วันเสาร์ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

อย่าคาดเดาดัชนี



เพื่อนหลายคนมีกิจกรรมการ... เก็งกำไร (ผมขอเรียกว่าเก็งกำไรก็แล้วกันนะครับ) กับการคาดเดาดัชนี ว่าในปีหน้า เดือนหน้า สัปดาห์หน้า พรุ่งนี้ หรือแม้แต่ บ่ายนี้ หรือเช้าวันรุ่งขึ้น ดัชนีจะขึ้นหรือลง ซึ่งสำหรับผู้ที่มีประสบการณ์ในตลาดหลักทรัพย์จริงๆ แล้ว  อาจจะพอรู้ได้ว่าโอกาสที่จะคาดได้ถูกนั้นไม่ค่อยต่างอะไรกับการโยนเหรียญเท่าไรนัก

การคาดเดาดัชนี


จะว่าไปแล้วการคาดเดาดัชนีก็คือการคาดเดาตลาดนั่นเอง และแปลกที่การเดาว่าดัชนีของตลาดจะขึ้นหรือลงในวันรุ่งขึ้นนั้นมีโอกาสถูกประมาณครึ่งหนึ่งเท่านั้นเอง อย่างน้อยก็โดยส่วนตัวของผม เรียกว่าแค่เดาว่าดัชนีจะ "ขึ้น" หรือ "ลง" ยังยากเลย แม้ในยามที่ดัชนีดูจะมีทิศทางแน่นอน แต่ละวันก็ยังมีการขึ้นๆ ลงๆ อยู่ดี และยิ่งถ้าเป็นช่วงที่ตลาด sideway หรือยังหาทิศทางของตัวเองไม่ถูกด้วยแล้ว โอกาสเดาถูกอาจจะลดเหลือน้อยกว่าครึ่งหนึ่งลงไปอีก

นี่ไม่นับว่า การเดาถูกทางที่วานั้นจะต้องเดา "ขนาด" ของความถูกต้องที่ว่านั้นให้ถูกด้วยนะ

เช่น ถ้าเราเดาว่าดัชนีจะขึ้น (แล้วขึ้น +5) แต่อีกวันหนึ่งเดาว่าจะขึ้นต่อ แต่เดาผิดคือดัชนีลงและผิดมาก คือ -20 แบบนี้ความเสียหายอาจจะมากขึ้นกว่าเดิม เรียกว่านอกจากเดาว่าขึ้นหรือลงแล้ว ยังต้องเดาได้ว่าขึ้นหรือลงเท่าใดให้ถูกต้องอีกด้วย เพื่อใช้ประโยชน์จากการเดาถูกได้เต็มที่เพื่อการเก็งกำไร เพราะถ้าเดาผิด หรือผิดปริมาณด้วย ย่อมเกิดความเสียหายได้มาก เรียกว่ายากเอาการเลยทีเดียว

สรุปง่ายๆ คือไม่ว่าเราจะเดาถูกหรือผิด เดิมพันที่วางในการเดาแต่ละครั้งมักจะวนเวียนทำให้เราขาดทุนได้เสมอในที่สุด

การคาดการบริษัท


อยากจะบอกว่า แทนที่เราจะนั่งคาดการณ์ดัชนี ที่ดูแล้วเหมือนจะง่ายเพราะอิงกับเศรษฐกิจต่างๆ แต่ความเป็นจริงกลับไม่เป็นเช่นนั้นนัก ในทางตรงกันข้ามกับการคาดการดัชนี แต่เรามาคาดการณ์ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนต่างๆ แทน ดูจะง่ายกว่าด้วยซ้ำ และถ้าผสมกับราคาหุ้นที่จะขึ้นหรือลงในกรอบเวลาที่กว้างขึ้น ดูจะง่ายยิ่งขึ้นไปอีกด้วย  โดยส่วนตัวแล้วผมมักคาดได้ถูกต้องมากกว่า 75% และที่สำคัญคือแม้จะผิดก็ไม่ผิดจนเกิดความเสียหายมากนัก (และผมก็เชื่อว่าเพื่อนๆ นักลงทุนหลายท่านสามารถฝึกที่จะคาดการณ์ผลประกอบการของบริษัทได้ดีด้วยเช่นกัน) ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น

อาจจะเป็นเพราะเรามักสนใจคาดการณ์เฉพาะบริษัทที่เราคาดได้ คือได้ศึกษามาดีแล้ว รู้จักบริษัทนั้นดี (และนำไปใช้งานในการลงทุน) ส่วนที่เราไม่รู้เราก็ปล่อยไป ไม่สนใจนนำไปใช้งานอะไร เมื่อเราหัดทำเช่นนี้ซ้ำๆ โอกาสสำเร็จในการลงทุนมักจะสูงกว่า (แต่อาจจะต้องรอนานกว่าจะสะท้อนออกมาในราคาหุ้น ไม่เหมือนกับการเปลี่ยนแปลงของดัชนีที่ขึ้นลงทุกวัน เป็นการแลกเปลี่ยนครับ)

สรุป

ในระยะยาวแล้ว
คนพยายามเดาดัชนีและพยายามหาประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงดัชนีในแต่ละวันจึงมักเป็นผู้แพ้
คนที่เข้าใจธุรกิจ และเข้าใจการสะท้อนกลับมาถึงราคาหุ้น (ว่าจะกลับมาหรือไม่และควรเป็นจำนวนเท่าไร - ส่วนเมื่อไรนั้นไม่มีใครบอกได้) จึงมักชนะในระยะยาวนั่นเอง

วันเสาร์ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

รายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการลงทุน

 

วัตถุประสงค์หลักของธุรกิจนอกจากตั้งขึ้นมาเพื่อผลิตสินค้าหรือให้บริการลูกค้า มุมต่างๆแล้วการทำกำไรก็เป็นวัตถุประสงค์หลักที่สำคัญทางธุรกิจด้วย และเมื่อมีการทำกำไรก็ย่อมมีหน้าที่ที่จะต้องจ่ายภาษีตามมาแน่นอนว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้องสมควรแล้ว
กำไรที่ธุรกิจจะต้องนำมาคำนวณภาษี ก็คือรายได้ลบรายจ่ายของธุรกิจนั้น อย่างไรก็ตามในการทำธุรกิจกลเม็ดหนึ่งที่สามารถช่วยทำให้ธุรกิจมีกำไรสุทธิสูงขึ้นได้ก็คือการวางแผนทางภาษี (ตรงจุดนี้ต้องเข้าใจให้ถูกต้องว่าการวางแผนทางภาษีเป็นสิ่งที่สามารถทำได้โดยเปิดเผยและถูกกฎหมายทุกประการซึ่งแตกต่างจากการเลี่ยงภาษีมากมาย)

คำสงสัยจากนักลงทุน


เมื่อพูดถึงเรื่องภาษีซึ่งคำนวณจากกำไรก่อนหักภาษีก็มีคำถามจากเพื่อนนักลงทุนรุ่นน้องว่า หากเป็นเช่นนั้นแล้วบริษัทจะสามารถนำเงินส่วนหนึ่งไปซื้อสินทรัพย์ เช่น หุ้นของบริษัทอื่น ที่ดินเปล่า หรืออาคารต่างๆ มีผลทำให้เงินกำไรส่วนที่เหลือน้อยลงเพื่อจะได้จ่ายภาษีน้อยลงได้หรือไม่ ฟังดูเผินๆ ก็เป็นเรื่องที่น่าคิดว่าควรจะทำได้หรือไม่ เพราะเงินไปซื้อสิ่งต่างๆ ก็นำไปใช้ตามนั้นจริงๆ ไม่ได้หายไปไหน ของที่ซื้อก็ยังอยู่มาเป็นสินทรัพย์ของบริษัท แล้วมันอย่างไรกันแน่

รายจ่ายที่ไม่สามารถคิดเป็นค่าใช้จ่ายได้


เมื่อคิดอีกด้านหนึ่ง ถ้าการทำเช่นนั้นสามารถคิดเป็นค่าใช้จ่ายในการคำนวณกำไรก่อนหักภาษีได้แล้วล่ะก็ ทุกบริษัทหรือทุกธุรกิจก็คงเลือกที่จะทำเช่นนั้นกันทั้งหมด อย่างไรก็ตามเรื่องนี้ มีการระบุไว้ชัดเจนว่า "รายจ่ายต้องห้ามที่ไม่สามารถถูกนำมาหักเป็นค่าใช้จ่ายได้"

