วันศุกร์ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

อย่าหวังในสิ่งที่ไม่มีเหตุผล

อย่าหวังในสิ่งที่ไม่มีเหตุผล

ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ล้วนมีที่มาที่ไปมีเหตุมีปัจจัยที่ทำให้เกิดผลด้วยกันทั้งนั้น แม้ว่าบางครั้งเหตุผลนั้นจะเป็นเหตุผลที่ถูกหรือผิดก็ตามหรือเกิดจากคนที่ทำในสิ่งที่ถูกต้องหรือไม่ถูกต้องก็ตามมันก็คงมีเหตุผลของมันอยู่เสมอ แต่อย่างไรก็ตามถ้าสิ่งที่เกิดนั้นมาจากและผลที่ไม่ถูกต้องแล้วเมื่อถึงเวลาหนึ่งระบบหรือสังคมหรือโลกใบนี้ก็จะปรับตัวกลับเข้าสู่สมดุลย์

สิ่งที่คนทั่วไปทำแบบไม่มีเหตุผล

ตลาดหลักทรัพย์ก็เช่นเดียวกันถ้ามีสิ่งใดเกิดขึ้นไม่ถูกต้องตามเหตุและผลที่สมควรอย่างแท้จริงสุดท้ายมันก็จะต้องปรับไปสู่สิ่งที่ถูกต้อง  ถ้าพูดถึงนักลงทุนหรือนักเก่งกำไรก็แล้วแต่ที่เข้ามาในตลาดหลักทรัพย์ผมเชื่อว่าทุกคนคงอยากได้กำไลด้วยกันทั้งสิ้นคงไม่มีใครเข้ามาแล้วอยากขาดทุนหรอกนะครับถ้าไม่ได้เป็นคนประหลาดซะทีเดียว  แต่การจะได้กำไรที่ยั่งยืนนั้นต้องอยู่บนเหตุผลที่ถูกต้อง ตลาดที่ไม่มีเหตุผลหรือไร้ประสิทธิภาพชั่วคราวนั้นอาจจะทำให้เราได้กำไรบ้างในบางครั้ง และแน่นอนก็ทำให้ขาดทุนได้ในบางที อย่างไรขอไปก็ตามไม่ว่าจะกำไรหรือขาดทุนมันก็ไม่ยั่งยืนและคาดเดาไม่ได้ ดังนั้นแล้วหากนักลงทุนท่านใดหวังที่จะได้กำไรมากๆบนพื้นฐานของเหตุผลที่ไม่ถูกต้องหรือหวังว่าซื้อหุ้นวันนี้อีกสองสามวันจะขึ้นไป 20 - 30 - 40% อย่างนี้ถ้าไม่อยู่ในพื้นฐานของเหตุผลที่ถูกต้องแล้วก็คือการหวังในสิ่งที่ไม่มีเหตุผลนั่นเอง

สิ่งที่นักลงทุนเน้นมูลค่าคิดว่ามีเหตุผล

สิ่งที่ไม่สมเหตุสมผลหรือเป็นเหตุผลที่ไม่ถูกต้องใหม่การลงทุนหรือตลาดหลักทรัพย์นั้นมากมายเอาเป็นว่าคงจะยกตัวอย่างมาได้ไม่ทั้งหมด (ข่าวลือ ข่าวปลอม ปั่นราคาหุ้น เป็นต้น) ก็อย่าพึ่งไปพูดถึงมันเลยแล้วกัน เรามาดูในสิ่งที่มีเหตุมีเหตุผลกันดีกว่าก็คือการที่ราคาหุ้นจะเพิ่มขึ้นได้นั้นแท้ที่จริงแล้วมีเหตุที่ถูกต้องอยู่แทบจะอย่างเดียวเท่านั้นเองคือ

"มูลค่าที่แท้จริงของมันเพิ่มสูงขึ้นไปอย่างเห็นได้ชัด ตลาดรับรู้ เชื่อ และอารมณ์ดีพอที่จะตอบสนองต่อมูลค่านั้น"

ดังนั้นจะเห็นว่าราคาหุ้นจะเพิ่มขึ้นได้บริษัทต้องมีผลประกอบการที่ดี ดีขึ้น หรือมีอนาคตที่ดีมากๆ อย่างเห็นได้ชัดและค่อนข้างแน่นอนก่อน นอกจากนั้นตลาดยังต้องรับรู้และเชื่อในสิ่งนั้นด้วย ถ้ารับรู้แล้วไม่เชื่อก็อาจจะไม่เกิดประโยชน์ราคาหุ้นก็ไม่วิ่งไปไหน ที่สำคัญคือตลาดต้องอยู่ในอารมณ์ที่ดี ไม่เช่นนั้นแล้วไม่ว่าราคาหุ้นไหนๆ ก็แทบจะขายทิ้งหมด

"ดังนั้นถ้านักลงทุนซื้อหุ้นแล้วหุ้นไม่ขึ้นทั้งที่เราคำนวณว่ามีมูลราคาที่เหมาะสมสูงมาก ก็อาจจะด้วยเหตุผลอื่นทำให้ราคาหุ้นยังไม่พร้อมที่จะปรับตัวขึ้นไปนั่นเอง"

การมีชีวิตอย่างไร้ความหวังเป็นสิ่งที่แย่ การมีความหวังเป็นสิ่งที่ทำให้ชีวิตมีอนาคตและพร้อมจะตื่นขึ้นมาในวันรุ่งขึ้น ถ้าเราเชื่อ เราตั้งความหวัง และดำรงชีวิตอยู่บนความหวังที่มีเหตุผลความเป็นไปได้ที่ถูกต้องแล้ว เราจะลงทุนอย่างเป็นสุข และมีโอกาสประสบความสำเร็จจากจริตที่ถูกต้องมากขึ้นครับ

วันอาทิตย์ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

ถ้าอยากรวย ให้ทำนิสัยแบบคนรวยก่อน

ถ้าอยากรวย ให้ทำนิสัยแบบคนรวยก่อน
 

หลายคนอาจจะเคยได้ยิน หรือเคยถูกสอนมาเสมอว่า "ถ้าทำตัวจนจะไม่มีวันจน ถ้าทำตัวรวยจะไม่มีวันรวย" แต่โดยส่วนตัวแล้วผมกลับไม่ค่อยเชื่อแบบนั้น และคิดว่าไม่น่าจะจริงเท่าไร เนื่องจากเรื่องนี้เป็นเรื่องคล้ายๆ ไก่กับไข่อะไรเกิดก่อนกันนั่นแหละครับ (เช่น ต้องทำตัวอย่างไรก่อนไหม จึงจะเป็นอะไร ทำนองนั้น)

ต้องทำแบบ คนรวย

โดยความคิดส่วนตัวของผมก็คือ ถ้าเราอยากรวย จะต้องทำตัวแบบคนรวยก่อน และที่จริงแล้วคนรวยมีนิสัยที่ต่างไปจากที่คนจนหรือคนธรรมดานึกหรือเพ้อฝันอยู่มาก ส่วนใหญ่แล้วคนที่เป็นคนรวยจริงๆ ที่เคยพบพานจะมีลักษณะต่อไปนี้
  • ขยัน
  • ซื่อสัตย์
  • อดออม
  • มีความฉลาดทางการเงิน
  • มีความสามารถทำเงินให้งอกเงย
  • ซื้อสินทรัพย์ที่สร้างเงินและไม่ด้อยค่า
  • มีรายได้หลายทาง
  • คิดบวก
  • อยู่กับสังคมคนประสบความสำเร็จที่เป็น "ผู้ให้" ด้วยกัน
  • อ่านหนังสือ เพิ่มความรู้ หัดทำเพื่อเพิ่มทักษะ ตลอดเวลา
  • ใจบุญ เป็นผู้ให้ (ที่ให้แล้วไม่สร้างปัญหาให้กับผู้รับ)
นั่นแหละครับ นิสัย คนรวย ถ้าไม่ทำแบบนี้ก่อน จะหวังให้รวยก่อนแล้วค่อยทำ หรือไปทำนิสัยตรงกันข้าม ชาตินี้คงรวยยากล่ะครับ (พูดใน มิติของความสำเร็จในการงาน การเงิน เท่านั้นนะครับ ซึ่งแน่นอนว่า "ไม่ใช่ทั้งหมดของชัวิต")

