วันอาทิตย์ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

เครียดเพราะหุ้น

เครียดเพราะหุ้น

ในช่วงที่ดูเหมือนว่าจะเป็นขาขึ้นระยะสั้นของหุ้นที่ดัชนีไต่ขึ้นมาจากระดับ 1600 จุดกลางๆ ขึ้นมาทีเดียวถึง 1700 จุด ก็มีหุ้นตัวใหญ่หลายตัวที่ปรับราคาขึ้นมาทำให้นักลงทุน (ขอเรียกรวมๆ ว่านักลงทุนก็แล้วกันนะครับ ทั้งที่จริงแล้ว มีทั้งนักลงทุน นักเก็งกำไร พ่อค้าหุ้น นักเสี่ยงโชค และนักพนัน ปนๆ กันอยู่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งนี้) จำนวนไม่น้อยที่ได้กำไร

แต่ก็มีหุ้นตัวเล็กๆ จำนวนไม่น้อย หรือแม้กระทั่งหุ้นตัวใหญ่เองที่เป็นตัวทำดัชนีขึ้นมา ที่มีราคาขึ้นลงหลายรอบในช่วงระยะเวลาเดียวกันนี้ ทำให้มีนักลงทุนหลายคนขาดทุนในหุ้นเหล่านั้น

เล่นเอาหลายๆ คนเครียด บ่นให้กันฟังแทบทุกวัน  ผมก็ได้แต่เตือนว่า ถ้าเครียด จะเสียสุขภาพนะ ไม่คุ้มเลย และที่สำคัญ เครียดไปก็เท่านั้น เราทำอะไรกับราคาหุ้นไม่ได้ ดังนั้น อย่าเครียด ไม่เกิดประโยชน์ (พูดง่ายเนอะ)

เรื่องของกลยุทธ์

การซื้อหุ้น ต้องวางกลยุทธ์ให้เรียบร้อย ก่อนซื้อ ว่าถ้าราคาขึ้นเราจะทำอย่างไร ถ้าราคาลงจะทำอย่างไร ลงแค่ไหนจะขายตัดขาดทุน (ด้งนั้นตัองเก็งขาดทุนด้วย ไม่ใช่เก็งกำไรอย่างเดียว) ไม่ใช่ว่าซื้อมาแล้วมานั่งคิดทีหลัง ไม่ทันการครับ ดังนั้นก่อนซื้อหุ้นคิดเลยว่าเราจะขาดทุนได้กี่บาท เงินจำนวนที่จะขาดทุนนั้นทำให้เครียดไหม ถ้าไม่เครียดก็ตั้งขาดทุนไว้เท่านั้นแล้วก็อย่าไปเครียดถ้ามันลงก็ขายทิ้งไปจบเรื่องว่ากันใหม่ แต่ถ้าขาดทุนแล้วเครียดก็อย่าซื้อตั้งแต่แรก ไม่มีใครบังคับสักหน่อย

ทำไมทุกข์

ที่สำคัญ ผมอยากบอก (ที่จริงคือ ถาม) ว่า ทราบไหมว่าทำไมเราเป็นทุกข์? ลองคิดเล่นๆ ครับ
สมมุติว่าเราเก่งกำไรระยะสั้นแค่ไม่กี่วันราได้กำไร แล้วมีคนขาดทุนไหมล่ะ แน่นอนมีคนขาดทุน ก็เพราะการเก็งกำไรระยะสั้น เป็น Zero Sum Game เหมือนบ่อน เอาเงินคนนี้ไปให้คนนั้น  บางคนอาจจะเถียงว่าสำหรับหุ้นสามัญแล้วไม่จริงหรอกต้องเป็นตลาดล่วงหน้าสิ (TFEX) ถึงจะเป็นการพนัน อันนี้ก็แล้วแต่คนคิดนะครับ

มานั่งนึกดูว่า เราทุกข์ เพราะเราอยากได้เงินคนอื่นใช่ไหมล่ะ คนอื่นไม่ว่าจะรู้ตัวหรือเปล่า ก็มีคนที่อยากได้เงินเราเหมือนกัน พอมีคนคิดอย่างนี้กับเรามากๆเข้า เราก็ทุกข์ยังไงล่ะ เมื่อความปรารถนาร้ายส่งถึงกันใจถึงใจเราจึงเป็นทุกข์
ซื้อวันนี้ พรุ่งนี้อยากให้ขึ้น

ไม่ขึ้นก็ทุกข์
ลงยิ่งทุกข์
สมมติขึ้นไปจริงๆ เราขาย ทำกำไร
ไม่พอใจ!! ทำอย่างไรต่อ
รุ่งขึ้นนั่งแช่งให้ลง (อ้าว ก็แช่งไอ้คนที่เราขายไป ให้มันขาดทุนน่ะสิ)

เป็นบาปทั้งนั้น เห็นไหม ทางที่ถูกคือเราต้องมองราคาหุ้นเหมือนกับระดับน้ำในทะเล (ถ้าจะให้ทันสมัย เดี๋ยวนี้อาจจะต้องเปรียบกับระดับน้ำฝน หรือน้ำใน กทม. ว่าเมื่อไรจะขึ้นหรือลง ท่วมขังมากหรือน้อยแค่ไหน) ว่าง่ายๆ คือ เราทำให้มันขึ้นหรือลงไม่ได้ เราคาดหวังก็ไม่ได้ เราทำได้แต่เพียงคิดว่า ถ้ามันขึ้นจะทำอย่างไร ถ้าลงจะทำอย่างไรเท่านั้นเ

