้าง ดังนั้นก็ขอให้นักลงทุนที่ลงทุนระยะกลางขึ้นไปอย่าตกใจนัก ผมยังคงให้กำลังใจเพื่อนๆ และให้หาโอกาสในการลงทุนเลือกลงทุนเป็น รายบริษัทต่อไปนะครับ *

กลับมาเข้าเรื่องของเราดีกว่า ที่จริงหัวข้อเรื่องนี้น่าจะตั้งเป็นประมาณว่า หุ้นกับกีฬา มากกว่า แต่บังเอิญว่าช่วงนี้เป็นการแข่งขันฟุตบอลโลกเลยตั้งชื่อให้เข้ากับบรรยากาศสักหน่อย เท่านั้นเองครับ 

แต่จะว่ากันจริๆง แล้วก็ไม่เกี่ยวกับฟุตบอลโดยเฉพาะเท่านั้น แต่อยากจะพูดถึงการลงทุนโดยทั่วๆ ไปเมื่อเทียบกับสิ่งที่มีประโยชน์กับเราทุกคนก็คือการกีฬา ไม่ว่าจะเป็นการกีฬาประเภทไหนก็ตามนะครับ เรารู้อยู่แล้วว่ากีฬานั้นมีประโยชน์แต่ทั้งทั้งที่มีประโยชน์มันก็มีโทษแฝงอยู่ในตัวมันเอง ทั้งโทษที่เป็นเรื่องจริงๆเช่นการออกกำลังที่มากเกินไปเป็นอันตรายกับสุขภาพรวมไปถึงกีฬาบางอย่างที่เป็นอันตรายด้วยตัวมันเองเช่นการปีนเขา กระโดดตึก กระโดดสะพานต่างๆ (ฟังดูน่ากลัวเนอะ) เป็นต้น  แต่แม้ว่าจะเป็นที่ทราบกันดีว่ากีฬานั้นมีประโยชน์ทุกคนเราก็ยังหาเรื่องเอามาเป็นโทษจนได้นั่นแหละ  ตัวอย่างที่ชัดเจนคือเอามาเป็นการพนันซึ่งเป็นโทษแน่นอน  อาจจะมีบางคนที่ได้ประโยชน์คือได้เงิน กินเงินคนอื่น แต่นั่นก็คือคุณกำลังทำบาปคือเริ่มตั้งแต่มีเจตนาเองของคนอื่นมาเป็นของตัวเอง ก็บาปโดยไม่รู้ตัวกันไป ส่วนคนที่เสียงเงินนั้นไม่ต้องพูดถึงอยู่แล้วเป็นทุกข์ คนที่ได้ก็ใช่ว่าจะได้เสมอไป บางครั้งก็เสียเหมือนกัน สุดท้ายคนรับแทง (เจ้าของบ่อน) รวย ทำดีไม่ดีคนเล่นเองมีเอี่ยวด้วย ถ้าไม่โดนจับได้ก็รับส่วนแบ่งกันไปเจ้ามือสบายแฮล่ะจ้า

บ่นมากไปเราก็เลยจะออกนอกเรื่องมาก เพียงอยากจะแสดงความคิดเห็นแบ่งปันให้ฟังกันว่าหลายๆ วันที่ผ่านมานี้ได้คุยกับเพื่อนนักลงทุนหลายกลุ่ม แต่อย่างไรก็ไม่ทราบได้พาลไปนึกถึงเรื่องของฟุตบอลโลกที่มีการแข่งขันอยู่พอดี ระหว่างกันคุยเรื่องการลงทุนเราก็พูดถึง "เจ้ามือ" ซึ่งมีคำที่นักลงทุนรุ่นเก่าพูดเอาไว้อย่างน่าสนใจว่า “สิ่งใดก็ตามที่เคลื่อนไหวได้สิ่งนั้นมีเจ้าสิงอยู่” ซึ่งก็เป็นความเชื่อที่มาจากคนบางเผ่าในทวีปแอฟริกา  ดังนั้นราคาหุ้นที่เคลื่อนไหวขึ้นลงได้ก็เหมือนกับพี่เจ้าสิงอยู่เช่นกัน (ฮา..) เจ้า ที่ว่านี้ก็อาจจะเป็นคน ที่มีทั้งหุ้นทั้งเงินเยอะ และ/หรือ เป็นเราๆ ท่านๆ รายยิบย่อยที่เฮโลสาระพากันไปในทิศทางเดียวกันในเวลาใดเวลาหนึ่งนั่นเอง ทำให้ราคาหุ้นวิ่งขึ้นลงไปมากๆ และอาจจะเข้าข่ายผิดปกติ