มีรายจ่ายที่ไม่สามารถถูกนำมาหักเป็นค่าใช้จ่ายได้หลายอย่างมาก เพื่อป้องกันการเลี่ยงภาษีของบริษัทต่างๆ รายจ่ายเหล่านี้เช่น รายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการลงทุน ตามมาตรา 65 ตรี (5) แห่งประมวลรัษฎากร จะนำมาหักเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิไม่ได้1 รายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการลงทุน เป็นรายจ่ายที่กิจการจ่ายไปเพื่อให้ได้มาซึ่งทรัพย์สินหรือประโยชน์ตอบแทนเป็นการถาวรต่อกิจการไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม ซึ่งให้ประโยชน์แก่กิจการเป็นระยะเวลานานเกินกว่าหนึ่งรอบระยะเวลาบัญชี ดังนั้น
  1. รายจ่ายที่ทำให้กิจการได้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน เช่น การนำเงินไปซื้อที่ดินทิ้งเอาไว้  การซื้อหุ้นของบริษัทอื่น
  2. รายจ่ายใดทำให้กิจการได้รับประโยชน์เกินหนึ่งรอบระยะเวลาบัญชี เช่นการต่อเติมอาคารโดยไม่ใช่การซ่อมแซมตามปกติ
พวกนี้ไม่สามารถคิดเป็นค่าใช้จ่ายที่จะทำให้กำไรก่อนคำนวณภาษีลดน้อยลงได้ (แต่ถ้าเป็นการซ่อมแซมให้อยู่ในสภาพเดิม จะถือว่าเป็นรายจ่ายปกติในธุรกิจ)

ดังนั้น บริษัทที่ดีจะต้องวางแผนเหล่านี้ให้ดี เพราะถึงแม้การซื้อเครื่องจักรเพื่อใช้งานนานหลายปีจะไม่สามารถคิดเป็นค่าใช้จ่ายเพื่อทำให้ภาษีลดลงได้ แต่ขณะที่ใช้งานเครื่องจักรไปก็มี ค่าเสื่อมราคา ที่สามารถนำมาคิดเป็นค่าใช้จ่ายเพื่อลดภาษีได้ ดังนั้นถ้าเรายอมให้มีการนำเงินลงทุนในการซื้อเครื่องจักรครั้งแรกไปคำนวณเป็นค่าใช้จ่ายแล้วยังนำค่าเสื่อมราคามาเป็นค่าใช้จ่ายอีกก็จะเป็นการคิดซ้ำซ้อนและไม่ยุติธรรมต่อการคิดภาษีนั่นเอง

1 ขอให้เพื่อนนักลงทุนตรวจสอบในประมวลรัษฎากรฉบับปัจจุบันเพื่อความแม่นยำอีกครั้งหนึ่ง

วันอังคารที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

มือเก่าหัดขับพาเที่ยวเวียดนาม



หลายคนอาจจะมองว่าการท่องเที่ยวเป็นสิ่งไร้สาระ เป็นสิ่งเสียเวลา แต่สำหรับหลายคนอาจจะมองตรงกันข้ามคือถือว่าการท่องเที่ยวไม่ใช่มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อการบันเทิงเท่านั้น (จะว่าไป เหนื่อยนะครับ ถ้าอยากสบายนอนอยู่บ้านดีกว่าเป็นไหนๆ) แต่เป็นทั้งการเปิดโลกทัศน์ให้กว้างขึ้น ซึ่งสำหรับผู้ที่ต้องการทำธุรกิจ ลงทุนต่างๆ ถือว่าเป็นสิ่งจำเป็นเลยทีเดียวก็ว่าได้ หลายปีจากนี้โดยส่วนตัวแล้วตั้งใจจะเดินทางไปรอบๆ ประเทศไทยให้ครบ ก่อนที่จะไปไกลขึ้นในวันข้างหน้า และช่วงวันหยุดติดต่อกันหลายวันที่ผ่านมานี้ผมก็ถือโอกาสตั้งก๊วนชักชวนเพื่อนเดินทางไปยังประเทศเวียดนามที่อยู่ใกล้กับประเทศไทย มีเพียงประเทศลาวและกัมพูชาขวางกั้นเอาไว้เท่านั้นเอง (ใกล้เนอะ)

ออกเดินทาง


หลังจากแพ็คกระเป๋าเสร็จสรรพด้วยความรวดเร็วตามประสาผู้ชายแท้ (พอเดาออกนะครับ ขาดๆ เกินๆ ไปตามเรื่อง) เราก็ออกเดินทางด้วยสายการบิน ไทยแอร์เอเชีย จากท่าอากาศยานดอนเมือง ก่อนออกก็มีความตื่นเต้นเล็กน้อยเพราะขณะที่เครื่องกำลังหันหัวเข้าทางวิ่ง พนักงานต้อนรับก็ประกาศว่าเครื่องบินมีปัญหานิดหน่อยต้องใช้เวลาแก้ไขราว 10 นาที หลังจากนั้นก็มีช่างเครื่องวิ่งขึ้นลงในห้องนักบิน ก็พยายามไม่คิดจินตนาการอะไรมากไปกว่าว่าคงจะเป็นฟิวส์หรือหลอดไฟดวงไหนสักดวงหนึ่งขาดไปมากกว่า ซึ่งในที่สุดเราก็สามารถออกเดินทางได้ อากาศขณะเดินทางดีทีเดียว เรารับประทานอาหารที่เราสั่งจองกับสายการบินเอาไว้ รับประทานเสร็จก็เกือบถึงเวลาลดเพดานบินลงจอดที่สนามบินนอยไบ กรุงฮานอย ซึ่งเป็นเมืองใหญ่ที่สุดทางตอนเหนือของเวียดนาม สนามบินนี้เป็นสนามบินใหม่ ทันสมัย ลักษณะทั่วไปคล้ายสนามบินเชียงใหม่แต่คึกคักน้อยกว่า ซึ่งคำว่า "ฮานอย" หมายถึงเมืองที่มีน้ำมาก น้ำท่าอุดมสมบูรณ์ ที่ดูแล้วก็น่าจะยังคงเป็นแบบนั้นอยู่ สรุปว่าการเดินทางกับไทยแอร์เอเชียราบรื่นเป็นปกติครบถ้วนเลยทีเดียว

ผู้นำทาง


การเดินทางครั้งนี้เราได้ผู้นำทางให้กับคณะของเราที่มีไม่กี่คน เรียกว่าเป็นกลุ่มวีไอพีเลยทีเดียว มีรถตู้ขนาด 16 ที่นั่งเป็นพาหนะตลอดการเดินทาง (ถ้าไม่นับรถไฟตู้นอน) โดยคณะเดินทางมีเพียง 4 คนเท่านั้น เรียกว่านอน เหยียดยาวในรถตู้ได้เลย ไกด์ชื่อ "ตู๋" และมีชื่อภาษาไทยว่า "เป็ด" สามารถพูดภาษาไทยได้อย่างคล่องแคล่ว (มาเรียนภาษาไทยที่ประเทศไทยอยู่นานก่อนจะเป็นผู้นำทางอาชีพ) ก็ได้ความรู้จากชาวเวียดนามจริงๆ และด้วยความที่คณะมีเพียง 4 คนทำให้การสอบถามเรื่องราวต่างๆ ทำได้ละเอียดมาก

พื้นที่และประชากร


เวียดนามพื้นที่ 331,221 ตร.กม. (ไทย 514,000) มีประชากร 90 ล้านคน พื้นที่ประมาณ 10,000 ตร.กม. ใช้ในการปลูกข้าว รัฐบาลมีนโยบายให้มีลูกไม่เกิน 2 คน ถ้าใครทำงานราชการแต่มีลูกเกิน 2 คนอาจจะถูกลงโทษ (เช่น เสียผลประโยชน์) บางประการได้ ชาวเวียดนามส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธนิกายมหายาน

การปกครอง

ธงชาติเวียดนาม


ที่ดินส่วนมากเป็นของ รัฐบาลที่ปกครองด้วยระบอบคอมมิวนิสต์ เวียดนามมีพรรคการเมืองเพียงพรรคเดียว มีการเลือกตั้ง แต่ฟังดูก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าจะเลือกอะไรเพราะไม่สามารถมีพรรคการเมืองอื่นมาต่อสู้ได้ ประชาชนต้องเช่าที่ดินเพื่อทำกินจาก รบ. ได้เพียงคนละ 360 ตรม. (ไม่ใช่ตารางวา คือไม่ถึง 100 ตารางวาที่มี 400 ตรม.) ที่อยู่อาศัยซื้อได้ แต่ที่นาต้องเช่า ที่นาเขียวขจีที่เราเห็นเป็นผืนใหญ่เพราะเป็นคนครอบครัวเดียวกัน ก็รวมกันเช่าเป็นผืนใหญ่ (คิดแง่มุมนี้แล้วชาวนาบ้านเราที่เป็นเจ้าของที่ดินเองรวยกว่ามากเลยจริงๆ นะ) ขณะที่มองดูท้องทุ่งนาก็มองเห็นสุสานกระจัดกระจายอยู่ทั่วไป มีลักษณะเหมือนฮวงซุ้ย จากการสอบถามผู้นำทางก็ได้ทราบว่าชาวเวียดนามนิยมฝังศพไว้ในที่ดินของตัวเอง และเนื่องจากมีประเพณีที่ได้รับอิทธิพลมาจากจีน เราจึงมักเห็นฮวงซุ้ยอยู่กระจายทั่วไปในท้องนาต่างๆ นั่นเอง