แล้วทำอย่างไร

ผมอยู่กับหุ้นมา 20 ปี  พบว่าการลงทุน แบบเรียบง่าย สามัญๆ นี่แหละครับ สบายใจและยั่งยืนสุด (หลายแนวนะคร้บ ส่วนมากคือ แนวพื้นฐาน และเน้นมูลค่าของกิจการหรือวีไอ)

ถ้าจะถามว่าเก็งกำไรได้ไหม ได้สิครับ มีบ้าง ทำได้ แต่ ใจหนึ่งก็ต้องรู้นะ ว่าเราเอาเงินคนอื่นเขา ได้เงินพวกนั้นมา แบ่งไปทำบุญบ้างครับ แล้วอธิษฐานให้บุญกุศลไปถึงผู้ที่เราได้กำไรจากเขามาด้วย ผมจะทำแบบนั้นเป็นประจำ โดยส่วนตัวผมจึงทำบุญบ่อย  ให้บ้านเด็กกำพร้าบ้าง พิการบ้าง ตั้งกองทุน รพ. บ้าง ก็แบ่งเงินพวกนี้มาแหละครับ

สรุป

เครียดเพราะคาด
เครียดเพราะหวัง
คาดว่าดัชนีจะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้
คาดว่าหุ้นนั้นจะมีราคานั้นราคานี้

ร้ายที่สุดคือเพราะอยากได้เงินคนอื่น บางทีเราไม่รู้ตัว หรือหลอกตัวเองว่าไม่ใช่ ไม่จริง แต่ก็เหมือนคนเล่นหวยล่ะครับ ถูกกฏหมายไหม ใช่แล้วถูกกฏหมาย (ใครเขียนกฏหมายนี้ ใครได้ประโยชน์จากมันล่ะ) ในขณะที่ศาสนาต่างๆ ก็สอนอยู่ว่าเป็นสิ่งไม่ดี ดังนั้นของที่มีคนทำอยู่ เป็นอยู่ มันก็ไม่ได้หมายความว่ามันถูกต้องตามศีลธรรม และธรรมะทั้งหมดหรอก พอไม่ถูกตามธรรมะก็เกิดทุกข์ เข้าใจง่ายจะตายไปครับ

วันอาทิตย์ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

การกระจายความเสี่ยง


การลงทุนในตลาดหลักทรัพย์นั้นมีข้อดีหลายอย่าง นอกจากเราสามารถซื้อธุรกิจที่ดำเนินการมายาวนานและมีผลการดำเนินงานใบอดีตที่ผ่านมาว่าได้กำไร ซึ่งทำให้มีความเสี่ยงลดลงแล้ว เรายังสามารถใช้เงินจำนวนน้อยในการลงทุนกับหลายบริษัทได้  เพราะถ้าเรานำเงินจำนวนเดียวกันนั้นไปทำธุรกิจส่วนตัว (เช่น 5 ถึง 10 ล้านบาท) เราก็คงไม่สามารถทำสามหรือสี่ธุรกิจได้เนื่องจากเงินไม่พอ ปัญหาที่หนักไปกว่าเรื่องของเงินก็คือการไม่สามารถบริหารงานหลายบริษัทนั้นได้ การเลือกลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ที่เราสามารถใช้เงินจำนวนน้อยเพื่อซื้อหุ้นของหลายบริษัทได้นั้นจึงเป็น ทางเลือกที่ดีและเป็น ที่มาของคำว่า “การกระจายความเสี่ยง”

การกระจายความเสี่ยงจริงหรือ

อย่างไรก็ตามไม่ใช่ว่าการที่เราซื้อหุ้นหลายตัวในตลาดหลักทรัพย์จะเป็นการกระจายความเสี่ยงเสมอไป ลองคิดดูในกรณีที่นักลงทุนซื้อหุ้น ของหลายบริษัทแต่หลายบริษัทเหล่านั้นอยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมเดียวกัน บริษัทเหล่านั้นอาจจะเป็นคู่แข่งกันและกันเองก็ได้ และเมื่อสภาพการแวดล้อมเปลี่ยนไปไม่ว่าจะเป็นพฤติกรรมผู้บริโภค วัฏจักรเศรษฐกิจ วัฏจักรของสินค้าชนิดนั้น หรือแม้กระทั่งกฎหมายและการเมืองเปลี่ยนไป ธุรกิจในกลุ่มนั้นอาจจะแย่ลงทั้งกลุ่มก็เป็นได้ แบบนี้ก็คงไม่ถือว่าเป็นการกระจายความเสี่ยงที่ดีนัก  ดังนั้นการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนในหุ้นที่ดีก็คือควรจะมีหุ้นของหลายบริษัทที่อยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมต่างกัน อย่างไรก็ตามก็ไม่ควรจะมีหุ้นจำนวนหลายบริษัทมากเกินไปเนื่องจากจะกลายเป็นเบี้ยหัวแตก (อ่านเรื่อง เบี้ยหัวแตก ประกอบ)

