วันอาทิตย์ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2558

หุ้นไม่ยอมแพง



ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยจะมีคุณอยู่ประเภท หนึ่งคือคิดคำนวนราคาอย่างไร ย้อนไปหลายปีแล้วก็ยังเห็นว่ามีราคาหุ้นต่ำมูลค่าที่แท้จริงอยู่แบบนั้นอยู่ตลอดเวลา ถ้าสังเกตดูดีๆ หุ้นของบริษัทเหล่านี้จะเป็นบริษัทที่ไม่ค่อยเติบโต คือทำกำไรได้ดีแต่ก็ดีอยู่แบบนั้นไม่ขยับเพิ่มขึ้นไปไหนแม้จะจ่ายปันผลดี หุ้นก็จะไม่ขึ้นไปไหน แต่ก็มีข้อดีนะคือเวลาตลาดลง หุ้นพวกนี้ก็ไม่ค่อยลงกับเขาเหมือนกัน จนเรียกได้ว่ามีปันผลค้ำคออยู่ก็คงจะไม่ผิดอะไรมากนัก

แต่เนื่องจากว่าบริษัทเหล่านี้ไม่เติบโต ราคาหุ้นก็จะอยู่คงที่ ความสนใจของนักลงทุนที่มีต่อหุ้นของบริษัทเหล่านี้มักจะไม่มากนัก เรียกได้ว่าไม่ต้องรีบซื้อเอาเงินไปซื้อไปขายหุ้นตัวอื่นก่อนแล้วค่อยกลับมาซื้อหุ้นเหล่านี้ในช่วงเวลาใกล้จะปิดสมุดบัญชีรายชื่อเพื่อจ่ายปันผลก็ยังทันเหลือหลายสบายๆ
ดังนั้นถ้านักลงทุนแบบเน้นมูลค่าของกิจการ (VI) ไปพบเห็นหุ้นของบริษัทที่มีราคาต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริงแต่ดูแล้วไม่ค่อยขยับเขยื้อนเคลื่อนราคาไปไหนมานาน ก็ลองดูสักนิดว่าบริษัทเหล่านั้นมีการเติบโตหรือไม่ ดูว่ามีกำไรเพิ่มขึ้นบ้างหรือไม่ในแต่ละปี และลองดูว่ามีกำลังภายในที่จะสามารถทำให้บริษัทมีกำไรมากขึ้นในปีหน้าอีกต่อไปในระยะเวลาอันใกล้แค่ไหน ถ้าไม่มีอะไรดีเลยสักอย่างก็คงต้องทำใจและปล่อยมันไปอย่างนั้นน่าจะดีกว่า

หุ้นที่ราคาต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริงจะต้องโตด้วย ถ้าไม่โตมันก็จะมีราคาอยู่ของมันเท่านั้นไปเรื่อยนั่นแหละ เรียกว่าหุ้นถูกทั้งปีทั้งชาตินั่นเอง

งานเสวนาดีๆ เกี่ยวกับการเลือกหุ้นให้ได้กำไร รออยู่
มาคุยกันนะครับ ดูรายละเอียดในลิ้งค์ “เลือกหุ้นเด็ด วิถี VI กำไรชั่วโคตร” ได้เลยครับ

วันเสาร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

อบรม “เลือกหุ้นเด็ด วิถี VI กำไรชั่วโคตร”

 

อนาคตเป็นเรื่องไม่แน่นอน แต่รับรองว่ามันมาถึงเราแน่ๆ แต่คำถามง่ายๆ อยู่ที่ว่า "เราจะให้มันมาหาเราแบบตามบุญตามกรรม หรือเราจะเตรียมตัวรับกับมันแบบหน้าชื่นตาบานล่ะ?" เมื่อถึงเวลานั้น เราจะอยู่อย่างอัตคัดขัดสน หรืออยู่อย่างสุขสบายไม่ต้องห่วงเรื่องเงินทองต่างๆ นาๆ การลงทุนที่ถูกต้องในวันนี้ ที่นำไปสู่ความมั่งมีจึงเป็นหนึ่งในการเตรียมรับอนาคตที่สดใสได้อย่างไม่ยากเย็น และแนวทางการลงทุนแบบ VI หรือ Value Investment ก็เป็นหนึ่งวิธีที่พิสูจน์ให้เห็นว่าได้ผลจริง ความเสี่ยงต่ำ และสร้างความสำเร็จมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน


ไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นอย่างไร นักลงทุนแบบ VI ก็ยังคงมีโอกาสรออยู่เสมอ ไม่ใช่ว่าไม่มีหุ้น VI ในตลาดให้มองหา แต่บางทีมันเป็นแค่ว่าคนส่วนมากไม่รู้ว่าจะมองหาอย่างไรนั่นเอง มาคุยเรื่องของการลงทุนแนวนี้กันว่าเป็นอย่างไรทีละขั้นทีละตอนที่สามารถนำไปใช้ได้จริง และทำกำไรได้อย่างเป็นกอบเป็นกำและมั่นคง เพื่อวิถีชีวิตแบบ VI ในการอบรม “เลือกหุ้นเด็ด วิถี VI กำไรชั่วโคตร”


