วันอาทิตย์ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2560

VI หนทางเลือกที่แคบแต่ปลอดภัย

.
VI หนทางเลือกที่แคบแต่ปลอดภัย
ถ้าจะพูดถึงนักลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ นับว่ามีหลายรูปแบบ ที่จริงแล้วมีสารพัดแบบอาจจะเกินกว่าที่เราท่านจะคิดออก หรือคืดว่ามีได้จริงๆ ผมจะพยายามลองจำแนกออกดูนะครับ

สารพัดแนวทางนักลงทุน

นักลงทุนบางคนลงทุนในแนวพื้นฐาน ก็มักเลือกลงทุนในบริษัทขนาดใหญ่ มั่นคงและยังเติบโตได้ คำถามคือ มั่นคงจริงหรือไม่ และถึงแม้ว่ามั่นคงจริงก็มีคำถามต่อว่า แล้วมีบริษัทอื่นที่น่าลงทุนมากกว่าหรือไม่ เพราะบริษัทเหล่านี้มักเป็นบริษัทใหญ่และมั่นคง การเติบโตอาจจะไม่รวดเร็วนัก (ยกเว้นในบางกรณีที่มีผลการดำเนินงานกลับตัวเนื่องจากสภาพตลาดใหญ่เปลียนแปลงชั่วคราว เช่น ราคาน้ำมัน ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคระดับโลก เกิดการผันผวน เป็นต้น) แต่เอาน่ะ อย่างน้อยก็เรียกว่าพอจะมีหลักการที่จับต้องได้บ้าง

นักลงทุนบางคนลงทุนตามเพื่อน โดยการปรึกษาเพื่อน เห็นว่าเพื่อนซื้อหุ้นอะไรก็ซื้อตาม ปัญหาคือเพื่อนชำนาญเพียงใดไม่ทราบได้ หรือลืมถามว่าเพื่อนซื้อราคาเท่าไร (อาจจะต่ำกว่าเรามาก ตอนไปถามน่ะหุ้นขึ้นมาเยอะมากแล้ว เพื่อนขายได้ทุกราคา แต่เรายังต้องลุ้นต่อ) และเพื่อนขายหุ้นไปก็ไม่ทราบว่าจะมาคอยบอกเราไหม

นักลงทุนบางคนลงทุนซื้อหุ้นตามหมอดู (เอ่อ.. พูดจริงนะครับ ไม่ได้พูดเล่น มีแบบนี้จริงๆ ในจำนวนหนึ่งทีเดียว) ว่าในดวงเหมือนดวงระเทศแบบนี้ๆ จะต้องลงทุนในกิจการประเภทนั้นๆ  คำถามคือกิจการนั้นจะดีจริงตามดวงไหม หรือแม้จะ "พอจะดี" จริง แต่กรรมเก่า (นั่น! ต้องให้เข้าบรรยากาศหน่อย) ยังเหลือไว้หรือไม่ กรรมเก่าก็เช่น หนี้สินที่สร้างพอกพูนเอาไว้ ขาดทุนสะสมที่มีอยู่ เป็นต้น

ที่เหลือนอกจากนี้อาจจะเป็นแนวเทคนิคอล ที่ดูราคา ปริมาณการซื้อขาย จังหวะเวลา แล้วนำมาผสมคำนวณด้วยสูตรคณิตศาสตร์และสถิติสารพัดรูปแบบ สร้างเป็นอินดิเคเตอร์ให้ตัดสินใจได้ กรณีอย่างนี้อาจจะออกแนวที่เห็นหุ้นหรือผลิตภัณฑ์ทางการเงิน/ลงทุนต่างๆ ในตลาดหลักทรัพย์เป็น สินค้า มากกว่าที่จะเป็น การแสดงความเป็นเจ้าของกิจการ กรณีอย่างนี้โดยส่วนตัวแล้วพูดยากว่าจะจัดอยู่ในประเภทนักลงทุนหรือไม่ เพราะไม่ต้องดูพื้นฐาน เพื่อน หรือฟังหมอดูก็สามารถซื้อขายหุ้นหรือผลิตภัณฑ์ทางการเงิน/ลงทุนต่างๆ เพื่อหวังให้ได้กำไรได้ นอกจากนั้นก็ยังมีวิธีแบบผสมปนเปกันไป (ไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่ ได้ผลหรือเปล่า) ก็ไม่ว่ากันล่ะครับ ใครถนัดอย่างไรก็สามารถทำได้ตราบเท่าที่ยังถูกกฏหมาย

นักลงทุนแนวเน้นมูลค่า (VI - Value Investor)

ยังมีนักลงทุนอีกประเภทหนึ่งที่แตกออกมาจากแนวพื้นฐาน คือนักลงทุนแบบ VI (อ่านเรื่อง นักลงทุนแนวพื้นฐานและแนวเน้นมูลค่าต่างกันอย่างไร ประกอบ) บรรดา VI ไม่เหมือนกับนักลงทุน (หรือเก็งกำไร) ในอีกหลายรูปแบบที่มีวิธีการเลือกหุ้นที่จะซื้อหรือขายหลายวิธี (ตามที่อธิบายไว้ด้านบน) เพราะวิธีเหล่านั้นมักนำมาซึ่งทางเลือกในการซื้อ/ขายหุ้นได้หลากหลายมาก ในขณะที่ VI มีแนวทางที่แตกต่างไปมาก กว่าจะตกลงปลงใจซื้อหุ้นแต่ละตัวได้นั้น คิดแล้วคิดอีก คิดสารพัด บางทีคิดจนหุ้นขึ้นไปถึงไหนๆ แล้วก็มีมาก (ฮา...)

สำหรับ VI เรามักปฏิเสธหุ้นส่วนใหญ่ เนื่องจากเหตุผลหลายอย่าง หลักๆ คือ
  • ไม่เข้าใจมัน นักลงทุนแนว VI ไม่ซื้อหุ้นที่ตัวเองไม่เข้าใจว่ากิจการทำอะไร ผลิตหรือให้บริการอะไร มีรายได้ รายจ่ายอย่างไร มีลูกค้าจากไหน เป็นต้น
  • เห็นว่าการเติบโตขึ้นกับสิ่งภายนอก (พฤติกรรมผู้บริโภค การเมือง ความสามารถในการแข่งขัน เป็นต้น) มากเกินไป คือ ยอดขาย กำไร ไม่แน่นอน โดยที่ตัวเองไม่รู้จักหรือสามารถคาดการณ์การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นั้น และไม่ทราบผลกระทบที่จะเกิดกับกิจการที่ลงทุนได้ดีพอ
  • ไม่ชอบโมเดลธุรกิจแบบนั้น คิดว่า โตช้า เสี่ยงมาก คาดการรายได้ยาก รั่วไหลได้มาก เป็นต้น
  • ราคาหุ้นในเวลานั้นไม่ถูก มีส่วนเผื่อเพื่อความปลอดภัย (MOS - Margin Of Safety) ไม่เพียงพอ ทำให้ความเสี่ยงสูงขึ้น นี่เป็นอีกจุดสำคัญเลยที่ทำให้ทางเลือกแคบลงไปอีก
  • ไม่ไว้ใจผู้บริหาร ดูแล้วมักทำอะไรแปลกๆ พูดอย่างหนึ่งทำอีกอย่างหนึ่ง หรือทำบ้างไม่ทำบ้าง หรือไม่เคยสำเร็จ ได้แต่วาดฝันให้นักลงทุน มีประวัติการทำงานที่ไม่ดี (มีปัญหาเรื่องการฉ้อโกง) แบบนี้คงไม่สามารถถูกไว้ใจให้บริหารงานได้
  • ต้องการผู้บริหารที่เก่งมากเกินไป กิจการที่ดี จะต้องดีด้วยตัวของมันเองส่วนหนึ่ง บางครั้งเราไม่ทราบได้ว่าผู้บริหารจะอยู่กับบริษัทไปนานสักเท่าไร หรือมีเหตุทำให้ไม่สามารถทำงานต่อได้ เรียกว่าถ้าขาดผู้บริหารนั้นไปกิจการคงถึงกับถอยกรูดรูดลงไม่เป็นกระบวน แบบนี้ก็ควรหลีกเลี่ยง (โดยส่วนตัว ผมชอบพูดว่า "ให้เลือกกิจการที่เอาแมวมาบริหารก็พอมีกำไร เพราะเราไม่รู้ว่าเมื่อไรเราจะได้แมวมาบริหารเข้าจริงๆ)