การกระจายความเสี่ยงจริงๆ

ที่จริงแล้ว ชีวิตคนเรามีหลายแง่มุม มีหลายทางเลือก การลงทุนก็เช่นเดียวกัน ไม่จำเป็นที่ว่าเราจะต้องลงทุนกับเฉพาะหุ้นเท่านั้น จริงอยู่การลงทุนในตลาดหลักทรัพย์กับหุ้นสามัญเป็นสิ่งที่ทำได้ง่าย ใช้เงินไม่มากนัก มีโอกาสสำเร็จไม่ยาก (แต่ผมไม่ได้บอกว่าง่ายนะ และต้องใช้เวลา) และสามารถกระจายความเสี่ยงได้ระดับหนึ่งอย่างไรก็ตามมันก็ยังเป็นหุ้นอยู่นั่นเอง เมื่อเราลงทุนจนมี Equity หรือส่วนของเจ้าของ ส่วนที่เป็นของเราเองจริงๆ (ผมไม่ใช้คำว่าทรัพย์สิน เนื่องจากผมเองคุ้นเคยกับงบดุลการเงินทางบัญชีที่ ทรัพย์สิน = ส่วนของเจ้าของ + หนี้สิน ดังนั้นถ้าเราพูดถึงคำว่าทรัพย์สินมันอาจจะไม่ใช่ของของเราก็ได้แต่เป็นส่วนที่เกิดจากหนี้สินที่เรากู้หนี้ยืมสินคนอื่นเขามาก็ได้) ในระดับที่มีทางเลือกได้มากขึ้น เช่น ซื้ออสังหาริมทรัพย์ได้ ซื้อโลหะมีค่า หรือเพชรทองได้ ก็ควรมองหาการลงทุนเหล่านี้ด้วย โดยนักลงทุนแต่ละคนก็อาจจะทำตามถนัด  บางคนที่มีความสามารถในการซื้อลงทุนเพื่อเก็งกำไรในเครื่องประดับบางอย่างเช่นนาฬิกาหรูก็อาจจะลงทุนในด้านนั้น  บางคนอาจจะมีความสามารถพิเศษในการลงทุนกับเพชรพลอยก็เป็นทางเลือกที่เหมาะของเขา บางคนอาจจะลงทุนกับอสังหาริมทรัพย์ เช่น ที่ดินเปล่าเพื่อการเก็งกำไร กรณีนี้ถ้ามีความรู้เรื่องผังเมืองหรือการขยายตัวของเมือง หรือถนนหนทางต่างๆ ก็จะได้เปรียบค่อนข้างมาก บางคนอาจจะลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ที่สามารถให้เช่าได้หรือดีกว่านั้นก็มีมูลค่าเพิ่มในตัวมันเองด้วยในขณะที่ค่าเช่าเป็นกระแสเงินสดไหลเข้ามาก็เป็นทางเลือกที่ไม่น่ามองข้ามเช่นกัน

เป็นอย่างไรบ้างครับหลังจากอ่านเรื่องนี้แล้วเพื่อนเพื่อนนักลงทุนก็น่าจะมีมุมมองที่กว้างขึ้นในการกระจายความเสี่ยงและสามารถนำไปใช้วางแผนในการลงทุนของตัวเองได้ดีขึ้นนะครับ

วันอาทิตย์ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2560

ประเมินค่ามิได้


เป็นที่ทราบกันดีว่านักลงทุนแนลเม้นมูลค่าของกิจการนั้นมีความสามารถพิเศษที่นำมาใช้ในการลงทุนและกำไรบ่อยๆ ก็คือความสามารถในการประเมินมูลค่าของกิจการนั่นเอง ถ้าถามว่าเราประเมินมูลค่าของกิจการได้จากอะไรส่วนมากแล้วก็ประเมินจาก
  • กำไร
  • สินทรัพย์ที่เพิ่มขึ้น
  • หนี้สินที่น้อยลง
  • การตลาด/ยอดขายที่ดีขึ้น
  • เงินปันผลจ่าย, เงินสดที่สร้างได้
อย่างไรก็ตามก็ไม่ใช่หมายความว่านักลงทุนแบบเน้นมูลค่าทุกคนจะสามารถประเมินมูลค่าของบริษัทได้ทุกบริษัท บางคนก็ประเมินได้บางบริษัท บางคนประเมินได้หลายบริษัทหน่อย แต่ส่วนใหญ่ก็จะเป็นกรณีแรกเสียมากกว่า อย่างไรก็ตามก็มีบางบริษัทที่มีนักลงทุนบางคนคิดว่าสามารถประเมินมูลค่าได้ทั้งที่จริงๆแล้วมีความเสี่ยงสูงมากในการหามูลค่าที่แท้จริงของบริษัทเรานั้นบริษัทในลักษณะดังกล่าวนี้ก็เช่น
  • มีลูกค้าไม่แน่นอน
  • มีอนาคตของยอดขายไม่แน่นอน (เช่น สินค้าและบริการขึ้นกับแฟชั่นมากเกินไป)
  • มีรายได้ขึ้นกับกฏหมายและการเมืองมากเกินไป
  • มีผู้บริหารที่ไม่โปร่งใสหรือคดโกง (เช่นตกแต่งบัญชีหรือถ่ายเงินออกไปสู่กระเป๋าตัวเอง)
คงต้องย้ำอีกครั้งหนึ่งว่า หัวใจของการเป็นนักลงทุนแบบเน้นมูลค่าที่สำคัญที่สุดก็คือความสามารถในการประเมินกำไรที่ธุรกิจสามารถทำได้ (และ/หรือ เงินสดที่สามารถสร้างขึ้นได้) ซึ่งจะตามมาด้วยการเพิ่มพูนของสินทรัพย์ และ/หรือ การลดลงของหนี้สิน ถ้ามีสิ่งรบกวนต่างๆดังกล่าวด้านบนแล้วการประเมินมูลค่าก็สามารถผิดไปได้มาก (ยกเว้นบางท่าน บางกรณี ที่ทราบเรื่องจริงที่ตลาดไม่ทราบ หรือวิตก panic ไปเอง ทำให้ยังสามารถประเมินค่าได้ถูกต้องอยู่) ดังนั้นนักลงทุนจึงต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ หรือหนีให้ห่าง ปล่อยให้คนที่เขารู้ ที่เขาสามารถประเมินค่าได้จริงๆ ลงทุนกันไป ตัวเราเองอย่าไปยุ่งด้วยก็น่าจะดีกว่า และสบายใจกว่าครับ

