วันจันทร์ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

เรื่องของ Free float


นักลงทุนที่เข้ามาในตลาดเป็นเวลานานพอสมควรน่าจะรู้จักคำว่า สัดส่วนผู้ถือหุ้นรายย่อย หรือที่เรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า Free float นะครับ สัดส่วนผู้ถือหุ้นรายย่อยได้มาจากจำนวนหุ้นทั้งหมดคือ 100% หักลบออกด้วยจำนวนหุ้นที่ผู้ถือหุ้นของบริษัทมากกว่า 0.5% หรือพูดอีกทีได้ว่าจำนวนหุ้นทั้งหมดของผู้ที่ถือหุ้นไม่ถึง 0.5% รวมกันนั่นเอง

บางคนอาจจะถามว่าและบริษัทที่มีสัดส่วนผู้ถือหุ้นรายย่อยเป็นจำนวนเปอร์เซ็นต์ที่มากหรือน้อยจึงจะดี เรื่องนี้เราคงตอบว่าดีหรือไม่ดีไม่ถนัดนักเนื่องจากเป็นลักษณะของบริษัทนั้นนั้นเองเป็นบริษัทบริษัทไป แต่อย่างน้อยเมื่อเราเข้าไปดูในรายชื่อของผู้ถือหุ้นใหญ่แล้วพบว่าเป็นบุคคลที่เป็นกลุ่มเดียวกัน ถือหุ้นไว้เป็นจำนวนมาก ไม่ซื้อไม่ขายหวังหาผลกำไรจากราคาหุ้นที่ขึ้นลง อย่างน้อยเราก็เพราะอุ่นใจได้ว่าเจ้าของเดิมยังรักบริษัทอยู่และตั้งใจบริหารงานเพื่อให้ได้ผลกำไรที่ดี สร้างผลตอบแทนให้กับผู้ถือหุ้นซึ่งรวมทั้งตัวเองด้วยก็จะได้ผลตอบแทนที่ดี อาจจะเป็นในรูปของเงินปันผลจำนวนมากและเติบโตยิ่งๆ ขึ้นไป

อีกสิ่งหนึ่งที่จะเกิดขึ้นได้กับบริษัทที่มีสัดส่วนผู้ถือหุ้นรายย่อยไม่มากนักก็คือเมื่อผลประกอบการของธุรกิจออกมาดีราคาหุ้นอาจจะตอบสนองกับผลประกอบการที่ดีนั้นได้ค่อนข้างง่ายเนื่องจากการมีปริมาณหุ้นหมุนเวียนในตลาดค่อนข้างน้อย หากมีความต้องการซื้อหุ้นของธุรกิจนั้นก็จำเป็นที่จะต้องยอมซื้อที่ราคาสูงขึ้น เรียกว่าเป็นไปตามหลักของอุปสงค์และอุปทาน คือเมื่อของหายากแต่มีคนต้องการ ก็ต้องสู้ราคากันหน่อย

อย่างไรก็ตามในทางกลับกันการที่มีปริมาณหุ้นหมุนเวียนในตลาดค่อนข้างน้อยจึงเป็นที่สนใจของกลุ่มทุนขนาดใหญ่เช่นกองทุนน้อยลงรวมทั้งหุ้นเหล่านี้มักจะเป็นหุ้นของบริษัทขนาดไม่ใหญ่นัก ขนาดบริษัทตามราคาตลาด (market cap.) ค่อนข้างเล็ก นั่นคือไม่เข้าเงื่อนไขของหลายกองทุนที่จะสามารถซื้อขายเพื่อการลงทุนหรือเก็งกำไรได้ การเคลื่อนไหวของราคาในลักษณะที่เรียกว่ากองทุนดันราคานั้นจึงเกิดขึ้นได้ยาก นอกจากนั้นก็จะมีปัญหาเล็กๆ น้อยๆ ในการซื้อขายนั่นคือสภาพคล่องอาจจะไม่สูงนัก ทำให้เราไม่สามารถซื้อหุ้นด้วยราคาเดียวกันในปริมาณมากๆ ได้ นั่นรวมถึงเมื่อเราจะขายหุ้นด้วย เราก็อาจจะไม่สามารถขายหุ้นของบริษัทดังกล่าวในปริมาณมากๆ ได้ในเวลาอันรวดเร็ว

อย่างไรก็ตามสำหรับนักลงทุนรายย่อยที่มีจำนวนเงินไม่มากนักและสามารถอ่านธุรกิจ สามารถคาดการณ์ผลกำไรและราคาที่เหมาะสมของหุ้นขนาดเล็กที่มีสัดส่วนผู้ถือหุ้นรายย่อยน้อยๆ นี้ได้แม่นยำ สามารถเห็นเป็นโอกาสลงทุนที่ดีได้ นั่นคือเป็นหุ้นที่อยู่ในเกมของรายย่อยอย่างหนึ่งที่น่าสนใจไม่น้อย เพราะไม่ว่าอะไรก็ตามหากผลประกอบการของธุรกิจออกมาดีและเติบโตอย่างต่อเนื่องสุดท้ายแล้วหุ้นเล็กๆ ก็จะกลายเป็นหุ้นขนาดใหญ่เนื่องจากราคาของหุ้นสูงขึ้น (market cap. จะใหญ่ขึ้นตามไปเอง)  บริษัทอาจจะขยายมีการเพิ่มทุนซึ่งก็ทำให้สัดส่วนการถือครองหุ้นของนักลงทุนรายย่อยอาจจะเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย หรือแม้สัดส่วนของนักลงทุนรายย่อยจะไม่เปลี่ยนแปลงสักเท่าไหร่นักเนื่องจากเจ้าของเดิมนั้นเพิ่มทุนร่วมลงทุนด้วยแต่จำนวนหุ้นที่หมุนเวียนอยู่ในตลาดก็จะเพิ่มมากขึ้นอยู่ดี สุดท้ายก็จะเป็นที่สนใจของนักลงทุนกลุ่มอื่นๆและเรารายย่อยที่ได้ลงทุนล่วงหน้ามาตั้งแต่บริษัทยังมีขนาดเล็กยอมเป็นผู้ได้รับผลประโยชน์เป็นรางวัลของการวิเคราะห์ที่ถูกต้องและการรอคอยนั่นเอง

วันอาทิตย์ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

VI ยามตลาดผันผวน


เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมานี้ผมเห็นการโพสต์ลงเฟซบุ้กของนักลงทุนท่านหนึ่ง ซึ่งต้องขออภัยจริงๆ เนื่องจากจำไม่ได้ว่าเป็นท่านใด พยายามย้อนหาก็ไม่พบ แต่เป็นเรื่องเล่าระหว่างอาจารย์กับลูกศิษย์ที่ท่านนั้นได้นำมาแบ่งปันกัน เนื่อความก็คือ อาจารย์กับลูกศิษย์เดินไปบนถนนด้วยกัน พลันลูกศิษย์ก็เหลือบตาไปเห็นธนบัตรใบละ 10 เหรียญตกอยู่ และได้บอกกับอาจารย์ว่า "อาจารย์ครับ นั่นเป็นธนบัตร 10 เหรียญตกอยู่ใช่ไหมครับ" อาจารย์ก็ตอบว่า "ไม่ใช่หรอก เพราะถ้าใช่ก็คงมีคนอื่นเก็บไปแล้ว" และก็เดินผ่านไป โดยที่ลูกศิษย์ก้มลงเก็บธนบัตรนั้นแล้วได้นำไปซื้อเบียร์