เวียดนามแบ่งออกเป็นสามภาค เหนือ กลาง และภาคใต้
  • ภาคเหนือมีน้ำท่าอุดมสมบูรณ์ (กรุงฮานอย ก็อยู่ชิดติดเหนือบนสุดของเวียดนาม) สามารถทำนาได้ปีละ 4 ครั้ง เพราะมีแม่น้ำแดงไหลผ่านลงมาจากประเทศจีน (เป็นเขตแดนกั้นสองประเทศออกจากกันด้วย) ข้าวที่ปลูกได้ในภาคเหนือใช้กินในประเทศ
  • ภาคกลางแห้งแล้งที่สุดทำนาได้ปีละเพียงหนึ่งครั้ง คนเวียดนามที่เป็นคนภาคกลางส่วนมากจะเดินทางไปทำงานต่างถิ่นหรือต่างประเทศเพราะไม่สามารถทำการเกษตรได้ผล พื้นที่ในภาคกลางของเวียดนามที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งก็ดูจะเป็นเมืองดานัง ที่เป็นเมืองท่าสำคัญของเวียดนามกลางตอนใต้ ตั้งอยู่ริมชายฝั่งทะเลจีนใต้ โดยในช่วงของสงครามเวียดนาม อเมริกาได้ใช้เมืองดานังเป็นฐานทัพอากาศในการโจมตีเวียดนามเหนือด้วย
  • ภาคใต้อุดมสมบูรณ์ที่สุดเพราะมีแม่น้ำสายเล็กสายน้อย (9 สาย) สามารถทำนาได้ปีละ 4 ครั้งเช่นกัน ข้าวที่ได้จากภาคใต้ของเวียดนามมีรสชาติอร่อยที่สุดและมักใช้เพื่อการส่งออก จะมีขายในประเทศเหมือนกันแต่จะราคาแพงกว่าข้าวจากภาคเหนือ

เศรษฐกิจ

 
Per Capita Income (รายได้ต่อหัวของประชากร)
 


ที่ดินสำหรับอยู่อาศัยในเมืองราคาสูงมาก เช่น ในเมืองฮานอยตารางเมตร (ย้ำ ตารางเมตร) ละ 1 ล้านบาท  เราจึงเห็นบ้านที่นี่มีรูปทรงสูงหลายชั้นขึ้นไปบนอากาศ อาจจะเป็นสาเหตุให้สาวๆ เวียดนามรูปร่างดีก็ได้นะครับ เพราะเดินขึ้นๆ ลงๆ ที่บ้านวันละหลายรอบ บรรดาโรงงานก็อาศัยการเช่าที่จากรัฐบาล เวียดนามมีรายได้ขั้นต่ำราว 170 บาท/วัน เราเห็นห้าง BigC อยู่หลายห้างเหมือนกันในกรุงฮานอยและรอบๆ เมือง และผู้นำทางของเรายังบอกว่ามีห้าง Makro อยู่ด้วยเช่นกัน จากการสอบถามเรื่องการลงทุน ในปัจจุบันมีชาวไต้หวันมาลงทุนมากที่สุด รองลงมาคือเกาหลี (โรงงานผลิตโทรศัพท์มือถือใหญ่ก็อยู่ที่เวียดนาม) และญี่ปุ่น มีโรงงานประกอบรถยนต์เช่น โตโยต้า ฮอนด้า (สำหรับฮอนด้านี้เห็นตัวโรงงานด้วย) รถที่นิยมก็รถญี่ปุ่น และทั้งรถจักรยานยนต์และรถยนต์มีราคา (เป็นเงินบาท) สูงกว่าไทยราวหนึ่งเท่าตัว

ถนนในเมืองจำกัดความเร็วเพียง 30-50 กม./ชม. ถ้าเป็นนอกเมืองก็ราว 60-80 กม./ชม. นานๆ ทีจะเจอถนนที่มี speed limit 100 กม./ชม. คนเวียดนามขับรถได้น่าตื่นตาตื่นใจมาก คือมีระเบียบ (เคารพกฏจราจร) ในความไม่มีระเบียบ คือขับพัวพันกันไปหมด แต่มีข้อดีคือการยอมให้กันและกันและใช้ความเร็วต่ำ แม้จะดูสับสนแต่อุบัติเหตุก็เกิดน้อยและน่าแปลกใจว่ารถยนต์ส่วนใหญ่ (หรือแทบทุกคนที่เราเห็นก็ว่าได้) แทบจะไม่มีรอยขูดขีด หรือรอยชนให้เห็นเลย

ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม


ประวัติศาสตร์ชาติของเวียดนามนั้นยาวนานมาก แรกเริ่มถูกปกครองโดยจีนมานับพันปี ทำให้เราเห็นประเพณีจีนปนอยู่ไม่น้อย (เช่น มีสีมงคลเป็น แดง เหลือง ขาว น้ำเงิน มีฮวงซุ้ย เป็นต้น) และมีการนับถือลัทธิขงจื้อในแบบของจีน ในช่วงที่ถูกปกครองโดยฝรั่งเศสก็ถูกครอบงำด้วยวัฒนธรรมตะวันตก แต่สุดท้ายแล้วมีการรวมชาติโดยผู้นำ (โฮจิมินห์) ที่เรียกร้องการต่อสู้กับทั้งฝรั่งเศสและอเมริกา จนสามารถเอาชนะและขับไล่ฝรั่งเศสออกไป และประกาศเอกราชอย่างเป็นทางการ ฝรั่งเศสยอมลงนามในสัญญาเจนีวาให้เวียดนามเป็นชาติอิสระในปี พ.ศ. 2497 หลังจากที่ฝรั่งเศสพ่ายแพ้ในยุทธการที่เดียนเบียนฟู

ต่อมาในปี พ.ศ. 2502 เกิดสงครามเวียดนาม สหรัฐอเมริกาและชาติพันธมิตรอื่นเข้าร่วมสงคราม โฮจิมินห์ซึ่งอยู่ในวัยชราที่แม้จะได้รับการนับถืออย่างสูงสุดอยู่ก็ตามได้ประกาศว่าต้องการลดบทบาททางการเมืองลงและเสียชีวิตลงในปี พ.ศ. 2512 ทำให้ไม่ได้อยู่ชื่นชมผลการรบที่สุดท้ายแล้วเวียดนามเหนือเป็นฝ่ายชนะในปี พ.ศ. 2518 และรวมเวียดนามเหนือ-ใต้เป็นประเทศเดียวและทำให้เวียดนามจึงมีระบอบการปกครองแบบคอมมิวนิสต์สืบต่อมา ปัจจุบันร่างของโฮจิมินห์ถูกบรรจุในโลงแก้วเพื่อให้อนุชนรุ่นหลังได้เคารพที่จตุรัสบาดิงห์กรุงฮานอย

ไปล่องเรือที่นิงห์บิงห์


ล่องเรือลอดถ้ำที่เมืองนิงห์บิงห์


ล่องเรือ-พายเรือด้วยเท้า


หลังจากลงที่สนามบินนอยไบ เราขึ้นรถตู้เดินทางไปที่เมือง นิงห์บิงห์ (ชาวเวียดนามออกเสียงว่า "นิงบิ่ง") เพื่อล่องเรือชมถ้ำที่ฮาลองบก เดินดูตลาดที่เมืองนิงห์บิงห์ซึ่งอาจจะบ้านนอกสักนิด แต่โอเคเลย จะสังเกตได้ว่าการล่องเรือชมถ้ำที่นี่จะนั่งกันลำละ 2-4 คน แต่ถ้าพายแบบสบายก็ลำละ 2 คนก็พอ คนที่พายก็เป็นชาวบ้านที่มีงานประจำคือทำนา ดังนั้นการพายเรือพานักท่องเที่ยวชมถ้ำจึงเป็นงานอดิเรก เราก็ให้ทิปกันไปคนละ 50-100 บาทไทยแล้วแต่ความประทับใจ และถ้าสังเกตให้ดีจะสามารถใช้ทั้งมือหรือเท้าพายเรือก็ได้ แบบนี้จะบอกว่ามือไม่พายเอาเท้าราน้ำไม่ได้แล้วนะ เพราะมือไม่พายแต่เท้าพายได้เห็นๆ เลยล่ะ หลังจากชมวิวเสร็จก็พายกลับมาขึ้นฝั่งก่อนโดดขึ้นรถขยับมาทานอาหารกลางวันพร้อมแวะซื้อของนิดหน่อยในตลาดเมืองนิงห์บิงห์

ตลาดเมืองนิงห์บิงห์ มีร้านค้าชาวบ้านแบบง่ายๆ ประปรายให้ซื้อเสื้อผ้า ของใช้ต่างๆ


ทานข้าวกันเสร็จ ก็เดินดูของเล็กๆ น้อยๆ ขอเล่าให้ฟังสักนิดว่า ร้านค้าต่างๆ จะรับเงินดองเป็นหลัก แต่หลายร้านโดยเฉพาะตามแหล่งท่องเที่ยวจะไม่รังเกียจทั้งดอลล่าร์สหรัฐอเมริกาและเงินไทย ส่วนเงินทอนนั้นถ้าให้เป็นสกุลอื่นที่ไม่ใช่เงินดองก็ทอนกันตามแต่จะสนทนากันได้ นั่นคือ ดอง ไทย ดอลล่าร์ หรือแม้แต่ผสมกันก็มี ดังนั้นใครจะไปก็คิดเลขเก่งๆ ก็จะสนุกขึ้นเชียว (เท่าที่พบ ไม่มีพ่อค้า-แม่ค้า โกงการแลกเปลี่ยนหรือทอนเงินแต่อย่างใดนะครับ)