*** เรืองต่างๆ ที่เราจะคุยกัน ***

1. แนวทางชีวิตวิถี VI
ขั้นตอนการเป็นนักลงทุน VI ที่ประสบความสำเร็จ
2. ลงทุนบริษัทไหนไม่อับจน
เรียนรู้หลักพิจารณาในการเลือกบริษัทที่ดี โดยมุ่งเน้นมูลค่า และการเติบโตของบริษัท
3. มองหามูลค่าที่เหมาะสม
เครื่องมือและสิ่งที่ใช้ประกอบการพิจารณา หามูลค่าที่เหมาะสมของหุ้น หุ้นดีราคาถูกดูอย่างไร
4. การดูงบการเงินแบบจานด่วนใน 1 ชั่วโมง
หลักการดูงบที่เข้าใจง่าย ใช้เวลาไม่นาน และนำไปใช้ได้จริง
5. ลงทุนอย่างไรจึงไม่ขาดทุน
วิธีการจัดพอร์ตให้เหมาะกับตัวเรา
6. หุ้น VI ในสถานการณ์ปัจจุบัน
ค้นหาหุ้น VI ที่ใครๆ บอกว่าไม่มีหลงเหลืออยู่ จริงๆ แล้ว ยังมีอยู่ในตลาดแต่ถูกมองข้ามไป
7. หัวใจ VI สู่ความสำเร็จ
รู้หรือไม่ว่า ผู้ที่ประสบความสำเร็จในตลาดหุ้นนั้น คือ นักลงทุนแนววิถี VI
8. Workshop ทดลองหาหุ้น VI


วันเสาร์ที่ 21 มีนาคม 2558 เวลา 9.30-17.00 น.
ณ โรงแรมบางกอกชฎา (MRT ห้วยขวาง)
- ลงทะเบียน 09.00 น. พร้อมรับอาหารว่างและเครื่องดื่ม
- เริ่มอบรม 9.30 น.
ลงทะเบียนได้ที่ http://www.kid-dd.com/index.php
หรือ อีเมล info@kid-dd.com

หรือ ติดต่อที่เบอร์โทรศัพท์ 02-462-7050-2 ต่อ 106/109, 086-6003832
ค่าลงทะเบียน 2,500 บาท/ท่าน (ราคานี้รวมอาหารว่าง 2 มื้อและอาหารกลางวันแบบบุฟเฟ่ต์)
แต่พิเศษสุดสุด!!! เมื่อชำระภายในวันที่ 12 มีนาคม 2558
รับส่วนลดทันที 500 บาท รับเพียง 50 ท่าน เท่านั้น!!!

อะไรบ้างที่เข้าข่ายเก็งกำไร

 

หลายคนที่เข้ามาอ่านในบล็อกนี้น่าจะเคยซื้อขายหุ้นกันมาแล้ว หรือไม่ก็ทำมาเป็นประจำ และมีทั้งได้กำไรและขาดทุน ซึ่งต้องถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา บางคนอาจจะบอกว่าเป็นเรื่องธรรมดาของการลงทุน ตรงนี้ผมอาจจะขอขัดจังหวะสักนิดเพราะมีคำว่า "การลงทุน" มาเกี่ยวข้องด้วย และนิยามของคำว่าการลงทุนนั้นค่อนข้างซับซ้อน และเหมือนกับกระจุกแหที่พันกันอยู่ ถ้าไม่มีใครไปคลี่หรืออธิบายให้ชัดเจนก็มักจะงงๆ ปนๆ กันอยู่เหมือนเดิม

เพราะถ้าจะพูดกันเรื่องนิยามของ "การลงทุน" แล้วก็มักจะหมายความประมาณว่า การใช้สิ่งที่เรามี (ไม่ว่าจะเป็นเงิน แรงงาน แรงกาย ทรัพย์สินอื่นใด) ในลักษณะต่างๆ โดยหวังจะได้รับผลตอบแทนกลับมามากกว่าที่ลงหรือจ่ายออกไปในอัตราที่พอใจภายใต้ความเสี่ยงที่เหมาะสม จะเห็นว่ามีคำสำคัญอยู่สองคำก็คือ "ได้รับผลตอบแทน" และ "ความเสี่ยงที่เหมาะสม" ดังนั้นพอเราเข้าใจตามนี้ บางคนก็เลยมองว่าการนำเงินไปซื้อๆ ขายๆ หุ้น (ก็มีโอกาสได้กำไรนี่) แล้วได้กำไรบ้างไม่ได้กำไรบ้าง (ก็มีความเสี่ยงบ้างล่ะ บางคนอาจจะคิดว่าความเสี่ยงระดับ 50-50 ก็ถือว่าเหมาะสมนะ) จึงกลายเป็นการลงทุนไปทั้งหมด เรื่องวุ่นวายก็เริ่มขึ้นจากนิยามของคำนี้นั่นเอง

สำหรับนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จแล้ว การมีความเสี่ยงระดับ 50-50 นั้นถือว่า "ยอมรับไม่ได้" เลยด้วยซ้ำไป นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จแทบทุกคนจะเกลียดความเสี่ยงทั้งสิ้น และหากมีความเสี่ยงเกิดขึ้น จะต้องมีผลที่อาจจะได้รับมากกว่าความเสี่ยงนั้นอยู่ในปริมาณ/จำนวนที่มากมาย จึงเป็นสิ่งที่น่าลงทุน ถ้าจะยกตัวอย่างให้เห็นก็เช่น คนทั่วไปอาจจะคิดว่าการได้กำไร 10% หรือไม่ก็เสีย 10% ในแบบ 50-50 (คือมีโอกาสได้กำไรและเสียหายเท่ากัน) นั้นเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ ในขณะที่นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จมักจะไม่มองแบบนั้น แต่จะพยายามหาสภาวการณ์ที่หากได้กำไรต้องได้มากกว่าเมื่อเกิดการเสียหายขึ้น (เช่น ถ้าคิดถูกต้องจะมีโอากาสได้กำไร 60% แต่หากเสียจะเสียหายเพียง 10%) และมีโอากสได้กำไรมากกว่าการมีโอกาสเสียหาย (เช่น มีโอกาสได้กำไร 80%) หลายคนอาจจะคิดว่าเรื่องแบบนี้มีด้วยหรือ เพราะเคยได้ยินแต่ว่า High Risk High Return มาตลอดจนคิดว่าในโลกนี้ต้องเป็นแบบนั้นไปเสียทั้งหมด - ซึ่ง มีการพิสูจน์มานับครั้งไม่ถ้วน ในสถานการณ์ไม่มากมาย ว่าคำพูดนั้นไม่เป็นความจริง และผมได้เคยเขียนไว้บ้างแล้วในเรื่อง High Risk - High Return เสมอไปจริงๆ หรือ