บางคนอ่านเรื่องนี้แล้วผ่านไป เราก็คงเห็นเป็นเรื่องเล่าขำๆ หนึ่งเรื่อง อาจจะคิดว่าอาจารย์ท่านนั้นช่างโง่เขลาเหลือเกิน หรือคิดว่าลูกศิษย์ตาดีกว่าอาจารย์ หรือคิดว่าลูกศิษย์ไม่น่าจะก้มเก็บเงินนั้นแต่ปล่อยเอาไว้เพราะประเดี๋ยวเจ้าของก็คงมาตามหาเอง รวมทั้งอาจจะคิดเลยไปว่าเอาเงินไปทำอะไรได้ดีกว่าการนำไปซื้อเบียร์หรือเปล่า (ไปโน่นเลย)

แต่ในแง่ของนักลงทุนแบบเน้นมูลค่าของกิจการ (Value Investor - VI) แล้ว แว่บแรกที่ผมได้อ่านเรื่องนี้ ทำให้นึกถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในตลาดหลักทรัพย์ครั้งแล้วครั้งเล่า นั่นคือ (1) ไม่ว่าในสถานการณ์เป็นอย่างไร ก็ย่อมมีคนที่มองเห็น (และคิดถึง) สิ่งที่เกิดขึ้นในแง่มุมที่ไม่เหมือนกัน และ (2) มีผู้คนจำนวนมากที่คิดว่า สิ่งที่คนอื่นๆ เขาทำกัน คงเป็นสิ่งที่ถูกต้อง และถ้ามีสิ่งดีๆ ซ่อนอยู่ คนอื่นๆ ก็คงทำกันไปหมดแล้วล่ะ ซึ่งจากการลงทุนหลายปีในแบบมุ่งเน้นพิจารณาที่มูลค่าของกิจการที่เราลงทุนไป มีหลายต่อหลายครั้งที่เห็นได้ชัดเจนว่าเรื่องสองเรื่องนี้ไม่จริงเสมอไป จริงอยู่ที่ว่าเมื่อผู้คนพากันเทขายหุ้น ย่อมทำให้ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ตกลงไปด้วยแต่การเทขายนั้นก็อาจจะไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้องก็ได้ และเมื่อมีการเทขายเกิดขึ้นในหุ้นที่ดี ยิ่งย่อมไม่ถูกต้องเพราะการเทขายหุ้นที่ดีมักไม่ได้เกิดจากการมองเห็นมูลค่าที่แท้จริงของมันของผู้ที่ขาย (แต่ขายตามราคา) ก็ได้อีก

ในฐานะของนักลงทุนแบบเน้นมูลค่าของกิจการ คงเป็นเวลาที่ดีที่เราจะได้ "ตรวจการบ้าน" ที่ได้ทำมาสักหน่อยในสถานการณ์แบบนี้ (ไม่ใช่ว่าเริมทำการบ้าน เพราะต้องทำก่อนการซื้อหุ้นแล้วให้เรียบร้อย) คือเริ่มดูว่ามูลค่าของกิจการที่เราลงทุนซื้อหุ้นเป็นเจ้าของร่วมอยู่นั้นมีค่าเท่าไร (คือมีราคาที่เหมาะสมที่แท้จริงเท่าไร) เราซื้อหุ้นนั้นมาด้วยราคาเท่าไร หุ้นนั้นจ่ายปันผลหรือไม่ (ในสถานการณ์ที่หุ้นตกเช่นนี้ สิ่งหนึ่งที่จะค้ำราคาหุ้นเอาไว้ได้ก็คือเงินปันผล เนื่องจากย่อมมีนักลงทุนจำนวนหนึ่งที่พร้อมจะเข้ามาลงทุนซื้อหุ้นของกิจการที่มีกำไรและจ่ายปันผลสูง ซึ่งต้องเป็นเงินปันผลที่สม่ำเสมอ ไม่ใช่จ่ายผิดปกติเป็นการชั่่วคราว และถ้าปันผลเติบโตด้วยย่อมเป็นที่จูงใจมากขึ้นมาก) และจากราคาที่เหมาะสมกับราคาตลาดของหุ้นนั้น ย่อมทำให้นักลงทุนแบบเน้นมูลค่าสามารถรู้ได้ว่าตัวเองถือหุ้นที่มี "ส่วนเผื่อเพื่อความปลอดภัย" อยู่มากหรือน้อยเท่าไร การรู้เช่นนี้จะทำให้เราไม่ตัดสินใจผิดในหลายประการเพราะเป็นไปได้มากว่าเราขายหุ้นที่ดี มีการเติบโต จ่ายปันผลสูง (คิดแล้ว คำนวณได้ว่ามูลค่าที่แท้จริงสูงกว่าราคาตลาดมาก) แต่ราคาตกลงมา (ทำให้ "ส่วนเผื่อเพื่อความปลอดภัย" ยิ่งกว้างขึ้น) และสิ่งที่เกิดเป็นประจำก็คือ "พอขายปุ้บ ก็เด้งปั้บ" ให้เห็นคาตากันเลยทีเดียว

ในกรณีอื่น หากวินาทีนี้ไม่มีหุ้นในมือ แต่ถือเงินสดเอาไว้ ย่อมเป็นสถานการณ์ที่ได้เปรียบทีเดียว เนื่องจากสามารถทำการบ้าน (เอาล่ะ คราวนี้ไม่มีหุ้นในมือ ก็ทำการบ้าน วางแผนการซื้อขายได้ถนัด) และเลือกซื้อหุ้นของกิจการที่ดีและคุ้มค่าต่อการลงทุนได้ ซึ่งต้องทำการวางแผนให้ดีว่าจะซื้อทีเดียว หรือแบ่งซื้อกี่ครั้งครั้งละเท่าไรห่างกันเท่าไรอย่างไร (เหมาะกับผู้ที่มีเวลาน้อย หรือทำงานประจำด้วย) หรือซื้อแล้วพร้อมที่จะขายตัดขาดทุนออกมาก่อนก่อนที่จะซื้อกลับหรือไม่อย่างไร (ต้องมีเวลาเฝ้า) ซึ่งต้องแล้วแต่ความถนัดและการมีเวลาของนักลงทุนคนนั้นๆ และในบางกรณีก็จะเข้าหลักเกณฑ์ของการขายหุ้นหนึ่งก็คือ ขายเมื่อพบการลงทุนที่ดีกว่า นั่นคือหากเราเห็นหุ้นของกิจการอื่นที่ดีกว่า เติบโตมากกว่า จ่ายปันผลมากกว่า มีส่วนเผื่อเพื่อความปลอดภัยมากกว่าหุ้นที่เราถืออยู่ เราก็อาจจะขายหุ้นที่เรามีและลงทุนในหุ้นของอีกบริษัทนั้นก็ได้