ชมละครหุ่นกระบอกน้ำ (Water puppet)


การแสดงหุ่นกระบอกน้ำที่โรงละคาร เมืองฮานอย


หลังจากเหงื่อไหลไคลย้อยคอสมควรจากการล่องเรือชมถ้ำที่เมืองนิงห์บิงห์ เราก็กลับมายังฮานอยในตอนบ่ายแก่เพื่อรอชมหุ่นกระบอกน้ำ (Water puppet) เป็นการแสดงชักหุ่นกระบอกประกอบการบรรเลงดนตรีสดโดยนักดนตรีที่ใช้เครื่องดนตรีโบราณพื้นบ้านของเวียดนาม การแสดงหุ่นกระบอกน้ำเป็นการละเล่นพื้นบ้านโบราณของชาวเวียดนาม มีถิ่นกำเนิดบริเวณสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง หุ่นจะถูกชักอยู่บนผิวน้ำผ่านท่อนไม้ที่จมอยู่ในน้ำ (ผู้ชมมองไม่เห็น) การแสดงแบ่งเป็นชุดๆ โดยแต่ละชุดเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับวิถีชีวิต การทำมาหากิน ศิลปการละเล่นพื้นบ้านของชาวเวียดนาม (เรื่องราวของ จักรพรรดิเล เหล่ย แห่งราชวงศ์เล ที่คืนดาบให้กับเจ้ามังกรก็เป็นชุดหนึ่งในการแสดงนี้ด้วย)

ไป อ.ซาปา จ.เลากาย

หมู่บ้าน ก๊าจก๊าจ วิวสวย ของช้อปปิ้งเยอะ ราคาไม่แพง


หลังจากที่เราพักผ่อน กินข้าวเย็นเรียบร้อย ก็มานั่งกินกาแฟหน้าสถานีรถไฟเพื่อนั่งรถไฟไป จ.เลากาย ห่างจากกรุงฮานอย 400 กม. ที่จริงจะเรียกว่านั่งก็ไม่ถูกเพราะเรานอนกันไป รถไฟออก 22.00 น. ไปถึง จ.เลากาย เวลา 06:00 น. เพื่อไป หมู่บ้านก้าจก้าจ (ชื่อตัวอักษรเวียดนามเขียนด้วยอักษรโรมันว่า Cat Cat) ไปดูวิถีชีวิตของชาวบ้านใน อ. ซาปา และยังมีน้ำตก เตียนซา ให้เราดูอีกด้วย อ.ซาปา สูงจากระดับน้ำทะเล 2,000 เมตร ในช่วงตรุษจีนจะเต็มไปด้วยดอกท้อ และมีหิมะตกบางปีในหน้าหนาว ซาปาเริ่มเป็นที่สนใจในการท่องเที่ยวของคนไทยราว 4-5 ปีที่ผ่านมา วิวที่น่าสนใจคือ นาขั้นบันได สิ่งก่อสร้างในเมืองซาปาอาจจะมีกลิ่นไอของฝรั่งเศสอยู่ เนื่องจากเคยใช้เป็นที่พักผ่อนของชาวฝรั่งเศสมาก่อน นอกจากวิวขั้นบันไดแล้วก็ยังมีน้ำตกสวยๆ ให้ดูด้วย โดยแบ่งเป็นน้ำตกเล็กน้ำตกน้อยอีก แถมด้วยเขื่อนเล็กๆ ที่ทำหน้าที่ชะลอน้ำอีกด้วย

น้ำตกซิลเวอร์

 
น้ำตกซิลเวอร์ - มือเก่าหัดขับ
 

เรายังอยู่ที่อำเภอซาปา กัน ในช่วงบ่ายเราเดิน (ที่จริงต้องเรียกว่าปีนมากกว่า) ไต่ขึ้นบนเขาเพื่อชมน้ำตกซิลเวอร์ ขาขึ้น 300 เมตรและลงอีก 300 เมตร เรียกว่าขาลงนี้แทบจะไหลลงมาเลยทีเดียวครับ ช่วงกลางคืนเราเข้าที่พักที่โรงแรม Holiday Sapa ที่มีวิวติดภูเขาสวยงาม ตอนค่ำก็เดินลงมาชมตลาดที่เป็นถนนคนเดิน ผู้คนมากมายดูคึกคักสนุกสนาน มีทั้งนักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างชาติเต็มไปหมดจนลืมว่านี่เป็นประเทศสังคมนิยมที่ปกครองโดยพรรคคอมมิวนิสต์ ขากลับห้องก็ซื้อขนมและเครื่องดื่มของเวียดนามกลับเข้าที่พักเพื่อชิมก่อนนอนสักหน่อย

วิวริมทาง ก๊าจก๊าจ-ซาปา


ไปดูดอกไม้บนหนูยห่ามสย่ม (เราหอบแฮ่ก แต่ชาวพื้นเมือง แบกไม้ไผ่ฟ่อนใหญ่แซงเราไปเฉยเลย)


เช้าขึ้นมาหลังทานข้าวเสร็จ นึกว่าจะรอดจากการปีนเขา ปรากฏว่า "คุณเป็ด" ที่เป็นผู้นำทางของเรายังมีกำหนดการให้เราเดินขึ้นเขาไปชมสวนดอกไม้ อยู่บนยอดเนินที่เรียกว่า หนูยห่ามสย่ม (หนูย-ภูเขา ห่าม-ปาก สย่ม-มังกร) ข้างบนมีสวนดอกไม้สวยงามและมีรูปปั้นของ 12 นักษัตรตามราศีต่างๆ แต่น่าสนใจตรงที่ถ้าเป็น ปีชวดก็เป็นรูปปั้นมิกกี้เม้าส์กันเลยทีเดียว

หมู่บ้านตาวาน

 
นาขั้นบันไดของหมู่บ้านตาวาน


หมู่บ้านตาวาน


เป็ดฝูงนี้มาต้อนรับ เลยเป็นห่วงถามไปว่าเป็นเป็ดไข่หรือเป็ดเนื้อ
ถ้าเป็นเป็ดไข่ก็อยู่เห็นกันนานหน่อย ถ้าเป็นเป็ดเนื้อคงอยู่ไม่นาน


สาวน้อยแห่งหมู่บ้านตาวาน


เดินลงมาจากหนูยห่ามสย่ม นั่งกินน้ำพักผ่อนเสร็จก็เดินทางไปหมู่บ้านตาวาน (คนเวียดนามออกเสียงว่า ต๋าวาน และคนไทยอาจจะเรียกเพี้ยนเป็นหมู่บ้านตาหวานเอาง่ายๆ) เพื่อดูนาขั้นบันไดกันให้ชัดๆ อีกที รถตู้ส่วนตัวของเราพามาส่งที่หมู่บ้าน อาจจะเพราะเรา (และทุกคนอื่นๆ ที่มาเยือนหมู่บ้านนี้) ถือเป็นแขกวีไอพีของที่นี่ จึงมีเด็กๆ ที่มีลักษณะเหมือนชาวเขา (ที่จริงก็ไม่เหมือนหรอกครับ แต่ว่าใช่เลยมากกว่า เนื่องจากพื้นที่ห่างไกลของเวียดนามนั้นก็ประกอบด้วยชาวเผ่าจำนวนหลายเผ่า) จำนวนมากมาห้อมล้อมพร้อมเสนอของสวยๆ งามๆ ให้นำติดตัวกลับไปด้วย ถ้าเราไม่สนใจก็ไม่เป็นไรในขณะที่ได้ยินนักท่องเที่ยวตะวันตกบางคนบอกเป็นภาษาอังกฤษว่า ซื้อจนไม่มีเงินแล้วล่ะแล้วก็หัวเราะ ก็ไม่แน่ใจว่าเด็กๆ จะเข้าใจหรือเปล่าเหมือนกัน เราเดินรอบๆ หมู่บ้านตาวานซึ่งมีระยะทางประมาณ 1 กิโลเมตร วิวทิวทัศน์ที่หมู่บ้านนี้สวยงาม สดชื่นเต็มไปด้วยทุ่งนาข้าว แปลงผัก เป็ด เล้าสุกร (ตรงนี้กลิ่นหอมหน่อย) บ้าง เรียกว่าแทบจะอยู่ได้ด้วยตัวเองเลย เราสอบถามผู้นำทางได้ความว่าข้าวทีปลูกมีไว้กินเอง ไม่ได้ขาย เมื่อเราถามว่าแล้วชาวบ้านมีรายได้ที่เป็นตัวเงินจากไหน ก็ทราบว่าจากการรับจ้างทำงานอื่น หรือการขับรถมอเตอร์ไซค์รับจ้างให้กับนักท่องเที่ยว หรือค้าขายอย่างอื่นนั่นเอง

เฉียดดินแดนจีน

ชายแดนเวียดนาม-จีน มีแน่น้ำแดงเป็นแนวเขตแดน มีสะพานข้ามไปฝั่งจีนได้ อีกฝั่งเป็นประเทศจีน
 
แวะไหว้พระ ขอพรสักหน่อย แถวริมชายแดนนั่นเอง
 

หลังจากที่เราเดินทางออกจากอำเภอซาปา กลับมายังตัวเมืองในจังหวัดเลากาย มีเวลาเหลือนิดหน่อยเราจึงเดินทางต่อขึ้นไปยังริมแม่น้ำแดงซึ่งเป็นเขตแดนกั้นระหว่าง อ.เมือง จ.เลากาย ของเวียดนามและอำเภอเหอโข่ว (Hekou) เขตหงเหอ (Honghe) ของประเทศจีน เราเดินเล่น ถ่ายรูปเป็นที่ระลึก ไหว้พระในวัดเล็กๆ ที่อยู่ริมแม่น้ำและเกือบติดสะพานข้ามไปฝั่งประเทศจีน จากนั้นก็ขึ้นรถมายังร้านอาหารที่อยู่บริเวณหน้าสถานีรถไฟของเมือง เลากาย เพื่อรอขึ้นรถไฟตู้นอนเดินทางกลับกรุงฮานอยในเวลา 21:00 น.