ถ้าเรามองให้ดีเราก็จะเห็นว่าการลงทุนผ่านการซื้อผลิตภัณฑ์ทางการเงินใดๆ ในตลาดหลักทรัพย์ก็เหมือน เกม กีฬา แหละครับ คือมีทั้ง เจ้าของทีม  สปอนเซอร์  นักกีฬา  คนแทง  เจ้ามือรับแทง ถ้าเราเลือกได้ (ซึ่งเราก็เลือกได้นั่นแหละ ใครจะมาบังคับได้) เราจะเป็นอะไรในนั้นล่ะ หลายคนในตลาดอยากเป็นคนแทง ก็อาจจะโดนเจ้าของทีม (ที่ไม่ดี) กับเจ้ามือเล่นซะ อีกพวกคือ สปอนเซอร์ หวังได้การโฆษณา ได้ขายสินค้าบริการของตัวเอง ทำกำไร เป็นห่วงโซ่กันไป

ส่วนตัวผมถ้าเลือกได้ ผมคงเลือกเป็นเจ้าของทีม เพราะคอยรับผลประโยชน์ต่างๆ นาๆ ซื้อขายนักกีฬา รับเงินค่าสปอนเซอร์  รับรางวัล  ขายสิทธิต่างๆ แต่เจ้าของนี่เจ๊งก็มีนะ เพียงแต่เราได้เปรียบกว่าคือ เป็นเจ้าของได้หลายทีมและหนี (exit) ได้ง่ายกว่าด้วย

เราเลือกได้ในเกมที่เราถนัดและไม่เสียเปรียบ สุดท้ายเจ้ามือที่แท้จริงก็คือผลประกอบการของธุรกิจนั้นๆ นั่นแหละครับ

วันอาทิตย์ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

เดือนแห่งโอกาสและความกลัว

สวัสดีครับเพื่อนๆ นักลงทุนทุกท่าน เป็นอย่างไรบ้างครับในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมานี้นี่ก็เรียกได้ว่าเกือบครึ่งปีเข้าไปแล้ว จากช่วงต้นปีที่ผมเคยประเมินไว้ว่าตามพื้นฐานแล้วทั้งปีนี้ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ไทยก็คงจะแกว่งตัวอยู่ในช่วง 1700 ถึง 1800 จุด มีอยู่บางช่วงที่ดูเหมือนจะดีดตัวขึ้นด้านบนเกินเลยไปบ้างก็เป็นเรื่องธรรมดา อย่างไรก็ตามถ้าสังเกตตั้งแต่ต้นปีมาจนถึงบัดนี้จะเห็นได้ว่านักลงทุนชาวต่างชาติทยอยขายหุ้นไทยออกมาเป็นจำนวนมาก หลายโอกาสที่ดัชนีถูกดันกลับขึ้นไปก็เป็นเพราะกองทุนไทยบ้าง รายย่อยบ้าง และบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ที่ช่วยกันซื้อดันกลับขึ้นไป แต่ดูเหมือนว่านักลงทุนต่างชาติก็ยังตั้งใจที่จะขายหุ้นไทยอย่างเป็นจริงเป็นจัง  ว่ากันจริงๆแล้วถ้าดูตามพื้นฐานของเศรษฐกิจโดยรวมโดยไม่นำเอาภาคการส่งออกเข้ามาพิจารณาเป็นนัยยะที่สำคัญมากนัก จะเห็นได้ว่าเศรษฐกิจโดยทั่วไปนั้นค่อนข้างฝืดเคือง สิ่งที่สะท้อนให้เห็นค่อนข้างชัดเจนคือกำไรของบริษัทจดทะเบียนต่างๆ ในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ลดต่ำลงอย่างเห็นได้ชัด ทำให้ค่าอัตราส่วนระหว่างราคาต่อผลกำไรต่อปี (P/E ratio) โดยเฉลี่ยของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์มีค่าสูงขึ้นหรือพูดง่ายๆ ได้ว่าหุ้นไทยมีราคาแพงเกินไปนั่นเอง การที่ P/E ratio จะลดลงได้จนน่าสนใจก็ต้องเพราะราคาหุ้นลดต่ำลงนั่นเอง

โดยส่วนตัวแล้ว (เน้น ว่าอาจจะคิดผิดได้นะครับ) ผมคิดว่าส่วนหนึ่งที่เป็นไปได้ที่ทำให้ราคาของหุ้นไทยเพิ่มขึ้นในช่วงเวลาที่ผ่านมาหรือที่ทำให้ดัชนีตลาดหลักทรัพย์สูงขึ้นในเวลาที่ผ่านมาก็คือความคาดหวังเกี่ยวกับการเลือกตั้งถ้ามองดูในเรื่องนี้อาจจะตีความหรือวิเคราะห์ได้ว่าถึงเวลานี้ถ้ามีการเลือกตั้งเกิดขึ้นจริง ก็อาจจะเป็นช่วงเวลาที่ต้องขายเมื่อข่าวเป็นจริงหรือ sell on fact ทั้งๆ ที่ก็ไม่รู้ว่าจะเป็นจริงแค่ไหนเหมือนกัน มาถึงช่วงเวลานี้อาจจะเป็นได้ว่าเพราะนักลงทุนต่างชาติเบื่อกับการรอคอยต่อไปก็เป็นไปได้ ถึงเวลาที่มีโอกาสในการลงทุนที่ดีกว่ารวมทั้งในสภาวะดอกเบี้ยขาขึ้นของประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเหตุการณ์แบบนี้ บางแนวคิดอาจจะแนะนำให้ขายสินทรัพย์เสี่ยงออกไปก่อนก็ได้