โดยสรุปแล้วก็คือ ไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นอย่างไร นักลงทุนแบบเน้นมูลค่าของกิจการย่อมจดจ่ออยู่กับมูลค่าของกิจการนั้น และตัดสินใจไปตามหลักการเดิม และหวังได้ผลตอบแทนในระยะเวลาที่ยาวสักนิด (ไม่ใช่ว่าใช้วิธีแบบ VI แล้วหวังผลระยะสั้น) การขายหุ้นออกหรือซื้อกลับมานั้นเป็นสิ่งที่นักลงทุนแบบเน้นมูลค่าทำได้ แต่จะต้องอยู่บนรากฐานของมูลค่าของกิจการ ไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นกับตลาดหลักทรัพย์เป็นหลักครับ

วันศุกร์ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

กลยุทธ์สั้นหรือยาวต้องเลือกใช้ให้ถูกเวลา


ตลาดหลักทรัพย์นับว่าเป็นแหล่งสำหรับหาโอกาสในการลงทุนที่ดีที่สุดแห่งหนึ่ง แต่แน่นอนว่าจะต้องถูกใช้งานโดยผู้ที่มีความรู้และความเข้าใจกับมันอย่างถ่องแท้ โดยเฉพาะในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยที่จริงๆแล้วมีขนาดเล็กมากการซื้อขายโดยนักลงทุนรายใหญ่หรือการซื้อขายโดยนักลงทุนชาวต่างชาติที่เน้นไปในหุ้นของบางบริษัทหรือแม้แต่หุ้นของบริษัทที่มีขนาดใหญ่ในตลาด ก็ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งด้านราคาของหุ้นตัวนั้นเองและดัชนีของตลาดหลักทรัพย์ทั้งตลาดได้อย่างไม่ยากเย็นนัก นั่นหมายความว่าในบางคณะเวลามีความเป็นไปได้สูงมากที่ราคาของหลักทรัพย์ต่างๆจะเปลี่ยนแปลงผันผวนโดยดูเหมือนไม่มีเหตุผลทางด้านการดำเนินกิจการของธุรกิจมารองรับเลย

ถ้าไม่พูดถึงเรื่องความเสี่ยงที่ต่างกันแล้วในหลายกรณีเราอาจจะมีความจำเป็นที่จะต้องลงทุนในระยะเวลาที่ไม่ยาวมากนักสำหรับเราที่เป็นนักลงทุนแนวเน้นมูลค่าของกิจการแล้วระยะเวลาที่ยาวนานพอสมควรก็น่าจะตั้งแต่ 2 ถึง 3 ปีขึ้นไป พูดกันแบบตรงๆ ก็คืออะไรที่สั้นกว่า 2 ปีเราเรียกว่าเป็นระยะเวลาสั้นนั่นเอง และเป็นที่ทราบกันดีว่าราคาของหุ้นในระยะสั้นนั้นอาจจะไม่สะท้อนความสามารถในการดำเนินกิจการของธุรกิจเลยก็ได้ ดังนั้นการที่เราจะมีโอกาสทำกำไรในระยะสั้นได้ จึงอาจจะต้องใช้วิธีที่แตกต่างกันไปจากการลงทุนในระยะเวลาที่ยาวกว่านั่นเอง

เรื่องนี้สอดคล้องกับแนวทางการลงทุน 2 แบบหลักๆในโลกนี้ก็คือการลงทุนแนว/ปัจจัยเทคนิค (technical) และการลงทุนแนวเน้นมูลค่าของกิจการ (value investment) นั่นเอง เนื่องจากในระยะสั้นนั้นราคาของหุ้นมักจะปรับตัวอย่างไม่มีเหตุผลที่สอดคล้องกับผลการดำเนินกิจการของบริษัทจดทะเบียนก็ได้ ดังนั้นหากมีเงินจำกัดและจำเป็นต้องพยายามหาวิธีทำกำไรในเวลาสั้นแนวทางตัดสินใจลงทุนด้วยวิธีทางเทคนิคก็อาจจะเหมาะสมสำหรับกรณีนี้ (และก็ตามมาด้วยการใช้เวลาส่วนตัวของผู้ลงทุนในการเฝ้าติดตามการเปลี่ยนแปลงของราคาหุ้นและคอยตัดสินใจดำเนินการเมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงราคาไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่ง) ในทางตรงกันข้ามถ้านักลงทุนสามารถรอเวลาได้และมีความสามารถในการคำนวณมูลค่าที่เหมาะสมของธุรกิจประกอบกับการมีโอกาสที่ได้พบเจอหุ้นของธุรกิจนั้นที่มีราคาในตลาดต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริงของมัน เขาก็อาจจะเลือกวิธีการลงทุนในแนวเน้นมูลค่า คือซื้อหุ้นในราคาต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริงของมันมาก นั่นคือมีส่วนเผื่อเพื่อความปลอดภัย (margin of safety) มากเพียงพอ และรอเวลาให้ผู้คนในตลาดมองเห็นคุณค่าที่แท้จริงของธุรกิจนั้นเมื่อถึงเวลานั้นราคาของหุ้นก็จะขยับเพิ่มสูงขึ้นไปเองโดยธรรมชาติ

ความผิดพลาดในการลงทุนที่เราเห็นกันบ่อยๆ ก็คือการใช้เทคนิคทั้งสองอย่างนี้โดยไม่ถูกที่ไม่ถูกเวลา บางคนลงทุนระยะสั้นแต่ใช้วิธีการประเมินมูลค่าของหุ้นแล้วทำการซื้อขายแต่ราคาก็ไม่ตอบสนองมูลค่าที่แท้จริงของธุรกิจสักทีหรือในอีกด้านหนึ่งนักลงทุนอาจจะลงทุนในระยะยาวแต่ใช้ปัจจัยทางด้านเทคนิค ที่เน้นการตอบสนองในระยะสั้นมาเป็นเครื่องมือหลักในการตัดสินใจ แบบนี้ก็สามารถทำให้เสียโอกาสรวมทั้งอาจสร้างการขาดทุนได้ในบางกรณีด้วย ดังนั้นเราจึงต้องรู้ตัวว่าเรากำลังทำอะไรอยู่และเลือกใช้วิธีการให้เหมาะสมกับสิ่งที่เรากำลังทำด้วย โดยสรุปอีกคร้งก็คือ:

ระยะสั้น - ราคาหุ้นปรับตัวอย่างไม่มีเหตุผล ตามข่าวต่างๆ ผู้ที่ลงทุนและต้องการผลลัพธ์ในระยะสั้นน่าจะใช้การลงทุนแบบ "เทคนิค" และติดตามราคาหุ้นรวมทั้งตัดสินใจอย่างใกล้ชิดรวดเร็ว (แต่ ขอเน้นว่า "ผลลัพธ์ในระยะสั้น" นี้ไม่ได้รับประกันว่าจะได้กำไร เพียงแต่สามารถสรุปผลได้โดยเร็วในระยะเวลาสั้นและมีโอกาสได้กำไรอยู่) ในทางกลับกันถ้าใช้ VI ในระยะสั้น (เนื่องจากรอไม่ได้ เช่นต้องนำเงินออกมาเพื่อใช้จ่ายในทางอื่น) อาจจะขาดทุนมากได้
ระยะยาว - เป็นไปตามเหตุผล เน้นการลงทุนแบบ VI และในระยะยาวแล้วราคาจะเป็นไปตามผลประกอบการเสมอ จนมีคำพูดติดปากว่า "เจ้าที่แท้จริงคือผลประกอบการของบริษัท" นั่นเองครับ

วันจันทร์ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

สถานการณ์ที่ได้เปรียบ


จริงๆ แล้วผมมีเรื่องที่เขียนไว้แบ่งปันเล่าให้พวกเรานักลงทุนได้ฟังกันอีกหลายเรื่อง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกับตลาดหลักทรัพย์ของเราในช่วงเวลานี้ทำให้ผมต้องเล่าเรื่องนี้ให้ฟังก่อน เผื่อจะสามารถช่วยในการวางแผนได้อย่างถูกต้องสำหรับนักลงทุนที่ติดตามอ่านบล็อกเป็นเพื่อนกัน เนื่องจากในช่วงหลายวันที่ผ่านมาเพื่อนๆ นักลงทุนที่คุ้นเคยอยู่ในตลาดหลักทรัพย์อาจจะสังเกตเห็นได้อย่างชัดเจนว่าดัชนีของตลาดนั้นค่อยๆ ปรับตัวลดลงอย่างช้าๆ อาจจะมีบางวันที่ดัชนีปรับตัวสูงขึ้นบ้าง แต่แนวโน้มส่วนใหญ่แล้วน่าจะยังเป็นช่วงของการปรับตัวลงอยู่

อย่างไรก็ตามก็จะมีราคาหุ้นของบางบริษัทที่ปรับตัวลดลงมากไปกว่าดัชนีของตลาดหุ้นกลุ่มนี้ถือว่าเป็นกลุ่มที่อ่อนไหวต่อดัชนีมาก และการที่ราคาของมันปรับตัวลดลงมากกว่าการปรับตัวลงของดัชนีตลาดหลักทรัพย์นั้นย่อมแสดงให้เห็นถึงความอ่อนไหวของราคาของมัน ถ้าเรามองดูพื้นฐานแล้วหุ้นของบริษัทเหล่านั้นน่าจะเป็นหุ้นของบริษัทที่ไม่แข็งแกร่งมากนักคือมีอนาคตที่ไม่แน่นอน ไม่สดใส หรือทั้งสองอย่างก็ได้ และถ้าจะว่ากันโดยพื้นฐานแล้วหุ้นของบริษัทที่มีราคาลดลงมากๆ ในสภาวะเช่นนี้มักจะเป็นหุ้นที่ราคาของมันเกินพื้นฐานความเป็นจริงไปมาก นั่นคือไม่เหลือส่วนเผื่อเพื่อความปลอดภัยต่อไปอีกแล้ว ซึ่งจริงๆแล้วชาวนักลงทุนแบบเน้นมูลค่าของหุ้น (VI - value investor) ก็คงไม่ได้เดือดร้อนกับหุ้นกลุ่มนี้มากนักเนื่องจากว่าคงไม่สนใจที่จะเข้าไปซื้อในราคาที่แพงตั้งแต่แรก

ลองหันกลับมาดูหุ้นของบริษัทที่มีพื้นฐานดีกันบ้าง เราจะเห็นได้ว่าราคาของหุ้นกลุ่มนี้อาจจะลดลงบ้างแต่ก็ไม่มากนัก และในจำนวนนี้เองก็มีหุ้นของหลายบริษัทที่ยังมีราคาไม่ถึงพื้นฐานของมันปนอยู่ด้วย นั่นหมายความว่าเมื่อราคาของมันลดต่ำลงไปทำให้ราคาห่างจากพื้นฐานมากขึ้นไปอีก หรือแปลได้ว่ามีส่วนเพื่อเพื่อความปลอดภัยมากขึ้นนั่นเอง สภาวะการอย่างนี้นี่เองที่เป็นสภาพที่ทำให้นักลงทุนแนวเน้นมูลค่ามีโอกาสมากขึ้นในการลงทุนในช่วงเวลาของการปรับตัวลงของหุ้นทั้งตลาดแบบนี้สิ่งที่นักลงทุนที่เน้นการลงทุนแบบปลอดภัยควรทำก็เช่น

(1) มองหาหุ้นที่มีราคาต่ำกว่าพื้นฐานของมันมากๆ ถ้าให้ดีแล้วควรมีพื้นฐานดีพอที่จะมีการจ่ายปันผลได้อย่างสม่ำเสมอ (ถ้าสูงกว่า 5-6% ได้ด้วยยิ่งสวย) และไม่ขึ้นกับสภาพเศราฐกิจมากนัก ซึ่งเรียกว่าหุ้นแบบ defensive นั่นเอง

(2) โดยเฉพาะหุ้นที่ปรับตัวลงมาพร้อมตลาด แต่ยังคงแข็งแกร่งกว่าตลาด นั่นย่อมแสดงให้เห็นความแข็งแรงของพื้นฐานของมันที่อย่างน้อยตลาดก็เห็น (แต่ก็ปรับตัวลงไปตามตลาดอย่างนั้นๆ เอง เข้าทำนองที่ว่า "น้ำลดเรือย่อมต่ำลง" - ขอบคุณที่ลงมาให้ซื้อ)

(3) ทดลองใช้ความชำนาญในการคาดคะเนวงรอบของการตกต่ำลงของหุ้นในรอบนี้ซึ่งจะเห็นว่าจริงๆ แล้วในปัจจุบันน่าจะเป็นผลจากการเมืองเป็นหลัก ทำให้การค้า การส่งออก การลงทุน หยุดชะงักอยู่ในช่วงเวลาหนึ่ง โดยส่วนตัวผมคิดว่าเป็นช่วงเวลาประมาณ 6-8 เดือน (เน้นนะครับ ว่าเป็นการคาดการณ์โดยส่วนตัว อาจจะผิดจากนี้มากหรือน้อยก็ได้)

(4) วางแผนการลงทุน คือแผนการซื้อหุ้น สำหรับผู้ที่ไม่มีหุ้นในมือ หรือมีหุ้นในมือแต่ต้นทุนต่ำมาก (และได้ปันผลเข้ามามาก) สภาพแบบนี้ถือว่าได้เปรียบ และสภาพการณ์ทำให้นึกถึงการลงทุนแบบ Dollar Cost Average ขึ้นมาทันที โดยอาจจะวางแผนซื้อหุ้นที่สนใจเป็นช่วงๆ โดยยิ่งหุ้นมีราคาลดลงก็สามารถซื้อได้มากขึ้น โดยกะให้กรอบของการซื้ออยู่ในช่วงของ 6-8 เดือน แต่..