คนที่บอกว่า ให้ทำตัวจนแล้วจะรวยนั้น มีความผิดปกติ อย่างน้อย สองประเด็น

1) คนพูด เข้าใจว่า คนรวยใช้เงินเยอะได้ คนจนใช้เงินน้อยกว่า: มันทำให้เข้าใจว่าคนรวยใช้เงินเยอะได้ตามใจ ที่จริงแล้วถูกครึ่งเดียว เพราะคนรวยอาจจะใช้เงินเยอะแต่เขายังคุมให้เป็น "Budget Surplus" ได้อยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสิ่งที่เขาซื้อแหลกราญนั้นอาจจะเป็น หุ้น บ้าน ที่ดิน อสังหาฯ เพชร ทอง ของสะสม ของเก่า..... ล้วนไม่ด้อยค่าทั้งนั้น แถมยังสร้างกระแสเงินสดไหลเข้ามาได้ด้วย

2) การพูดแบบนั้น นำไปสู่ความเข้าใจว่าการอดออมทำให้รวยได้ ซึ่งจริงครึ่งเดียวอีกเช่นกัน  แน่นอนว่า "การอดออมเป็นเป็นจุดเริ่มต้นของความรวย" แต่คุณต้องทำอย่างอื่นต่อด้วย  การมีเงินมากๆ จากการอดออมโดยไม่ใช้เงินให้เป็นคุณแก่ตัวเองนั้นไม่เกิดประโยชน์เลย การพยายามรวยด้วยการอดแล้วเก็บเงินทั้งหมดจะทำให้มีชีวิตอย่างยากแค้นมากๆ ด้วยซ้ำไป

ประเด็นคือ

อดออมเป็นเริ่มต้น  ลงทุนให้งอกเงย  ทบต้นจากการลงทุนนั้น และ ต้องมีความฉลาดทางการเงิน และมีนิสัยตามความฉลาดทางการเงินนั้น เป็นนิสัยของคนรวย เพื่อมีโอกาสรวยจริงๆ ได้นั่นเองครับ

วันอาทิตย์ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

อ่าน Fact Sheet อย่างไรให้ได้เปรียบใ​นการลงทุน


ในโลกแห่งการลงทุนแล้วข้อมูลข่าวสารเป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่ทำให้เราตัดสินใจได้ดีขึ้น เพราะทั้งที่เรามีข้อมูลมากมายแต่ข้อมูลเหล่านั้นก็ยังต้องถูกนำมากรองอีกครั้งหนึ่ง นอกเหนือไปจากนั้นก็ยังมีต่อไปอีกคือการคาดการณ์สิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตที่จะมีผลต่อธุรกิจที่เราต้องการลงทุน โชคดีที่ปัจจุบันนี้เป็นยุคของข้อมูลข่าวสารและเรามีแหล่งของข้อมูลต่างๆทางที่เกี่ยวกับตัวบริษัทเองและสิ่งที่เกิดรอบรอบธุรกิจของบริษัทนั้นให้เราได้อ่านและนำมาตัดสินใจในการลงทุนเ หนึ่งในนั้นก็คือสิ่งที่เรียกว่า สรุปข้อสนเทศบริษัทจดทะเบียน หรือ Fact Sheet ซึ่งสามารถหาได้ในเว็บไซต์ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เอกสารนี้เพียงหน้าเดียวที่อยู่บนเว็บไซต์ดังกล่าวสามารถบอกอะไรเราได้มากมายเราค่อยๆ มาแกะดูกันนะครับว่ามีอะไรบ้าง

เข้าไปดูหน้า Fact Sheet กันดีกว่า

เข้าเว็บไซต์ www.set.or.th
ข้อมูลบริษัท/หลักทรัพย์ > ตราสารทุน > ข้อมูลบริษัท/หลักทรัพย์ <คลิก>
เลือกบริษัทที่สนใจ
คลิกแท็บแรก (บริษัท/หลักทรัพย์)
คลิกแถบสีส้ม "สรุปข้อสนเทศบริษัทจดทะเบียน"

หรือวิธีที่สอง เข้า www.google.com  ป้อน set.or.th ชื่อบริษัทมหาชนที่สนใจ (เช่น อารียา พรอพเพอร์ตี้) ลงไป (ที่เลือกบริษัทนี้เพราะเป็นบริษัทแรกที่เรียงตามตัวอักษรนะครับ อย่าคิดมากเป็นอื่นไป) แล้วกด ค้นหา จะได้ลิ้งค์ของหน้า ข้อมูลบริษัท/หลักทรัพย์ ก็เข้าลิ้งค์นั้นไป แล้ว
คลิกแถบสีส้ม "สรุปข้อสนเทศบริษัทจดทะเบียน" เหมือนวิธีแรก

คลิกที่ "สรุปข้อสนเทศบริษัทจดทะเบียน"


ตัวอย่างหน้าตาของ "สรุปข้อสนเทศบริษัทจดทะเบียน"
หรือ Fact Sheet ของบริษัทตัวอย่าง A


บริษัททำอะไร

หัวข้อนี้เป็นหัวข้อที่สำคัญอยู่ภายใต้ "ลักษณะธุรกิจ" บางครั้งเราอาจได้ยินเพื่อนนักลงทุนพูดถึงชื่อของบางบริษัทหรือแม้แต่ชื่อย่อหุ้นแต่เราไม่มีความรู้เลยว่าบริษัทนั้นทำอะไรหรือแม้ว่าเรารู้ว่าทำอะไรอยู่เราก็อาจจะรู้ไม่หมดก็ลองมาอ่านหัวข้อนี้ทำให้ทราบว่าบริษัททำอะไรบ้าง เมื่ออ่านแล้วเราจะต้องพิจารณาอยู่ว่าธุรกิจดังกล่าวนั้นมีโอกาสเติบโตได้มากน้อยแค่ไหนหรือเป็นธุรกิจที่เรียกว่าตะวันตกดินสิ่งที่สำคัญกว่านั้นก็คือตัวเราเองมีความรู้เกี่ยวกับธุรกิจนั้นแค่ไหนความรู้ที่ว่าก็คือความรู้ด้านการลงทุนคือรู้แนวโน้มตลาดและ สามารถคาดเดาได้ว่าในอีกหนึ่งหรือห้าปีข้างหน้าธุรกิจนั้นจะเป็นอย่างไรต่อไปจะไปโรจน์หรือไปร่วงนั่นเอง

ทุนของบริษัท

จะทำกิจการก็ต้องมีทุน ทุนถือเป็นการตั้งต้นในการทำธุรกิจของบริษัท ให้มองหา ทุนจดทะเบียน และ ทุนที่ออกและชำระเต็มมูลค่า ตัวเลขสองตัวนี้ควรจะเท่ากัน ถ้าไม่เท่ากันเมื่อใด (คือ ทุนจดทะเบียนมีตัวเลขสูงกว่า) นั่นแปลว่าอีกไม่ช้านานจะต้องมีการเพิ่มทุน ไม่ว่าจะด้วยการแปงวอแร้นท์ หรือการที่มีใครบางคนได้ซื้อหุ้นเพิ่มทุนแบบจำเพาะเจาะจง ทั้งสองอย่างนี้จะทำให้จำนวนหุ้นเพิ่มมากขึ้น ตัวหารมากขึ้น กำไรต่อหุ้นลดลง นักลงทุนคงไม่ชอบใจนักยกเว้นแต่ว่าบริษัทมีฝีมือมากจนทำให้กำไรรวมของบริษัทจากการเพิ่มทุนนั้นสูงมาก มากจนเมื่อหารกับจำนวนหุ้นที่เพิ่มขึ้นแล้วยังได้กำไรต่อหุ้นเพิ่มขึ้น แบบนั้นก็ไม่ว่ากัน