วันอาทิตย์ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2560

ทางใครก็ทางใคร


ผมเชื่อว่านักลงทุน (ไม่ว่าจะเป็นนักลงทุนจริงๆ หรือเก็งกำไร ก็ขอเรียกรวมๆ ก็แล้วกันนะครับ) หลายคนที่เมื่อเข้ามาในตลาดหลักทรัพย์ มีแนวทางที่แน่นอนว่าอยากเป็นนักลงทุนแนวใด แนวเก็งกำไรผลประกอบการ สายเทคนิค แนวพื้นฐาน หรือสายวีไอ หรือแม้แต่ผสมๆ กันบ้าง แต่อีกหลายส่วนเมื่อเข้ามาแล้วยังจับต้นชนปลายไม่ถูก ซึ่งก็ไม่ถือว่าผิดอะไรถ้าเขาสามารถจำกัดความเสียหายของเงินลงทุน (เพื่อเรียนรู้) ได้ หรือยอมรับในความเสียหายในส่วนที่กันออกมาเสียหายนั้นได้ แต่หลังจากระยะเวลาหนึ่งผ่านไป เขาก็ควรจะ "รู้ทาง" ของตัวเองว่าทำอย่างไร แนวใด จึงได้กำไรมากกว่าขาดทุน
สำหรับนักลงทุนที่เป็นแนวเก็งกำไรรายวัน (หรือรายใดๆ ก็ตามถนัด) ก็เก็งกำไรไป ถ้าเป็นแนวพื้นฐาน ก็จงตั้งมั่นกับพื้นฐาน อย่านำมาปะปนกัน ไม่ใช่ว่าตอนแรกต้องการเก็งกำไร ซื้อเพราะหุ้นกำลังวิ่ง (ส่วนมากราคาเกินพื้นฐาน) แต่พอขายไม่ทัน ขาดทุนในพอร์ต กลับบอกว่าพื้นฐานบริษัทดี เก็บตัวแดงๆ ไว้ในพอร์ตเต็มไปหมด อย่างนี้ไม่ถูกเรื่อง

แนวการลงทุนที่อาจจะเรียกได้ว่าถูกดัดแปลงเพิ่มเติมจากแนวพื้นฐานปกติก็คือ การลงทุนแนวเน้นมูลค่า (Value Investment) หรือ VI โดยสิ่งสำคัญคือนักลงทุน VI สามารถคำนวณว่าราคาเหมาะสมของบริษัท (และต่อหุ้น โดยการนำเอาหุ้นทั้งหมดไปหาร) ออกมาได้ว่ามีค่า
  • เท่าไร
  • เมื่อใด กรอบเวลาไหน อดีต ปัจจุบัน หรืออนาคต เมื่อไร
  • มีเงื่อนไขอะไรบ้าง
  • คนอื่นเห็นเหมือนที่เราเห็นไหม
  • คนอื่นกลัวหรือกังวลอะไรไหม
จากนั้นวางแผนว่า จะซื้อ จะขาย อย่างไร (แน่นอนครับ ต้องมีแผนนะ ไม่ใช่หลับตาซื้ออย่างเดียวหรอก)
 
ส่วนถ้ารักจะเป็นนักเก็งกำไรระยะสั้น ก็อย่าถามพื้นฐาน ให้ดูราคา ดูการซื้อขาย การไหลของเงิน ถ้าผิดทาง ขายตัดขาดทุนไป ถ้าเอามาปนกัน จะขาดทุนมาก ทำให้ถูกจริตตน จึงมีโอกาสได้กำไร มากกว่าขาดทุน เซียนเก็งกำไร ก็จะดูราคาเป็นหลัก พื้นฐานเท่าไร อย่างไร กี่บาท เมื่อไร ไม่สนใจ แต่วางแผนแต่ว่า ขึ้นเท่าไรแบบไหนทำอย่างไร ลงแค่ไหนแบบไหนทำอย่างไร ไม่ใช่ว่า ตั้งใจเก็งกำไร พอขาดทุนในพอร์ตแล้วมาถามหาพื้นฐาน  หรือว่าตั้งใจซื้อเพราะพื้นฐาน แต่พอหุ้นแดงกลับตกใจคัทลอสแล้วปิดจอ เปิดมาอีกทีเด้งขึ้นไปไหนแล้วไม่รู้ แบบนี้เรียกว่า ทำครึ่งๆ กลางๆ โอกาสขาดทุนสูงมาก  พอได้กำไรกลับได้นิดเดียว