(5) สิ่งสำคัญที่สุดก็คือครั้งแรกที่จะเข้าไปซื้อหุ้นนั้นคือเมื่อใด โดยส่วนตัวแล้วผมคงแนะนำว่าปล่อยให้ราคาหุ้นนั้นตกลงไปก่อนจนถึงเวลาที่ราคาของมันไม่ลงไปอีกแล้ว (เช่นอยู่คงที่ได้สัก 1 สัปดาห์) หรือราคาเริ่มเพิ่มสูงขึ้นนิดหน่อย ก็เป็นจังหวะที่ดีที่เข้าไปซื้อครั้งแรก และค่อยทยอยสะสมไปเรื่อยตามวิธีการในข้อ (4) ที่ผ่านมา และเพราะว่าหุ้นของบริษัทเหล่านั้นจ่ายปันผล ถ้าเราซื้อได้ในราคาที่ต่ำเท่าไร อัตราปันผลย่อมสูงขึ้นเท่านั้น

โดยทั่วไปแล้วการทำเช่นนี้จะทำให้นักลงทุนมีหุ้นที่ดี มีการจ่ายปันผลสูง มีส่วนเผื่อเพื่อความปลอดภัยสูง และมีต้นทุนในมือต่ำกว่านักลงทุนอีกหลายๆ คน เมื่อเวลาผ่านไปและสิ่งต่างๆ เริ่มเข้าที่เข้าทาง ราคาของหุ้นพื่นฐานดีเหล่านี้ก็จะเพิ่มเติบโตขึ้นไปได้ด้วยตัวของมันเอง และยิ่งบริษัทมีการเติบโตด้วยแล้ว ผลตอบแทนที่ดีก็คงอยู่ในมือของนักลงทุนที่ทำถูกวิธีอย่างสบายๆ เพียงแต่รอเวลาสักหน่อยเท่านั้นเอง เวลาจึงเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดอย่างหนึ่งของนักลงทุนเสมอครับ

วันพฤหัสบดีที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

นิสัยหุ้น IPO


หุ้น IPO หรือ Initial Public Offering คือหุ้นที่เกิดจากกาาเสนอขายให้แก่สาธารณชนเป็นครั้งแรก เพื่อเป็นการระดมทุนให้กับบริษัทที่เสนอขายหุ้นนั้นไว้ใช้ในการดำเนินและขยายงานต่อไป ทุกครั้งที่มีข่าวว่าจะมีการจองหุ้นแบบนี้ เหล่านักลงทุนหลายกลุ่มก็จะรู้สึกตื่นเต้นไปด้วยไม่มากก็น้อย ส่วนมากแล้วก็มักต้องการได้รับการจัดสรรหุ้นให้บ้างไม่มากก็น้อย เพื่อหวังว่าจะนำเข้าไปขายในตลาดฯ เมื่อทำการเปิดซื้อขายในวันแรกๆ หรือแม้แต่จะไม่สามารถจองได้ก็ตาม ก็จะคอยติดตามเข้าซื้อเพื่อขายทำกำไรในวันแรกๆ ของการซื้อขายนั่นเอง แต่ก่อนที่เราจะคิดทำการสิ่งใดกับหุ้นในลักษณะนี้ คงต้องเรียนรู้นิสัยของมันก่อน ซึ่งโดยปกติแล้ว หุ้น IPO ไทย จะมีลักษณะหลายอย่างซ้ำๆ กันคือ

(1) มักแพง (คิดอนาคตแล้วก็ยังไม่ถูก)
เรื่องนี้ก็ต้องนับว่าเป็นฝีมือของผู้ที่ทำหน้าที่ที่ปรึกษาทางการเงินและการนำบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์และในการทำราคาของหุ้นที่จำหน่ายให้กับสาธารณชนนี้ ซึ่งแน่นอนว่าการขายได้ในราคาที่สูงก็จะทำให้บริษัทได้เงินจำนวนมากเงินจำนวนนี้จะอยู่ในส่วนของส่วนเกินมูลค่าหุ้นในบัญชีส่วนของผู้ถือหุ้น

(2) หุ้นดีจริง มักไม่ถึงมือรายย่อย (จองไม่ได้)
บางบริษัทที่มีอนาคตดีจริงๆหุ้นของบริษัทเหล่านั้นก็จะเป็นที่ต้องการของคนจำนวนมากโดยทั่วไปแล้วการขายหุ้นให้กับสาธารณะชนเป็นครั้งแรกอย่างนี้ผู้ที่ทำการจัดจำหน่ายก็จะต้องการความมั่นใจในระดับนึกว่าสามารถขายได้จำนวนมากหรือขายได้ทั้งหมด ดังนั้นส่วนใหญ่แล้วหุ้นของบริษัทที่ดีก็มักจะถูกนักลงทุนรายใหญ่ที่ซื้อเป็นปริมาณมากจริงๆจองไปก่อนเรียนบ่ายว่าจองไปเกือบทั้งหมดนั่นแหละ จะเหลือก็ปริมาณน้อยมากหรือแทบไม่เหลือเลยก็ว่าได้เป็นส่วนที่จะมาถึงมือนักลงทุนรายย่อย ดังนั้นถ้าเราเขียนหุ้น IPO ใดที่ตกมาถึงมือรายย่อยได้ก็ควรจะระวังไว้สักนิดว่าอาจจะไม่ใช่หุ้นของบริษัทที่ดีจริง หรือเป็นหุ้นที่ออกมาในราคาที่เหมาะสมน่าลงทุนจริงๆสักเท่าไหร่นัก

(3) เมื่อเข้าวันแรก จะวิ่งหูตาตั้ง ส่วนวิ่งไปได้แค่ไหน นานเท่าไร แล้วแต่ใครบางคน/กลุ่ม
นี่เป็นลักษณะของหุ้นไอพีโอที่เมื่อเข้ามาวันแรกก็จะสามารถซื้อขายได้อย่างเสรี การขึ้นของราคาในอัตราที่สูงมากส่วนใหญ่แล้วเป็นเพราะแรงเก็งกำไรผสมกับความที่นักลงทุนยังมีข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับบริษัทนั้นไม่มากนักทำให้การคำนวนราคาที่เหมาะสมที่ควรจะเป็นจริงๆ ไม่ว่าในทางพื้นฐานหรือในทางเทคนิคทำได้ไม่ง่าย และเกิดการเคลื่อนไหวของราคาไหมอัตราที่สูงมากทั้งทางด้านขึ้นและดำรงในวันแรกๆ ของการซื้อขาย อย่างไรก็ตามเนื่องจากเราไม่รู้ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับกิจการมากนักเราจึงไม่สามารถคาดการณ์ราคาที่เหมาะสมได้การเปลี่ยนแปลงของราคาในวันแรกๆ จึงมักเป็นไปอย่างไร้เสถียรภาพ และไม่สามารถคาดการณ์ได้เลยว่าเพราะถ้าจะขึ้นหรือลงเท่าไหร่และไม่หยุดอยู่ที่ใดเป็นเวลานานเท่าไร