แล้วช่วงเวลาอย่างนี้สมควรจะทำอย่างไรดี

ก็ขึ้นอยู่กับว่านักลงทุนแต่ละท่านนั้นมีสถานะการลงทุนเป็นอย่างไรมีหุ้นอยู่หรือไม่แค่ไหนเป็นการลงทุนระยะยาวหรือระยะสั้นมีรายได้จากที่อื่นเพียงใดถือหุ้นอะไรอยู่หุ้นของแต่ละท่านที่ถือไว้น้ำถูกหรือแพงเกินไปในระยะอย่างไรทั้งหมดนี้ก็สามารถนำมาประมวลเพื่อตัดสินใจว่าจะทำอย่างไรต่อไปได้

1. ถ้าไม่มีหุ้นอยู่
แน่นอนว่าสถานการณ์แบบนี้ต้องชะลอการลงทุนไว้ก่อนเนื่องจากดัชนีตลาดหลักทรัพย์มีแนวโน้มอ่อนตัวลงไปเรื่อยๆ เมื่อน้ำลดเรือก็ต้องลดระดับตามไม่ว่าจะเป็นหุ้นใดๆ  ส่วนใหญ่ก็จะเป็นอย่างนั้นนะครับ ไม่ว่าเป็นนักลงทุนระยะใด ต้องรอก่อน

2. ถ้ามีหุ้นอยู่และลงทุนระยะสั้น
ถ้าพูดกันโดยรวมๆ คำว่า "ลงทุนระยะสั้น" นั้นแต่ละคนอาจจะไม่เหมือนกันเนื่อจากระยะเวลาไม่เท่ากัน สั้นของคนหนึ่งอาจจะคือ 2 เดือนในขณะที่สั้นของอีกคนหนึ่งอาจจะ 1 ปีก็ได้ แต่สำหรับผมแล้วนักลงทุนที่ต้องการ capital gain หรือกำไรจากราคาหุ้นเป็นหลักในเวลาสั้น (เรียกง่ายๆ คืออยู่ไม่ได้ด้วยปันผล) ก็ควรถูกรวมเป็นนักลงทุนประเภทนี้ด้วย  ในกรณีนี้อาจจะพิจารณาขายออกบ้างโดยเฉพาะถ้าเรายังได้กำไรอยู่และแนวโน้มราคาของหุ้นเรานั้นกำลังลดลง เป็นไปตามหลักการว่า ถ้ากำไรอยู่ อย่าปล่อยให้กำไรกลายเป็นขาดทุนเป็นอันขาด

3. ถ้ามีหุ้นอยู่ และเป็นนักลงทุนระยะยาว
ก็ ค่อนข้างตรงกันข้ามกับการลงทุนระยะสั้นน นักลงทุนระยะยาวในที่นี้ คือ มีรายได้จากการทำงานอื่น ลงทุนเพื่อหวังการเติบโตของบริษัทในระยะยาว และมีปันผลจากบริษัทเหล่านั้นรวมกับรายได้อื่นแล้วทำให้ดำรงชีพอยู่ได้  หากเป็นประเภทนี้เราจะทำอย่างไรขึ้นอยู่กับว่า หุ้นเราเป็นของบริษัทอะไร ต้นทุนของเรา ราคาเวลานี้เป็นอย่างไร และ upside ที่เราคาดหวังอยู่เป็นอย่างไร นั่นคือมี margin of safety อยู่เท่าไร ถ้ายังมีอยู่มากและเราไม่มีเวลาเฝ้าหุ้นเท่าไร ก็อาจจะปล่อยไว้อย่างนั้น หรือวางแผนการซื้อเพิ่ม แต่ถ้ามี margin of safety น้อยและมีเวลามาก และคิดว่าถ้าขายทำกำไรเพื่อลดความเสี่ยงลงไปบ้าง (เช่นขายออกไปครึ่งหนึ่ง) และหุ้นกลับตัวจะสามารถซื้อคืนที่ราคาถูกลงได้ทัน (แน่นอน ว่าขึ้นกับสภาพคล่องที่จะซื้อคืนได้ ก็เป็นทางเลือกที่ควรพิจารณาได้