จะเห็นว่า "การลงทุนที่ดี" จะต้องเป็นการลงทุนที่มีผลตอบแทนสูงในขณะที่ความเสี่ยงต่ำ และถ้าจะให้นิยามแบบง่ายๆ ว่าการได้ผลตอบแทนมากกว่าที่ลงทุนไปว่าเป็นการ "เก็งกำไร" (speculation) แล้วล่ะก็ การลงทุนที่ดีในแบบ Value Investment (VI) ก็คงต้องถือว่าเป็นการเก็งกำไรด้วยเช่นกัน แต่การลงทุนที่ดีนั้นเป็นการเก็งกำไรที่อยู่บนพื้นฐานของความสามารถในการประกอบการของธุรกิจที่จะสร้างผลกำไรขึ้นมาและนำพาให้ราคาหุ้นเพิ่มสูงขึ้น และ/หรือ ผู้ลงทุนได้รับเงินปันผลหรือผลประโยชน์อื่นใด (เช่น หุ้นปันผล, การแจกเอกสารสิทธิฟรี เป็นต้น) ที่่สามารถคาดการณ์ได้ล่วงหน้าตามควร คือคาดการณ์ผลประกอบการของธุรกิจที่เราลงทุนก่อน จึงคาดการณ์ราคาหุ้นหรือผลตอบแทนอื่นใดที่ควรจะเป็นนั่นเอง

ดังนั้นในทางกลับกัน สิ่งที่เราเรียกว่า "การเก็งกำไรอย่างแท้จริง" คือการกระทำใดๆ ที่ไม่อยู่บนพื้นฐานของตัวธุรกิจมารองรับในเวลาอันสมควร เช่น
- การซื้อขายระยะสั้น ในระดับวัน สัปดาห์ หรือแม้แต่ 1 เดือน โดยไม่ว่าจะเป็นหุ้นอะไร ระดับไหน blue chip หรือ bull shit ก็ถือเป็นการเก็งกำไรทั้งสิ้น เพราะในระยะเวลาขนาดนั้นบริษัทไม่สามารถเปลี่ยนพื้นฐานหรือความสามารถในการทำกำไรได้ (ยกเว้นแต่ว่า ผู้ลงทุนได้ทราบล่วงหน้ามาก่อนแล้วว่ามีการกระทำบางอย่างของบริษัทที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น และถึงเวลาที่จะซื้อหุ้นพอดีโดยคาดการณ์ได้แล้วว่าผลของการเปลี่ยนแปลงนั้นจะเป็นที่รับรู้ในกรอบเวลาอันสั้นนั้น)
- การซื้อขายในระยะใดก็ตามที่ไม่ได้ศึกษาถึงธุรกิจก่อน ว่าทำอะไร กำไรเท่าไร การเติบโตเป็นอย่างไร และ/หรือ
- การซือขายหุ้นตามแห่ ตามข่าวลือ หุ้นผีบอก หุ้นหมอดูบอก โดยไม่ดูพื้นฐาน
ทั้งหมดเหล่านี้ล้วนเรียกว่าเป็นการ "เก็งกำไรอย่างแท้จริง" ทั้งสิ้น

ดังนั้นเมื่อเรารู้ว่ากำลังเก็งกำไรอยู่ เราก็ต้องทำตัวแบบนักเก็งกำไรที่ดี คือรู้จักการขายทำกำไร รู้จักการขายเพื่อตัดขาดทุนด้วยนั่นเอง ถ้าเราเก็งกำไรอยู่ เราจะถือหุ้นแบบเป็นนักลงทุนอย่างที่ได้คำนวณล่วงหน้า คาดการณ์ล่วงหน้าไว้แล้วนั้นไม่ได้นะครับ ไม่อย่างนั้นคงพาเสียหายได้ง่ายๆ เลยทีเดียว

วันจันทร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

หุ้นตัวไหนกำลังจะขึ้น



เราจะทราบได้อย่างไรว่าหุ้นตัวไหนกำลังจะขึ้น ดูเป็นคำถามธรรมดามากที่บุคคลทั่วไปมักจะถามใครสักคนที่อยู่ในวงการตลาดหลักทรัพย์มานาน จริงๆ แล้วก็คงเข้าใจได้ว่าคนถามคงไม่ได้หมายถึงว่าวันนี้พรุ่งนี้หรอก แต่อาจจะหมายถึงสัก 7-10 วัน แต่ถึงกระนั้นก็ตามก็ยังเป็นคำถามที่ผมเองก็ตอบไม่ได้สักที