(4) มีข้อยกเว้นเหมือนกัน
ถ้าจะว่าในเรื่องของราคาในวันเข้าซื้อขายที่มักจะเพิ่มสูงขึ้นกว่าราคาจอง แต่มีข้อยกเว้นสำหรับหุ้นของบริษัทที่ไม่ค่อยดีนัก (คือแย่ นั่นแหละ) ที่เจ้าของเดิมอาจจะคิดหากำไรจากการนำหุ้นออกมา "ปล่อย" ออกสู่ตลาด หรือราคาจองสูงมากเกินความเป็นจริงไปมาก เมื่อทำการซื้อขายวันแรกราคาอาจจะร่วงตกต่ำตั้งแต่แรกเลยก็เป็นไปได้เหมือนกัน นั่นหมายความว่าไม่ใช่หุ้นแบบนี้จะมีราคาขึ้นกว่าราคาจองเสมอไปนะครับ

(5) ราคามักลดต่ำลงในกรอบ 1 สัปดาห์ - หลายเดือน บางทีเป็นปีก็มี
เนื่องจากแรงเก็งกำไรที่สูง และทำให้ราคาถูกดีตัวขึ้นไปสูงมากในวันแรกหลังจากที่มีการซื้อขายกันพอสมควรแล้วอาจจะเป็นช่วงเวลาหลายวันหรือประมาณ 1-2 สัปดาห์ ก็จะมีทั้งผู้ที่ได้กำไรและรีบหนีออกไปจากหุ้นนั้น แลีะมผู้ที่ขาดทุนแต่หนีไม่ออกและติดหุ้นอยู่อย่างนั้น เมื่อร่วมกับการที่ปริมาณการซื้อขายรถน้อยลงจนทำให้เกิดอาการที่เรียกว่าฝ่อไปหมดหุ้นก็จะอยู่ในสภาวะไม่มีคนเล่น ราคาก็ตกต่ำอยู่อย่างนั้น เมื่อถึงตรงนี้แล้วมักบอกไม่ได้ว่าจะใช้เวลานานเท่าไรจึงสามารถกลับฟื้นตัวขึ้นมาได้

ดังนั้นคำแนะนำของผมสำหรับเพื่อนที่ต้องการซื้อขายหุ้นไอพีโอก็คือเราคงต้องทำตัวแบบผู้ไม่รู้ นั่นคือความไม่รู้แปลว่าเสี่ยง ดังนั้นเมื่อเราทำสิ่งที่เสียงเราย่อมต้องจำกัดการขาดทุนเอาไว้ด้วย ผู้ที่ซื้อหุ้นเหล่านี้จะต้องคิดไว้ล่วงหน้าเลยว่าหากราคาเพิ่มสูงขึ้นถึงเท่าใดจะทำอย่างไรกับมัน และในทางตรงกันข้ามหากราคาลดลงถึงเท่าใดขาดทุนเป็นจำนวนเงินเท่าใดจะตัดสินใจอย่างไร สิ่งเหล่านี้ทั้งหมดจะต้องคิดไว้ล่วงหน้าก่อนที่จะทำการซื้อหุ้นไม่ใช่ว่าซื้อแล้วค่อยมาคิดทีหลังนะครับ เพราะเมื่อถึงเวลานั้น อาจจะไม่ทันการ และต้องขาดทุนเป็นจำนวนมาก ก็ได้

วันอาทิตย์ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

มือเก่าหัดขับพาเที่ยวรัสเซีย

ตุ๊กตาสวยๆ ที่เป็นของฝากที่ได้รับความนิยมจากรัสเซีย

เมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาผมได้มีโอกาสเดินทางไปต่างประเทศ ซึ่งเป็นกึ่งการเดินทางไปเป็นเพื่อนกับคณะนักวิชาการที่เดินทางไปเสนอผลงานทางวิชาการผสมกับการไปเปิดหูเปิดตาตัวเองด้วย ในส่วนของการเสนอผลงานทางวิชาการนั้นผมก็มีโอกาสได้อยู่ร่วมประชุมและได้ความรู้กลับมาในส่วนที่น่าจะนำมาใช้ประโยชน์ได้ ซึ่งความเป็นจริงก็คงจะไม่เกี่ยวกับการลงทุนมากนักแต่อย่างว่านะครับ ความรู้อื่นใดที่เราได้รับมาเราก็คงบอก ไม่ได้ว่าในวันหนึ่งข้างหน้าเราก็อาจจะใช้งานได้ใช้ประโยชน์จากมันก็ได้

ภายในสถานีรถไฟใต้ดิน แต่ละแห่งจะตกแต่งต่างกัน บางที่เป็นกระจกสีก็มี


ในช่วงที่เดินทางไปที่ประเทศรัสเซียนั้นผมลงเครื่องที่กรุงมอสโคว อากาศ ในเวลาประมาณ 4 โมงเย็นที่เดินทางไปถึงก็ประมาณ 5 องศาเซลเซียส สำหรับคนไทยอย่างเราแล้วก็นับว่าค่อนข้างหนาวมากทีเดียว อาศัยความว่าเคยศึกษา ทำงาน และเดินทางไปมาในหลายประเทศจนชินกับอากาศเย็นจัด ประกอบกับการที่ได้ เตรียมเสื้อผ้าที่เหมาะสมไปด้วย เลยไม่รู้สึก ว่าเป็นปัญหามากนัก สนามบินมอสโควและกรุงมอสโควเรียกว่าเป็นเมืองที่ได้รับการออกแบบให้มีการคมนาคมขนส่งที่ดีมากทีเดียว เมื่อเราไปถึงสนามบินการเดินทางจากสนามบินเข้ายังตัวเมืองและไปยังที่พักนั้นสามารถใช้การขนส่งในระบบรางได้ทั้งหมด เรียกว่าต่อรถไฟจากสนามบินและไปต่อรถไฟใต้ดินอีกครั้งหนึ่งก็สามารถเดินทางไปถึงโรงแรมที่พักซึ่งอยู่ในตัวเมืองมอสโควได้แล้ว ระบบรถไฟใต้ดินในกรุงมอสโควเรียกได้ว่าเป็นสิ่งที่ชาวรัสเซียภาคภูมิใจเนื่องจากแต่ละสถานีของรถไฟจำนวนหลายสาย ที่มีอยู่ (ซึ่งดูด้วยสายตาจากแผนผังแล้ว น่าจะประมาณ 8 สาย) จะมีการประดับประดาตกแต่งต่างๆกันไป บางสถานีก็เป็นสไตล์สมัยใหม่ บางสถานีก็เป็นยุคเก่าแต่ทั้งหมดก็เรียกได้ว่าอลังการเลยทีเดียว สถานีรถไฟมอสโควรวมทั้งในเมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กด้วยมีความลึกค่อนข้างมาก (ประมาณ 70-80 เมตร) ดังนั้นเมื่อรถไฟวิ่งจึงเกิดเสียงรบกวนข้างบนน้อยมากเรียกได้ว่าถ้าไม่ได้ยินหรือไม่รู้สึกเลยก็น่าจะได้ ระบบขนส่งรถไฟใต้ดินของกรุงมอสโควนั้เรียกว่าเป็นระบบที่มีผู้ใช้งานวุ่นวายที่สุดในโลกแห่งหนึ่ง จากที่สังเกตดูในช่วงเวลาปกติรถไฟจะมาทุกๆ 1 ถึง 2 นาทีเลยทีเดียว เมื่อพลาดรถไฟขบวนนี้ก็ไม่ต้องรีบร้อนแค่หันไปคุยกับเพื่อนสองสามคำ ขบวนใหม่ก็จะมาถึงให้เรากระโดดขึ้นได้แล้ว