ตัวเลขอีกสองตัวที่สำคัญคือ ส่วนเกิน(ต่ำกว่า)มูลค่าหุ้น ซึ่งควรเป็นจำนวนบวก แปลว่าบริษัทขายหุ้นครั้งแรกได้ในราคาสูงกว่าราคาพาร์ และมีเงินส่วนเกินนำมาเป็นทุนใช้ดำเนินงาน อีกตัวหนึ่งคำ กำไร(ขาดทุน)สะสม ควรเป็นจำนวนบวกเช่นกัน คือบริษัทมีกำไรสะสม เมื่อใดที่ ส่วนเกิน(ต่ำกว่า)มูลค่าหุ้น และ/หรือ กำไร(ขาดทุน)สะสม ติดลบ (ไม่ว่าอันใดอันหนึ่งหรือสองอัน) แม้ว่ามีกำไรในปีนั้นๆ บริษัทจะจ่ายปันผลไม่ได้นะครับ จะต้องจัดการล้างขาดทุนสะสมแล้วทำให้บริษัทมีส่วนเกินมูลค่าหุ้นให้ได้ก่อน จึงจะจ่ายปันผลได้ (อ่านเรื่อง การล้างขาดทุนสะสม ประกอบ)

ใครเป็นเจ้าของ และเป็นเท่าไร

อีกส่วนหนึ่งที่มีความสำคัญมากที่จะเห็นบนหน้าสรุปข้อสนเทศบริษัทจดทะเบียนได้ชัดเจนก็คือ "ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ 10 อันดับแรก" สิ่งที่ต้องดูก็คือถ้าผู้ถือหุ้นรายใหญ่เป็นผู้ที่มีความมั่นคงทางการลงทุนนั่นก็คือเขาต้องพิจารณาดีแล้วจึงลงทุนในบริษัทต่างๆ หรือเป็นเจ้าของเดิมถือหุ้นไว้เป็นจำนวนมากโดยไม่ยอมขายออกมา หรือซื้อๆ ขายๆ ทำกำไรเอาเอง ถ้าบุคคลหรือนิติบุคคลเหล่านี้ถือหุ้นบริษัทจำนวนมากเอาไว้ หรือแสดงว่าเจ้าของเดิมรักบริษัทมาก ก็น่าจะสบายใจได้ระดับหนึ่งว่าเขาช่วยเลือกหุ้นให้เราหรือเป็นบริษัทที่เจ้าของและผู้บริหารจะตั้งใจทำงานจริง นอกจากนี้ยังมีอีกจุดหนึ่งที่ต้องพิจารณาคือจำนวนของผู้ถือหุ้นรายย่อย (ดูได้ที่ "% /จำนวนผู้ถือหุ้นรายย่อย" อยู่ด้านล่างของ "ลักษณะธุรกิจ") ถ้าผู้ถือหุ้นรายใหญ่ถือหุ้นรวมกันเป็นจำนวนมากเช่น เกินร้อยละ 50 หรือ 70 ก็จะเหลือหุ้นสำหรับผู้ถือหุ้นรายย่อยเป็นจำนวนไม่มากนัก บริษัทที่มีร้อยละของการถือหุ้นของผู้ถือหุ้นรายย่อยไม่มาก (%free float ต่ำ) เวลาผลประกอบการออกมาดีหรือบริษัทมีอนาคตที่ดีราคาหุ้นจะเพิ่มสูงขึ้นได้ง่ายกว่า เพราะมีจำนวนหุ้นหมุนเวียนเหลืออยู่ในตลาดน้อยดังนั้นเมื่อต้องการได้ก็ต้องสู้ราคากันหน่อยราคาก็จะเพิ่มสูงขึ้นได้ไม่ยากไม่เหมือนหุ้นที่มีรายย่อยถึงอยู่มากๆ เวลาหุ้นจะขึ้นก็ถูกขายทำกำไรสวนลงมาบ่อยๆ

ผู้บริหาร

ผมมีความเชื่ออยู่อย่างหนึ่งว่าคนในบริษัทหรือผู้บริหารมีส่วนสำคัญแทบจะที่สุดในการนำพาธุรกิจเจริญรุ่งเรืองหรือย่ำแย่ลงในโลกปัจจุบันนี้ธุรกิจหนึ่งอาจจะเริ่มต้นด้วยการค้าขายหรือผลิตสินค้าอย่างหนึ่งแต่เมื่อเวลาผ่านไปบริษัทนั้นอาจจะ เปลี่ยนแปลงตัวเองไปทำธุรกิจอีกรูปแบบหนึ่งหรือแม้กระทั่งเปลี่ยนแปลงไปแล้วก็เปลี่ยนชื่อบริษัทสุดท้ายกลายเป็นคนละเรื่องเดียวกันกับตอนที่เริ่มต้นได้ ในหน้าสรุปข้อสนเทศบริษัทจดทะเบียนที่ "คณะกรรมการ" จะมีรายชื่อของผู้บริหารบริษัทเริ่มต้นตั้งแต่ ประธานกรรมการ / กรรมการผู้จัดการของบริษัท จนถึงกรรมการตรวจสอบ เราก็ลองดูรายชื่อว่าเป็นเจ้าของเก่าหรือไม่ (ถ้าเป็นน่าจะดี) เป็นบุคคลที่น่าเชื่อถือหรือเปล่า หรือเป็นบุคคลที่บริษัทเชิญมาช่วยในการบริหาร (อาจจะดีกว่าก็ได้) แต่ถ้าเจอรายชื่อที่ไม่น่าไว้ใจหลายรายชื่ออยู่ในส่วนนี้ก็อาจจะต้องคิดพิจารณาให้ดีสักนิดว่าเราควรจะให้ความไว้ใจในการบริหารงานหรือไม่

ผู้สอบบัญชี

ส่วนนี้เป็นส่วนที่น่าสนใจว่าคุณภาพของการสอบบัญชีของบริษัทถูกให้ความสำคัญมากน้อยเพียงใดลองดูว่าผู้สอบบัญชีของบริษัทเป็นรายใหญ่ที่ได้รับความเชื่อถือสามหรือสี่อันดับแรกหรือไม่ (PwC, Ernst & Young, KPMG, Deloitte) ทั้งนี้ ไม่ได้หมายความว่าถ้าบริษัทใช้ผู้สอบบัญชีอื่นนอกเหนือไปจากผู้สอบบัญชีที่มีชื่อเสียงดังกล่าวแล้วจะไม่น่าเชื่อถือนะครับ แต่ก็บอกอะไรๆ ได้หลายอย่าง (เช่น ยอมจ่ายแพงเพื่อความถูกต้องหรือความเห็นที่ดีหรือไม่ เป็นต้น)

อัตราผลตอบแทนและการจ่ายปันผล

ส่วนนี้น่าจะเป็นส่วนที่หลายหลายคนให้ความสนใจก็คือเมื่อเราถือหุ้นบริษัทเพื่อการลงทุนแล้วเราจะได้ผลประโยชน์อะไรบ้างนอกเหนือไปจากราคาที่เปลี่ยนแปลงไป ตรงนี้อยู่ในส่วนของ "อัตราผลตอบแทนและการจ่ายปันผล" เราสามารถดูได้ว่าบริษัทมี นโยบายเงินปันผล เป็นอย่างไร ที่ผ่านมามี อัตราผลตอบแทน เป็นร้อยละเท่าใด ที่จริงแล้วก็คือตัวเลขที่ลอกมาจากสรุปงบการเงินและผลประกอบการของบริษัทนั่นเอง สิ่งที่เราควรดูตรงนี้ก็คือการเติบโตของเงินปันผลและอัตราปันผล ควรเติบโตขึ้น โดยมีข้อสังเกตว่าอัตราร้อยละของปันผลจะเทียบกับราคาหุ้น ณ วันสิ้นปีนั้นๆ ไม่ใช่กับราคาหุ้นปัจจุบันนะครับ ดังนั้นตัวเลขร้อยละของปันผลที่สูงมากๆอาจจะเป็นเพราะราคาหุ้น ณ วันสิ้นปีนั้นๆ ต่ำผิดปกติหรือในทางกลับกันอัตราร้อยละของปันผลที่ต่ำก็อาจจะเป็นเพราะราคาหุ้น ณ วันสิ้นปีสูงผิดปกติก็ได้อีกเช่นกัน