อีกอย่างผมเห็นเสมอกับการถามว่าพรุ่งนี้ ตัวนี้ ตัวนั้น จะขึ้น จะลงไหม ไม่มีใครรู้หรอกครับ ยกเว้นเจ้ามือ กับหมอดู ซึ่งก็เหมือนกับคำถามว่าราคาจะไปถึงไหน ก็ไม่มีใครทราบอีกเหมือนกันนั่นแหละ ยกเว้นคนที่มีทั้งหุ้นและเงินอยู่ในมือมากพอที่จะกำหนดทิศทางของราคาได้ แต่เมื่อทำไปแล้วเขาจะได้กำไรไหมนั่นเป็นอีกเรื่องหนึ่งซึ่งส่วนมากแล้วเราคงไม่สามารถไปรู้ได้หรอกครับ

กับคำถามเรื่องราคาจะไปถึงไหนนั้น VI เก่งๆ เราไม่สนใจหรอกครับว่ามันจะไปไหน เพียงแต่รู้ว่าเราอมของ (ถือหุ้น) ที่ราคาต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริงของมันไว้ในมือ (จุดสำคัญตรงนี้คือเราต้องรู้ว่า “ค่า” ของมันเป็นอย่างไร อ่านวิชาที่สอง) แล้วก็หาทางลดความเสี่ยงลงให้มากที่สุด สุดท้ายจะได้กำไรเอง ส่วนราคาจะไปไหนไหม เราจะเฝ้าดูว่าเมื่อไรตลาดจะเห็นแบบที่เราเห็นล่วงหน้ามานานแล้วนั่นเอง

กับการลงทุนอื่นๆ เช่น อสังหาริมทรัพย์ ก็เหมือนกัน ก็เอาแนวคิดแบบ VI ไปใช้ได้เช่นกันครับ

วันเสาร์ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2560

ความเสี่ยงของนักลงทุนแบบวีไอ


เรารู้กันอยู่แล้วว่าการลงทุนนั้นมีหลายประเภท หนึ่งในการลงทุนที่มีความเสี่ยงน้อยก็คือการลงทุนแบบเน้นมูลค่า อย่างไรก็ตามก็ขึ้นกับนักลงทุนว่าทำอย่างไรในรายละเอียดซึ่งทำให้การลงทุนแบบเน้นคุณค่าก็มีความเสี่ยงต่างกัน

ก่อนอื่นเราต้องพูดถึงคำว่าความเสี่ยงก่อน ถ้าเราบอกว่าความเสี่ยงคือการขาดทุนไม่ได้แม้แต่บาทเดียว แบบนั้นผมคิดว่าท่านควรออกจากตลาดหลักทรัพย์ไปเลยดีกว่า อย่ามายุ่งวุ่นวายให้นอนไม่หลับเสียสุขภาพจิตเปล่าๆ แต่ถ้าความเสี่ยงหมายความว่าโดยรวมแล้วเรายอมรับว่าการลงทุนบางอย่างได้กำไร การลงทุนบางอย่างขาดทุน แต่โดยรวมยังพอมีกำไรในระดับที่พึงพอใจ (หมายความว่าไม่ได้มากมายไปกว่าเงินฝากนัก) แบบนี้พอคุยกันได้  หรือนักลงทุนสามารถลงทุนแล้วรอเวลาหนึ่งที่นานพอสมควรที่ทำให้บริษัทเจริญเติบโตหรือราคาหุ้นสะท้อนความเป็นจริงของผลประกอบการออกมาหรือทั้งสองอย่างแบบนี้พอคุยกันได้

วีไอก็เสี่ยง

เพื่อนๆ นักลงทุนคงเคยได้ยินคำว่า "ทำอะไรก็เสี่ยง จะมากหรือน้อยเท่านั้นเอง" หรือ "แม้แต่อยู่เฉยๆ ยังเสี่ยงเลย" ดังนั้นถ้าจะบอกว่านักลงทุนแบบวีไอ (VI - Value Investor) ไม่มีความเสี่ยงแล้วล่ะก็ คงเป็นเรื่องเกินจริงไปสักหน่อย นั่นคือนักลงทุนแบบเน้นมูลค่า ก็อาจจะอยู่ในภาวะเสี่ยงได้ โดยสรุปแล้วสาเหตุของความเสี่ยงเหล่านี้ก็คือ

(1) คาดการณ์บริษัทผิด
อาจจะเกิดจากการไม่รู้จักบริษัทดีพอ หรือมีความซับซ้อนในโครงสร้างของรายได้ รายจ่าย และ/หรือโครงสร้างการบริหารงานสับสนเกินไป

(2) เผื่อ MOS ไม่เพียงพอ
ธุรกิจแต่ละชนิดมีความเสี่ยงต่างกัน มีความไม่แน่นอนด้วยสาเหตุที่ต่างกัน บางครั้งเราเผื่อ MOS ไม่เพียงพอสำหรับธุรกิจบางอย่างที่เราลงทุน อาจจะเพราะเราไม่เข้าใจความเสี่ยงในธุรกิจนั้นๆ หรือใจร้อนอยากซื้อมากเกินไป

(3) วางแผนการซื้อ-ขาย ผิด
การวางแผนในการซื้อขายเกี่ยวข้องกับการวางตำแหน่งราคาแรกที่จะซื้อ การขายตัดขาดทุน การซื้อคืนต่างๆ การแบ่งขายทำกำไร  ถ้าเราทำสิ่งเหล่านี้ได้ถูกต้องก็จะทำให้ได้กำไรในที่สุด