เพราะสำหรับคนที่อยู่ในวงการอาจจะฟังดูเป็นคำถามที่แปลกมาก (พร้อมกับทุกครั้งที่ถูกถามก็อาจจะพึมพำแบบเงียบๆ ว่า ถ้ากรูรู้กรูรวยไปแล้ว หรือรวยกว่านี้อีกเยอะเลยแหละเอ้า) ผมก็เลยตอบคำถามนี้กับเพื่อนที่ถามจริงๆ ว่า "ต้องถามหมอดูหรือไม่ก็เจ้ามือ และถ้าให้แน่ ถ้าหมอดูกับเจ้ามือเป็นคนเดียวกันล่ะก็เจ๋งมากครับ" (ก็ผมไม่รู้จริงๆ นี่ นี่ตอบด้วยความซื่อสัตย์นะนี่) เพื่อนถึงกับทำหน้างงเข้าไปอีก คงนึกในใจว่าผมใช้วิธีนี้จริงๆ น่ะหรือ เลยต้องรีบบอกว่า ผมก็ไม่รู้หรอกว่าหุ้นไหนจะลงหรือขึ้นในเร็ววันนี้ แต่ถ้าถามว่า หุ้นตัวไหนราคาเหมาะสมเท่าไร (แปลว่า หุ้นของบริษัทนั้นควรมีค่าที่แท้จริง มีราคาที่คนน่าจะพอยอมซื้อขายกันเท่าไร) เมื่อไร เพราะอะไร ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง และถ้าเราซื้อแล้ว และเป็นราคาที่ถูกกว่าค่าของมันมาก โดยที่เราเห็นอนาคตของบริษัทนั้น และรอมากกว่าคนอื่น เราก็มีโอกาสได้กำไรมากนั่นเอง

ในการลงทุนผ่านหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ ต้องไม่ลืมว่าไม่มีใครรู้จริงเรื่องราคาหุ้น ว่าพรุ่งนี้ มะรืนนี้ หุ้นตัวไหนจะขึ้นหรือลง แต่คำจำกัดความของคำว่า "เซียนหุ้นแบบ VI" ก็คือคนที่คาดการณ์กำไรของบริษัทใน 1-2 ปีข้างหน้าได้แม่นกว่าคนอื่น คือวิเคราะห์เสร็จ ซื้อ และรอเวลาได้อย่างมีความสุข แต่เป็นการรอแบบมีเหตุผลว่าเรารออะไร เราซื้อหุ้นนั้นที่ราคานั้นเพราะอะไร ด้วยเงื่อนไขอะไร ถ้าเงื่อนไขนั้นยังคงเป็นจริงได้ เราก็รอต่อไป แต่ถ้าไม่เป็นดังคิด เราก็สามารถขายทิ้งได้ ดังนั้นนักลงทุนแบบ VI จึงมีเวลาเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดนั่นเอง

วันพุธที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

หุ้นหลายเด้งยังมีอยู่หรือไม่



เมื่อพูดถึงการลงทุนแบบเน้นมูลค่า หลายคนมักจะนึกไปถึงสิ่งอย่างต่างๆ นาๆ บาคนอาจจะคิดว่าเป็นการซื้อหุ้นแล้วถือยาวๆ บางคนคิดว่าเป็นการซื้อหุ้นแล้วโชคดีที่ได้กำไรหลายๆ เท่าตัว หรือบางคนก็คิดไปว่าการลงทุนแบบนี้ได้กำไรหลายเท่าแต่ใช้เวลามากเกินไป และยังปนกับความสงสัยว่าในปัจจุบันที่ราคาหุ้นขยับตัวขึ้นมากแล้วยังจะมีหุ้นที่สามารถทำกำไรได้หลายเท่าตัวอีกหรือ ถ้าดูว่าเป็นไปไม่ได้แล้ววิธีการคิดและทำแบบนักลงทุนเน้นคุณค่าก็คงใช้ไม่ได้อีกต่อไปแล้วในเวลานี้

ถ้ามองกันให้กว้างมากขึ้นแล้ว การที่นักลงทุนแบบเน้นคุณค่าจะสามารถหาหุ้นที่ทำกำไรได้หลายเท่าตัวนั้นมีอยู่หลายแนวทาง เช่น

1) ซื้อเมื่อเกิดวิกฤติ และวิกฤติได้ผ่านพ้นไปแล้ว
นี่ถือว่าเป็นวิธีคลาสสิคเลยก็ว่าได้ ในยามเหตุการณ์ปกติ การที่จะดูว่าหุ้นตัวหนึ่งจะมีราคาเพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่าโดยการดูจากงบการเงินตามปกติแล้วเห็นว่าราคาที่แท้จริงต้องสูงกว่าเป็นเท่าตัวนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ถ้าเจอต้องถือว่าเป็นโชคเลยทีเดียว กรณีนี้ก็เช่น ราคาต่ำเกินจริงแบบตกใจคือเกิดวิกฤติ ถ้าเป็นวิกฤติแบบเฉพาะที่ (local) ก็คือเป็นปัญหาชั่วคราวของบริษัทนั้นเอง หรือถ้าเป็นวิกฤติระดับชาติก็จะทำให้มีหุ้นหลายตัวในตลาดที่ราคาต่ำกว่ามูลค่าพื้นฐานของมันมากให้เลือกลงทุน เมื่อวิกฤติเหล่านั้นผ่านไปและบริษัทสามารถดำเนินงานได้ตามปกติ ทำกำไรได้ตามปกติหรือแม้กระทั่งเติบโตต่อไปในภายภาคหน้า ราคาหุ้นก็ย่อมเพิ่มสูงขึ้นได้มากจนอาจจะเป็นหลายเท่าตัวได้