คิดดูสิครับ ว่าด้วยสารพัดเหตุด้านบน นักลงทุนแนว VI จะต้องทำงาน เฟ้น คัด ควานหา กลั่นกรอง กิจการที่ตัวเองชอบใจมากมายขนาดไหน แล้วจะเหลือตัวเลือกสำหรับแต่ละคนมากแค่ไหนกัน คงไม่มากนักจริงไหมครับ แต่ด้วยเหตุผลกลับด้านกันแล้ว ถ้านักลงทุนแบบ VI เข้าใจธุรกิจจริง เข้าใจตลาดจริง เข้าใจการเติบโตของบริษัทจริง ก็จะคาดเดาการเติบโต (หรือแม้กระทั่งการถดถอย ซึ่งทำให้ เราหลบหลีกทัน) ได้ มีจริตที่ชอบธุรกิจแบบนั้น และซื้อหุ้นนั้นมาในราคาที่ถูก (มี MOS เยอะ) ทำให้ VI มีโอกาสได่กำไรสูงมากครับ

ท่านพร้อมจะ ทำงาน เฟ้น คัด ควานหา กลั่นกรอง หรือยังครับ

วันพุธที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2560

ดราม่าหุ้น


ในช่วงเวลา 1-2 สัปดาห์ที่ผ่านมานี้ มีหุ้นของบริษัทผู้ให้บริการทางการเงินหนึ่ง มีการเปลี่ยนแปลงราคาในทางลดลงค่อนข้างมาก ในเวลาเดียวกันก็มีเรื่องที่เรียกได้ว่า "ดราม่า" ยาวเป็นมหากาพย์เกี่ยวกับบริษัทนี้ ตีพิมพ์ลงในหนังสือพิมพ์บางฉบับติดต่อกันนานนับสัปดาห์ (ยังคิดในใจว่าไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้เหมือนกัน และ บริษัทเล็กๆ นี้อาจจะต้องขอบคุณ นสพ. เหล่านั้นที่ให้ความสำคัญมาก และทำให้ตัวเองเป็นที่รู้จักกันไปทั่ว ทั้งในและต่างประเทศ) นักลงทุนในหลายเว็บบอร์ดเกี่ยวกับการลงทุนในหุ้นล้วนพูดถึงบริษัทดังกล่าว ทั้งส่วนที่เป็นความจริง และส่วนที่เป็นความเห็น การคาดการณ์ต่างๆ ที่จะเป็นไปได้ในสารพัดอย่าง

เหตุเกิดจากเพราะมีหุ้นของบริษัทดังกล่าวมีการเปลี่ยนแปลงราคาเยอะมาก และก็เป็นเรื่องปกติที่เมื่อมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้น มักมีข่าวร้ายตามมาเป็นชุด จริงเท็จยังยืนยันไม่ได้ (ตรงกันข้ามกับตอนหุ้นขึ้น มักจะมีข่าวดีตามมา จริงเท็จก็ยังไม่แน่เช่นกัน) ความเป็นจริงแล้วย้อนไปหลายเดือนก่อน การเปลี่ยนแปลงราคาของหุ้นนี้เป็นในทางขึ้น  คือเพิ่มสูงขึ้นมาตลอด แต่ในช่วงเวลาเพียง 1-2 สัปดาห์ก็มีข่าวร้ายประดังเข้ามาทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของราคาในทางตรงกันข้าม เพียงไม่กี่วันราคาลดลงกว่า 80% ก็เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ทั้งสองด้าน เมื่อหุ้นขึ้นวิจารณ์ว่าทำไมขึ้นสูงจัง ขึ้นไปทำไม (มีทั้งคน "ตกรถ" และ "ขายหมู" เยอะ) เมื่อหุ้นลงก็วิจารณ์ บ่นไปตำหนิผู้บริหารจากผู้คนในตลาดไม่ว่าจะถือหุ้นหรือไม่ บางคนไปซื้อที่ราคายอดดอยคราวนี้ก็ขาดทุนจริงๆ  หนังสือพิมพ์บางฉบับก็ลงข่าวร้ายติดกันหลายวัน (หลายส่วนไม่เป็นความจริงเป็นการจับแพะชนแกะด้วยซ้ำ) จนเป็นที่น่าสังเกตว่าเราไม่เคยเห็นแบบนี้มาก่อน เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเล่นเอาพนักงานของบริษัทที่ตั้งใจทำงานและกำลังเติบโต และรู้ดีว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในบริษัทเป็นอย่างไรบ้างงงไปตามๆ กัน

เรื่องนี้ทำให้เราเรียนรู้ได้หลายประการเกี่ยวกับหลักการในการลงทุนและผู้คนในตลาด

หุ้นทุกตัวมีพื้นฐานของมัน

ในการลงทุนเราต้องประเมินมูลค่าที่แท้จริงของกิจการทุกครั้งไป การที่หุ้นขึ้นมาสูงมากนั้นที่จริงแล้วเราต้องย้อนกลับไปดูหลายปีก่อนว่ามันขึ้นมาจากราคาเท่าไร เราอาจจะเห็นมันในช่วง 6-8 เดือนที่แล้วว่าขึ้นจาก 20 ไป 70 บาท แต่ที่จริงมันอาจจะขึ้นมาจาก 2-3 บาทก็ได้หรือถ้ารวมผลประโยชน์ที่บริษัทให้กับผู้ถือหุ้นตลอดมาต้นทุนที่แท้จริงก็อาจจะเหลือเพียง 1-2 บาท ในขณะที่ค่าที่แท้จริงก็เปลี่ยนไปตามการขยายตัวของบริษัทและความสามารถในการทำกำไร การซื้อหุ้นทุกครั้งถ้าขาดการประเมินว่าราคาที่เราซื้อมาในปัจจุบันสูงกว่าหรือต่ำกว่าราคาเหมาะสม ในหนึ่งหรือสองหรือสามปีข้างหน้า แล้วก็ย่อมสร้างปัญหามาก

นักลงทุนแบบลูกผีลูกคน

คนในตลาดส่วนใหญ่เป็น Price investor ไม่ใช่ Value investor หรือเป็นแบบครึ่งๆ กลางๆ ในสองแบบนี้ หลายคนที่ทำตัวเป็นนักเก็งกำไร (Price investor) เวลาหุ้นลงก็กลับเก็บหุ้นนั้นไว้ แล้วเรียกตัวเองว่าเป็น Value investor จำเป็น ซึ่งไม่ใช่เลยเพราะที่แท้จริงเขาต้องดูว่าของที่ซื้อมานั้นถูกหรือแพงตั้งแต่ต้นแล้วไม่ใช่มาคิดทีหลัง ถ้าจะเป็นนักเก็งกำไรก็ต้องเป็นนักเก็งขาดทุนด้วยว่าขาดทุนได้เท่าไร ก็ขายตัดขาดทุนไป ส่วนในทางตรงกันข้ามอีกหลายคนทำท่าว่าจะเป็น Value investor ได้ ทั้งที่คำนวณพื้นฐานต่างๆ เป็นอย่างดีแล้วแต่พอราคาหุ้นปรับตัวลดลงกลับตกใจหวั่นไหวกับสิ่งรอบข้างด้วย แทนที่จะหาข้อมูลจากบริษัทโดยตรงโดยการพูดคุยกับผู้บริหารเมื่อมีโอกาส กลับเชื่อข่าวต่างๆ ในหนังสือพิมพ์บางฉบับ (ที่ก็ไม่เคยพูดคุยกับบริหารเลย) หรือเชื้อเว็บบอร์ดต่างๆ ที่ต่างคนต่างเขียนกันตามจินตนาการ

ขาดการบริหารความเสี่ยง

ไม่ว่าจะเป็นนักลงทุนแบบใดก็ตามก็ต้องมีการบริหารความเสี่ยงที่ดี แน่นอนว่านักลงทุนแบบเน้นมูลค่า (VI - Value investor) มีการคำนวณมูลค่าของบริษัทและราคาของบริษัทมนตลาดหลักทรัพย์ แต่ความเสี่ยงย่อมแฝงและเกิดขึ้นได้เสมอ ดังนั้นก็ยังต้องมีการวางแผนในการ ทำให้ต้นทุนต่ำที่สุด (แน่นอน ต้องต่ำกว่ามูลค่าที่เหมาะสมด้วย) กำจัดความเสี่ยงออกไปโดย ขายตัดขาดทุน ด้วย ทั้งหมดต้องมีการวางแผนไว้ล่วงหน้า คิดไว้ให้เรียบร้อยก่อนที่จะเกิดสิ่งต่างๆ เมื่อมีเหตุการณ์เกิดขึ้นกับจัดการไปตามแผนไม่ใช่ว่ามานั่งบ่นจนหลายวันผ่านไปก็ขาดทุนมาก