ถ้านักลงทุนแบบวีไอสามารถคาดการณ์บริษัทได้ถูกต้อง กำหนดราคาที่มีส่วนเผื่อเพื่อความปลอดภัยได้ดีพอ และวางแผนการซื้อขายได้ดี ก็อาจจะขาดทุนได้บ้างแต่เป็นจำนวนน้อยและน้อยครั้งกว่าการได้กำไร และเมื่อได้กำไร ให้ได้กำไรให้มากกว่าและบ่อยครั้งมากกว่าครั้งที่ขาดทุน ซึ่งในที่สุดแล้วเราจะได้กำไรและประสบความสำเร็จในการลงทุนครับ

วันอาทิตย์ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2560

ความสามารถในการรับความเสี่ยงกับนิสัยการลงทุน

 
ความสามารถในการรับความเสี่ยงกับนิสัยการลงทุน
ใครๆ ก็ทราบดีว่าการลงทุนนั้นมีความเสี่ยง ก็จะไม่ทราบได้อย่างไรล่ะครับ ในเมื่อทุกครั้งที่เราได้ยินโฆษณาไม่ว่าจะเป็นกองทุนหรือบริษัทหลักทรัพย์ต่างๆ สารพัด เรามักจะได้ยินคำพูดนี้แถมท้ายมาด้วยเสมอว่า "การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรพิจารณาข้อมูลต่างๆ และตัดสินใจด้วยความรอบคอบ บลาๆๆ" ที่ บลาๆ ก็เพราะว่าหลังจากนั้นอาจจะมีข้อความต่อมาอีก แต่เร็วมากและเสียงเบาลงมากจนเข้าใจยากมากนั่นเอง  ก็.. เป็นอันจับใจความได้ว่าการลงทุนมีความเสี่ยง ก็แล้วกัน (ซึ่งก็ จริงตามนั้นแหละครับ)

กลต. (สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์) และสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ฯ กำหนดให้นักลงทุนจะต้องทำ ”แบบประเมินความเสี่ยงในการลงทุน" หรือ Suitability Test ทุกๆ 2 ปี เพื่อทราบความสามารถในการรับความเสี่ยงของนักลงทุนแต่ละคน ซึ่งแน่นอนว่าผมเองในฐานะนักลงทุนก็ต้องทำแบบทดสอบนี้กับเขาด้วย (ดีใจจังเลย เพราะปกติแล้วไม่ค่อยได้ทำอะไรกับหุ้นมากนัก คือ จะซื้อก็วางแผน ตั้งหน้าตั้งตาซื้อ จะขายก็วางแผนขายไปตามเรื่องตามราว) ผมก็ตั้งใจทำแบบสอบถามนี้อย่างเต็มที่ เหมือนกับกลัวว่าจะสอบตกแล้วอดเป็นนักลงทุนเสียอย่างนั้นล่ะ

หลังจากมะงุมมะวาหราอยู่พักใหญ่ๆ (ส่วนมากจะเป็นคำถนมเกี่ยวกับอาชีพนั่นล่ะ เพราะมีบริษัทส่วนตัวเล็กๆ ด้วย แต่ต้องเลือกว่าบริษัทตัวเองทำอะไรให้ใกล้ความจริงหน่อย) ก็ทำแบบสำรวจออกมาได้ครบทุกข้อ ผลปรากฏว่า ผมเองจัดอยู่ในนักลงทุนประเภทที่มีความเสี่ยงสูงมาก
จะว่าไปผมก็ยังไม่ค่อยเข้าใจมากนักว่า "นักลงทุนประเภทที่มีความเสี่ยงสูงมาก" นั้นแปลว่าอะไร จะแปลว่า "สามารถรับความเสี่ยงได้มาก" หรือ "ทำตัวเสี่ยงมาก" กันแน่ แต่ผลการทดสอบออกมาแบบนี้ทำให้ได้แง่คิดบางอย่างเหมือนกัน

ความสามารถในการรับความเสี่ยง

นักลงทุนแต่ละคนมีความสามารถในการรับความเสี่ยงต่างๆ ไม่เท่ากัน ความเสี่ยงในที่นี้ นอกจากเป็นเรื่องของเงินทุนที่หดหายลงเนื่องจากการขาดทุนแล้ว ยังรวมถึงความเสี่ยงส่วนตัวอื่นๆ อีกด้วยเช่น สุขภาพ ภาระด้านการเลี้ยงดูครอบครัว ความมั่นคงในหน้าที่การงาน และแหล่งที่มาของรายได้อื่น
  • ถ้านักลงทุนมีสุขภาพไม่ดีความเสี่ยงส่วนสุขภาพก็จะสูง ซึ่งสามารถลดได้ด้วยการสำรองเงินไว้สำหรับรักษาพยาบาล หรือการทำประกันสุขภาพต่างๆ
  • ถ้ามีภาระด้านการเลี้ยงดูครอบครัวมาก จะลดความเสี่ยงด้านนี้ลงก็ด้วยการเปลี่ยนวิถีชีวิตให้เรียบง่ายขึ้น หรือ มีรายได้มากขึ้น
  • ความเสี่ยงด้านความมั่นคงในการงาน สำหรับผู้ที่มีงานไม่มั่นคง ก็มีความเสี่ยงส่วนนี้ ทางแก้ไขก็คงไม่ถึงกับต้องเปลี่ยนงาน แต่เป็นการสำรองเงินไว้ในยามฉุกเฉินเสียก่อน และ/หรือ สร้างหนทางที่มีที่มาของรายได้หลายทาง
นิสัยในการลงทุน