ดูงบการเงินคร่าวๆ

ปกติแล้วเวลาผมดูงบการเงิน จะแยกการดูออกเป็นสองอย่างคือ ส่วนของบริษัทเองว่าดีหรือไม่ และ ราคาหุ้นถูกหรือแพงกว่ามูลค่าที่แท้จริง  ส่วนของบริษัทที่ดูคือ
  • ยอดขายเพิ่มขึ้นหรือไม่ เทียบกับคู่แข่งแล้วเป็นอย่างไร
  • อัตรากำไรขั้นต้นเป็นเท่าไร เมื่อเวลาผ่านไป อัตรากำไรลดหรือเพิ่มขึ้น ข้อนี้สำคัญมากรองจากยอดขาย แต่ตัวเลขอัตรากำไรขั้นต้นเราต้องคำนวณหาเองจาก ((ยอดขาย - ต้นทุนขาย) / ยอดขาย) x 100 ส่วนอัตรากำไรสุทธิคือ ((กำไรสุทธิ - ยอดขาย) / ยอดขาย) x 100 ได้ตัวเลขเป็นร้อยละ บริษัทที่ควรสนใจมีสองประเภทคือ มีตัวเลขอัตรากำไรขั้นต้นสูงมาก (เช่น มากกว่า 35%) เพราะแสดงถึงการผูกขาดหรือกึ่งผูกขาด (ผู้บริโภคมีตัวเลือกน้อย) กับอีกประเภทหนึ่งคือมีอัตรากำไรขั้นต้นเพียง 10-15% แล้วเหลืออัตรากำไรสุทธิเพียง 4-5% ในขณะที่มียอดขายสูงมาก (เป็นหมื่นล้านบาท) และเป็นผู้นำ บริษัทประเภทที่สองนี้จะมีคู่แข่งใหม่น้อย เพราะไม่มีใครกล้าเข้ามา เนื่องจากถ้าไม่สามารถทำยอดขายได้สูงขนาดนั้นคงขาดทุน (สู้ค่าใช้จ่ายคงตัวไม่ไหว)
  • ROA (อัตราผลตอบแทนจากสินทรัพย์), ROE (อัตราผลตอบแทนผู้ถือหุ้น) เป็นเท่าไร โดยถ้า ROE สูงกว่ามากให้ระวังว่าบริษัทมีหนี้สินมาก (ส่วนมากผมมักมอง ROE มากกว่า 18% ขึ้นไป) ก็ไปดูอีกทีว่า กำไร EBITDA นั้นเป็นกี่เท่าของดอกเบี้ยเงินกู้ ถ้ามากกว่าหลายเท่าก็คงสบายใจได้เปราะหนึ่ง
  • Cash Flow เป็นสิ่งที่ไม่มีในหน้าผลประกอบการตามปกติ แต่อยู่ในหน้า Fact Sheet นี้ ตามหลักการคือ บวก ลบ ลบ แต่ก็ต้องดูประกอบในแต่ละปีที่ผ่านไปว่า บางปีที่ไม่ใช่แบบนั้นอาจจะมีความจำเป็นในการลงทุนธุรกิจบางอย่างหรือไม่ นั่นหมายความว่า Cash Flow อาจจะไม่จำเป็นต้องเป็น บวก ลบ ลบ เสมอไปก็ได้ แต่เราต้องเข้าใจมันให้ได้ว่าทำไมถึงเป็นแบบนั้น
  • อัตรากำไรต่อหุ้น ควรมีแนวโน้มที่เพิ่มขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป และต้องสัมพันธ์กับยอดขายด้วย ถ้าเกิดยอดขายตกแต่กำไรมาก ต้องหาให้พบว่าทำไม กำไร (ที่มักจะ) พิเศษนั้นมาจากไหน และ หักออกไปจากการดูแนวโน้ม
  • ทุนหมุนเวียน คือ ทรัพย์สินหมุนเวียน ลบด้วย หนี่สินหมุนเวียน ตัวเลขนี้นักลงทุนมักไม่ค่อยดูกัน แต่ผมให้ความสำคัญมากเพราะมันบอกง่ายๆ ว่า บริษัทมีของที่จะได้มาซึ่งรายได้ในระยะสั้น มากกว่าที่โดนไล่ทวงหนี้อยู่เท่าไร ซึ่งทำให้ตัวเลขนี้แสดงความสามารถในการดำเนินงานในระยะปัจจุบันได้ดี บริษัทที่มีทุนหมุนเวียนเป็นบวก และมีมากเมื่อเทียบกับทรัพย์สินทั้งหมด แสดงว่ามีความสามารถในการเอาทรัพย์สินมาสร้างผลกำไรได้ดี และทำงานได้อย่างสบายใจกว่าบริษัทที่มีทุนหมุนเวียนติดลบอย่างแน่นอน
  • ดู หนี้สิน สักหน่อย ตรงนี้ผมใส่เป็นตัวเอียงเพราะผมมักจะดูด้วยเสมอว่า บริษัทมีหนี้สินไม่หมุนเวียนแค่ไหน จะต้องทำงานใช้หนี้สน่วนนี้นานเท่าไรจึงหมดไป ให้เอา "หนี้สินไม่หมุนเวียน" หารด้วย "กำไรสุทธิ" ในปีนั้นๆ (หรือ 4 ไตรมาสล่าสุด) คำนวณออกมาได้เป็นจำนวนปี บริษัทที่ดีจะสามารถใช้หนี้สินไม่หมุนเวียนนี้ได้ในเวลา 3-5 ปีเท่านั้น
ในส่วนของราคาหุ้นนั้น คงต้องเอาทั้งหมดไปคำนวณก่อนว่าราคาเหมาะสมเป็นเท่าไร แล้วจึงตัดสินใจได้

กราฟเล็กๆ อย่ามองข้ามไป
กราฟบอกการเปลี่ยนแปลงของราคาหุ้น และเทียบกับดัชนีตลาดหลักทรัพย์


ในหน้า Fact sheet มีกราฟเล็กๆ แสดงแนวโน้มของราคาหุ้นนั้นๆ เทียบกับดัชนีตลาด กราฟนี้จะบอกเราสองอย่างที่สำคัญมากคือ ราคาหุ้นตามดัชนีหรือไม่ ตามแค่ไหน และเราควรคิดต่อเองได้ว่าทำไม นอกจากนั้นยังพอบอกเราได้ว่า ราคาที่ถ้าเราตัดสินใจซื้อตอนนี้จะ ได้หรือเสียเปรียบคนอื่นที่ซื้อก่อนหน้าเราไปสัก 6 เดือนด้วย

ข่าวเกี่ยวกับบริษัทและผลประโยชน์

ปกติแล้วถ้าเราอยากหาข่าว ประกาศ หรือ การจ่ายปันผลหรือผลประโยชน์อื่น (เช่น การรวบรวมรายชื่อเพื่อเข้าประชุม, การได้สิทธิจองซื้อหุ้นเพิ่มทุนหรือใบสำคัญแสดงสิทธิต่างๆ เป็นต้น) เราต้องไปดูจากหลายที่ แต่ทั้งหมดถูกรวมไว้ในหน้า Fact Sheet นี้ด้วย