อยากได้ตามใจตัว

คืออยากได้ทั้งบริษัทที่ราคาหุ้นเพิ่มสูงขึ้นมากๆ และมีผู้บริหารที่ทำงานตามใจตัวเอง (ที่จริงตอนที่หุ้นขึ้นก็ไม่สนใจหรอกครับว่าผู้บริหารจะทำงานแบบไหน แต่พอหุ้นลงก็ชักไม่ถูกใจสารพัดอย่าง)

การซื้อหุ้น คือ การเป็นหุ้นส่วนของบริษัท ร่วมเป็นเจ้าของกัน แล้วเราก็ให้ผู้บริหารมาทำงานให้ แต่ก็ต้องไม่ลืมว่า เขาก็อาจจะเป็นเจ้าของบริษัทเหมือนกันกับเรานั่นแหละ (มากส่วนกว่าด้วย ในหลายบริษัท) ถ้าไม่ไว้ใจ ระแวง นอนไม่หลับ ก็ขายหุ้นนั้นทิ้งไปเสีย หรือไม่ควรซื้อแต่แรก ปล่อยให้คนที่เขาชอบเขาเห็นดีงาม และเข้าใจว่าบริษัททำอะไร (และไม่ทำอะไร) มีความเสี่ยงและผลตอบแทนแค่ไหนซื้อไป

โดยส่วนตัวจึงอยากให้คำแนะนำง่ายๆ เลยว่าถ้าไม่ไว้ใจ จะไปถือหุ้นทำไม จะไปซื้อหุ้นแล้วหวังให้เขาทำตามเรานั้นไม่ได้หรอก เพราะเขาเองก็อาจจะถือหุ้นบริษัทเขาเองด้วย และถือมากกว่าเราตั้งเยอะ (หุ้นขึ้น เจ้าของ ผบห. ที่ถือหุ้นมากอาจจะพอร์ตใหญ่ขึ้น แต่หุ้นลงก็เล็กลงมากกว่าเรานะ ซึ่งถ้า ผบห. ไม่ได้มีพฤติกรรมค้าหุ้นเพื่อหาเงินจากตลาดหุ้นเสียเอง ก็ถือว่าไม่ผิดปกติ) ไม่ว่าบริษัทไหน ก็ต้องใช้หลักการนี้หุ้นมีตั้ง 400-500 ตัว ไปยุ่งทำไมกับตัวที่ไม่ชอบจริงไหมครับ

สรุป

การลงทุนที่แท้จริงจะมีความสุขได้ก็คือเรารู้ค่าของการลงทุนนั้น (รู้ว่าราคาที่จ่ายต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง) รู้ความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นและจัดการบริหารให้ดี สิ่งสำคัญที่สุดก็คือเป็นการลงทุนในกิจการที่ถูกจริตกับเรา เราไว้ใจผู้บริหารและมีความรู้สึกเป็นเจ้าของบริษัท เมื่อเกิดปัญหาก็ให้กำลังใจต่อสู้กันไป (ถ้าปัญหานั้นร้ายแรงถึงกับเปลี่ยนพื้นฐานของการลงทุนก็อาจจะถอยทัพออกมาก่อน) ที่สำคัญก็คือต้องรู้จักการลดหรือกำจัดความเสี่ยง ในกรณีที่ซื้อหุ้นมาแล้วราคาขึ้นไปสูงมากก็ควรจะขายจำนวนเล็กน้อยเพื่อเอาทุนออกมา (อาจจะให้ได้กำไรนิดหน่อยด้วย) จากนั้นก็ปล่อยหุ้นที่เหลือเอาไว้ มันจะหรือลงเราก็คงไม่เดือดร้อนนัก หลายคนขาดทุนเพราะเมื่อกำไรแล้วไม่ขายออกมาบ้าง (โดยเฉพาะเมื่อราคาวิ่งเกินพื้นฐานในเวลานั้นไปมาก) 

อีกจุดที่สำคัญมากคือ ถ้าการอาศัยช่องทางการออกข่าวต่างๆ เป็นการจงใจที่จะทำร้ายกิจการของใคร และ/หรือต้องการกดราคาหุ้นให้ตกลงมา เป็นพฤติกรรมที่น่ารังเกียจ และน่าประนามการกระทำเป็นอย่างยิ่ง และเรานักลงทนก็ควรจำไว้ว่าใครเป็นผู้กระทำการดังกล่าว อย่าปล่อยผ่านไป ให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นกับเราซ้ำแล้วซ้ำอีกกับนักลงทุนรายเล็กรายน้อยครับ

วันจันทร์ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2560

การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย


ถ้าจะพูดถึงข่าวคราวเกี่ยวกับวงการการลงทุนและการเงินในช่วงสัปดาห์นี้ก็คงต้องพูดถึงข่าวที่คาดการณ์กันว่าธนาคารกลางของสหรัฐจะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย สิ่งที่ตามมาก็คืออัตราดอกเบี้ยของธนาคารต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศสหรัฐฯ เอง ทั้งเงินฝากและเงินกู้ก็จะเพิ่มสูงขึ้นไปด้วยเพื่อป้องกันการไหลของเงิน เป็นที่ทราบ (และเชื่อว่า) โดยทั่วไปแล้วการเพิ่มอัตราดอกเบี้ยนั้นไม่ดีต่อตลาดทุนเนื่องจาก (1) ทำให้ค่าใช้จ่ายของบริษัทจดทะเบียนสูงขึ้น และ (2) อัตราดอกเบี้ยเงินฝากดูเหมือนจะมีความปลอดภัยมากกว่าการนำเงินไปลงทุนในตลาดทุน ทั้งสองข้อหลักนี้ทำให้อาจจะและกังวลว่าอาจจะมีเงินทุนไหลออกจากตลาดทุนไปสู่ตลาดเงินหรือออกไปเพื่อนำไปฝากธนาคารเพื่อผลตอบแทนที่ดูเหมือนจะมีความเสี่ยงต่ำกว่า

อย่างไรก็ตามสิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันอาจจะไม่ตรงไปตรงมาอย่างที่คาดการณ์ไว้ก็ได้ เนื่องจากเมื่ออัตราดอกเบี้ยเงินฝาก/เงินกู้ (แน่นอน เงินกู้ย่อมขึ้นด้วย) ของธนาคารปรับตัวสูงขึ้น สิ่งที่ตามมาคือสมดุลระหว่างการลงทุนในตราสารหนี้กับการฝากเงินนั้นจะเปลี่ยนไป หลักการเบื้องต้นคืออาจจะมีเงินบางส่วนไหลออกจากตลาดตราสารหนี้ เพื่อถูกนำไปฝากไว้ในธนาคารพาณิชย์ด้วยดอกเบี้ยที่สูงกว่าอันเนื่องมาจากการเปลี่ยนสมดุล ซึ่งการฝากเงินในธนาคารพาณิชย์นั้นมีข้อได้เปรียบหนึ่งที่เหนือตราสารหนี้คือสภาพคล่องที่สูงกว่า แต่ต้องไม่ลืมว่าสิ่งที่ตามมาจากการขึ้นอัตราดอกเบี้ยก็คืออัตราเงินเฟ้อที่จะสูงขึ้นตามมาไม่ว่าเป็นผลจากทางตรงหรือทางอ้อม (นักลงทุนมืออาชีพทราบดีว่าเมื่ออัตราดอกเบี้ยปกติเพิ่มขึ้นตราสารหนี้ของรัฐบาลหรือที่เรียกว่าพันธบัตรรัฐบาลจะต้องเพิ่มสูงขึ้นด้วย และในที่สุดแล้วนักลงทุนอาชีพก็รู้อีกว่าพันธบัตรรัฐบาลนั้นจะแพ้เงินเฟ้อ) ซึ่งอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้นนั้นจะว่าไปแล้วเป็นผลดีต่อตลาดทุน เงินที่ไหลเวียนมากขึ้นหมายถึงการทำกำไรที่สูงขึ้นของกิจการจดทะเบียนในตลาดทุน และมีความเป็นไปได้ที่จะทำให้เงินส่วนหนึ่งถูกนำมาลงทุนในตลาดทุนมากขึ้นเป็นการทดแทน