เที่ยวต่อในฮานอย


เวลา 05:15น. รถไฟหน้าตาไม่ทันสมัยเท่าไรนักก็พาเราเดินทางผ่านระยะทางประมาณ 400 กม. มาถึงกรุงฮานอยอย่างปลอดภัย เราขึ้นรถตู้ส่วนตัวมายังโรงแรม Sunny ซึ่งเราเช่าโรงแรมแบบใช้งานกลางวันหรือ day use ชั่วคราวเท่านั้นเพราะไม่ได้นอนที่นี่โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อล้างหน้า อาบน้ำ เปลี่ยนเสื้อผ้า ทำธุระส่วนต้ว ก่อนจะเดินทางต่อไปเท่านั้น

วิหารวรรณกรรม Văn Miếu (Temple of Literature)

ทางเดินเข้าวิหารวรรณกรรม ร่มรื่นมากเต็มไปด้วยต้นไม้ แม้แดดจะแรงไปสักนิดก็ตามที
 
รูปปั้นเต่าที่เชื่อกันว่าเมื่อจับหัวแล้วจะขอพรให้สอบได้ หัวเลยมันแผล็บแบบที่เห็นนี่ล่ะ
 
แท่นไหว้ท่านขงจื๊อ
 
ถือว่าเป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกของเวียดนามก็ว่าได้ เป็นสถานที่ใช้สอบจอหงวนของประเทศในอดีต ภายในมีรูปปั้นขงจื๊อที่เป็นลัทธิที่ชาวเวียดนามรับถือมาก่อน (รับวัฒนธรรมมาจากจีน) ขงจื้อให้หลักการของสิ่งของในโลกนี้มี 5 ประเภทคือ ดิน น้ำ ลม ไฟ และโลหะ ในวิหารวรรณกรรมก็เป็นที่เก็บรูปปั้นของอธิบดีการศึกษา (เทียบได้กับเจ้ากระทรวงศึกษาธิการ) คนแรกของเวียดนามอีกด้วย  บริเวณชายคาของทางเดินมีรูปปั้นเต่าที่เชื่อกันว่าถ้าเอามือลูบหัวแล้วจะทำให้สอบผ่าน ก็ไม่รู้ว่าจับกันมาตั้งแต่สมัยสอบจอหงวนหรือเปล่าเหมือนกัน แต่ที่สังเกตเห็นได้ก็คือคงถูกจับมากจนหัวเต่ามันแผล็บจนต้องเอารั้วเตี้ยๆ มากั้นไว้ (นึกถึง หน้าอก จูเลียตในเมืองเวโรน่าที่อิตาลี นั่นก็ถูกนักท่องเที่ยวทั้งชายหญิงจากทั่วโลกจับเสียจนเรียบมันเช่นกัน) แต่ผู้นำทางเล่าว่าถ้าคนเฝ้าเผลอก็ยังมีคนแอบปีนรั้วไปลูบหัวเต่าจนได้นั่นแหละ  ณ ที่นี้เราก็แวะซื้อของที่ระลึกนิดๆ หน่อยๆ กลับมาเมืองไทยด้วย

เยี่ยมสุสานโฮจิมินห์

 
ที่จริงแล้วเรามีแผนจะเข้าบริเวณสุสานนี้ก่อน แต่ไม่สามารถเข้าได้เนื่องจากมีพิธีในช่วงเวลานั้นพอดี (วางพวงมาลา) เราจึงเดินไปยังวิหารวรรณกรรมที่อยู่บริเวณใกล้เคียงก่อน แล้วค่อยเดินกลับมายังสุสานโฮจิมินห์นี้อีกครั้งหนึ่ง

ทำเนียบท่านผู้นำ คุณ "ลุงโฮ" ไม่ชอบอาคารนี้เพราะมีกลิ่นไอของฝรั่งเศส
 
คุณ "ลุงโฮ" มาอาศัยอย่างเรียบง่ายใน "บ้าน 54" ซึ่งเดิมเป็นที่พักช่างไฟฟ้า
 
คุณ "ลุงโฮ" ชอบใช้รถคันเล็กสองคันขวามือ คันใหญ่ทางซ้ายใช้รับแขกเพราะกันกระสุนได้
 

เป็นที่เก็บร่างของ โฮจิมินห์ หรือที่ชาวเวียดนามเคารพนับถือเรียกว่า "ลุงโฮ" หลังเสียชีวิต แต่ก่อนหน้านั้นคือตั้งแต่ปี ค.ศ. 1954 ท่านก็พำนักอยู่ที่บริเวณนี้ (ถึงตรงนี้ขอเรียกเป็นปี ค.ศ. สักครู่เพราะเป็นชื่อเลขที่บ้านด้วย) ในบ้านที่เรียกว่า เลขที่ 54 บ้านหลังแรกเดิมเป็นที่อยู่ของช่างไฟฟ้าที่คอยดูแลอาคารหลังใหญ่แบบฝรั่งเศส แต่ท่านไม่ชอบฝรั่งเศสจึงไม่ยอมพำนักบนอาคารหลังใหญ่เพราะมีลักษณะของฝรั่งเศส จนปี ค.ศ. 1958 ก็สร้างบ้านอีกหลังหนึ่งในบริเวณเดียวกัน แต่ก็ไม่ได้หรูหราไปกว่าเดิมนัก ภายในบ้านมีรถยนต์ 3 คัน ปกติจะใช้คันเล็กสองคัน ส่วนคันใหญ่สีดำมีไว้รับแขกเพราะสามารถกันกระสุนได้ โฮจิมินห์หรือ "ลุงโฮ" เป็นที่เคารพนับถือของคนเวียดนามเพราะเป็นผู้ที่รวบรวมชนเผ่า 54 เผ่าเข้าด้วยกันก่อนช่วยกันขับไล่ฝรั่งเศสและอเมริกาออกไป จนสามารถรวบรวมเป็นชาติเวียดนามได้ ภายในบริเวณทำเนียบยังปลูกต้นไม้ร่มรื่นเพราะ ลุงโฮ เป็นคนชอบต้นไม้และสัตว์เลี้ยงต่างๆ ในบริเวณบ้านพักท่านจะปลูกพืช ผลไม้ไว้ ปัจจุบันนี้เมื่อบรรดาส้มโอและผลไม้ต่างๆ ในบริเวณทำเนียบออกผลสุก ผู้ดูแลก็จะตัดนำไปถวายลุงโฮโดยไม่นำไปขาย

เจดีย์เสาเดียว (One Pillar Pagoda)

วัดหรือเจดีย์เสาเดียว เป็นที่นับถือของชาวเวียดนาม นิยมสักการะเพื่อขอลูกหรือคนรัก เป็นต้น


เราอาจจะเรียกกันว่า วัดเสาเดียว ก็ได้ อยู่ชิดติดกันกับทำเนียบท่านโฮจิมินห์นั่นเอง สามารถเดินทางด้วยรถยนต์ก็ได้แต่รับรองว่าเดินไปเร็วกว่าเยอะเลย  ด้วยการเดินทะลุรั้วเลาะด้านข้างทะเนียบแล้วเดินเข้าประตูวัดไป เป็นวัดที่เล่ากันว่ามีอดีตกษัตริย์พระองค์หนึ่งมีอายุมากแล้ว แต่ไม่มีลูก จึงอธิษฐานขอให้มีลูก ทรงสุบินไปว่าเห็นเจ้าแม่กวนอิมได้มาปรากฎที่สระบัวและได้ประธานโอรสให้กับพระองค์ หลังจากนั้นมเหสีก็ทรงตั้งครรภ์พระโอรส จึงได้สร้างเจดีย์ขนาดเล็กที่ตั้งอยู่บนเสาต้นเดียวกลางสระบัวเพื่อเป็นการถวายสักการะแด่เจ้าแม่กวนอิม ในปี คศ. 1049  วัดนี้มีรูปเจ้าแม่กวนอิมอยู่ภายในและเป็นที่เคารพของคนเวียดนามด้วย ว่ากันว่าใครอยากมีคู่หรืออยากมีลูกก็มาขอได้ที่วัดแห่งนี้ (ส่วนจะมีคนมาขอหวยหรือไม่ หรือจะถูกไหมนั้นผมหาข้อมูลไม่ได้เหมือนกันครับ)