อาจจะเป็นจุดหนึ่งที่ทำให้ผมสงสัยว่า แบบสอบถามนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับการรับความเสี่ยงของนักลงทุน ไม่ใช่การทำตัวในการลงทุน เพราะถ้าพิจารณาตัวเองแล้ว ผมน่าจะเรียกได้ว่าเป็นนักลงทุนที่อนุรักษ์นิยมเอามากๆ ด้วยซ้ำไป คือ แม้ว่าจะคิดหาการลงทุนใหม่ๆ เผื่อไว้ในอนาคตอยู่เสมอ แต่ ในการ "ลงเงิน" จริงๆ นั้นจะระวังว่าของที่จ่ายเงินไปนั้นมีค่าสูงกว่าราคาของมันจริงๆ และคิดหาทางหนีทีไล่เอาไว้เสมอ จะเรียกว่า ขี้กลัว ส่วนหนึ่งก็คงไม่ผิดนัก

นี่คือจุดที่น่าสนใจกว่า เพราะเรามักได้ยินเสมอว่า การลงทุนมีความเสี่ยงบ้าง High Risk - High Return บ้าง ซึ่งสำหรับผมแล้วมันก็จริงบ้างไม่จริงบ้าง เพราะขึ้นกับว่าตัวเราเองทำอะไรกับมันอย่างไร เราเอาเงินใส่ธนาคารไว้ก็ถือว่าเป็นการลงทุน เพราะก็ได้ผลตอบแทน ซึ่งโดยรวมแล้วทุกท่านก็ทราบดีว่าในปัจจุบัน (ปี 2558-2560) ที่อัตราดอกเบี้ยเงินฝากต่ำเตี้ยติดดิน การฝากเงินไว้กับธนาคารก็จะขาดทุนเงินเฟ้อที่เกิดขึ้น หรือการเลือกลงทุนหุ้นที่ควรมีราคาสูงกว่าปัจจุบันมาก (เพราะมูลค่าที่แท้จริงในปัจจุบันสูงอยู่แล้ว โดยไม่ต้องรออนาคต) แต่ผู้คนในตลาดหวาดกลัวจนมี "ส่วนเผื่อเพื่อความปลอดภัย" สูงมาก แบบนี้การเข้าไปซื้อหุ้นด้วยวิธีที่ถูกต้อง ก็คงต้องเรียกว่า Low Risk - High Return ต่างหาก
ในทางตรงกันข้าม หากนักลงทุนซื้อขายหุ้นตามกัน (ตามแห่) หรือถามเพื่อน ถามคนที่คิดว่ารู้ อยู่ทุกวันว่า "พรุ่งนี้ซื้ออะไรดีครับ" หรือ "วันนี้ซื้อตัวนี้มา พรุ่งนี้ขายหรือถือดีคะ" แบบนี้สิที่เรียกว่าการเสี่ยงดวงจริงๆ

ความสามารถในการรับความเสี่ยงกับนิสัยในการลงทุน

ถ้าเราย้อนเอาความสามารถในการรับความเสี่ยงกับนิสัยการกระทำของนักลงทุน มาเขียนเป็นรูปแบบส่วนผสม น่าจะได้ออกมาคร่าวๆ ประมาณ 4 แบบตามภาพที่ 1
ความสามารถในการรับความเสี่ยงและนิสัยความเสี่ยงของนักลงทุน
ภาพที่ 1 ความสามารถในการรับความเสี่ยง
และนิสัยความเสี่ยงของนักลงทุน

จะเห็นว่า "นักลงทุน" ที่แท้จริงและมีความสุข มักทำตัวอยู่ในส่วนที่ คือนักลงทุนประเภทที่ 1 คือสบายกายสบายใจ พร้อมในการเงินเรียบร้อยแล้ว ส่วนที่ คือนักลงทุนประเภทที่ 2 แม้จะรับความเสี่ยงไดัน้อยกว่าประเภทแรก แต่ก็เลือกวิธีการลงทุนที่ปลอดภัย* ดังนั้นจึงมีความเครียดน้อยลงและมีโอกาสประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืนในระยะยาว

ถ้าหันมาดูนักลงทุน (?) ที่เป็นประเภททำตัวเสี่ยงภัย จะเห็นว่า คือรับความเสี่ยงได้น้อยแถมยังทำตัวเสี่ยงมาก นี่คือนักพนันอย่างแท้จริง หวังได้มากในขณะที่ตัวเองไม่พร้อม ในขณะที่กลุ่มบุคคลที่ ที่รับความเสี่ยงได้ดีแต่ทำตัวเสี่ยงมากในการลงทุน เหล่านี้เหมือนนักเสี่ยงโชค ที่ได้ก็ดี ไม่ได้ก็กลับไปตั้งหลักเลียแผลแล้วมาใหม่ จะอยู่ได้นานแค่ไหนก็ขึ้นกับของหรือบุญเก่าที่สะสมมาเท่านั้นเอง

หมายเหตุ
* การลงทุนที่ปลอดภัยไม่ได้หมายความว่าให้หลีกเลี่ยงตลาดหุ้น การลงทุนในหุ้นเป็นได้ทั้งการลงทุนที่เสี่ยงและปลอดภัย ขึ้นกับว่านักลงทุนซื้อหุ้นอะไร เวลาใด ราคาเท่าไร ในทางกลับกัน การลงทุนในตราสารหนี้ อสังหาริมทรัพย์ ผิดตัว ผิดที่ ผิดเวลา ก็เสี่ยงมากได้เช่นกัน