นอกจากนี้กิจการสถาบันการเงินทั้งเล็กใหญ่ต่างๆ ในตลาดหลักทรัพย์มีความสามารถในการทำกำไรขึ้นอยู่กับ ส่วนต่างระหว่างดอกเบี้ยเงินกู้ (interest margin) และดอกเบี้ยเงินฝากหรืออัตราดอกเบี้ยเงินกู้กับต้นทุนของเงินทุน (cost of fund) ดังนั้นเมื่อไหร่ก็ตามที่อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ยังสามารถถูกขยับเพิ่มขึ้นสูงได้และรักษาส่วนต่างระหว่างดอกเบี้ยเงินกู้และเอาไว้ได้ สถาบันการเงินต่างๆ ก็ดูจะไม่เดือดร้อนเท่าไรยกเว้นแต่ว่าผู้กู้กู้น้อยลงเนื่องจากอัตราดอกเบี้ยเงินกู้นั้นสูงเกินไปและเริ่มไม่คุ้มค่าต่อการลงทุนของผู้กู้ (ไม่ว่าจะเป็นกิจการหรือบุคคล)

ที่จริงแล้วถ้าเราจะมองถึงภาพรวมเราต้องไม่ลืมว่าผู้ที่กำหนดอัตราดอกเบี้ยขึ้นหรือลงน้ำย่อมต้องเป็นห่วงต่อสภาพการที่จะเกิดขึ้นในหลายด้านรวมทั้งตลาดทุนของประเทศตัวเองด้วยเนื่องจากบุคคลเหล่านี้น่าที่จะมีการลงทุนในหลายส่วนทั้งตลาดเงินและตลาดทุน ดังนั้นถ้าจะคิดกันแบบภาษาชาวบ้านก็คือเขาย่อมไม่ทำให้ตัวเองเดือดร้อนด้วย การปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นนั้นจึงน่าเป็นเหตุการณ์ที่เรียกว่าความกังวลแบบคลาสสิคเพียงชั่วคราวเท่านั้นสุดท้ายแล้วผู้คนหรือตลาดก็จะรู้จักปรับตัวและดำเนินธุรกิจต่อไปได้ แต่แน่นอนว่า ในระหว่างของการปรับสมดุลนี้ย่อมมีการกระเพื่อม (จากการตกใจ จากความไม่แน่ใจ) บ้างเป็นธรรมดา

แต่ในที่สุดแล้ว ความเจริญเติบโตของบริษัทในระยะยาว ก็ยังคงขึ้นกับความสามารถในการแข่งขันของตัวกิจการเอง ความสามารถในการบริการลูกค้าของตัวเอง และพฤติกรรมตลาดของผู้บริโภคของสินค้าและบริการของกิจการนั้นๆ มากกว่าอย่างอื่นนั่นเองครับ

วันศุกร์ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

อย่าหวังในสิ่งที่ไม่มีเหตุผล

อย่าหวังในสิ่งที่ไม่มีเหตุผล

ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ล้วนมีที่มาที่ไปมีเหตุมีปัจจัยที่ทำให้เกิดผลด้วยกันทั้งนั้น แม้ว่าบางครั้งเหตุผลนั้นจะเป็นเหตุผลที่ถูกหรือผิดก็ตามหรือเกิดจากคนที่ทำในสิ่งที่ถูกต้องหรือไม่ถูกต้องก็ตามมันก็คงมีเหตุผลของมันอยู่เสมอ แต่อย่างไรก็ตามถ้าสิ่งที่เกิดนั้นมาจากและผลที่ไม่ถูกต้องแล้วเมื่อถึงเวลาหนึ่งระบบหรือสังคมหรือโลกใบนี้ก็จะปรับตัวกลับเข้าสู่สมดุลย์

สิ่งที่คนทั่วไปทำแบบไม่มีเหตุผล

ตลาดหลักทรัพย์ก็เช่นเดียวกันถ้ามีสิ่งใดเกิดขึ้นไม่ถูกต้องตามเหตุและผลที่สมควรอย่างแท้จริงสุดท้ายมันก็จะต้องปรับไปสู่สิ่งที่ถูกต้อง  ถ้าพูดถึงนักลงทุนหรือนักเก่งกำไรก็แล้วแต่ที่เข้ามาในตลาดหลักทรัพย์ผมเชื่อว่าทุกคนคงอยากได้กำไลด้วยกันทั้งสิ้นคงไม่มีใครเข้ามาแล้วอยากขาดทุนหรอกนะครับถ้าไม่ได้เป็นคนประหลาดซะทีเดียว  แต่การจะได้กำไรที่ยั่งยืนนั้นต้องอยู่บนเหตุผลที่ถูกต้อง ตลาดที่ไม่มีเหตุผลหรือไร้ประสิทธิภาพชั่วคราวนั้นอาจจะทำให้เราได้กำไรบ้างในบางครั้ง และแน่นอนก็ทำให้ขาดทุนได้ในบางที อย่างไรขอไปก็ตามไม่ว่าจะกำไรหรือขาดทุนมันก็ไม่ยั่งยืนและคาดเดาไม่ได้ ดังนั้นแล้วหากนักลงทุนท่านใดหวังที่จะได้กำไรมากๆบนพื้นฐานของเหตุผลที่ไม่ถูกต้องหรือหวังว่าซื้อหุ้นวันนี้อีกสองสามวันจะขึ้นไป 20 - 30 - 40% อย่างนี้ถ้าไม่อยู่ในพื้นฐานของเหตุผลที่ถูกต้องแล้วก็คือการหวังในสิ่งที่ไม่มีเหตุผลนั่นเอง

สิ่งที่นักลงทุนเน้นมูลค่าคิดว่ามีเหตุผล

สิ่งที่ไม่สมเหตุสมผลหรือเป็นเหตุผลที่ไม่ถูกต้องใหม่การลงทุนหรือตลาดหลักทรัพย์นั้นมากมายเอาเป็นว่าคงจะยกตัวอย่างมาได้ไม่ทั้งหมด (ข่าวลือ ข่าวปลอม ปั่นราคาหุ้น เป็นต้น) ก็อย่าพึ่งไปพูดถึงมันเลยแล้วกัน เรามาดูในสิ่งที่มีเหตุมีเหตุผลกันดีกว่าก็คือการที่ราคาหุ้นจะเพิ่มขึ้นได้นั้นแท้ที่จริงแล้วมีเหตุที่ถูกต้องอยู่แทบจะอย่างเดียวเท่านั้นเองคือ

"มูลค่าที่แท้จริงของมันเพิ่มสูงขึ้นไปอย่างเห็นได้ชัด ตลาดรับรู้ เชื่อ และอารมณ์ดีพอที่จะตอบสนองต่อมูลค่านั้น"

ดังนั้นจะเห็นว่าราคาหุ้นจะเพิ่มขึ้นได้บริษัทต้องมีผลประกอบการที่ดี ดีขึ้น หรือมีอนาคตที่ดีมากๆ อย่างเห็นได้ชัดและค่อนข้างแน่นอนก่อน นอกจากนั้นตลาดยังต้องรับรู้และเชื่อในสิ่งนั้นด้วย ถ้ารับรู้แล้วไม่เชื่อก็อาจจะไม่เกิดประโยชน์ราคาหุ้นก็ไม่วิ่งไปไหน ที่สำคัญคือตลาดต้องอยู่ในอารมณ์ที่ดี ไม่เช่นนั้นแล้วไม่ว่าราคาหุ้นไหนๆ ก็แทบจะขายทิ้งหมด

"ดังนั้นถ้านักลงทุนซื้อหุ้นแล้วหุ้นไม่ขึ้นทั้งที่เราคำนวณว่ามีมูลราคาที่เหมาะสมสูงมาก ก็อาจจะด้วยเหตุผลอื่นทำให้ราคาหุ้นยังไม่พร้อมที่จะปรับตัวขึ้นไปนั่นเอง"

การมีชีวิตอย่างไร้ความหวังเป็นสิ่งที่แย่ การมีความหวังเป็นสิ่งที่ทำให้ชีวิตมีอนาคตและพร้อมจะตื่นขึ้นมาในวันรุ่งขึ้น ถ้าเราเชื่อ เราตั้งความหวัง และดำรงชีวิตอยู่บนความหวังที่มีเหตุผลความเป็นไปได้ที่ถูกต้องแล้ว เราจะลงทุนอย่างเป็นสุข และมีโอกาสประสบความสำเร็จจากจริตที่ถูกต้องมากขึ้นครับ