ต้องยอมรับว่าช่วงนี้เป็นช่วงเหนื่อยในการลงทุนสักนิด การลองลงทุนใหม่ๆ นั้นทำได้เสมอแต่ต้อง "เฝ้า" และตัดสินใจรวดเร็ว (ทั้งซื้อและขายตัดขาดทุน) แต่ถ้าเราคิดว่าเป็นวิกฤตในการลงทุน มันย่อมมีโอกาสแฝงอยู่ด้วยเสมอ เพียงแต่เรามองเห็นและกล้าคว้าไว้หรือไม่เท่านั้นเอง ขอให้มีความสุขและโชคดีในการลงทุนครับ

วันพุธที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2561

เฝ้าหุ้น


ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยมีผู้คนอยู่ร่วมกันหลายประเภทตั้งแต่คนที่เป็นนักลงทุนจริงๆก็คือมีเงินเหลือมีความรู้ในหลายด้านและต้องการรายได้ที่มั่นคงอันเป็นผลมาจากการลงทุนด้วยทุนทรัพย์ของตัวเอง 80-90% และลงแรงไม่มากนักเช่นลงแรงสัก 10-20% เป็นต้น เวลาส่วนที่เหลือของบุคคลเหล่านี้ก็อาจจะใช้ในการทำงานประจำอื่นหรือจะใช้เวลาว่างทำกิจกรรมก่อให้เกิดรายได้บ้างเล็กน้อยหรืออยู่กับลูกหลานเพราะอายุมากแล้วก็เป็นได้ ไล่เรียงเรื่อยๆ กันมา นักลงทุนประเภทลูกผสมทั้งพื้นฐานทั้งเก็งกำไร ไปจนกระทั่งถึงคนที่มีทุนทรัพย์ไม่มากนักแต่ต้องการผลตอบแทนที่สูงกว่าจะใช้วิธีเก่งกำไรอยู่หรือทำตัวเป็นพ่อค้าหุ้นมากสักหน่อยคือต้องใช้เวลาในแต่ละวันเฝ้าราคาหุ้นว่าจะขึ้นหรือลงอย่างไร เรียกว่าคงกลับข้างกันกับบุคคลประเภทแรกสุดนั่นเอง

ที่จริง ที่ผมเขียนเรื่องนี้ขึ้น ก็ไม่ใช่จะบอกว่าแบบไหนดีหรือไม่ดี แต่ประเด็นอยู่ตรงคำว่า “เฝ้าหุ้น” นั่นเอง เพราะคำนี้ที่จริงแล้วนักลงทุนทุกประเภทควรจะทำ ใช่ครับท่านฟังไม่ผิด “นักลงทุนทุกประเภทควรจะทำ” แต่ว่าเป็นการทำอย่างไร ในช่วงเวลาและโอกาสที่ต่างกันอย่างไร เท่านั้นเอง สำหรับนักลงทุนประเภทเก็งกำไรโดยแท้ เขาก็จะเฝ้าหุ้นโดยดูราคาหุ้นเป็นหลัก แต่กับนักลงทุนจริงๆ (ประเภทแรกที่พูดถึงด้านบน) ล่ะ ต้องเฝ้าไหม คำตอบตามความเห็นส่วนตัวของผมคือ ควร เช่นกัน

นักลงทุนจริงๆ เฝ้าอะไร

เอาละครับสมมุติว่าท่านเป็นนักลงทุนจริงๆอาจจะเป็นสายพื้นฐานโดยแท้หรือเป็นสายพื้นฐานแบบ “ดัดแปลง (modify)” ขึ้นไปนิดหนึ่งหรือที่เรียกว่านักลงทุนแนวเน้นมูลค่าของกิจการหรือวีไอ (VI, Value Investor) (อ่านเรื่อง นักลงทุนพื้นฐานกับเน้นมูลค่าต่างกันอย่างไร) คนเหล่านี้จะประเมินมูลค่าของกิจการก่อน เมื่อตัดสินใจว่าควรลงทุนก็ซื้อกิจการนั้น  โดยส่วนตัวของผมแล้วเรื่องยังไม่จบแค่นั้น เพราะเมื่อตัดสินใจซื้อแล้วเรายังต้อง (อ่านเรื่อง วิชาแรกวิชาคัทลอส, วิชาที่สามวิชาควบคุมต้นทุน) รู้จักป้องกันตัวเองว่าไม่ให้ขาดทุนมากด้วยการขายตัดขาดทุนให้เป็น และยังต้องวางแผนซื้อให้ได้ต้นทุนที่ดีเท่าที่จะทำได้อีกด้วย  นอกจากนั้น ยังเป็นเรื่องของจริตของเราเอง เรื่องจริตนี้จะเอาความรักชอบในกิจการเพียงอย่างเดียวเป็นที่ตั้งไม่ได้ แต่ต้องผสมกันระหว่างความชอบ ความเข้าใจในกิจการว่าทำอะไรขายให้ใคร มี 5-force ที่มีผลกับกิจการอะไรบ้าง (อ่านเรื่อง 5-force) ซึ่งจะนำมาถึงความรู้ล่วงหน้าว่าในสภาวะแบบใดกิจการจะมีกำไรมากขึ้นหรือน้อยลง และที่สำคัญคือ เรื่องเหนือความคาดหมายที่มาจากปัจจัยภายนอกของธุรกิจแต่ละประเภท ซึ่งทุกธุรกิจล้วนมีทั้งสิ้น ไม่ว่าจะจากธรรมชาติชองธุรกิจนั้นเอง ไปจนถึงหลักเกณฑ์ กฏหมาย การเมือง บางทีเกินเลยไปถึงการเมืองระหว่างประเทศก็ยังกระทบได้