ที่พูดถึงมาข้างต้นนั้นเป็นส่วนที่มักจะนอกเหนือจากการดูงบการเงินปกติ หรือเป็นสิ่งที่เห็นได้จาก Fact Sheet มากกว่าจากที่อื่น นั่นหมายความว่ายังมีสิ่งอื่นๆ เช่น P/BV, P/E, การเติบโตหรือ Glowth ที่เราควรดูด้วยซึ่งหลายอย่างก็อยู่ใน Fact Sheet นี้ด้วย ก็เรียกได้ว่า สรุปข้อสนเทศบริษัทจดทะเบียน หรือ Fact Sheet เป็นสรุปสิ่งต่างๆ ของบริษัทฉบับย่อให้เราได้ดู ได้มองเห็น และถ้าเราดูเป็น จะช่วยให้มองเห็นภาพการลงทุนกับบริษัทหนึ่งๆ ได้ง่ายขึ้นเลยเชียวครับ

วันเสาร์ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

นักลงทุนแนว VI ต้องถือหุ้นยาวนานจริงหรือ


จากบทความที่แล้วที่เราคุยกันว่า ถ้านักลงทุนสมัยนี้ทำแบบ VI สมัยก่อนคือถือหุ้นนานๆ แล้วจะได้กำไรมากมายจริงหรือ (ดูเรื่อง เดี๋ยวนี้ ถ้าถือหุ้นยาวๆ แบบวีไอสมัยก่อนจะได้กำไรหรือไม่ ประกอบ) จึงกลายเป็นเรื่องต่อเนื่องที่ต้องยกมาเล่าสู่กันฟังเป็นการขยายความ ก็เพราะมักเป็นสิ่งที่คนเข้าใจผิดกันมาก ตรงที่บอกว่า VI ได้กำไรเพราะลงทุนระยะยาว เรียกว่าคลาดเคลื่อนไปมากเลยก็ว่าได้

ที่จริง ผมไม่คิดว่า VI จะเกี่ยวกับการถือหุ้นยาวหรือสั้นสักเท่าไร หัวใจของ VI คือ "เรารู้หรือเปล่าว่าของที่เรากำลังคิดจะซื้อนั้นมีค่าจริงๆ เท่าไร" ต่างหาก (วิธีการประเมินค่านี้ ยาว และ... ต้องจำไว้ว่า  ไม่ใช่เราทุกคนจะประเมินค่าที่แท้จริงได้ทุกบริษัท ถึงได้ก็แม่นยำไม่เท่ากัน)

ลองนึกภาพตามที่ผมจะยกตัวอย่างนะครับ เช่น ถ้าเรารู้ว่าหุ้นนั้นมีค่าที่แท้จริง 10 บาท แต่ราคาซื้อขายกันอยู่ที่ 5 บาท เราเข้าไปซื้อ บังเอิญจะด้วยเวทมนต์คาถาอะไรก็ตามแต่ หุ้นขึ้นไป 12 บาทใน 1 เดือน เราเห็นว่าเกินมูลค่าของมันก็ขายทำกำไรออกไป ก็ยังคงเป็น VI อย่างสมบูรณ์อยู่ ไม่เห็นต้องถือหุ้นไว้ยาวนานอะไร

ส่วนการเป็น VI ระยะยาวนั้น หลายอย่างใช้ความอดทน (มาก) แต่... ระหว่างการอดทนนั้นเราอาจจะเลือกปรับพอร์ตให้เป็นหุ้นจ่ายปันผลสูงเข้ามาปนด้วยบ้าง (แม้จะมีโอกาสโตน้อยกว่าหุ้นโตเร็วจ่ายปันผลน้อย)  ก็จะทำให้เราอดทนกับ "พอร์ต" ของเราได้มากขึ้น เพราะถึงเวลามันก็ออกดอกออกผลมาให้ชื่นชม

ทั้งหมดเป็นเรื่อง "ศิลปะ" ที่ต้องจัดการให้ "ถูกจริต" ของแต่ละบุคคลครับ ไม่อย่างนั้นเราจะลงทุนอย่างเป็นทุกข์ กระวนกระวาย นอนไม่หลับ สุดท้ายเจ็บไข้เสียมากกว่า ไม่เกิดประโยชน์โดยรวมแต่อย่างใด

กลับมาคำว่า "ลงทุนระยะยาวแบบ VI" อีกที

ส่วนตัวแล้วคิดว่าการเอา VI ไปปนกับการลงทุนระยะยาวนั้น มีทั้งถูกและไม่ถูกเรื่อง และสิ่งที่น่าจะถูกกว่าก็คือ นักลงทุนแบบ VI จริงๆ ที่สามารถบอกมูลค่าที่แท้จริงของบริษัทได้ เขาจะสามารถบอกได้ด้วยว่า "เมื่อไร"
  • อาจจะเป็น "ตอนนี้"
  • หรือ 1 ปีข้างหน้า
  • หรือ 2 ปีข้างหน้า
  • หรืออาจจะเป็น 3 ปี
ส่วนที่เกินกว่านั้นมักคาดการณ์ได้ยากแล้วล่ะ

นักลงทุนแบบ VI อาจจะเห็นว่า
"ตอนนี้" หุ้นนี้มีค่า 10 บาท (ค่า หรือ มูลค่าที่แท้จริง นะครับ ไม่ใช่ราคา คนละเรื่องกัน)
แต่อีก สองปีจะต้องมีค่าเป็น 20 บาท เพราะมีโครงการใดๆ ที่กำลังทำอยู่ ทำให้กำไรมากขึ้น ทรัพย์สินมากขึ้น หนี้น้อยลง free cash flow ดีขึ้น หรือคาดการณ์ตลาด (คือ Economic Market นะครับ ไม่ใช่ตลาดหุ้น ว่าต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้) ว่าจะดีขึ้นกับบริษัท อะไรก็แล้วแต่
โดยสมมติว่าถ้าราคาในกระดานตอนนี้เป็น 7 บาท เห็นว่ามี MOS ค่อนข้างมาก ก็ทะยอยซื้อ แล้วรอดูว่าสิ่งที่ตัวเองคาดการณ์นั้นเป็นจริงหรือไม่ รอไป สองปี...

สิ่งสำคัญมากๆ คือ

ในระหว่างนั้น VI จะประเมินมูลค่าที่เหมาะสมของหุ้นนั้นไปเรื่อยๆ วันที่ซื้อ เราอาจจะคิดว่าอีกสองปีหุ้นควรมีค่า 20 บาท แต่เมื่อถือหุ้นไป 1 ปี บริษัทปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ไปอีกมากมาย เราก็ต้องประเมินใหม่ การที่นักลงทุน VI ถือหุ้นนานมาก แล้วหุ้นก็ขึ้นไปเรื่อยๆ เพราะเราประเมินแล้วว่าสิ่งที่บริษัททำมันทำให้ value ขยับหนีไปอีก ก็จำเป็นต้องถือต่อไป
ทำให้ในบางกรณี VI ถือหุ้นกันยาวนานมาก โดยเฉพาะกับบริษัทที่โตไปเรื่อยๆ ซึ่ง...
"เป็นแค่กรณีบังเอิญเท่านั้นเอง"

ส่วน กรณีที่ VI คำนวณว่า ราคาหุ้นจะเป็น 10 บาทในอีก 3 ปี แต่วันนี้ราคา 5 บาท กรณีแบบนี้ VI เก่งๆ อาจจะเลือกหุ้นของบริษัทอื่นน่าจะดีกว่าที่จะรอถึง 3 ปี แต่ก็ย่อมมี VI บางท่านนิยมชมชอบบริษัทหนึ่งๆ เป็นการส่วนตัว หรือเพราะมันจ่ายปันผลสูง แล้วถือหุ้นนั้นเอาไว้ (ผมก็เป็น/เคยเป็น กับบางบริษัท) จนได้กำไรมากมาย แล้วจะเหมารวมว่า VI ต้องถือหุ้นยาวนานก็คงไม่ถูกต้องสมบูรณ์เท่าไรนักด้วยประการต่างๆ ตามที่ยกมาข้างบนนี้ครับ