วันอาทิตย์ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

ถ้าอยากรวย ให้ทำนิสัยแบบคนรวยก่อน

ถ้าอยากรวย ให้ทำนิสัยแบบคนรวยก่อน
 

หลายคนอาจจะเคยได้ยิน หรือเคยถูกสอนมาเสมอว่า "ถ้าทำตัวจนจะไม่มีวันจน ถ้าทำตัวรวยจะไม่มีวันรวย" แต่โดยส่วนตัวแล้วผมกลับไม่ค่อยเชื่อแบบนั้น และคิดว่าไม่น่าจะจริงเท่าไร เนื่องจากเรื่องนี้เป็นเรื่องคล้ายๆ ไก่กับไข่อะไรเกิดก่อนกันนั่นแหละครับ (เช่น ต้องทำตัวอย่างไรก่อนไหม จึงจะเป็นอะไร ทำนองนั้น)

ต้องทำแบบ คนรวย

โดยความคิดส่วนตัวของผมก็คือ ถ้าเราอยากรวย จะต้องทำตัวแบบคนรวยก่อน และที่จริงแล้วคนรวยมีนิสัยที่ต่างไปจากที่คนจนหรือคนธรรมดานึกหรือเพ้อฝันอยู่มาก ส่วนใหญ่แล้วคนที่เป็นคนรวยจริงๆ ที่เคยพบพานจะมีลักษณะต่อไปนี้
  • ขยัน
  • ซื่อสัตย์
  • อดออม
  • มีความฉลาดทางการเงิน
  • มีความสามารถทำเงินให้งอกเงย
  • ซื้อสินทรัพย์ที่สร้างเงินและไม่ด้อยค่า
  • มีรายได้หลายทาง
  • คิดบวก
  • อยู่กับสังคมคนประสบความสำเร็จที่เป็น "ผู้ให้" ด้วยกัน
  • อ่านหนังสือ เพิ่มความรู้ หัดทำเพื่อเพิ่มทักษะ ตลอดเวลา
  • ใจบุญ เป็นผู้ให้ (ที่ให้แล้วไม่สร้างปัญหาให้กับผู้รับ)
นั่นแหละครับ นิสัย คนรวย ถ้าไม่ทำแบบนี้ก่อน จะหวังให้รวยก่อนแล้วค่อยทำ หรือไปทำนิสัยตรงกันข้าม ชาตินี้คงรวยยากล่ะครับ (พูดใน มิติของความสำเร็จในการงาน การเงิน เท่านั้นนะครับ ซึ่งแน่นอนว่า "ไม่ใช่ทั้งหมดของชัวิต")

คนที่บอกว่า ให้ทำตัวจนแล้วจะรวยนั้น มีความผิดปกติ อย่างน้อย สองประเด็น

1) คนพูด เข้าใจว่า คนรวยใช้เงินเยอะได้ คนจนใช้เงินน้อยกว่า: มันทำให้เข้าใจว่าคนรวยใช้เงินเยอะได้ตามใจ ที่จริงแล้วถูกครึ่งเดียว เพราะคนรวยอาจจะใช้เงินเยอะแต่เขายังคุมให้เป็น "Budget Surplus" ได้อยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสิ่งที่เขาซื้อแหลกราญนั้นอาจจะเป็น หุ้น บ้าน ที่ดิน อสังหาฯ เพชร ทอง ของสะสม ของเก่า..... ล้วนไม่ด้อยค่าทั้งนั้น แถมยังสร้างกระแสเงินสดไหลเข้ามาได้ด้วย

2) การพูดแบบนั้น นำไปสู่ความเข้าใจว่าการอดออมทำให้รวยได้ ซึ่งจริงครึ่งเดียวอีกเช่นกัน  แน่นอนว่า "การอดออมเป็นเป็นจุดเริ่มต้นของความรวย" แต่คุณต้องทำอย่างอื่นต่อด้วย  การมีเงินมากๆ จากการอดออมโดยไม่ใช้เงินให้เป็นคุณแก่ตัวเองนั้นไม่เกิดประโยชน์เลย การพยายามรวยด้วยการอดแล้วเก็บเงินทั้งหมดจะทำให้มีชีวิตอย่างยากแค้นมากๆ ด้วยซ้ำไป

ประเด็นคือ

อดออมเป็นเริ่มต้น  ลงทุนให้งอกเงย  ทบต้นจากการลงทุนนั้น และ ต้องมีความฉลาดทางการเงิน และมีนิสัยตามความฉลาดทางการเงินนั้น เป็นนิสัยของคนรวย เพื่อมีโอกาสรวยจริงๆ ได้นั่นเองครับ

วันอาทิตย์ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

อ่าน Fact Sheet อย่างไรให้ได้เปรียบใ​นการลงทุน


ในโลกแห่งการลงทุนแล้วข้อมูลข่าวสารเป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่ทำให้เราตัดสินใจได้ดีขึ้น เพราะทั้งที่เรามีข้อมูลมากมายแต่ข้อมูลเหล่านั้นก็ยังต้องถูกนำมากรองอีกครั้งหนึ่ง นอกเหนือไปจากนั้นก็ยังมีต่อไปอีกคือการคาดการณ์สิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตที่จะมีผลต่อธุรกิจที่เราต้องการลงทุน โชคดีที่ปัจจุบันนี้เป็นยุคของข้อมูลข่าวสารและเรามีแหล่งของข้อมูลต่างๆทางที่เกี่ยวกับตัวบริษัทเองและสิ่งที่เกิดรอบรอบธุรกิจของบริษัทนั้นให้เราได้อ่านและนำมาตัดสินใจในการลงทุนเ หนึ่งในนั้นก็คือสิ่งที่เรียกว่า สรุปข้อสนเทศบริษัทจดทะเบียน หรือ Fact Sheet ซึ่งสามารถหาได้ในเว็บไซต์ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เอกสารนี้เพียงหน้าเดียวที่อยู่บนเว็บไซต์ดังกล่าวสามารถบอกอะไรเราได้มากมายเราค่อยๆ มาแกะดูกันนะครับว่ามีอะไรบ้าง

เข้าไปดูหน้า Fact Sheet กันดีกว่า

เข้าเว็บไซต์ www.set.or.th
ข้อมูลบริษัท/หลักทรัพย์ > ตราสารทุน > ข้อมูลบริษัท/หลักทรัพย์ <คลิก>
เลือกบริษัทที่สนใจ
คลิกแท็บแรก (บริษัท/หลักทรัพย์)
คลิกแถบสีส้ม "สรุปข้อสนเทศบริษัทจดทะเบียน"

หรือวิธีที่สอง เข้า www.google.com  ป้อน set.or.th ชื่อบริษัทมหาชนที่สนใจ (เช่น อารียา พรอพเพอร์ตี้) ลงไป (ที่เลือกบริษัทนี้เพราะเป็นบริษัทแรกที่เรียงตามตัวอักษรนะครับ อย่าคิดมากเป็นอื่นไป) แล้วกด ค้นหา จะได้ลิ้งค์ของหน้า ข้อมูลบริษัท/หลักทรัพย์ ก็เข้าลิ้งค์นั้นไป แล้ว
คลิกแถบสีส้ม "สรุปข้อสนเทศบริษัทจดทะเบียน" เหมือนวิธีแรก

คลิกที่ "สรุปข้อสนเทศบริษัทจดทะเบียน"


ตัวอย่างหน้าตาของ "สรุปข้อสนเทศบริษัทจดทะเบียน"
หรือ Fact Sheet ของบริษัทตัวอย่าง A


บริษัททำอะไร

หัวข้อนี้เป็นหัวข้อที่สำคัญอยู่ภายใต้ "ลักษณะธุรกิจ" บางครั้งเราอาจได้ยินเพื่อนนักลงทุนพูดถึงชื่อของบางบริษัทหรือแม้แต่ชื่อย่อหุ้นแต่เราไม่มีความรู้เลยว่าบริษัทนั้นทำอะไรหรือแม้ว่าเรารู้ว่าทำอะไรอยู่เราก็อาจจะรู้ไม่หมดก็ลองมาอ่านหัวข้อนี้ทำให้ทราบว่าบริษัททำอะไรบ้าง เมื่ออ่านแล้วเราจะต้องพิจารณาอยู่ว่าธุรกิจดังกล่าวนั้นมีโอกาสเติบโตได้มากน้อยแค่ไหนหรือเป็นธุรกิจที่เรียกว่าตะวันตกดินสิ่งที่สำคัญกว่านั้นก็คือตัวเราเองมีความรู้เกี่ยวกับธุรกิจนั้นแค่ไหนความรู้ที่ว่าก็คือความรู้ด้านการลงทุนคือรู้แนวโน้มตลาดและ สามารถคาดเดาได้ว่าในอีกหนึ่งหรือห้าปีข้างหน้าธุรกิจนั้นจะเป็นอย่างไรต่อไปจะไปโรจน์หรือไปร่วงนั่นเอง