เฝ้าหุ้น

ดังนั้นในการลงทุนแรกๆ กับหุ้นหรือธุรกิจหนึ่ง เราอาจจะเริ่มแต่น้อย (เรื่องนี้ใช้ได้กับทั้งนักลงทุนที่เพิ่งเริ่มลงทุนและที่อยู่ในตลาดมานานแล้ว) คือ เริ่มซื้อ วางกลยุทธ์ให้ดี ว่าจะขายตัดขาดทุนที่เท่าไร รักษาต้นทุนให้ต่ำที่สุดได้อย่างไร ไปจนถึงขายทำกำไรเมื่อใด (อ่านเรื่อง วิชาที่สี่วิชาขายทำกำไร) และอยู่กับมัน เฝ้ามัน ว่าตัวธุรกิจ ราคาหุ้น มีอะไรมากระทบบ้าง เรารู้สึกอย่างไรกับมัน เรารู้ทัน เข้าใจ และทำใจได้ไหม สุข ทุกข์ มากหรือน้อยไปกับมันแค่ไหน ถ้าเราเป็นทุกข์ หุ้นขึ้น ลง ก็ไม่เข้าใจ บริษัทจะแย่ มีข่าว แต่เรามองภาพไม่ออก ก็อาจจะต้องพิจารณาว่าเราเลือกกิจการเหมาะกับตัวเองไหม แต่ถ้าเป็นในทางตรงกันข้าม มีอะไรเรารู้สึกได้ก่อน รู้ก่อน และมีความสุขกับการวางแผนลงทุนไปกับบริษัทนั้น แบบนี้ถือว่าเลือกคู่ได้ไม่ผิด

สรุป

ไม่ว่ามือใหม่หรือเก่า ซื้อหุ้นใหม่ต้องเฝ้าทั้งสิ้น เฝ้าทั้งราคาเพื่อจำกัดความเสียหาย เฝ้าทั้งพฤติกรรมของธุรกิจเองและผลกระทบจากภายนอก เพื่อหาคู่ลงทุนที่เหมาะกับตัวเราเอง และทำให้เรามีโอกาสประสบความสำเร็จที่สุด อย่างมีความสุขที่สุด ครับ

วันพฤหัสบดีที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2561

รอราคา


ช่วงที่ราคาหุ้นกำลังปรับตัวขึ้นขึ้นลงลงแทบทุกวันอย่างนี้ก็เป็นเช่นเดียวกันที่ เราได้ยินคำว่า “รอราคา” อยู่ทุกวันเช่นกัน

ควรรอราคา อย่างว่าหรือไม่

ถามว่ารอราคานั้นถูกต้องหรือไม่ผมเองก็ตอบไม่ได้เนื่องจากว่ามีทั้งผิดและถูก ก็เพราะคนรอราคาด้วยเหตุผลต่างกัน บางคนรอราคาต่ำสุดเท่าที่จะต่ำได้ แล้วหุ้นก็วิ่งขึ้นไปยาวๆ บางคนรอราคาที่ตัวเองคิดว่าต่ำแล้ว พอได้ราคานั้นก็ซื้อเต็มแรง แล้วหุ้นก็วิ่งลงมายาวๆ ดังนั้น การรอราคาบางทีก็ถูก บางทีก็ผิด ต้องย้อนกลับไปถามใหม่ว่า เรารอราคาทำไม ราคาไหน

รออย่างไรให้ถูกเรื่อง

ที่ถูกต้องแล้วคือ เราต้องรู้ว่าเรารออะไรกันแน่ คือมีจุดอ้างอิงราคาที่ถูกต้อง เพราะราคาหุ้นแกว่งไปมาทุกวันและตลอดเวลา ถ้าเราไม่มีหลักการอ้างอิง เราจะเอาสิ่งที่เราเห็นเป็นตัวอ้างอิงว่า นั่นคือถูกนี่คือแพง ทั้งๆ ที่ความจริงแล้วมันอาจจะเป็นเพียง “ราคาเริ่มต่ำกว่าที่เราเคยเห็น หรือ ราคาเริ่มสูงกว่าที่เราเคยชิน” แค่นั้นเอง