วันเสาร์ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2560

เดี๋ยวนี้ ถ้าถือหุ้นยาวๆ แบบวีไอสมัยก่อนจะได้กำไรหรือไม่

เดี๋ยวนี้ ถ้าถือหุ้นยาวๆ แบบวีไอสมัยก่อนจะได้กำไรหรือไม่

ในวงการลงทุน หลายท่านคงได้ยินคำเล่าขานต่อๆ กันมาหลายรูปแบบ หนึ่งในนั้นก็คือคำเล่าที่ว่านักลงทุนแนวเน้นมูลค่า (วีไอ) ถือหุ้นอย่างยาวนานแล้วก็สามารถทำกำไรได้เป็นกอบเป็นกำ คำถามก็คือแล้วในสมัยนี้ล่ะเรายังทำอย่างนั้นแล้วได้กำไรเป็นเนื้อเป็นหนังอีกหรือไม่ หลายหลายคนอาจจะคิดว่าหุ้นที่ดีราคาถูกป่านนี้ก็คงมีคนซื้อกันไปหมดแล้วแล้วเราจะไปหาของดีราคาไม่แพงได้ที่ไหนล่ะ

โลกเปลี่ยนตลอด

ถ้าเราเลือกใช้ตามองตลาดหลักทรัพย์เพียงแว๊บเดียวเราก็อาจจะเห็นของอย่างหนึ่ง การเหลียวมองตลาดหลักทรัพย์เพียงระยะเวลาสั้นๆ ก็มักจะเป็นลักษณะนิสัยของผู้ที่น่าจะเรียกได้ว่าเป็นนักเก็งกำไรมากกว่าที่จะเป็นนักลงทุน  เพราะถ้าเราศึกษาและมองดูสิ่งที่เปลี่ยนแปลงในระยะเวลาที่ยาวนานขึ้นเราจะเห็นอะไรๆ ที่แตกต่างจากระยะสั้นมากจริงๆ เช่น ความไม่สมเหตุสมผลของความสามารถของธุรกิจกับราคาหรืออารมณ์ตลาด  หุ้นก็ใช่ว่าจะมีเท่าเดิม หุ้นใหม่ ๆ ของบริษัทเล็ก บริษัทน้อย ก็มีให้เลือกเยอะมาก (ที่จริงแล้ว เราไม่จำเป็นต้องเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัทขนาดใหญ่หรอก เราแค่เป็นผู้ถือหุ้นเล็กๆ ของบริษัทขนาดเล็กหรือขนาดจิ๋วสองสามบริษัท ที่สร้างกระแสเงินสดให้เรามากพอ ก็เรียกว่ารวยได้แล้วเหมือนกัน ดังนั้นควรมองบริษัทเล็กๆ ไว้บ้าง และโดยส่วนตัวเคยถือหุ้นของบริษัทเล็กๆ ที่เติบโตจนราคาเพิ่มขึ้นเกิน 10 เท่าตัวมาแล้ว)

และถึงหุ้นของบริษัทต่างๆ จะเท่าเดิม ก็มีหุ้นของบริษัทจำนวนมากที่ถูก "มองข้าม" และ/หรือ "เข้าใจผิด" ทั้งเข้าใจผิดด้านที่ดีเกินไปและแย่เกินไป (ตลาดหลักทรัพย์ก็ออกแนวเว่อร์แบบนี้แหละครับ)

นี่ไม่นับความเปลี่ยนแปลงของบริษัท และ สภาพแวดล้อม ตลาด พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปตามเวลา และอื่นๆ อีกมากมาย

ถ้าเรามองย้อนดูดีๆ "แทบทุกๆ ปี มีหุ้นที่ราคาเพิ่มขึ้น 100% หรือมากกว่า แบบสมเหตุสมผล หลายบริษัท" โดยประเภทที่ไม่สมเหตุสมผลทางธุรกิจนี่มีอีกนะ ไม่นับพวกนั้นก็แล้วกัน เพียงแต่มันอยู่ที่ว่า เราหาเจอไหม กับ เราโลภเกินไปไหม (อยากได้มาก อยากได้เร็ว กว่านั้นไหม) มากกว่า

ยิ่งไปกว่านั้น ก็ยังมีสิ่งที่เรียกว่า "การลงทุนทบต้น" อีก เราอาจจะไม่จำเป็นต้องถึงหุ้นตัวเดียวเป็นเวลายาวนานมากเพื่อกำไร 10 เท่า แต่เราอาจจะถือหุ้นสองตัวโดยแต่ละบริษัทให้กำไรสามเท่าทบกันสองครั้งก็ได้ 9 เท่าแล้ว ถึงจะไม่ใช่ 10 เท่าแต่ก็ใกล้เคียงแหละน่า ดังนั้นการจะได้กำไร 10-20 เท่าในแวดวงการลงทุน "มีโอกาสเสมอ" ขึ้นอยู่กับว่าเราประเมินมูลค่าที่แท้จริงของบริษัทเป็นหรือไม่นั่นเองครับ

ถือหุ้นยาวๆ

กลับมาที่หัวข้อของบทความอีกครั้งหนึ่งน่าจะสมควร เพราะมีการผูกหัวข้อเอาไว้ว่า VI ต้องถือหุ้นยาวนาน ผมเลยขอทิ้งท้ายไว้ตรงนี้ว่า เดี๋ยวคราวหน้าเรามาคุยเพิ่มเติมถึงเรื่องนี้กันว่า VI ถือหุ้นนานจริงไหม ต้องถือหุ้นนานหรือเปล่า หรืออื่นๆ แล้วพบกันนะครับ

วันอาทิตย์ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2560

ทฤษฎีความซวย


ทฤษฎีความซวย
ขึ้นปีใหม่ 2560 มาได้หลายวันแล้ว ถ้าเราหันมองดัชนี้ตั้งแต่วันแรกๆ ของปีก็เหมือนจะดูดี แต่หลังจากนั้นมาไม่นานก็ดูเหมือนหงอยเหงาไปอย่างเห็นได้ชัด ช่วงกลางเดือนมกราคมกลุ่มนักลงทุนต่างชาติและกองทุนสลับกันขายสุทธิออกมา ส่วนของกองทุนก็อาจจะเนื่องจากการสั่งขายหน่วยลงทุน LTF/RMF ที่ครบกำหนด แต่ในส่วนต่างชาตินั้นจะว่ากันจริงๆ ก็สุดจะคาดเดา (และโดยส่วนตัวแล้วผมก็ไม่ได้สนใจเท่าไรนัก) แต่ก็ปนมาด้วยข่าวที่อาจจะเป็นเรื่องดีเล็กๆ ก็คือ การที่อังกฤษอาจจะตัดสินใจเกี่ยวกับการออกจากยูโรอีกครั้ง ที่ว่าเป็นข่าวดีเล็กๆ เพราะปริมาณผลกระทบกับเศรษฐกิจไทยดูจะไม่สูงนัก (มาแต่แรกแล้ว) ก็ต้องคอยติดตามกันต่อไปครับ

ในระหว่างที่หุ้นยังอยู่ในช่วงของการ "ติ้ดชึ่ง" แบบนี้ ผมมีเรื่องเล่าถึงความโชคร้าย (ซวย นั่นแหละ) มาเล่าให้ฟังกันพลางๆ เพราะไม่นานมานี้ได้อ่านพบเรื่องสั้นๆ ด้านล่างนี้ จึงทำให้คิดขึ้นมาได้

"ผมเล่าให้พ่อฟังเกี่ยวกับเรื่องของนักพนันคนหนึ่งที่เล่นเสียเป็นประจำ วันหนึ่งเค้าได้ยินเกี่ยวกับการแข่งขันที่มีม้าเข้าแข่งขันเพียงตัวเดียว เขาเลยเอาเงินเก็บทั้งหมดมาเดิมพัน พอม้าวิ่งไปได้ครึ่งทาง ม้าก็กระโดดข้ามรั่วหนีไปเลย สิ่งต่างๆ สามารถออกมาเลวร้ายกว่าที่คนคิดได้เสมอ บางที “กรณีที่เลวร้ายที่สุด” หมายถึง “กรณีที่เลวร้ายที่สุดที่เราเคยเห็นในอดีต” แต่มันไม่ได้หมายความว่า ในอนาคตมันจะเลวร้ายไปกว่านั้นไม่ได้"

ผมเรียกมันว่า "ทฤษฎีของความซวย"
ทฤษฎีนี้ก็ไม่ใช่เป็นของใครที่ไหนหรอกครับ แต่เป็นของผมเอง จะเรียกว่าทฤษฎีของความซวย โดยมือเก่าหัดขับก็คงพอได้อยู่ (ฮา..)