ทุนของบริษัท

จะทำกิจการก็ต้องมีทุน ทุนถือเป็นการตั้งต้นในการทำธุรกิจของบริษัท ให้มองหา ทุนจดทะเบียน และ ทุนที่ออกและชำระเต็มมูลค่า ตัวเลขสองตัวนี้ควรจะเท่ากัน ถ้าไม่เท่ากันเมื่อใด (คือ ทุนจดทะเบียนมีตัวเลขสูงกว่า) นั่นแปลว่าอีกไม่ช้านานจะต้องมีการเพิ่มทุน ไม่ว่าจะด้วยการแปงวอแร้นท์ หรือการที่มีใครบางคนได้ซื้อหุ้นเพิ่มทุนแบบจำเพาะเจาะจง ทั้งสองอย่างนี้จะทำให้จำนวนหุ้นเพิ่มมากขึ้น ตัวหารมากขึ้น กำไรต่อหุ้นลดลง นักลงทุนคงไม่ชอบใจนักยกเว้นแต่ว่าบริษัทมีฝีมือมากจนทำให้กำไรรวมของบริษัทจากการเพิ่มทุนนั้นสูงมาก มากจนเมื่อหารกับจำนวนหุ้นที่เพิ่มขึ้นแล้วยังได้กำไรต่อหุ้นเพิ่มขึ้น แบบนั้นก็ไม่ว่ากัน

ตัวเลขอีกสองตัวที่สำคัญคือ ส่วนเกิน(ต่ำกว่า)มูลค่าหุ้น ซึ่งควรเป็นจำนวนบวก แปลว่าบริษัทขายหุ้นครั้งแรกได้ในราคาสูงกว่าราคาพาร์ และมีเงินส่วนเกินนำมาเป็นทุนใช้ดำเนินงาน อีกตัวหนึ่งคำ กำไร(ขาดทุน)สะสม ควรเป็นจำนวนบวกเช่นกัน คือบริษัทมีกำไรสะสม เมื่อใดที่ ส่วนเกิน(ต่ำกว่า)มูลค่าหุ้น และ/หรือ กำไร(ขาดทุน)สะสม ติดลบ (ไม่ว่าอันใดอันหนึ่งหรือสองอัน) แม้ว่ามีกำไรในปีนั้นๆ บริษัทจะจ่ายปันผลไม่ได้นะครับ จะต้องจัดการล้างขาดทุนสะสมแล้วทำให้บริษัทมีส่วนเกินมูลค่าหุ้นให้ได้ก่อน จึงจะจ่ายปันผลได้ (อ่านเรื่อง การล้างขาดทุนสะสม ประกอบ)

ใครเป็นเจ้าของ และเป็นเท่าไร

อีกส่วนหนึ่งที่มีความสำคัญมากที่จะเห็นบนหน้าสรุปข้อสนเทศบริษัทจดทะเบียนได้ชัดเจนก็คือ "ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ 10 อันดับแรก" สิ่งที่ต้องดูก็คือถ้าผู้ถือหุ้นรายใหญ่เป็นผู้ที่มีความมั่นคงทางการลงทุนนั่นก็คือเขาต้องพิจารณาดีแล้วจึงลงทุนในบริษัทต่างๆ หรือเป็นเจ้าของเดิมถือหุ้นไว้เป็นจำนวนมากโดยไม่ยอมขายออกมา หรือซื้อๆ ขายๆ ทำกำไรเอาเอง ถ้าบุคคลหรือนิติบุคคลเหล่านี้ถือหุ้นบริษัทจำนวนมากเอาไว้ หรือแสดงว่าเจ้าของเดิมรักบริษัทมาก ก็น่าจะสบายใจได้ระดับหนึ่งว่าเขาช่วยเลือกหุ้นให้เราหรือเป็นบริษัทที่เจ้าของและผู้บริหารจะตั้งใจทำงานจริง นอกจากนี้ยังมีอีกจุดหนึ่งที่ต้องพิจารณาคือจำนวนของผู้ถือหุ้นรายย่อย (ดูได้ที่ "% /จำนวนผู้ถือหุ้นรายย่อย" อยู่ด้านล่างของ "ลักษณะธุรกิจ") ถ้าผู้ถือหุ้นรายใหญ่ถือหุ้นรวมกันเป็นจำนวนมากเช่น เกินร้อยละ 50 หรือ 70 ก็จะเหลือหุ้นสำหรับผู้ถือหุ้นรายย่อยเป็นจำนวนไม่มากนัก บริษัทที่มีร้อยละของการถือหุ้นของผู้ถือหุ้นรายย่อยไม่มาก (%free float ต่ำ) เวลาผลประกอบการออกมาดีหรือบริษัทมีอนาคตที่ดีราคาหุ้นจะเพิ่มสูงขึ้นได้ง่ายกว่า เพราะมีจำนวนหุ้นหมุนเวียนเหลืออยู่ในตลาดน้อยดังนั้นเมื่อต้องการได้ก็ต้องสู้ราคากันหน่อยราคาก็จะเพิ่มสูงขึ้นได้ไม่ยากไม่เหมือนหุ้นที่มีรายย่อยถึงอยู่มากๆ เวลาหุ้นจะขึ้นก็ถูกขายทำกำไรสวนลงมาบ่อยๆ

ผู้บริหาร

ผมมีความเชื่ออยู่อย่างหนึ่งว่าคนในบริษัทหรือผู้บริหารมีส่วนสำคัญแทบจะที่สุดในการนำพาธุรกิจเจริญรุ่งเรืองหรือย่ำแย่ลงในโลกปัจจุบันนี้ธุรกิจหนึ่งอาจจะเริ่มต้นด้วยการค้าขายหรือผลิตสินค้าอย่างหนึ่งแต่เมื่อเวลาผ่านไปบริษัทนั้นอาจจะ เปลี่ยนแปลงตัวเองไปทำธุรกิจอีกรูปแบบหนึ่งหรือแม้กระทั่งเปลี่ยนแปลงไปแล้วก็เปลี่ยนชื่อบริษัทสุดท้ายกลายเป็นคนละเรื่องเดียวกันกับตอนที่เริ่มต้นได้ ในหน้าสรุปข้อสนเทศบริษัทจดทะเบียนที่ "คณะกรรมการ" จะมีรายชื่อของผู้บริหารบริษัทเริ่มต้นตั้งแต่ ประธานกรรมการ / กรรมการผู้จัดการของบริษัท จนถึงกรรมการตรวจสอบ เราก็ลองดูรายชื่อว่าเป็นเจ้าของเก่าหรือไม่ (ถ้าเป็นน่าจะดี) เป็นบุคคลที่น่าเชื่อถือหรือเปล่า หรือเป็นบุคคลที่บริษัทเชิญมาช่วยในการบริหาร (อาจจะดีกว่าก็ได้) แต่ถ้าเจอรายชื่อที่ไม่น่าไว้ใจหลายรายชื่ออยู่ในส่วนนี้ก็อาจจะต้องคิดพิจารณาให้ดีสักนิดว่าเราควรจะให้ความไว้ใจในการบริหารงานหรือไม่

ผู้สอบบัญชี

ส่วนนี้เป็นส่วนที่น่าสนใจว่าคุณภาพของการสอบบัญชีของบริษัทถูกให้ความสำคัญมากน้อยเพียงใดลองดูว่าผู้สอบบัญชีของบริษัทเป็นรายใหญ่ที่ได้รับความเชื่อถือสามหรือสี่อันดับแรกหรือไม่ (PwC, Ernst & Young, KPMG, Deloitte) ทั้งนี้ ไม่ได้หมายความว่าถ้าบริษัทใช้ผู้สอบบัญชีอื่นนอกเหนือไปจากผู้สอบบัญชีที่มีชื่อเสียงดังกล่าวแล้วจะไม่น่าเชื่อถือนะครับ แต่ก็บอกอะไรๆ ได้หลายอย่าง (เช่น ยอมจ่ายแพงเพื่อความถูกต้องหรือความเห็นที่ดีหรือไม่ เป็นต้น)