2) ซื้อหุ้นที่เติบโต ไมว่าจะเติบโตเร็วหรือปานกลางก็ตาม
นอกจากการมีโอกาสได้ซื้อหุ้นเมื่อเกิดวิกฤติแล้ว ก็ยังมีวิธีมาตรฐานในการลงทุนเพื่อให้ได้กำไรมากก็คือลงทุนในธุรกิจที่ขยายตัวได้มาก อาจจะเพราะเป็นของใหม่ เพิ่งเริ่มมีลูกค้า ทำให้ตลาดค่อยๆ ขยายตัวเพิ่มขึ้นไปได้เรื่อย หรือมีวิธ๊ในการขยายตลาดที่ได้ผลดี ถึงกับเปลี่ยนแปลงพื้นฐานไปในทางที่ดีขึ้น (เช่น มีสินค้าและบริการมากขึ้น ขยายตลาดได้กว้างขวางมากขึ้น มีวิธีการทำกำไรที่สูงขึ้น ในอนาคต เป็นต้น) เราจะมีโอกาสลงทุนและได้กำไรกับบริษัทที่เติบโตในอนาคตโดยที่เราอาจจะไม่เห็นได้ชัดเจนตรงๆ จากงบการเงินในเวลาปกติ

3) ซื้อหุ้นของบริษัทที่กำลังพลิกฟื้นจากขาดทุนเป็นกำไร
อีกแนวทางหนึ่งคือการลงทุนในบริษัทที่กำลังเปลี่ยนแปลงจากขาดทุนเป็นกำไร (Turnaround) ซึ่งในปัจจุบันหรือเวลาใดๆ ก็มีบริษัทเหล่านี้อยู่เป็นจำนวนมากให้เรามองหาและพิจารณา

โดยไม่ว่าจะเป็นการซื้อหุ้นของบริษัทเมื่อเกิดวิกฤติ หรือซื้อหุ้นของบริษัทที่เติบโต หรือหุ้นของบริษัทที่กำลังพลิกฟื้นจากขาดทุนเป็นกำไร ก็ต้องอาศัยการประเมินมูลค่าก่อนการตัดสินใจทั้งสิ้นว่า เมื่อพ้นวิกฤติแล้วบริษัทจะมีกำไรเท่าไรและควรมีราคาเท่าไร หรือเมื่อบริษัทเติบโตแล้วควรมีรายได้เท่าใดกำไรเท่าใดและมีราคาหุ้นเท่าไร ตลอดไปจนบริษัทที่กำลังขาดทุนอยู่แต่เมื่อพลิกฟื้นเรียบร้อยแล้วจะมีกำไรเท่าไรและควรมีราคาหุ้นเท่าใด แก่นแท้ของการประเมินรู้ได้ว่าในอนาคตบริษัทจะมีกำไรเท่าใดและมีสภาพการเงินและธุรกิจเป็นอย่างใด นี่ล่ะคือหัวใจของ VI หรือการลงทุนโดยเน้นมูลค่าของกิจการ (ที่มาจากกำไรของบริษัท, มาจากสภาพการเงินและการเติบโตของบริษัท) นั่นเอง

วันศุกร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

พี่ครับเลือกหุ้นให้หน่อย



แหม ตอนที่คุณๆ เลือกแฟนไม่เห็นถามผมแบบนี้บ้างเลย เห็นไปแอบเลือกกันสองคน ทีเลือกหุ้นล่ะวิ่งมาหาแล้วให้ชำแหละแจกแจงถลกดูทุกซอกมุมว่าดีไหมอย่างไร แต่มีเหมือนกันนะครับที่มาแบบด่วนชาตินี้ถึงชาติหน้า คือขอแค่ผลสรุปแต่ไม่สนเหตุผลที่มาใดๆ อะไรทั้งสิ้นในระหว่างทาง นี่ล่ะที่น่าเป็นห่วงที่สุด

เป็นคำขอที่ทำไม่ค่อยได้

ส่วนมากเพื่อนๆ หรือผู้คนที่ถามผมในคำถามนี้จะต้องผิดหวังว่าผมมักปฎิเสธในคำถามนี้ คนที่เข้าใจก็ดีไป คนที่ไม่เข้าใจก็อาจจะคิดว่าหวงก้าง (ผมว่าคงเป็นแมวมากกว่าสุนัขนะ ที่หวงก้าง สุนัขต้องหวงกระดูกสิจริงไหม) แต่การเลือกลงทุนในรายละเอียดแบบนี้ก็คงเหมือนกับการที่ถ้าจะให้ผมเลือกแฟนให้ผู้ถามสักคน ผมก็คงเลือกให้ไม่ได้ เพราะคนเรานั้นมีความชอบ รสนิยม หรือจริตที่ต่างกัน สิ่งที่ผมชอบผมอยู่ด้วยได้อย่างมีความสุขอาจจะต่างจากผู้ถามก็ได้ หรือผมเห็นในสิ่งที่ดีของสิ่งที่ผมเลือกให้ แต่ผู้ที่ต้องลงทุนจริงๆ ไม่เห็นเช่นเดียวกัน (เรียกว่ามี "รส" ไม่ตรงกัน) สุดท้ายก็เกิดปัญหาได้อยู่ดี