แล้วเพื่อนๆ ล่ะครับ อยู่ในส่วนไหนของนักลงทุน 4 แบบนี้

วันอาทิตย์ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2560

การขึ้นเครื่องหมาย ST คืออะไร


การขึ้นเครื่องหมาย ST คืออะไร

เพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อยของการทำงาน และการลงทุน รวมทั้งการกำกับดูแลและเตือนนักลงทุนว่าหุ้นที่นักลงทุนสนใจนั้นมีอะไรเกิดขึ้น (หรือกำลังจะเกิดขึ้น) ก็ด้วยการ "แขวนป้าย" ต่างๆ ไว้บนชื่อย่อหลักทรัพย์นั้น (อ่านเรื่อง การขึ้นเครื่องหมายของบริษัทจดทะเบียน) แต่ในช่วงที่มีหุ้นเข้าใหม่มากๆ เราจะเห็นว่าบางครั้งจะมีการขึ้นเครื่องหมายอื่นนอกเหนือจากที่เราได้กล่าวกันมา ก็คือเครื่องหมาย ST กับหุ้นใหม่นั้น

ST คืออะไร

ST ย่อมาจาก Stabilization ตามคำศัพท์แล้วแปลว่าทำให้มีเสถียรภาพ  อาจจะดูงงๆ หน่อย แต่เจาะจงกับกรณีของหุ้นจะหมายถึง หุ้นของบริษัทจดทะเบียนที่มีการซื้อหุ้นเพื่อส่งมอบหุ้นที่จัดสรรเกิน โดยเป็นการบอกให้นักลงทุนทราบว่าตอนที่ทำ IPO (Initial Public Offering) นั้น ผู้จัดจำหน่าย (และรับประกันการจัดจำหน่าย) มีการยืมหุ้นมาจาก บริษัทที่กำลังจะเข้าใหม่เป็นจำนวน xxxx หุ้นนะ และหลังจากที่จัดจำหน่ายเรียบร้อย ผู้จัดจำหน่ายก็ต้องหาหุ้นมาคืนส่วนที่ขอยืมมานั้น

การหาหุ้นมาคืนอาจจะซื้อจากในกระดาน (ถ้าราคาต่ำกว่า IPO) หรือ ใช้สิทธิ "รองเท้าเขียว" (Exercise greenshoe option) จากผู้ให้สิทธิ Greenshoe option เอามาคืน ซึ่งจะมีกำหนดว่าทำในช่วงวันที่เท่าใดถึงเท่าใด ดังนั้นในระหว่างที่มีการหาหุ้นเอามาคืนด้วยวิธีการใดๆ นั้น ตลาดหลักทรัพย์ก็จะแขวนป้าย ST (Stabilization) เพื่อบอกว่า ตอนนี้เขาจะยึกๆ ยักๆ พยายามหาหุ้นไปคืนไอ้ที่โป้วมา นะจ๊ะ

สิ่งที่น่าสนใจ

เรื่อง ST นี้ น่าสนใจตรงที่ มักจะกำหนดเงื่อนไขราคาไว้ว่า:
ราคาในการซื้อเพื่อส่งมอบหุ้นที่จัดสรรเกินต้องไม่สูงกว่าราคาจองซื้อหลักทรัพย์ / ราคา IPO หรือ ไม่สูงกว่าราคาเสนอซื้อสูงสุดในขณะนั้น หรือ ไม่สูงกว่าราคาซื้อขายครั้งสุดท้ายในขณะนั้น ทั้งนี้แล้วแต่ราคาใดจะต่ำกว่ากัน

จะเห็นว่า การจะเอาหุ้นมาคืนได้ ก็มีสองวิธี
1) ซื้อจากตลาด ในกรณีที่หุ้นราคาต่ำกว่า IPO ก็จะซื้อจากตลาดเอามาคืน ผู้จัดจำหน่ายก็จะได้กำไรส่วนต่างไป
2) ใช้สิทธิ greenshoe option คือจ่ายเงินเอามาคืน กรณีแบบนี้ ถ้าราคาตลาดสูงกว่า IPO ผู้จัดจำหน่ายก็ขายหุ้นออกไปแล้วมาใช้สิทธิ Green Shoe (ในราคาเท่าๆ กับ IPO นั่นแหละ) แล้วซื้อหุ้นมาคืน ก็ได้กำไรเช่นกัน

นั่นคือ ถ้าราคาในกระดาน ดันต่ำกว่า IPO เขาก็จะไปซื้อหุ้นมาคืนจากในกระดาน เป็นการพยุงราคาหุ้นเอาไว้ ในระยะหนึ่ง
แต่ถ้า ราคาหุ้นขึ้นไป บ. ผู้จัดจำหน่าย ก็จะใช้สิทธิซื้อหุ้นจอง Greenshoe option เอามาคืน ก็ได้กำไรส่วนต่างด้วย
ส่วนควรเข้าซื้อหุ้นแบบนี้ไหม ในระยะสั้นอะไรก็เกิดขึ้นได้ ส่วนในระยะยาวแล้วราคาของหุ้นย่อมเป็นผลสะท้อนของผลการปฏิบัติงานและความคาดหวังในการเจริญเติบโตของบริษัทนั้นๆ ครับ