ดังนั้นเมื่อเราต้องการซื้อหุ้นของบริษัท เราต้องซื้อหุ้นที่ราคาต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริงของมัน ลบด้วยความเสี่ยงต่างๆ ก็คือ margin of safety (MOS หรือ ส่วนเผื่อเพื่อความปลอดภัย) นั่นเอง จากนั้นก็ต้องคอยควบคุมต้นทุนให้ต่ำที่สุดเท่าที่จะทำได้ (หุ้นสภาพคล่องต่ำ คุมต้นทุนยากกว่า อ่านเรื่อง การควบคุมต้นทุน เพิ่มเติม) และในเมื่อเรามีหลักการที่แน่นอน มีจุดอ้างอิงที่แน่นอนแล้ว ก็ย่อมมีโอกาสขาดทุนน้อยลง

และถ้าไม่ขาดทุน เดี๋ยวจะได้กำไรเองครับ

วันอาทิตย์ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2561

การค้าค่าเงินเป็นการลงทุนหรือไม่


สองสามวันก่อน ขณะที่ผมกำลังทำงานอดิเรกอยู่ ก็มีน้องที่รู้จักกันเขียนไลน์มาถามคำถามที่ดูง่ายมากว่า “พี่ครับ การเล่น forex เป็นไงครับ คุ้มค่าที่จะลงทุนดีไหมครับ” หลังจากที่ได้รับคำถามผมเองถึงกับอึ้งไปพักหนึ่ง เพราะทั้งๆ ที่ผมเองก็ได้ยินเรื่องนี้อยู่เกือบทุกวัน แต่กลับไม่เคยหาคำตอบให้กับคำถามง่ายๆ แบบนี้

การลงทุน

ก่อนอื่นมาดูที่พื้นฐานของคำว่า การลงทุน กันก่อน คำนี้ตรงกับภาษาอังกฤษว่า invest ซึ่งแปลได้หลายอย่าง (รวมทั้งเอาเงินไปซื้อของเพื่อสร้างความพอใจให้ตัวเอง) แต่หนึ่งว่า use money to create profit หรือ “การใช้เงินเพื่อสร้างผลกำไร” (คำสำคัญคือ “กำไร”) ในขณะที่เมื่อผมอ่านคำว่า การลงทุน ในภาษาไทยทีไรก็มักคิดต่อไปว่า เอาเงินไปลงเฉยๆ แล้วหายไปหรือเปล่าก็ไม่ทราบเหมือนกัน

สำหรับผม “การลงทุน เพื่อให้เกิดผลกำไร” คือการทำในสิ่งที่เรารู้องค์ประกอบของที่มาที่ไป ว่า ในการกระทำ กิจการ ธุรกิจ นั้นๆ จะดีขึ้น ตกต่ำลง มีกำไรมากขึ้นหรือน้อยลงด้วยอะไร มึองค์ประกอบอะไรบ้าง เช่น ธุรกิจหนึ่งๆ เรามักพอจะคาดหวังได้ว่า เมื่อใดจะมีกำไรมากขึ้นหรือน้อยลง (นักลงทุนจริงๆ จะรู้ แต่นักเก็งกำไร พ่อค้าผลิตภัณฑ์ทางการลงทุนคง ไม่สนใจ เท่าไร) การจะมีความรู้ รวมทั้งความรู้สึกว่าเมื่อใดธุรกิจจะดีขึ้นหรือแย่ลงจะต้องมีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับธุรกิจนั้นๆ ด้วย ไม่ใช่ดูเพียงตัวเลขต่างๆ เพียงอย่างเดียว

แล้วเป็นการลงทุนไหม

คราวนี้กลับไปที่คำถามว่า การค้าค่าเงินเป็นการลงทุนหรือไม่ถ้าโดยคำจำกัดความของผมแล้วคำว่า “การลงทุน” ตือผมต้องรู้ได้ว่าเมื่อไรที่อัตราแลกเปลี่ยนเงินใดๆ จะสูงขึ้น หรือต่ำลง มีองค์ประกอบอะไรบ้าง ถ้าไม่รู้ ก็คงเรียกว่าการลงทุน ไม่ได้ ยิ่งวันนี้พรุ่งนี้ ยิ่งไม่รู้ได้เลยว่าจะไปทางไหน ผมเองคงจะเรียกว่าลงทุนได้ยาก

แต่ถ้ารู้ ก็คงเก่งกว่าสถาบันการเงินทั้งหลายแล้วล่ะครับ เพราะแม้แต่พวกเขา หรือธุรกิจใหญ่ๆ ก็ยังต้องทำ currency swap (สัญญาคงอัตราแลกเปลี่ยนค่าเงิน) เพราะไม่รู้ทิศทางของค่าเงินนั่นเอง