อยากได้หุ้นทำอย่างไร

กลับมาถึงคำว่า "พี่ครับเลือกหุ้นให้หน่อย" ที่ส่วนมากผมมักจะตอบกลับไปด้วยคำถามมากกว่าคำตอบ เช่น คุณชอบหุ้นบริษัทอะไร เพราะอะไร และเคยดูหุ้นของบริษัทอื่นในกลุ่มเดียวกันนี้หรือไม่ หรือพิจารณาบริษัทกลุ่มอื่นหรือเปล่า เป็นต้น จากนั้นการพูดคุยก็จะเริ่มขึ้น ซึ่งมักจะต้องท้าวความกันเรื่องพื้นฐานทางธุรกิจ การหาข้อมูลประกอบ เช่น บทวิเคราะห์ ต่างๆ, ความจริงที่เห็นจากสิ่งที่บริษัททำและไม่ทำ, ความเห็นของเจ้าของเงินนักลงทุนเกี่ยวกับธุรกิจนั้น, ประวัติของราคาและการซื้อขาย และอื่นๆ อีก ทั้งหมดก็เพื่อที่ผู้ที่สนใจในหุ้นนั้นได้รู้พื้นฐานและจัดการตัดสินใจเองได้ ว่าความคาดหวังหรือเงื่อนไขที่ตัดสินใจซื้อ (และใช้คำนวณมูลค่าที่เหมาะสมในวันนี้) เป็นอย่างไร และเมื่อความคาดหวังนั้นเปลี่ยนไปจะต้องทำอย่างไรในอนาคต (ถือ, ซื้อเพิ่ม, หรือขาย) ได้ด้วยตัวเองเมื่อผมไม่อยู่ข้างๆ ให้ปรึกษาตอนราคาหุ้นกระเพื่อมขึ้นลงให้หวาดเสียว

เพราะว่าหุ้นตัวเดียวกัน คนคนหนึ่งที่เข้าไปและซื้อขายมันได้ถูกจังหวะอาจจะได้กำไร ในขณะที่อีกคนหนึ่งที่ไม่เข้าใจในธุรกิจนั้นอาจจะซื้อและขายขาดทุนก็เป็นได้ ในฐานะนักลงทุนอาชีพแล้ว การแนะนำเพียงให้ซื้อหรือขายหุ้นอะไรในราคาเท่าไรคงผิดไปจากคำตอบที่ชัดเจนและครบถ้วนเอามากครับ

วันอังคารที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

สายวิทย์หรือสายศิลป์



เพื่อนนักลงทุนหลายคนอาจจะสงสัยว่าการลงทุนนั้นเกี่ยวข้องอะไรกับสายวิทยาศาสตร์หรือศิลปศาสตร์ด้วย (ส่วนสายสิญจ์นั้นไม่เกี่ยว) ความเป็นจริงแล้วการลงทุนในหุ้นนมีทั้งวิทยาศาสตร์และศิลปะปนกันอยู่ พอพูดถึงเรื่องนี้หลายคนคงบอกว่ามิน่าล่ะ ถึงได้สนุกแต่บางครั้งก็ได้เงินยากเย็นเหลือเกิน แถมยังเสี่ยงอีกต่างหาก เริ่มยุ่งแล้ว เพราะโยงกับหลายประเด็นเลย ทั้งยาก ทั้งเสี่ยง ซึ่งสุดท้ายอยู่ที่ว่าใครเป็นคนพูดหรือมีความเห็นว่าเสี่ยงหรือไม่เสี่ยงอยู่ดี สำหรับคนที่ "รู้ ทำเป็น และชำนาญ" ก็คงไม่เสี่ยง คงเหมือนกับการขี่จักรยานที่สำหรับคนที่ขี่เป็นขี่เก่งแล้วก็คงล้มได้ยาก ถึงจะล้มก็คงไม่เจ็บอะไรมากนักและหยิบจักรยานมาขี่ต่อได้ เรื่องการลงทุนก็เหมือนกันล่ะครับ

ก่อนจะออกนอกประเด็นไปไกล กลับมาดูเรื่องที่เกริ่นกันไว้ดีกว่าว่าทำไมผมถึงเปรียบเทียบว่าเป็นสายอะไร (อย่างไรก็ตาม ถือว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องคุยกันเล่นๆ เป็นความเห็นส่วนตัวและไม่ได้มีเจตนาที่จะชี้นำว่าอะไรดีกว่าอะไรในขณะที่อีกอย่างหนึ่งแย่จนใช้การไม่ได้นะครับ)

สายวิทย์

พอพูดถึงเรื่องของวิทยาศาสตร์ หลักการก็คือทุกอย่างต้องมีทฤษฎีรองรับ สามารถอธิบายได้ด้วยทฤษฎีที่พิสูจน์แล้วว่าเป็นจริง (หลายทฤษฎีอาจจะเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันด้วย) และสามารถทำซ้ำได้ คำนวนได้ โดยมีเหตุผลรองรับทั้งหมด มีวิธีการแน่วแน่มั่นคง จะผิดก็เพียงผลรอบข้างที่อยู่ในตัวของการกระทำ (กิริยา ปฏิกิริยา) ที่เรานำมาคิดคำนวณไม่ครบถ้วนจนทำให้ผลการคาดคะเนนั้นผิดไปจากความเป็นจริง นอกจากเรื่องวิทยาศาสตร์ที่เป็นเนื้อแท้แล้ว ก็ยังมีเรื่องของการคำนวณด้วยสถิติและความน่าจะเป็นเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ก็ถือว่าเป็นแนวสายวิทย์เช่นกัน