อัตราผลตอบแทนและการจ่ายปันผล

ส่วนนี้น่าจะเป็นส่วนที่หลายหลายคนให้ความสนใจก็คือเมื่อเราถือหุ้นบริษัทเพื่อการลงทุนแล้วเราจะได้ผลประโยชน์อะไรบ้างนอกเหนือไปจากราคาที่เปลี่ยนแปลงไป ตรงนี้อยู่ในส่วนของ "อัตราผลตอบแทนและการจ่ายปันผล" เราสามารถดูได้ว่าบริษัทมี นโยบายเงินปันผล เป็นอย่างไร ที่ผ่านมามี อัตราผลตอบแทน เป็นร้อยละเท่าใด ที่จริงแล้วก็คือตัวเลขที่ลอกมาจากสรุปงบการเงินและผลประกอบการของบริษัทนั่นเอง สิ่งที่เราควรดูตรงนี้ก็คือการเติบโตของเงินปันผลและอัตราปันผล ควรเติบโตขึ้น โดยมีข้อสังเกตว่าอัตราร้อยละของปันผลจะเทียบกับราคาหุ้น ณ วันสิ้นปีนั้นๆ ไม่ใช่กับราคาหุ้นปัจจุบันนะครับ ดังนั้นตัวเลขร้อยละของปันผลที่สูงมากๆอาจจะเป็นเพราะราคาหุ้น ณ วันสิ้นปีนั้นๆ ต่ำผิดปกติหรือในทางกลับกันอัตราร้อยละของปันผลที่ต่ำก็อาจจะเป็นเพราะราคาหุ้น ณ วันสิ้นปีสูงผิดปกติก็ได้อีกเช่นกัน

ดูงบการเงินคร่าวๆ

ปกติแล้วเวลาผมดูงบการเงิน จะแยกการดูออกเป็นสองอย่างคือ ส่วนของบริษัทเองว่าดีหรือไม่ และ ราคาหุ้นถูกหรือแพงกว่ามูลค่าที่แท้จริง  ส่วนของบริษัทที่ดูคือ
  • ยอดขายเพิ่มขึ้นหรือไม่ เทียบกับคู่แข่งแล้วเป็นอย่างไร
  • อัตรากำไรขั้นต้นเป็นเท่าไร เมื่อเวลาผ่านไป อัตรากำไรลดหรือเพิ่มขึ้น ข้อนี้สำคัญมากรองจากยอดขาย แต่ตัวเลขอัตรากำไรขั้นต้นเราต้องคำนวณหาเองจาก ((ยอดขาย - ต้นทุนขาย) / ยอดขาย) x 100 ส่วนอัตรากำไรสุทธิคือ ((กำไรสุทธิ - ยอดขาย) / ยอดขาย) x 100 ได้ตัวเลขเป็นร้อยละ บริษัทที่ควรสนใจมีสองประเภทคือ มีตัวเลขอัตรากำไรขั้นต้นสูงมาก (เช่น มากกว่า 35%) เพราะแสดงถึงการผูกขาดหรือกึ่งผูกขาด (ผู้บริโภคมีตัวเลือกน้อย) กับอีกประเภทหนึ่งคือมีอัตรากำไรขั้นต้นเพียง 10-15% แล้วเหลืออัตรากำไรสุทธิเพียง 4-5% ในขณะที่มียอดขายสูงมาก (เป็นหมื่นล้านบาท) และเป็นผู้นำ บริษัทประเภทที่สองนี้จะมีคู่แข่งใหม่น้อย เพราะไม่มีใครกล้าเข้ามา เนื่องจากถ้าไม่สามารถทำยอดขายได้สูงขนาดนั้นคงขาดทุน (สู้ค่าใช้จ่ายคงตัวไม่ไหว)
  • ROA (อัตราผลตอบแทนจากสินทรัพย์), ROE (อัตราผลตอบแทนผู้ถือหุ้น) เป็นเท่าไร โดยถ้า ROE สูงกว่ามากให้ระวังว่าบริษัทมีหนี้สินมาก (ส่วนมากผมมักมอง ROE มากกว่า 18% ขึ้นไป) ก็ไปดูอีกทีว่า กำไร EBITDA นั้นเป็นกี่เท่าของดอกเบี้ยเงินกู้ ถ้ามากกว่าหลายเท่าก็คงสบายใจได้เปราะหนึ่ง
  • Cash Flow เป็นสิ่งที่ไม่มีในหน้าผลประกอบการตามปกติ แต่อยู่ในหน้า Fact Sheet นี้ ตามหลักการคือ บวก ลบ ลบ แต่ก็ต้องดูประกอบในแต่ละปีที่ผ่านไปว่า บางปีที่ไม่ใช่แบบนั้นอาจจะมีความจำเป็นในการลงทุนธุรกิจบางอย่างหรือไม่ นั่นหมายความว่า Cash Flow อาจจะไม่จำเป็นต้องเป็น บวก ลบ ลบ เสมอไปก็ได้ แต่เราต้องเข้าใจมันให้ได้ว่าทำไมถึงเป็นแบบนั้น
  • อัตรากำไรต่อหุ้น ควรมีแนวโน้มที่เพิ่มขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป และต้องสัมพันธ์กับยอดขายด้วย ถ้าเกิดยอดขายตกแต่กำไรมาก ต้องหาให้พบว่าทำไม กำไร (ที่มักจะ) พิเศษนั้นมาจากไหน และ หักออกไปจากการดูแนวโน้ม
  • ทุนหมุนเวียน คือ ทรัพย์สินหมุนเวียน ลบด้วย หนี่สินหมุนเวียน ตัวเลขนี้นักลงทุนมักไม่ค่อยดูกัน แต่ผมให้ความสำคัญมากเพราะมันบอกง่ายๆ ว่า บริษัทมีของที่จะได้มาซึ่งรายได้ในระยะสั้น มากกว่าที่โดนไล่ทวงหนี้อยู่เท่าไร ซึ่งทำให้ตัวเลขนี้แสดงความสามารถในการดำเนินงานในระยะปัจจุบันได้ดี บริษัทที่มีทุนหมุนเวียนเป็นบวก และมีมากเมื่อเทียบกับทรัพย์สินทั้งหมด แสดงว่ามีความสามารถในการเอาทรัพย์สินมาสร้างผลกำไรได้ดี และทำงานได้อย่างสบายใจกว่าบริษัทที่มีทุนหมุนเวียนติดลบอย่างแน่นอน
  • ดู หนี้สิน สักหน่อย ตรงนี้ผมใส่เป็นตัวเอียงเพราะผมมักจะดูด้วยเสมอว่า บริษัทมีหนี้สินไม่หมุนเวียนแค่ไหน จะต้องทำงานใช้หนี้สน่วนนี้นานเท่าไรจึงหมดไป ให้เอา "หนี้สินไม่หมุนเวียน" หารด้วย "กำไรสุทธิ" ในปีนั้นๆ (หรือ 4 ไตรมาสล่าสุด) คำนวณออกมาได้เป็นจำนวนปี บริษัทที่ดีจะสามารถใช้หนี้สินไม่หมุนเวียนนี้ได้ในเวลา 3-5 ปีเท่านั้น
ในส่วนของราคาหุ้นนั้น คงต้องเอาทั้งหมดไปคำนวณก่อนว่าราคาเหมาะสมเป็นเท่าไร แล้วจึงตัดสินใจได้

กราฟเล็กๆ อย่ามองข้ามไป
กราฟบอกการเปลี่ยนแปลงของราคาหุ้น และเทียบกับดัชนีตลาดหลักทรัพย์


ในหน้า Fact sheet มีกราฟเล็กๆ แสดงแนวโน้มของราคาหุ้นนั้นๆ เทียบกับดัชนีตลาด กราฟนี้จะบอกเราสองอย่างที่สำคัญมากคือ ราคาหุ้นตามดัชนีหรือไม่ ตามแค่ไหน และเราควรคิดต่อเองได้ว่าทำไม นอกจากนั้นยังพอบอกเราได้ว่า ราคาที่ถ้าเราตัดสินใจซื้อตอนนี้จะ ได้หรือเสียเปรียบคนอื่นที่ซื้อก่อนหน้าเราไปสัก 6 เดือนด้วย