คือ
"เมื่อเกิดการซวย มันจะซวยจนถึงที่สุด"

ทฤษฏีนี้มาจาก เหตุการณ์ที่ว่าเวลาที่เราทำงาน หรือทำอะไรก็ตามแล้ว "เมาหมัด" คือ ควบคุมสิ่งต่างๆ ไม่ได้ เริ่มผิดพลาด เรียกว่า "เริ่มซวย" ถ้าเราไม่หยุดมันเอาไว้ มันจะเกิดผลพวงความผิดพลาดต่อเนื่องให้เราเสียหายได้มาก มากขึ้น และมากที่สุด นั่นเอง

และกับพวกเราที่เป็นนักลงทุน (หรือ การทำอะไรก็ตามในชีวิตเรา) ต้องรู้จักหยุดความซวยนั้นไว้ได้

การ cut loss, การวางแผนกลยุทธ์ จัดพอร์ตการลงทุน (หุ้น, อสังหาฯ, ธุรกิจ, commodity, โลหะมีค่า, ของสะสม, ฯลฯ) จึงเป็นการป้องกัน "ความซวยจนถึงที่สุด" เหล่านี้ เมื่อรู้สึกแย่ อย่าเมาหมัด คิดให้ดี แล้วหยุดความแย่นั้นให้ได้ อย่าให้เราตกอยู่ตามสภาพของ "ทฤษฎีของความซวย" ได้

แน่นอนนะครับว่า ระวังให้มาก (คือ ฉลาด) ระแวงนิดๆ (คือ เฉลียว) แต่อย่ามากเกินไป ไม่อย่างนั้นเรรคงไม่กล้าทำอะไร  ความกล้าจะเกิดขึ้นได้ด้วยประสบการณ์ที่เราหาวิธี low risk - high return ได้ บวกกับการจัดการความเสี่ยงได้สำเร็จ ครับ

วันพุธที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2560

ลงทุนอย่างไรในปี 2560



ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเขียนถึงเรื่องนี้เพื่อนำมาคุยกับเพื่อนๆ ช้าเกินไปหรือไม่ เพราะนี่ก็เข้าสัปดาห์ที่สองของเดือนแรกของปี 2560 กันแล้ว แต่คิดว่าคงยังไม่สายเกินไปสักเท่าไรนะครับ เพราะการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ยังไม่เกิดขึ้นอย่างชัดเจนกับเศรษฐกิจและการดำเนินกิจการของบริษัทส่วนใหญ่ ก็เนื่องจากข้อเท็จจริงที่ว่านี่คือช่วงต้นปี เพิ่งเสร็จสิ้นจากการฉลองปีใหม่กันมาหมาดๆ ต่างคนก็กำลังค่อยๆ ปรับตัวเข้าสู่บรรยากาศของการทำงานตามปกติกัน ก็คงใช้เวลาสักหนึ่งหรือสองสัปดาห์ราวๆ นี้ แหละหลังจากนี้ไปเราก็คงจะเห็นว่าบริษัทต่างๆ จะเริ่มขยับตัวมีกลยุทธ์ในการทำธุรกิจต่อไป

ก่อนที่เราจะคุยถึงแผนการการลงทุนในปี พ.ศ. 2560 นี้ เราลองมองย้อนกลับไปในอดีตคือในปี พ.ศ. 2559 ที่ผ่านมาบ้างสักนิดว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง โดยในภาพรวมแล้วจะเห็นว่าการเติบโตของเศรษฐกิจไทยยังคงอยู่ในช่วงถดถอย การส่งออกไม่ดีนัก มองภาพรวมจะเห็นว่าราคาน้ำมันอเฉลี่ยอยู่ราว 40 เหรียญสหรัฐต่อบาเรล ซึ่งลงไปแตะจุดต่ำสุดที่ 27.82 เหรียญสหรัฐต่อบาเรล นอกจากนี้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์อื่นเช่น เหล็ก ก็ตกต่ำลงอย่างมาก (รวมทั้งอย่างอื่นด้วย) แสดงให้เห็นภาวะเศรษฐกิจที่ไม่ดีเท่าไรนักได้อีก โดยภาพรวมแล้ว เศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาขยายตัวลดลด (ร้อยละ 1.9) จีนขยายตัวลดลง (ร้อยละ 6) น้อยกว่าที่คาดการณ์กันเล็กน้อย แต่เนื่องจากสองประเทศนี้เป็นประเทศใหญ่ เมื่อเศรษฐกิจขยายตัวต่ำลง แต่ผลผลิตจากประเทศอย่างจีนที่เรียกว่าทำอะไรเล็กๆ ไม่เป็นไหลล้นออกมา ก็ทำให้บรรดาราคาสินค้าโภคภัณฑ์ทรุดลงไปด้วยอีกส่วนหนึ่ง