วิหารหงอกเซิน

วิหารหงอกเซินหรือ "เนินหยก" ที่ต้องเดินข้าม "สะพานแสงอาทิตย์"
(สะพานสีแดงที่เห็นในภาพ) ไปยังตัววิหารที่อยู่บนเกาะเล็กๆ ในน้ำ


คนเวียดนามออกเสียงว่า "หง่อกเซิน" (เสียง "หง่อก" จะสั้น) หงอกเซินแปลว่าเนินหยก ดังนั้นเราอาจจะเรียกว่าเป็นวิหารเนินหยกก็คงพอได้ (สำหรับชาวเวียดนามแล้ว วิหารต่างจากวัดคือจะไม่มีพระอาศัยอยู่ ในขณะที่วัดจะมีพระอาศัยอยู่) เราต้องเดินจากริมทะเลสาบผ่านสะพานเทฮุก (The Huc) หรือ"สะพานแสงอาทิตย์" ที่มีสีแดงระยะประมาณ 30 เมตรข้ามไปยังวิหารที่เป็นเหมือนเกาะเล็กๆ อยู่ริมทะเลสาบ ภายในวิหารจะมี "ทวดเต่า" เก็บอยู่ (มีตัวจริง) แต่มีเรื่องเล่าว่าในศตวรรษที่ 15 จักรพรรดิเล เหล่ย แห่งราชวงศ์เล ได้ใช้ดาบศักดิ์สิทธิ์ในการขับไล่ชาวจีนแห่งราชวงศ์หมิง ที่เข้ามารุกรานให้ออกไปจากเวียดนาม ในขณะที่พระองค์ประทับบนเรือ ณ ทะเลสาบแห่งนี้ ก็มีตะพาบยักษ์ (คนเวียดนามเรียกว่าทวดเต่า) ตัวหนึ่งโผล่ขึ้นมาจากผิวน้ำและบอกให้พระองค์ส่งดาบนั้นกลับคืนแด่เจ้ามังกร ดาบนั้นก็ได้พุ่งออกจากฝักดาบเข้าไปในปากของตะพาบยักษ์ก่อนที่จะหายกลับลงไปสู่ใต้ผิวน้ำ จึงเป็นที่มาของชื่อ "ทะเลสาบคืนดาบ" หรือทะเลสาบฮหว่านเกี๊ยม (Hồ Hoàn Kiếm - แปลกดีเหมือนกันที่ไกด์ชาวเวียดนามออกเสียงว่า โห่-เฮือม) นี้ บริเวณกลางของทะเลสาบมีหอกลางน้ำ "ทาบพรั่ว" (Thap Rua) ซึ่งแปลว่าหอคอยเต่า เราสามารถเห็นและถ่ายภาพได้ชัดเจน ว่ากันว่า "ทวดเต่า" นั้นมีจริงแต่เรื่องเกี่ยวกับการคืนดาบนั้นอาจจะเป็นเรื่องตำนานครับ

การจราจรของเวียดนาม


เรามักได้เห็น หรือได้ยินเรื่องเล่าของการจราจรที่อลหม่านภายในเมืองใหญ่ๆ ของเวียดนามกันมาบ้าง คราวนี้ผมมีประสบการณ์จริงมาด้วยเลย จาก
การสังเกตสิ่งต่างๆ สามารถเล่าให้ฟังได้ดังนี้
  • รถยนต์เป็นพวงมาลัยซ้าย ดังนั้นจึงขับชิดด้านขวาของถนน
  • การกดแตร เปิดไฟสูง ถือเป็นเรื่องปกติ ไม่ได้หมายถึงการไล่ให้ไปโดยเร็วแต่อย่างใด อย่างน้อยที่สังเกตก็ไม่มีใครคิดจะไปเร็วขึ้น ผู้นำทางบอกว่าคนเวียดนามนี่เวลาจะซื้อรถจะดูแตรก่อนว่าเสียงเพราะไหม กับดูเบรคว่าดีหรือเปล่า เพราะของสองอย่างนี้ใช้งานหนักมาก ขอบอก
  • การข้ามถนน ถ้าข้ามกันหลายคนให้เดินเป็นหน้ากระดาน (รถจะมองเห็นเป็นแนวเดียวซ้อนกัน และหลบง่าย) โดยเดินหน้าไปเรื่อยๆ อย่าเปลี่ยนทิศทาง รักษาความเร็วให้คงที่ ห้ามหยุด ห้ามถอยหลัง เดี๋ยวคนขับรถจะหลบให้เอง ทีแรกคิดว่าจะไม่รอดเสียแล้ว แต่วิธีที่บอกมาก็ทำให้รอดมาได้ล่ะครับ
  • รถในเมืองเล็กๆ รวมทั้งบนทางขึ้นลงเขา ขับเก่งมาก เฉียดกันไม่เกินครึ่งคืบก็ผ่านกันไปได้ จนเป็นเรื่องตลกที่คุยกันเองว่า สาเหตุที่ไม่ค่อยมียุงในเมืองนี้ก็เพราะโดนรถเบียดตายหมดนั่นเอง

ค่าเงิน


ไหนๆ มาเที่ยวแล้วก็ต้องได้ประโยชน์ ได้ความรู้ทางเศรษฐศาสตร์ การลงทุน การเงิน บ้าง เท่าที่สังเกต สอบถาม และหาข้อมูลพบว่าเวียดนามมีเงินเฟ้อค่อนข้างสูง อาจจะพุ่งสูงมากเป็นบางช่วง จากการสอบถามความรู้สึกของชาวเวียดนามพบว่าในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา ราคาสินค้าเพิ่มสูงขึ้นมาก ธนบัตรใบเล็กสุดของเวียดนามคือ 500 ดอง สูงสุดคือ 500,000 ดอง เท่าที่อยู่เราไม่เคยได้สัมผัสกับเหรียญกษาปณ์ของเวียดนามเลยเนื่องจากไม่เป็นที่นิยม (ค่าน้อย หนัก) และเผลอๆ ตัวโลหะที่ทำเหรียญจะมีค่ามากกว่าค่าที่ตราไว้บนตัวมันด้วยซ้ำไป

อัตราเงินเฟ้อย้อนหลัง (%)

ขอบคุณข้อมูลจาก: www.tradingeconomics.com

เมื่อเราใข้จ่ายเพื่อการกินบ้าง เที่ยวบ้าง ดื่มบ้าง เราจึงต้องควักเงินดองออกมาซึ่งดูเป็นตัวเลขจำนวนมาก เช่น ถ้าดื่มน้ำอัดลมก็กระป๋องละ 15,000-25,000 ดอง (คือ VND หรือ Vietnamese Dong ) หรือซื้อผลไม้ปอกเสร็จก็ประมาณ 100,000 ดอง (1 กิโลกรัม) อยากทราบว่าเป็นเงินไทยเท่าไรก็หารด้วย 600 โดยประมาณ  เรียกว่ากินอะไรทีหนึ่งนี่จ่ายกันเป็นหมื่นเป็นแสนเลย รู้สึกคล้ายๆ จะรวยยังไงไม่รู้สินะ  พอจำนวนตัวเลขมันเยอะ ร้านค้าก็อาจจะติดราคาเป็น "จำนวนพัน" (K) เช่นของราคา 280,000 VND ก็เขียนเพียง 280 เป็นอันรู้กัน  ร้านค้าเล็กๆ ที่นี่อาจจะรับเพียงเงินเวียดนาม ส่วนร้านค้าใหญ่ขึ้นมาก็ยินดีรับดอลล่าร์สหรัฐอเมริกา รวมมาถึงเงินบาทของไทยเราด้วย (และมักทอนเป็นเงินดอง แต่ก็เคยเจอบางร้านที่แม่ค้าพูดไทยคล่องแคล่วและทอนเป็นเงินบาทผสมกับดอลล่าร์ก็มีนะ อันนี้จีบแม่ค้าบอกได้ว่าอยากให้ทอนเป็นอะไร)
และเมื่อมาดูประวัติของอัตราแลกเปลี่ยนแล้ว เราเห็นว่าค่าเงินอ่อนลงเล็กน้อยในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา

อัตราแลกเปลี่ยน VND-USD ย้อนหลัง
จะเห็นว่าค่าเงินลดลงมาโดยตลอดอย่างช้าๆ


ขอบคุณข้อมูลจาก: www.xe.com

นิสัยทางการเงินของคนเวียดนาม


เราสอบถามชาวเวียดนามว่า ราคาบ้าน ราคารถยนต์แบบนี้ถือว่าแพงไหมเมื่อเทียบกับรายได้ต่างๆ ได้คำตอบแบบไม่ต้องคิดว่าแพงมาก (รถก็แพงภาษี ราคาที่ดินที่สามารถซื้อเป็นเจ้าของได้ก็แพงด้วย demand/supply คือมีคนต้องการขายน้อย) แต่คนเวียดนามก็จะเก็บหอมรอมริบ ไม่ยอมกู้เงินเพื่อซื้อสิ่งเหล่านี้ หลายคนซื้อรถ บ้าน ด้วยเงินสด เวลาทำงานไปก็เก็บเงินเป็นทองคำ ใส่ตู้เซฟเก็บเอาไว้ที่บ้าน เมื่อต้องการซื้อบ้านก็หอบทองไปซื้อ บางครั้งถ้าซื้อด้วยเงินสดก็หอบเงินไปเป็นกระสอบกันเลย นั่นคือคนเวียดนามไม่นิยมเป็นหนี้นั่นเอง