ข่าวเกี่ยวกับบริษัทและผลประโยชน์

ปกติแล้วถ้าเราอยากหาข่าว ประกาศ หรือ การจ่ายปันผลหรือผลประโยชน์อื่น (เช่น การรวบรวมรายชื่อเพื่อเข้าประชุม, การได้สิทธิจองซื้อหุ้นเพิ่มทุนหรือใบสำคัญแสดงสิทธิต่างๆ เป็นต้น) เราต้องไปดูจากหลายที่ แต่ทั้งหมดถูกรวมไว้ในหน้า Fact Sheet นี้ด้วย

ที่พูดถึงมาข้างต้นนั้นเป็นส่วนที่มักจะนอกเหนือจากการดูงบการเงินปกติ หรือเป็นสิ่งที่เห็นได้จาก Fact Sheet มากกว่าจากที่อื่น นั่นหมายความว่ายังมีสิ่งอื่นๆ เช่น P/BV, P/E, การเติบโตหรือ Glowth ที่เราควรดูด้วยซึ่งหลายอย่างก็อยู่ใน Fact Sheet นี้ด้วย ก็เรียกได้ว่า สรุปข้อสนเทศบริษัทจดทะเบียน หรือ Fact Sheet เป็นสรุปสิ่งต่างๆ ของบริษัทฉบับย่อให้เราได้ดู ได้มองเห็น และถ้าเราดูเป็น จะช่วยให้มองเห็นภาพการลงทุนกับบริษัทหนึ่งๆ ได้ง่ายขึ้นเลยเชียวครับ

วันเสาร์ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

นักลงทุนแนว VI ต้องถือหุ้นยาวนานจริงหรือ


จากบทความที่แล้วที่เราคุยกันว่า ถ้านักลงทุนสมัยนี้ทำแบบ VI สมัยก่อนคือถือหุ้นนานๆ แล้วจะได้กำไรมากมายจริงหรือ (ดูเรื่อง เดี๋ยวนี้ ถ้าถือหุ้นยาวๆ แบบวีไอสมัยก่อนจะได้กำไรหรือไม่ ประกอบ) จึงกลายเป็นเรื่องต่อเนื่องที่ต้องยกมาเล่าสู่กันฟังเป็นการขยายความ ก็เพราะมักเป็นสิ่งที่คนเข้าใจผิดกันมาก ตรงที่บอกว่า VI ได้กำไรเพราะลงทุนระยะยาว เรียกว่าคลาดเคลื่อนไปมากเลยก็ว่าได้

ที่จริง ผมไม่คิดว่า VI จะเกี่ยวกับการถือหุ้นยาวหรือสั้นสักเท่าไร หัวใจของ VI คือ "เรารู้หรือเปล่าว่าของที่เรากำลังคิดจะซื้อนั้นมีค่าจริงๆ เท่าไร" ต่างหาก (วิธีการประเมินค่านี้ ยาว และ... ต้องจำไว้ว่า  ไม่ใช่เราทุกคนจะประเมินค่าที่แท้จริงได้ทุกบริษัท ถึงได้ก็แม่นยำไม่เท่ากัน)

ลองนึกภาพตามที่ผมจะยกตัวอย่างนะครับ เช่น ถ้าเรารู้ว่าหุ้นนั้นมีค่าที่แท้จริง 10 บาท แต่ราคาซื้อขายกันอยู่ที่ 5 บาท เราเข้าไปซื้อ บังเอิญจะด้วยเวทมนต์คาถาอะไรก็ตามแต่ หุ้นขึ้นไป 12 บาทใน 1 เดือน เราเห็นว่าเกินมูลค่าของมันก็ขายทำกำไรออกไป ก็ยังคงเป็น VI อย่างสมบูรณ์อยู่ ไม่เห็นต้องถือหุ้นไว้ยาวนานอะไร

ส่วนการเป็น VI ระยะยาวนั้น หลายอย่างใช้ความอดทน (มาก) แต่... ระหว่างการอดทนนั้นเราอาจจะเลือกปรับพอร์ตให้เป็นหุ้นจ่ายปันผลสูงเข้ามาปนด้วยบ้าง (แม้จะมีโอกาสโตน้อยกว่าหุ้นโตเร็วจ่ายปันผลน้อย)  ก็จะทำให้เราอดทนกับ "พอร์ต" ของเราได้มากขึ้น เพราะถึงเวลามันก็ออกดอกออกผลมาให้ชื่นชม

ทั้งหมดเป็นเรื่อง "ศิลปะ" ที่ต้องจัดการให้ "ถูกจริต" ของแต่ละบุคคลครับ ไม่อย่างนั้นเราจะลงทุนอย่างเป็นทุกข์ กระวนกระวาย นอนไม่หลับ สุดท้ายเจ็บไข้เสียมากกว่า ไม่เกิดประโยชน์โดยรวมแต่อย่างใด

กลับมาคำว่า "ลงทุนระยะยาวแบบ VI" อีกที

ส่วนตัวแล้วคิดว่าการเอา VI ไปปนกับการลงทุนระยะยาวนั้น มีทั้งถูกและไม่ถูกเรื่อง และสิ่งที่น่าจะถูกกว่าก็คือ นักลงทุนแบบ VI จริงๆ ที่สามารถบอกมูลค่าที่แท้จริงของบริษัทได้ เขาจะสามารถบอกได้ด้วยว่า "เมื่อไร"
  • อาจจะเป็น "ตอนนี้"
  • หรือ 1 ปีข้างหน้า
  • หรือ 2 ปีข้างหน้า
  • หรืออาจจะเป็น 3 ปี
ส่วนที่เกินกว่านั้นมักคาดการณ์ได้ยากแล้วล่ะ

นักลงทุนแบบ VI อาจจะเห็นว่า
"ตอนนี้" หุ้นนี้มีค่า 10 บาท (ค่า หรือ มูลค่าที่แท้จริง นะครับ ไม่ใช่ราคา คนละเรื่องกัน)
แต่อีก สองปีจะต้องมีค่าเป็น 20 บาท เพราะมีโครงการใดๆ ที่กำลังทำอยู่ ทำให้กำไรมากขึ้น ทรัพย์สินมากขึ้น หนี้น้อยลง free cash flow ดีขึ้น หรือคาดการณ์ตลาด (คือ Economic Market นะครับ ไม่ใช่ตลาดหุ้น ว่าต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้) ว่าจะดีขึ้นกับบริษัท อะไรก็แล้วแต่
โดยสมมติว่าถ้าราคาในกระดานตอนนี้เป็น 7 บาท เห็นว่ามี MOS ค่อนข้างมาก ก็ทะยอยซื้อ แล้วรอดูว่าสิ่งที่ตัวเองคาดการณ์นั้นเป็นจริงหรือไม่ รอไป สองปี...

สิ่งสำคัญมากๆ คือ

ในระหว่างนั้น VI จะประเมินมูลค่าที่เหมาะสมของหุ้นนั้นไปเรื่อยๆ วันที่ซื้อ เราอาจจะคิดว่าอีกสองปีหุ้นควรมีค่า 20 บาท แต่เมื่อถือหุ้นไป 1 ปี บริษัทปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ไปอีกมากมาย เราก็ต้องประเมินใหม่ การที่นักลงทุน VI ถือหุ้นนานมาก แล้วหุ้นก็ขึ้นไปเรื่อยๆ เพราะเราประเมินแล้วว่าสิ่งที่บริษัททำมันทำให้ value ขยับหนีไปอีก ก็จำเป็นต้องถือต่อไป
ทำให้ในบางกรณี VI ถือหุ้นกันยาวนานมาก โดยเฉพาะกับบริษัทที่โตไปเรื่อยๆ ซึ่ง...
"เป็นแค่กรณีบังเอิญเท่านั้นเอง"

ส่วน กรณีที่ VI คำนวณว่า ราคาหุ้นจะเป็น 10 บาทในอีก 3 ปี แต่วันนี้ราคา 5 บาท กรณีแบบนี้ VI เก่งๆ อาจจะเลือกหุ้นของบริษัทอื่นน่าจะดีกว่าที่จะรอถึง 3 ปี แต่ก็ย่อมมี VI บางท่านนิยมชมชอบบริษัทหนึ่งๆ เป็นการส่วนตัว หรือเพราะมันจ่ายปันผลสูง แล้วถือหุ้นนั้นเอาไว้ (ผมก็เป็น/เคยเป็น กับบางบริษัท) จนได้กำไรมากมาย แล้วจะเหมารวมว่า VI ต้องถือหุ้นยาวนานก็คงไม่ถูกต้องสมบูรณ์เท่าไรนักด้วยประการต่างๆ ตามที่ยกมาข้างบนนี้ครับ