ข้อยกเว้นล่ะ

ก่อนอื่นต้องบอกว่าที่คุยให้ฟังทั้งหมดที่ผ่านมาด้านบนนั้นมีพื้นฐานอยู่บนส่วนตัวผมโดยเฉพาะเท่านั้น เพราะถ้าใครคิดว่าเขาสามารถรู้ได้ว่าค่าเงินใดจะขึ้นหรือลงเมื่อใด (โดยเฉพาะระยะสั้น) หรือแม้แต่สามารถทำกิจกรรมอะไรบางอย่างที่เป็นผลให้ค่าเงินเปลี่ยนแปลงได้ในทิศทางที่ตัวเองต้องการ (คล้ายๆ กับเป็นเจ้ามือเองเลยนะ) ได้แล้วล่ะก็ การค้าค่าเงินก็อาจจะเป็นการลงทุนที่ดีสำหรับเขาก็ได้นะครับ

ความแย่ของตลาด

ความแย่และผิดเพี้ยนของตลาดการเงิน การลงทุนในทุกวันนี้คือ “เรียกทุกอย่างว่าการลงทุน” ทั้งๆ ที่หลายอย่างไม่ใช่การลงทุนเลย เนื่องจากที่จริงแล้วมันมี
  • การลงทุน (จริงๆ คือรู้ว่าบริษัททำอะไร คาดการณ์แนวโน้มได้ถูกต้อง มีการวางแผนลดความเสี่ยง)
  • การค้าหุ้น (ซื้อมา หวังขายไปให้ได้กำไร บางครั้งบริษัทมีชื่อเต็มว่าอะไรยังไม่รู้เลย รู้แต่ตัวย่อชื่อหุ้น)
  • การเก็งกำไร (ผ่านผลิตภัณฑ์ต่างๆ ตั้งแต่หุ้น ไปจนการต่อ-รอง ว่าหุ้นหรือดัชนีใดจะขึ้นหรือลงอย่างไร)
  • แมงเม่า (คือ ไม่รู้อะไรเลย เฮไหนเฮนั่นด้วย รวมทั้งถามหวย เอ๊ย! หุ้นรายวันว่าวันนี้เล่นอะไรดี)
ส่งท้าย

คนที่ประสบความสำเร็จในการลงทุนจริงๆมักจะต้องทำสิ่งที่เรียกว่า “เล่นในเกมของตัวเอง” ได้ เมื่อไรก็ตามที่เราไม่สามารถเล่นในเกมของตัวเองหรือถูกบังคับให้เล่นในเกมของตลาด เมื่อนั้นโอกาสที่เราจะขาดทุนจะสูงมาก อะไรที่เราไม่รู้องค์ประกอบที่ทำให้มันดีขึ้นหรือแย่ลง ไม่เรียกว่าการลงทุนที่ดีสำหรับเรา มันไม่ใช่เกมของเรา ก็อย่าไปยุ่งกับมันครับ

วันอาทิตย์ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

ลงทุนอย่างไรในปี 2561


สวัสดีครับเพื่อนๆ นักลงทุนทุกท่าน ผมเงียบหายไปหลายวันที่จริงแล้วก็ไม่ได้หายไปไหนหรอกนะครับ ผมยังคงลงทุนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์เป็นเพื่อนกับทุกท่านเช่นเคย ยังไม่ได้หนีไปไหนเพียงแต่ตลอดระยะเวลาประมาณหนึ่งเดือนเศษๆ ที่ผ่านมาผมก็ได้แต่เฝ้าติดตามดูตลาดว่าเกิดอะไรขึ้น เพราะนับจากปลายปีที่แล้วดัชนีตลาดหลักทรัพย์โดยรวมก็เพิ่มสูงขึ้นค่อนข้างมากจนถึงระดับที่ทะลุ 1800 จุด และทำ New High ไปเรื่อยจนถึง 1,838.96 จุดเมื่อวันที่ 24 มกราคม 2561 ซึ่งผมก็เริ่มรู้สึกจากสภาพเศรษฐกิจโดยรวมว่าไม่น่าจะสมเหตุผลเท่าไหร่นัก ในเวลานั้นก็เดาได้แต่เพียงว่ามีเรื่องของเงินจากนักลงทุนที่ลงทุนในกองทุนและได้ปรับประโยชน์ทางภาษีจึงซื้อหน่วยลงทุน LTF และ RMF ทำให้มีเม็ดเงินไหลเข้าตลาดหลักทรัพย์ค่อนข้างมากประกอบกับอาจจะมีความคาดหวังเกี่ยวกับการเลือกตั้งในปี 2561 จึงทำให้นักลงทุนต่างชาติอาจจะช่วยโอกาสเข้ามาดันหุ้นขึ้นไปด้วย ส่วนความคิดเกี่ยวกับ January Effect (คือการคาดหวังว่านักลงทุนต่างชาติจะนำเม็ดเงินมาซื้อหุ้นในช่วงต้นปี แล้วทำให้ดัชนีเพิ่มสูงขึ้น) นั้นไม่ได้อยู่ในความคาดเดา (ขอใช้คำว่าคาดเดา เนื่องจากผมเองไม่เคยคาดหวังว่าดัชนีตลาดจะเป็นไปในทิศทางใดอยู่แล้ว) เอาเสียเลย