ตลาดหลักทรัพย์เวียดนาม


มีสองตลาดคือ ตลาดหุ้น ฮานอย (HNX – Hanoi Stock Exchange) และโฮจิมินห์ (HOSE – Ho Chin Minh Stock Exchange)

HOSE index historical chart


 HNX index historical chart

ขอบคุณข้อมูลจาก: www.tradingeconomics.com

ส่วนถ้าเพื่อนๆ นักลงทุนสนใจการซื้อขายหลักทรัพย์ต่างๆ ของประเทศเวียดนาม สามารถดูวิธีการเปิดบัญชีได้จากเพื่อนสมาชิกพันทิป "พระอิฐพระปูน" ได้เขียนรายละเอียดไว้ดีพอสมควรแล้ว ผมจึงไม่ได้เขียนเพิ่มนะครับ รีวิวการเปิดบัญชีหุ้นและข้อมูลตลาดหุ้น โฮจิมินห์ เวียดนาม

หวยเวียดนาม


คำกล่าวอมตะหนึ่งที่เรามักได้ยินก็คือ คนจนเล่นหวย คนรวยเล่นหุ้น แต่เมืองไทยผมเองยังไม่ค่อยเข้าใจว่าทำไมปริมาณการซื้อขายของตลาดหลักทรัพย์จึงต่ำลงทุกวันประกาศผลการออกสลากกินแบ่ง (หรือเปล่า) ดังนั้นจะพาเที่ยวให้ครบเรื่องหุ้นก็คุยเรื่องหวยไปด้วยเลยก็คงไม่เป็นไร พูดถึงหวยเวียดนามคือสลากกินแบ่ง (ไหม) รัฐบาล ที่นี่ออกกันทุกวันนะครับ ซื้อได้ตั้งแต่ประมาณหกโมงเช้าของทุกวัน ยาวไปจนก่อนเวลาหวยออกเย็นวันนั้นเลย (18:00 น.) การขายก็ปักร่มขายกันริมถนนทางเดินเหมือนบ้านเรานี่ล่ะครับ  แบบนี้หวยหุ้นไม่ได้เกิดแน่นอน ราคาหวยก็ 10,000 VND และรางวัลต่ำสุดคือ 10,000 vnd เช่นกันเรียกว่าเป็นการคืนกำไรให้ผู้ซื้อก็ว่าได้ (แต่ต้องถูกรางวัลนะ ไม่อย่างนั้นก็จ่ายเงินให้คนอื่นไปตามระเบียบ) แต่ไม่น่าเชื่อว่าขนาดนี้ยังมีหวยใต้ดินให้ซื้อนะ สอบถามก็ได้ความว่าเพราะว่ามีโอกาสถูกรางวัลมากกว่า ก็ไม่ทราบแน่ชัดว่าเพราะกติกาผิดกันอย่างไรเพราะทีแรกว่าจะลองสละเงินสัก 10,000 ดองลองซื้อดูสักหน่อย แต่ก็ไม่มีโอกาสสักครั้ง

กลับบ้าน


หลังจากอยู่เวียดนามได้หลายวันกับอีกหลายคืน เราก็เดินทางกลับประเทศไทยด้วยสายการบิน นกแอร์ และถึงประเทศไทยโดยสวัสดิภาพ ได้ทั้งความสนุก เหนื่อย เมื่อย เปียก (เหงื่อเต็มตัวในบางวัน และหลายๆ ครั้งในหนึ่งวัน) และเต็มไปด้วยความรู้มากมาย ถ้าเพื่อนนักลงทุนมีโอกาส อย่าลืมหาเวลาให้กับตัวเอง เปิดโลกทัศน์ให้ตัวเองเพื่อประโยชน์ในหน้าที่การงาน การลงทุนของเราต่อไป แล้วพบกันใหม่ในทริปหน้านะครับ

แถมศัพท์เวียดนาม


ไหนๆ ก็ไปเวียดนามทั้งที มีศัพท์มาฝากเพื่อนๆ นักลงทุนนะครับ เผื่อวันใดได้ไปเยือนจะได้พอฟังออกหรือพูดได้ครับ
ซิน จ่าว - สวัสดี
ก่าม เอิน - ขอบคุณ
ซิน โหลย - ขอโทษ
สวย - แด็บ
สวยมาก - แด็บล้ำ
จาย - หล่อ
ด๋า - น้ำแข็ง
เนื้อก - น้ำ
โก๊บ (เสียงสั้น) - ถ้วย/แก้ว
เกิม - ข้าว
ลุย - ถอย (เอาล่ะ รถจะชนก็ตรงนี้แหละ)
โฝ - ถนน

วันพฤหัสบดีที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

หุ้นเชื่องช้า (หุ้น Laggard)

หุ้น Laggard

ในสภาวะที่ราคาของหุ้นหลายตัวปรับสูงขึ้นนักลงทุนหลายคนอาจจะขยับตัวช้าเรียกว่ามัวทำงานอย่างอื่นอยู่ไม่ได้หันมองตลาดหุ้นไปซะหลายวัน หันกลับมาดูอีกทีหุ้นของหลายบริษัทก็ปรับราคาขึ้นไปแล้ว คำถามคือแล้วจะทำอย่างไรดี ต้องทนทำใจว่าช้าไปเสียแล้ว รอรอบใหม่ดีกว่าไหม เรื่องที่จะเล่าให้ฟังนี้อาจจะให้คำตอบเพื่อนๆ ได้

เพื่อนวิ่งไปแต่เรายังอยู่


ก่อนอื่นเลยต้องทำความเข้าใจก่อนว่าการ "ช้า" ในที่นี้หมายถึงด้านราคาของหุ้นเป็นหลัก ในขณะที่ราคาหุ้นหลายบริษัทขยับขึ้นไป ยังมีหุ้นอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งไม่ค่อยขึ้นกับว่าจะเป็นหุ้นของกลุ่มอุตสาหกรรมอะไร แต่เป็นกลุ่มที่ราคา ยืดยาด อืดอาด ขยับตัวช้ากว่าคนอื่นเขา หุ้นกลุ่มนี้คือหุ้นกลุ่มขยับตัวทีหลังหรือที่เรามักได้ยินเรียกว่ากลุ่ม laggard นั่นเอง โดยทั่วไปหุ้นที่เป็นกลุ่มตลาดราคาขยับตัวขึ้นหรือลงก่อนคนอื่นเขามักจะเป็นกลุ่มธนาคาร สถาบันการเงิน และ สำหรับในประเทศไทยก็อาจจะเป็นอุตสาหกรรมใหญ่ใหญ่ที่มีขนาดบริษัทตามราคาตลาดค่อนข้างสูงเช่นอุตสาหกรรมน้ำมันและสื่อสารเป็นต้น ส่วนหุ้นที่มีราคาอยู่ในกลุ่มเชื่องช้านั้นไม่สามารถบอกได้เลยขึ้นอยู่กับแต่ละรอบของการขึ้นลงของตลาด แต่เดี๋ยวนะ ก็ในเมื่อ "มือเก่าหัดขับ" เป็นนักลงทุนแนวเน้นมูลค่าหรือ VI แล้วมาสนใจอะไรกับราคาหุ้นที่จะขึ้นเร็วๆ ช้าๆ นี้ด้วยล่ะ ก็เพราะในบางแง่มุมมันอาจจะมีความเกี่ยวข้องกันอยู่อย่างไรล่ะครับ

ทำไมมีผู้นำและผู้ตาม (ด้านราคาหุ้น)


เราอาจจะถามว่าทำไมถึงมีกลุ่มนำตลาดและกลุ่มเชื่องช้าที่ขยับปรับราคาทีหลังคนอื่นเขา เรื่องนี้มีความเป็นได้ทั้งด้านพื้นฐานและจิตวิทยาทางการตลาด ด้านพื้นฐานคือนักลงทุนต่างๆ มองว่าหุ้นกลุ่มนำตลาดจะได้รับผลประโยชน์โดยตรงจากการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจและได้ประโยชน์ในการลงทุนมากกว่า (เอากันจริงๆ อาจจะมองด้านของราคาที่ขยับขึ้นไปหรือ capital gain มากกว่าผลประโยชน์ทางการดำเนินกิจการจริงๆ ก็ได้) ในทางจิตวิทยาคือหุ้นกลุ่มนำตลาดที่ขยับตัวก่อนมักเป็นกลุ่มที่มีขนาดบริษัทตามราคาตลาด (market cap.) ใหญ่ นักลงทุนที่มีเงิน จำนวนมากสามารถหาซื้อได้ง่าย-ขายออกได้คล่อง ส่วนธุรกิจที่ได้ประโยชน์รองๆ และมีขนาดบริษัทเล็กลงมาก็จะค่อยปรับราคาตามกันไปทีหลัง