สายศิลป์

โดยทั่วไปแล้วคำว่า ศิลปะ หมายถึงสิ่งที่มนุษย์เป็นผู้สร้างสรรค์ แสดงออกจากความรู้สึกนึกคิดและอารมณ์จากจินตนาการที่ได้จากความจริงหรือที่คิดฝันขึ้น เพื่อให้เกิดสุนทรียภาพหรือการสร้างอารมณ์ต่างๆ แม้ศิลปะมีทฤษฎีกำกับอยู่ในรายละเอียดแต่ก็ไม่ได้หมายถึงสิ่งที่ผิดไปจากทฤษฎีนั้นจะใช้การไม่ได้ ไม่สวยงามอย่างเป็นเอกฉันท์ เพราะบางคน ในบางสถานการณ์อาจจะชอบก็ได้ ในขณะที่สิ่งที่ถูกต้องตามทฤษฎีก็อาจจะมีข้อยกเว้นใช้การไม่ได้ในบางสถานการณ์ก็มี เรียกว่าต่างคนก็ต่างใจนั่นเอง

ถ้าเปรียบเทียบไปก็เหมือนกับการทำอาหาร ในสายวิทยาศาสตร์นั้นถ้าเราใส่พริกลงไปเราก็รู้ว่าเผ็ดแน่นอน หรือถ้าใส่น้ำตาลลงไปในอาหารต้องหวานเป็นแน่แท้ ในทางศิลปะแล้วกลับเหมือนกับเราเอา พริก น้ำตาล เกลือ และเครื่องเทศอื่นๆ ผสมใส่ลงไปด้วยกัน  หลายคนอาจจะชอบเผ็ดไม่ชอบเปรี้ยว หรือบางคนชอบหวานไม่ชอบเผ็ดก็มี เรียกว่าไม่ได้มีคำตอบที่ชัดเจน

ดังนั้นราคาหุ้นจึงประกอบไปด้วยผลของการใช้วิทยาศาสตร์คำนวณและที่เกิดจากการใช้ศิลปะที่ประกอบไปด้วยอารมณ์ของมนุษย์ และสะท้อนออกมาในรูปแบบที่ต่างกัน ราคาในระยะสั้นจะขึ้นลงไปตามความเป็นจริงประกอบกับความรู้สึกผสมรวมกันอยู่ในสัดส่วนอาจจะพอๆ กัน (บางครั้งก็เป็นไปตามความจริงมากกว่า บางทีก็เป็นไปตามความรู้สึกมากกว่า แล้วแต่สถานการณ์) แต่ในท้ายที่สุดแล้วราคาของหุ้นก็หลีกหนีความจริงไปไม่พ้น ความจริงที่ว่านั้นก็คือผลประกอบการของธุรกิจนั้นว่าได้กำไรเท่าไร ขาดทุนอย่างไร การพยายามปรับตัวให้ทันกับความรู้สึกของผู้คนในระยะสั้นอาจจะเข้ากันได้ดีกับแนวการลงทุนด้านเทคนิค ในขณะที่ระยะยาวแล้วราคาของหุ้นจะขึ้นกับผลประกอบการที่เป็นไปตามมูลค่าต่อหุ้นของบริษัทนั้นนั่นเอง

 
หนังสือ "วิถี VI กำไรชั่วโคตร" เป็นการรวมเนื้อหาหลายเรื่องจากในบล็อก และเนื้อหาส่วนที่ไม่ได้อยู่ในบล็อกนี้เช่น การคัดเลือกหุ้นโดยการให้คะแนน, การประเมินราคาหุ้นที่เหมาะสมอย่างง่ายๆ ไม่วุ่นวายใจ, ขั้นตอนของการเป็นนักลงทุนอาชีพสาย VI รวมอยู่ในหนังสือเล่มนี้ ที่แน่ๆ คืออ่านง่าย ค้นบทความต่างๆ ได้ง่ายกว่าในบล็อก มีจำหน่ายที่ร้านหนังสือชั้นนำครับ

วันจันทร์ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

คุณมีทรัพย์สินจริงหรือ



ที่ไปที่มาของคำถามนี้ คงเป็นเพราะได้คุยกับเพื่อนหลายคนมาในหลายโอกาส ประกอบกับบังเอิญเห็นเพื่อนในเว็บบอร์ดคุยกันเรื่องนี้ด้วย ผมเลยให้ความเห็นเอาไว้เกี่ยวกับทรัพย์สิน สินทรัพย์ ทรัพย์สมบัติ สมบัติ หรือจะเรียกว่าอะไรก็เรียกได้อีกหลายอย่าง แต่เอาเป็นว่ามันเป็นของที่ดูจะเป็นของเรา คือเราสามารถควบคุมใช้งานมันได้ (ส่วนจะใช้หรือไม่ใช้ ใช้ทำอะไร ใช้แล้วได้ประโยชน์ไหมนั่นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งนะครับ) ลองมาค่อยๆ ดูกันดีกว่า

ที่มาของทรัพย์สิน

สำหรับบุคคลแล้ว หลายคนอาจจะไม่แยกแยะสิ่งที่ตัวเองมีออกเป็นหลายอย่างดังที่ผมเขียนไว้ในย่อหน้าที่แล้ว คือเรียกรวมๆ กันไปหมด ประเด็นแรกที่น่าสนใจก็คือทรัพย์สินนั้นมาจากไหน บางทีทรัพย์สินที่ว่านั้นก็เป็นของตัวเองอย่างแท้จริง แต่บางทีก็ยังมีภาระหนี้สินอยู่คือเป็นทรัพย์ที่ได้มาจากการกู้หนี้ แล้วแปลงหนี้ในรูปของเงินให้เป็นสิ่งของ (ซึ่งในทางบัญชีก็เรียกว่าเป็นทรัพย์สินหรือ asset แต่ก็พ่วงด้วยหนี้หรือ debt/liability ติดมาด้วย) ดังนั้นที่มาของทรัพย์สินก็เป็นประเด็นหนึ่ง