สำหรับการเดินทางไปมาด้วยระบบขนส่ง ในกรุงมอสโควนั้นเราสามารถซื้อตั๋วที่เรียกว่า ไม่จำกัดจำนวนการใช้แต่จำกัดระยะเวลาการใช้ได้ ซึ่งผมก็เลือกตัวแบบ 3 วันที่สามารถใช้ขึ้นในทางรถไฟใต้ดินและรถบัส (ก็คือรถเมล์ดีดีเรานี่แหละ) ได้เลย เรียกว่าใช้ตั๋วเป็นกระดาษใบเดียวไปนั่นไปนี่ได้โดยไม่ต้องกังวลไม่ต้องพกเงินสดไม่ต้องทอนเงินเรียกว่าสะดวกสบายมาก ส่วนผู้คนตามปกติที่อาจจะจำเป็นต้องมีรถยนต์ส่วนตัวที่กรุงมอสโควนี้ก็มีรถยนต์หลากหลายยี่ห้อส่วนใหญ่แล้วก็จะเป็นผู้ผลิตจากค่ายรถยนต์ทางยุโรป ไม่ว่าจะเป็น BMW, Mercedes Benz, Volkswagen,  Audi, Skoda แต่แน่นอนย่อมมีรถจากเขาญี่ปุ่นเกือบทุกยี่ห้อที่เราเห็นในเมืองไทยวิ่งอยู่ในกรุงมอสโควด้วยเช่นกันรถหรูจำพวกรถสปอร์ตกำลังสูงไปจนกระทั่ง Ferrari ก็มีให้เห็นบ้าง ถนนที่เป็นทางเชื่อมระหว่างเมืองเรียบสนิทมีป้ายจราจรครบครัน (ซึ่งเป็นที่น่าสังเกตว่าป้ายเหล่านี้ในกรุงมอสโกจะเป็นภาษารัสเซียทั้งหมดโดยไม่มีภาษาอังกฤษกำกับจึงทำให้ผู้ที่ไม่เข้าใจภาษารัสเซียอ่านป้ายเหล่านี้ได้ยากสักนิด) ถนนก็มีความกว้างขนาด 10 ช่องจราจรทำให้เกิดความปลอดภัยค่อนข้างสูงในการสัญจร โดยทั่วไปก็เรียกได้ว่าไม่ต่างอะไรกับเมืองที่เจริญแล้วทั่วๆไปนั่นเอง ในการเดินทาง ถ้ามีคนที่สามารถพูดภาษารัสเซียไปด้วยก็น่าจะเป็นการดีเพราะคนส่วนใหญ่แล้วมักไม่พูดภาษาอังกฤษ แต่หลายคนที่พูดภาษาอังกฤษได้ก็พร้อมที่จะแนะนำเส้นทางให้กับนักท่องเที่ยว หลายครั้งที่เราถามเส้นทางกับคนที่สามารถพูดภาษาอังกฤษได้เขาก็จะบอกเส้นทางอย่างชัดเจน และไม่น้อยกว่า 3 หรือ 4 ครั้งที่คนรัสเซียถึงกับเดินพาพวกเราไปในทิศทางที่ถูกต้อง บางคนถึงกับสวัสดีเพื่อนของตัวเองที่กำลังคุยกันอยู่เพื่อที่จะเดินพาเราไปในที่ที่เราต้องการก็มี เรียกว่าเป็นความน่ารักแบบคนรัสเซียก็ว่าได้เลย

สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดเจนก็คือความเป็นระเบียบวินัยของผู้คน การขับรถปฏิบัติตามกฎจราจรอย่างเคร่งครัดไม่มีการขวางทางแยกใดๆ ไม่มีการขับรถจอดทับทางม้าลาย และหยุดให้คนข้ามถนนเสมอแม้บางครั้งคนข้ามถนนก็ยังไม่ได้รับไฟเขียวให้ข้ามถนนด้วยซ้ำไป ถนนหนทางต่างๆสะอาดเรียบร้อยไม่มีขยะสิ่งสกปรกบนถนน สิ่งที่เห็นได้อีกอย่างหนึ่งก็คือถังขยะที่จะถูกวางไว้เป็นจุดๆ เพื่อให้คนที่สัญจรไปมาได้ทิ้งขยะให้เป็นที่เป็นทางไม่ต้องทิ้งเรี่ยราดหรือแม่กระทั่งเก็บไว้กับตัวจนไปทิ้งที่บ้าน แม่น้ำลำคลองไม่ต้องพูดถึงนะครับเพราะแน่นอนว่าสะอาดหมดจดจริงๆลำคลองหลายคลองมีเรือสำหรับนักท่องเที่ยวได้ลงไปลองชมเมืองด้วยก็เป็นอีกสิ่งที่ดึงดูดผู้คนได้ดีเช่นกัน

ภายในของ The Cathedral of the Resurrection
จะเห็นได้ถึงความอลังการของงานศิลป์เลยทีเดียว


ประเทศรัสเซียนั้นมีประวัติยาวนาน เคยปกครองด้วยระบอบกษัตริย์มาก่อนดังนั้นสถานที่ท่องเที่ยวสำหรับ 2 เมืองใหญ่ที่ผมได้ไปเยี่ยมครั้งนี้คือกรุงมอสโควและเมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิกร์ก (St. Petersburg) ซึ่งเป็นทั้งเมืองใหญ่และเมืองเก่ามีประวัติยาวนาน สถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงก็คงจะเป็นโบสถ์ วิหาร พิพิธภัณฑ์ ป้อมปราการ ปราสาทต่างๆ ที่มีกระจายทั่วไปทั้งในกรุงมอสโควและเมืองท่องเที่ยวอย่างเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กและเมืองอื่นๆ ข้างในของประสาทและพิพิธภัณฑ์ต่างๆ นั้นพูดได้ว่าหรูหราอลังการมากเลยทีเดียว บรรดาเครื่องใช้หรือของขวัญที่เคยได้รับมาจากประเทศต่างๆ ถูกเก็บรักษาไว้อย่างดี ความอลังการต่างๆออกไปในทางใหญ่โตหรูหราแต่จะไม่ละเอียดระยิบระยับอ่อนช้อยเหมือนกับศิลปะของไทยเรา

ลำคลอง Griboyedov ในเมือง St. Petersberg สะอาดสวยงาม
เห็นวิวของ The Cathedral of the Resurrection อยู่ปลายสายตา