เหตุการณ์สำคัญในปีที่ผ่านมา

  • การประมูลคลื่น 900 MHz
    ที่สุดท้ายก็ได้ผู้ชนะไป แม้จะราคาสูงไปสักนิดแต่ก็ถือว่าเป็นหน้าที่ของผู้บริหารของบริษัทต่างๆ จะต้องนำไปใช้ประโยชน์ให้ได้มากที่สุด จะมีที่ฮือฮาเป็นพิเศษก็ตรงที่มีการ "เบี้ยว"ของผู้เข้าประมูลรายหนึ่ง ที่ไม่ดำเนินการเซ็นต์สัญญาให้ครบถ้วน สุดท้ายก็โดนปรับไปตามกฏระเบียบที่ตกลงเอาไว้ตั้งแต่ต้น
  • Brexit
    คือการที่อังกฤษดำเนินการโหวตเสียงของประชาชนว่าตัวเองจะยังคงอยู่ในกลุ่มประเทศสหภาพยุโรปหรือ อียู (EU) หรือไม่ ซึ่งผลก็คงเป็นที่ทราบกันทั่วไปอยู่แล้วว่าประชาชนที่ต้องการออกจากอียูนั้นมีมากกว่า อย่างไรก็ตามเรื่องนี้ก็ใช่ว่าจะทำได้ทันทีเพราะต้องผ่านอีกหลายขั้นตอนรวมทั้งถ้าเราจะว่ากันตามความเป็นจริง อังกฤษเองก็ยังใช้เงินสกุลปอนด์สเตอร์ลิงเป็นของตัวเอง มีดินแดนเป็นเกาะที่ไม่ได้ติดต่อโดยตรงกับยุโรปส่วนอื่น (ไม่นับรวมอาณาจักรเล็กๆ น้อยๆ อื่น) ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในทางกายภาพจริงก็อาจจะไม่ได้มากนัก
  • การเลือกตั้งประธานาธิปดีสหรัฐ
    ทราบกันเรียบร้อยว่าผู้ที่จะเป็นประธานาธิปดีของสหรัฐอเมริกาคนต่อไปคือ โดนัลด์ ทรัมป์ แน่นอนว่าไม่ได้มาด้วยความบังเอิญ แต่เป็นการทำงานทางการเมือง การตลาด อย่างมีระเบียบแบบแผน ทรัมป์ ออกนโยบายหลายอย่างที่เรียกได้ว่าเป็น "อเมริกันจ๋า" คือรักษาผลประโยชน์ของชาวสหรัฐอเมริกาเป็นหลัก จนกระทั่งเมื่อหลังทราบผลการเลือกตั้งใหม่ๆ ก็มีการประท้วงของกลุ่มบุคคลที่ไม่พอใจและ/หรือเสียผลประโยชน์ในบางพื้นที่ แต่ในที่สุดก็ผ่านช่วงเวลานั้นไปได้ แม้ว่าทรัมป์เองมีนโยบายอเมริกันจ๋ามากมาย แต่ก็ใช่ว่าจะนำมาดำเนินงานได้ทันทีแบบพลิกฝ่ามือ เพราะยังต้องผ่านการพิจารณาจากหน่วยงานต่างๆ ก่อนนำมาใช้ได้จริง
  • เรื่องเศร้าเป็นที่สุดของปวงชนชาวไทย
    สุดท้ายที่เป็นเหตุการณ์เศร้าที่สุดของพวกเราชาวไทยก็อย่างที่ทราบกันดี และมีผลต่อบรรยากาศการลงทุนอยู่พอสมควรซึ่งคงเกินกว่าความสามารถทางข้อมูลที่จะวิเคราะห์ในส่วนนี้ได้
ทั้งหมดทั้งปวงแล้วก็ทำให้ดัชนีของหุ้นไทยเมื่อเปิดจนปิดตลาดในปี พ.ศ. 2559 มีการเปลี่ยนแปลงจาก 1286.26 จุดไปเป็น 1542.94 จุด หรือเปลี่ยนแปลงทั้งสิ้น 256.68 จุดคิดเป็นร้อยละ 19.95 นับว่าเป็นการฟื้นตัวจากปี พ.ศ. 2558 ที่แทบทั้งปีดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยมีอาการที่เรียกว่า "แกว่งตัวลง" (sideway down) เกือบตลอดทั้งปี ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะการปรับตัวได้ของธุรกิจหลายอย่างที่เกี่ยวกับราคาน้ำมัน และนโยบายต่างๆ ของรัฐบาลที่เร่งสร้างงานเกี่ยวกับสาธารณูปโภคและระบบขนส่งต่างๆ


แล้วปี 2560 นี้ล่ะ

ถ้าเราสังเกตการเปลี่ยนแปลงของดัชนีตลาดหลักทรัพย์ฯ ย้อนหลังไปสัก 4-5 ปีโดยไม่ต้องวิเคราะห์อะไรเพิ่มเติม จะเห็นว่าอยู่ในลักษณะ "ขึ้นหนึ่งปี ลงหนึ่งปี" ดังนั้นในปี 2559 ที่ผ่านมาดัชนีปรับตัวสูงขึ้นแบบ "แกว่งตัวขึ้น" เกือบทั้งปี พอมาปีนี้ดูแล้วคงน่าหวาดเสียว เพราะถ้าดัชนีที่ขึ้นมาทั้งปี 2559 เกิดจาก "ความคาดหวัง" หรือแรงเก็งกำไรในสภาพเศรษฐกิจ (ว่า การส่งออกจะดีขึ้น การผลิตและการจับจ่ายใช้สอยจะดีขึ้น) และการเมืองของไทย (การคาดหมายว่าจะมีการเลือกตั้ง) แล้ว หากเรื่องเหล่านี้เกิดความผิดหวังขึ้นมา จะเป็นตัวกระตุ้นแรงขายของนักลงทุนต่างชาติที่ก็ต้องตัดสินใจด้วยว่าจะย้ายเงินออกจากการลงทุนในประเทศไทยไปยังตลาดที่ใหญ่กว่า (สหรัฐอเมริกา, ยุโรป) ที่น่าจะมีแนวโน้มในการฟื้นตัวเช่นกัน (และ แน่นอนอย่างเถียงไม่ได้ว่ามีเสถียรภาพทางการเมืองสูงกว่า)

ราคาน้ำมันที่มีการแกว่งตัวอยู่นั้น โดยส่วนตัวผมไม่คิดว่าจะมีผลมากมายไปกว่านี้ เนื่องจากคงหาจุดสมดุลของตัวเองได้อยู่ในราว 45-65 เหรียญสหรัฐต่อบาเรลอยู่อย่างนี้ และในช่วงสูงสุดหรือต่ำสุดของตัวเลขดังกล่าวก็คงไม่สร้างผลกระทบกับภาพรวมของดัชนีมากนัก เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นไปแล้วย่อมทำให้บริษัทที่ข้องเกี่ยวกับการสำรวจ ผลิต และการกลั่นน้ำมันทั้งหลายได้เรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกันกับราคาต้นทุนที่ผันผวนแบบนี้ได้แล้วนั่นเอง

อีกสิ่งหนึ่งที่น่าจับตามองคือ อัตราดอกเบี้ยที่อาจจะเพิ่มสูงขึ้นได้ในปีนี้ แน่นอนว่าอัตราดอกเบี้ยมีความสัมพันธ์กับราคาหุ้น เพราะถือว่าเป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงต่ำชนิดหนึ่ง (ช่วงหลังมานี้ก็ชักไม่แน่แล้วนะครับ เพราะเราได้เห็นธนาคารน้อยใหญ่เกิดปัญหา จนกระทั่งล้มครืนก็มีแล้ว) เมื่อดอกเบี้ยเงินฝากสูงขึ้น จนใกล้เคียงกับเงินปันผลของหุ้น ถ้าบริษัทนั้นไม่แสดงศักยภาพการเจริญเติบโตที่ดีจริงๆ แล้ว นักลงทุนก็อาจจะโยกย้ายเงินออกมาไปยังที่มีผลตอบแทนเท่ากันแต่ดูว่าจะมีความเสี่ยงต่ำกว่าได้


แนวทางการลงทุนในปี 2560

เนื่องจากมีความคาดหวังว่าเศรษฐกิจโลกน่าจะฟื้นตัว (ด้วยระดับความมั่นใจที่น่าจะสูงกว่าเศรษฐกิจของไทย) ทางเลือกหนึ่งที่ดีในการลงทุนคือลงทุนในบริษัทที่ดำเนินงาน มีรายได้ มีการเติบโตในต่างประเทศด้วย และเมื่อมีแนวโน้มของอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น ย่อมต้องระวังบริษัทที่มีหนี้สูง จ่ายดอกเบี้ยมากจนทำให้มีผลการดำเนินงานหมิ่นเหม่ เพราะอาจจะพลิกจากกำไรเล็กน้อยกลายเป็นขาดทุนได้ กลุ่มรับเหมาก่อสร้างดูน่าจะยังถูกเก็งกำไรอย่างหวือหวา สินค้าทางการเกษตรน่าจะไปได้ดี แต่ในที่สุดแล้วหากเราไม่ได้ซื้อหุ้นทุกตัวในตลาด ผลการดำเนินงานของการลงทุนของเราก็คงขึ้นกับบริษัทที่เราเลือกเป็นหลักว่ามีการเติบโตแค่ไหน ลองมองหุ้นขนาดเล็กที่มีแนวโน้มการเติบโตดี แล้วมาดูกันว่าเราจะควานหาเพชรในตมได้หรือไม่ในปี 2560 นี้

สุดท้ายนี้ก็ขอให้เพื่อนๆ นักลงทุนมีความสุข ประสบความสำเร็จในการลงทุนในปีนี้นะครับ