ประเภทของทรัพย์สิน

ไม่ว่าที่มาของทรัพย์สินจะมาจากการเก็บหอมรอมริบของตัวเอง หรือจะมาจากการกู้หนี้ยืมสินมาซื้อ (เช่น รูดบัตรเครดิตมาซื้อทีวี ตู้เย็น หรือ ตู้ก๋วยเตี๋ยวเอาไว้ประกอบอาชีพ - เอาเป็นว่ามีบางร้านยอมให้รูดก็แล้วกันนะครับ) หรือจะพ่อแม่ทิ้งเอาไว้ให้ก็ตามที ผมก็แบ่งสิ่งเหล่านั้นออกได้เป็นสองประเภทใหญ่ๆ คือ
(1) ทรัพย์สิน กับ
(2) ทรัพย์สมบัติพัสถาน
ซึ่งสองคำที่เกี่ยวพันกับทางการเงินนี้อาจจะเป็นชื่อเรียกโดยส่วนตัวของผมเอง ไม่ได้มีบัญญัติเอาไว้ที่ใดหรอก

จริงๆ แล้วถ้าเรามีทั้งสองอย่างก็ถือว่าโชคดี อย่างน้อยก็ดีกว่าไม่มีอะไรเลย (ประเด็นสำคัญก็คือมีหนี้ตามมาจากการได้มาซึ่งทรัพย์นั้นมากน้อยแค่ไหนมากกว่า) เพียงแต่โดยส่วนตัวแล้วผมให้นิยามความแตกต่างของสองอย่างนี้ต่างกัน โดยที่ (1) "ทรัพย์สิน" ถ้าเป็นทรัพย์สินที่ดีก็ควรเป็นสิ่งที่สามารถสร้างผลตอบแทนหรือกระแสเงินสดไหลเข้ามาได้ตลอดเวลาที่เราถือครองทรัพย์นั้น และถ้าเป็นทรัพย์สินที่ดีมากแล้วล่ะก็ ทรัพย์สินนั้นจะต้องสามารถเพิ่มค่าได้เมื่อเวลาผ่านไปด้วย และถ้าเป็นทรัพย์สินชั้นประเสริฐ ก็คือมันแปรรูปมาจากหนี้ โดยที่ตัวมันสามารถสร้างกระแสเงินสดเพื่อชำระทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยได้ด้วยตัวของมันเอง ในขณะที่ (2) "สมบัติพัสถาน" เป็นของที่เรามีแต่ไม่ได้สร้างเงินหรือรายได้ให้กับเรา หนำซ้ำวันดีคืนดียังอาจจะดึงเงินออกไปจากกระเป๋าเราอีก เช่น ต้องเสียเงินค่าดูแล เสียภาษีในการถือครอง หรือบางทีอาจจะเป็นสมบัติพัสถานที่เสื่อมค่าลงตามเวลาอีกด้วย เรียกว่าช้ำสองต่อ และหากต้องเสียเงินกำจัดซากของมันอีกด้วยแล้วล่ะก็ ต้องเรียกว่าซวยซ้ำสาม ซวยซ้ำซวยซ้อนซวยซ่อนเงื่อนกันเลยทีเดียว จริงไหมล่ะครับ

แล้วในเชิงธุรกิจล่ะ

พอเล่าถึงเรื่องนี้ในด้านบุคคล ก็อดไม่ได้ที่จะเปรียบเทียบผูกพันกับการทำงานของธุรกิจ ธุรกิจมีความแตกต่างจากบุคคลในด้านที่มันสามารถสร้างหนี้ได้ค่อนข้างมาก ไม่ว่าจะสร้างจากสถาบันการเงิน (กู้) จากคู่ค้า (เจ้าหนี้การค้า) หรือจากนักลงทุน (ผู้ซื้อหุ้นกู้ ซึ่งจะอยู่ในฐานะเจ้าหนี้) หากธุรกิจหรือบริษัทมีความสามารถที่ดี ก็จะสร้างหรือเปลี่ยนหนี้เป็นทรัพย์สินชั้น ดี ดีมาก หรือดีเลิศประเสริฐศรี ที่ผมเขียนไว้ด้านบน แถมทรัพย์สินนั้นยังช่วยสร้างทรัพย์สินอื่นต่อไปได้ (เช่น กำไรสะสม, ลูกหนี้การค้า, การลงทุนในสินทรัพย์อื่น เป็นต้น) แต่หากผู้บริหารมีฝีมือที่แย่ ธุรกิจก็อาจจะมีแต่ "สมบัติพัสถาน" ที่ไม่ได้ทำเงิน แถมเกะกะต้องดูแล รอวันแต่มีค่าเสื่อมราคา (depreciate) ให้ลดทอนกำไรของบริษัทลงไปทุกวันๆ

ดังนั้นในฐานะนักลงทุน เราก็คงจะต้องเลือกกิจการที่มีทรัพย์สินที่สามารถสร้างผลตอบแทนได้ดี (ดูได้จาก ROA ที่สูง เช่น 10% หรือสูงกว่าขึ้นไป ยิ่งสูงยิ่งดี ถ้าเป็นธุรกิจผลิตที่มีกำไรจะมีตัวเลขนี้สูงได้ถึง 20-30% ยกเว้นสถาบันการเงินที่จะมีตัวเลขนี้เป็นเลขตัวเดียว ก็จะต้องเปรียบเทียบกับกลุ่มธุรกิจเดียวกัน) ไม่ใช่เลือกธุรกิจที่มีสมบัติพัสถานกองเอาไว้แต่สร้างรายได้สร้างผลกำไรไม่ได้นั่นเอง