หลังจากการกอบกู้สถานการณ์ความรุนแรงด้านเศรษฐกิจ สังคม และการรัฐประหารโดยกลุ่มหัวเก่าในเดือนสิงหาคม 1991 ขณะที่ บอริส เยลต์ซิน เป็นประธานาธิปดีที่มาจากการเลือกตั้ง จึงทำให้ประธานาธิบดีเดิมคือ มิฮาอิล กอร์บาชอฟ สิ้นสุดความนิยมลงอย่างสมบูรณ์ พร้อมกับการล่มสลายของสหภาพโซเวียต ประเทศรัสเซียก็แยกตัวเป็นอิสระออกจากสาธารณรัฐต่างๆ ที่แตกออกเป็นประเทศอิสระโดยประเทศรัสเซียเองได้ชื่อใหม่ว่าสหพันธรัฐรัสเซีย แต่การเปลี่ยนแปลงต่างๆทางด้านเศรษฐกิจและการบริหารงานของวิสาหกิจของรัฐทำให้เกิดปัญหาต่างๆ มากมายในประเทศรัสเซีย จนเกิดวิกฤติการเงินรัสเซียในปี 1998 และในที่สุดประธานาธิปดี บอริส เยลต์ซิน ก็ลาออกโดยได้ผู้นำคนใหม่ วลาดิมีร์ ปูติน มานำประเทศ รัสเซียสามารถผลจากวิกฤตการเงินในปี 1998 และเติบโตทางเศรษฐกิจจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้นและการลงทุนจากต่างประเทศที่เพิ่มขึ้นโดยมีความมั่นคงทางการเมืองเป็นตัวหนุนหลัง โดยรัสเซียก็เป็นหนึ่งในประเทศที่ส่งออกทั้งแก๊สธรรมชาติและน้ำมันเป็นอันดับต้นๆ จึงได้เงินเข้าประเทศในปริมาณมากและคงนำเงินนี้มาพัฒนาประเทศตลอดหลายปีที่ผ่านมา ทำให้สิ่งต่างๆเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นมาก จนกระทั่งตั้งแต่ปี 2003 เป็นต้นมารัฐเซียก็ส่งออกทรัพยากรธรรมชาติน้อยลงเนื่องจากตลาดความต้องการอุปสงค์และอุปทานในประเทศเองขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างมากนับว่าเป็นประเทศที่มีการพัฒนาเศรษฐกิจภายในได้ดีจากการพัฒนาตัวเองด้วย ไม่ใช่จากการขายทรัพยากรในประเทศของตัวเองแต่เพียงอย่างเดียว นอกจากนี้ยังมีจำนวนประชากรที่จบการศึกษาระดับอุดมศึกษาเป็นอันดับต้นในทวีปยุโรปเลยทีเดียวเพราะเป็นประเทศที่น่าสนใจการค้าและการลงทุนทีเดียว

โบสถ์เซนต์บาซิลบริเวณจัตุรัสแดง
ที่บางทีคนไทยเราเรียกว่า โบสถ์หัวหอม ตามลักษณะภายนอก
เป็นสถานที่ท่องเที่ยวหนึ่งของมอสโคว์ที่พลาดไม่ได้


สำหรับผู้ที่มีเวลาว่างและมีโอกาส ถ้าเที่ยวในประเทศไทยจนพอใจแล้วก็ลองเปิดหูเปิดตาเดินทางไปดูความก้าวหน้าของประเทศอื่นที่เคยได้ชื่อว่าอยู่ในระบอบสังคมนิยมอยู่หลังม่านเหล็กอย่างประเทศรัสเซียดูสักครั้ง ท่านอาจจะพบกับความแปลกใจที่ว่าประเทศที่เรียกได้ว่าเคยเป็นระบอบคอมมิวนิสต์เข้มแข็งในอดีตแต่ในปัจจุบันได้เปลี่ยนระบบการปกครอง และพัฒนาก้าวหน้าจนก้าวล้ำหลายประเทศไปไม่น้อยแล้วในทุกวันนี้ครับ

วันอังคารที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2558

อิสระทางการเงิน


จริงๆแล้ว เราคงเคยได้ยินคำนี้กันมาแล้ว และเชื่อได้ว่าพวกเราที่เป็นนักลงทุนไม่ว่าจะในรูปแบบใด หรือลงทุนผ่านช่องทางใดก็ตามก็คงพยายามไขว่คว้าหาอิสระทางการเงินด้วยกันทั้งสิ้น แต่เราสงสัยหรือไม่ว่าที่จริงแล้วคำนี้ หมายถึงอะไรกันแน่ มันคือการที่เรามีเงินมากเพียงพอใช่ไหม หรือเรามีแล้วเราก็ยังอยากมีอีกโดยไม่รู้จบ เพราะถ้าเป็นแบบนั้น ก็จะกลายเป็นว่าเราเป็นทาสของเงินไปเสียแล้ว มีมากมายเท่าไหร่ก็ไม่พอต้องพยายามไขว่คว้าให้มีมากกว่าหรือยิ่งกว่านั้นก็คือแข่งขันกันกับบรรดานักลงทุนคนอื่นๆ ว่าฉันต้องมีมากกว่าจึงจะเก่งกว่าแบบนี้ก็มี

ดังนั้นสำหรับโดยส่วนตัวของผมแล้วผมคิดว่า อิสระทางการเงินควรจะประกอบไปด้วยของสองอย่างก็คือ

(1) การที่เราไม่ต้องกังวลเรื่องการมีเงินใช้ไม่พอ นั่นคือไม่ต้องกังวลว่าจะต้องหาเงินเพิ่มอีกหรือใช้เวลาของชีวิตของเราเพื่อหาเงินเพิ่มอีก และ

(2) เราไม่ต้องคอยกังวลว่ามีเงินมากไปมีเงินน้อยไปหรือเราต้องหาให้ได้มากกว่านี้หรือคอยกังวลว่าคนอื่นหาได้มากกว่าเรา เราก็ควรจะหาได้มากกว่าเขา เพราะถ้าเงินยังคงทำให้เรากังวลอยู่ถึงขั้นกินไม่ได้นอนไม่หลับการจะบอกว่าเราเป็นอิสระจากเรื่องเงินทองก็คงไม่ถนัดปากเท่าไหร่นักเพราะบางคนแม้มี เงินทองทรัพย์สมบัติ มากมายเท่าไหร่กลับไม่มีความสุข หาความสุขได้ยาก ยากกว่าคนที่มีเงินน้อยกว่ามากก็มีให้เห็นอยู่บ่อยๆ

โดยส่วนตัวแล้วผมคิดว่า สองข้อด้านบนนี้น่าจะเป็นความหมายของอิสระทางการเงินที่แท้จริง คือเราเป็นอิสระจากมัน ไม่ต้องกังวลว่าจะมีเงินน้อยเกินไปจนไม่พอใช้ และไม่ต้องคอยกังวลว่าเงินจะทำอะไรกับเรา เงินจะจากเราไปหรือไม่ และเราจะต้องมีมันมากขึ้นหรือไม่ นั่นคือเรามีอิสระจากมันจริงๆ และมีชีวิตไม่ขึ้นกับมันนั่นเองครับ