เริ่มผันผวน

จนเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมามีสิ่งกระตุ้นสองอย่างคือข่าวคราวเกี่ยวกับการเลือกตั้งที่ยังไม่แน่นอนและการประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐทำให้ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐอเมริกาเองได้รับผลกระทบดัชนีดาวโจนส์ปรับตัวจากจุดสูงสุดในระยะสั้นเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2561 ที่ 25,207.77 จุดลงมาที่ 23,425.13 จุดเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2561 ในขณะที่บ้านเราก็มีผลเช่นกัน (ดูเหมือนจะเกิดขึ้นล่วงหน้าด้วยซ้ำไป อาจจะเพราะดัชนีเราสูงเกินความสมเหตุสมผลของนักลงทุนต่างชาติแล้วก็ได้) ทำให้ดัชนีทดถอยจาก 1,827.35 จุดเมื่อ 2 กุมภาพันธ์ ไปที่ 1,786.45 จุดเมื่อ 9 กุมภาพันธ์ 2561

ซึ่งถ้าจะว่าตามความเป็นจริงแล้วในความรู้สึกและความคาดคะเนโดยส่วนตัวของผม (เน้นว่าโดยส่วนตัวนะครับ) พื้นฐานของประเทศเราหากไม่มีการเลือกตั้งไม่น่าจะมีดัชนีที่สูงเกิน 1700 จุดไปได้สักเท่าไรนักการที่เพิ่มสูงขึ้นทะลุ 1800 จุดไปนั้นไม่น่าจะเป็นเรื่องที่เป็นไปตามพื้นฐานของประเทศ แน่นอนว่าธุรกิจใหญ่คงสามารถทำกำไรได้อยู่แต่การเพิ่มของกำไรไม่น่าจะเกินร้อยละ 10 ไปได้ไกลสักเท่าไร

การลงทุนในปี 2561

คราวนี้มาถึงเรื่องที่ว่าเราจะลงทุนอย่างไรในปี 2561 นี้ผมคิดว่าปีนี้หากไม่มีการเลือกตั้งคงเป็นปีที่ทรงๆ คือโดยรวมแล้วไม่ได้แย่ลงแต่ก็ไม่ได้ดีขึ้น การหวังได้กำไรจากภาพรวมหรือการลงทุนดัชนีอาจจะไม่ประสบความสำเร็จมากนักยกเว้นผู้ที่อาศัยการแกว่งตัวของดัชนีต่างๆ ในระยะสั้น แต่นั่นคือการเก็งกำไรระยะสั้นหรือการซื้อขายผลิตภัณฑ์ทางการลงทุนซึ่งอาจจะไม่ถือเป็นการลงทุนในธุรกิจผ่านตลาดหลักทรัพย์ ก็คงต้องตัดออกไปจากนิยามของส่วนของการลงทุน  ตลอดปีนี้ผมคิดว่าคงมีการผันผวนของดัชนีค่อนข้างมากในช่วงระหว่าง 1650 ถึง 1800 จุด ธุรกิจที่น่าลงทุนคงเป็นธุรกิจพื้นฐานเกี่ยวกับอาหารและการส่งออกอาหารธุรกิจรับเหมาก่อสร้างซึ่งต้องพิจารณาเป็นรายตัวว่าราคาของหุ้นของธุรกิจเรานั้นเหมาะสมหรือไม่และหลังจากที่ปิดงานแล้วได้กำไรจริงหรือไม่ ไม่ใช่ว่าเมื่อมีข่าวว่าได้งานหุ้นก็ขึ้นไปสูงมากครั้งหนึ่ง พอปิดจ๊อบคำนวนสิ่งต่างๆแล้วกลับกลายเป็นได้กำไรนิดเดียวหรือขาดทุนแบบนั้นก็ไม่ไหวเหมือนกัน อีกธุรกิจหนึ่งที่น่าสนใจคือการท่องเที่ยวและการขนส่งน่าจะเป็นธุรกิจที่ทำกำไรและเติบโตได้ อย่างไรก็ตามในฐานะที่เป็นนักลงทุนแนวเน้นมูลค่าของกิจการที่แท้จริงเราก็จะต้องคำนวณก่อนว่าราคาที่เราจ่ายไปนั้นถูกหรือแพงเกินพื้นฐานไปหรือไม่อย่างไร

สุดท้ายนี้ก็ขอให้นักลงทุนทุกท่านประสบความสำเร็จเหมือนเช่นเคยมีความสุขในการลงทุนและอย่าโลภจนเกินสิ่งที่เราสามารถทำได้ เพราะมันจะสร้างความทุกข์ให้กับตัวเราเอง และต้องจำไว้ว่าการคาดหวังในสิ่งที่เป็นการฉกฉวยผลประโยชน์จากผู้อื่นจนเกินไปนั้นก็เป็นบาปกับตัวเราเองไม่ว่าเราจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม แล้วพบกันใหม่ในเดือนต่อไปนะครับขอบคุณครับ