ข้อสังเกต


อย่างไรก็ตาม หากเพื่อนนักลงทุน ต้องการที่จะลงทุนในหุ้นของบริษัทที่ปรับราคาเชื่องช้ากว่ากลุ่มบางตลาดเขา ผมก็มีข้อสังเกตให้ไว้ดังนี้
  1. หุ้นกลุ่ม laggard มักเป็นหุ้นของบริษัทที่มีขนาดเล็กรองๆ ลงมา ทำให้นักลงทุนที่มีเงินทุนจำนวนมากให้ความสนใจน้อยลง และผู้ดูแลราคาสามารถดูราคาได้ง่าย การดูแลราคานี้ที่ว่านี้ก็ไม่ได้หมายความว่าจะดูให้ราคาเพิ่มสูงขึ้นอย่างเดียวแต่หมายความว่าดูไม่ให้ราคาเพิ่มขึ้นก็ได้เช่นกัน
  2. ราคาของหุ้นกลุ่ม laggard นี้ถึงจะขยับขึ้นก็มักจะขึ้นไม่มากเป็นสัดส่วนเดียวกันกับกลุ่มนำตลาดที่วิ่งเผ่นแน่บไปก่อนหน้า
  3. หุ้นกลุ่ม laggard อาจจะไม่ขยับขึ้นก็ได้ โดยโอกาสที่กลุ่มนี้จะปรับราคาสูงตามคนอื่นเขาไปมีประมาณ 50% เท่านั้น คือกว่าจะตัดสินใจว่าจะขึ้นราคาตามพรรคพวกเขาดีไหมก็ถึงคราวหมดรอบพอดี

การนำไปใช้งาน


เหล่านี้เป็นเรื่องที่จะเกิดขึ้นในระยะสั้น แน่นอนว่าในระยะยาวแล้วราคาของหุ้นย่อมสะท้อนผลประกอบการและการเจริญเติบโตของบริษัทนั้นๆ ทำให้เราซึ่งเป็นนักลงทุนสามารถรู้ทันและ สังเกตว่าตามปกติแล้วหุ้นของเราเป็นหุ้นแบบไหน เพราะถ้าเพื่อนถือหุ้นลงทุนระยะยาวแต่เป็นกลุ่มที่ราคาขยับเชื่องช้าสักหน่อย พอเพื่อนๆ ขยับราคากันไปแต่ของเราไม่ไปไหนจะพาลเข้าใจไปว่ากิจการไม่ดี (อย่าลืมว่าเราต้องแยกให้ออกระหว่างมูลค่าที่แท้จริงของกิจการ กับราคาหุ้นเสมอ) จะพาลขายของดีไป พอหันกลับมาดูอีกครั้งหุ้นของเราก็วิ่งขึ้นไปไม่กล้าซื้อคืนแล้ว นอกจากนั้นยังทำให้เลือกได้ว่าในช่วงเวลาต่างๆ ของสภาพตลาดหลักทรัพย์และของธุรกิจที่เราสนใจนั้นเราจะเลือกลงทุนในระยะสั้นหรือระยะยาวอย่างไรครับ

วันพฤหัสบดีที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

P/BV สำคัญแค่ไหน


การลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ทุกวันนี้มันหลากหลายแนวทางมาก เพราะตัวผลิตภัณฑ์ที่มีการซื้อขายกันอยู่ในตลาดหลักทรัพย์มีมากมายขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก ผลิตภัณฑ์เหล่านี้หลายอย่างก็ไม่ใช่หุ้นสามัญ เช่น ใบสำคัญแสดงสิทธิต่างๆ ตราสารอนุพันธ์ สัญญาซื้อขายล่วงหน้า ไปจนถึงหุ้นสามัญของบริษัทจดทะเบียนต่างๆ ทำให้มีรูปแบบและหลักการในการลงทุนมากมาย ทั้งในรูปแบบการเก็งกำไรการลงทุน ทั้งในระยะสั้น กลาง และระยะยาว

การลงทุน (ไม่ใช่การเก็งกำไร) ก็มีแนวทางและหลักการมากมาย แนวทางหนึ่งคือการลงทุนโดยอาศัยพื้นฐานของธุรกิจซึ่งแตกแขนงออกมาเป็น การลงทุนแนวเน้นมูลค่าของกิจการ ซึ่งอย่างหลังจากมีการนำตัวเลขทางการเงินต่างๆ เข้ามาคำนวณร่วมด้วยมากขึ้น และหนึ่งในตัวเลขที่นักลงทุนแนวนี้มักสนใจมากก็คืออัตราส่วนของราคาหุ้นต่อมูลค่าทางบัญชีต่อหุ้น (price/book value หรือ p/bv) นั่นเอง

มูลค่าทางบัญชี (Book Value)


หนึ่งในบรรดาตัวเลขต่างๆ นั้น มีตัวเลขหนึ่งที่เราสนใจก็คือมูลค่าทางบัญชี ซึ่งจะคิดเฉพาะส่วนของผู้ถือหุ้น (Equity) เท่านั้น โดยไม่รวมเอาหนี้สินของบริษัทมารวมด้วย (ไม่อย่างนั้นแล้ว บริษัทที่ก่อหนี้มากมายก็กลายเป็นว่ามีมูลค่าทางบัญชีมากขึ้น ซึ่งไม่ถูกต้องตามที่ควรจะเป็น) หรืออาจจะเขียนได้เป็น

ส่วนของผู้ถือหุ้น (Equity) = ทรัพย์สิน (Asset) - หนี้สิน

ส่วนของผู้ถือหุ้น (Equity) = ทุน + กำไร/ขาดทุนสะสม1 + (ค่าความนิยม)2 + (สินทรัพย์ไม่มีตัวตนอื่น)3

ทุน = ทุนเรือนหุ้น (คือ ราคาพาร์ x จำนวนหุ้น)
        + ส่วนเกินมูลค่าหุ้น (คือ ส่วนราคาที่สูงกว่าราคาพาร์ที่ขายหุ้นได้ x จำนวนหุ้น)4

1 บริษัทจะจ่ายปันผลได้จะต้องไม่มีขาดทุนสะสม เหลืออยู่
2 ดูคำอธิบาย ค่าความนิยม (Goodwill) ด้านล่าง
3 ดูคำอธิบาย สินทรัพย์ไม่มีตัวตนอื่น ด้านล่าง
4 บริษัทจะจ่ายปันผลได้จะต้องไม่มีส่วนต่ำมูลค่าหุ้น ดูเรื่อง การล้างขาดทุนสะสม ประกอบ

และเมื่อเรานำส่วนของผู้ถือหุ้นมาหารด้วยจำนวนหุ้นก็จะได้ตัวเลข มูลค่าทางบัญชีต่อหุ้นนั่นเอง โดย
มูลค่าทางบัญชีต่อหุ้น (Book value / share) = ส่วนของผู้ถือหุ้น (Equity) / จำนวนหุ้นของบริษัท

เรื่องแปลกที่เห็นได้เป็นปกติ


โดยปกติแล้ว ส่วนของผู้ถือหุ้นก็คือสิ่งที่บริษัทหรือธุรกิจมีอยู่จากส่วนของตัวเอง เรียกง่ายๆ คือควักกระเป๋าลงทุนลงแรงทำมาหากินสะสมกำไรต่างๆ เอาไว้กับตัว (และอาจจะรวมค่าความนิยมของกิจการอื่นที่ตัวเองยอมจ่ายเพื่อซื้อเข้ามาด้วย) นักลงทุนสามารถมองหาตัวเลข ราคาต่อมูลค่าทางบัญชีต่อหุ้น หรือ p/bv ได้รวดเร็วในที่ต่างๆ เช่นในบทวิเคราะห์บริษัทนั้น ในเว็บไซต์ต่างๆ รวมทั้งในเว็บไซต์ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หรือแม้ถ้าหาไม่พบจริงๆ ก็คำนวณเอาเองได้จากส่วนของผู้ถือหุ้นหารด้วยจำนวนหุ้นของบริษัทนั่นเอง

สิ่งแปลกที่เราเห็นได้อย่างหนึ่งก็คือ เราอาจจะเห็นราคาหุ้นของบางบริษัทลดต่ำลงมากจนมีราคาหุ้นต่อมูลค่าทางบัญชีต่อหุ้น หรือ p/bv ต่ำกว่า 1 นั่นหมายความว่าเมื่อเราจ่ายเงินซื้อหุ้นไป 1 หุ้น เราจะได้ส่วนของเจ้าของ (หรือผู้ถือหุ้น ซึ่งก็คือเรานั่นเอง) ที่มีราคามากกว่าที่เราจ่ายไป จะเรียกว่าดีกว่าไปนั่งทำบริษัทนั้นเองมาตั้งแต่ต้นก็ไม่ผิดนัก เรื่องนี้มีความเป็นไปได้ด้วยเหตุหลายประการ เช่น ถ้าบริษัทขาดทุนอยู่ติดต่อกันนาน ราคาหุ้นอาจจะลดต่ำลงมากจนต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชีต่อหุ้นก็คงไม่แปลก แต่บางบริษัทก็ทำกำไรได้อยู่ แต่กลับมีราคาหุ้นต่อมูลค่าทางบัญชีต่อหุ้น หรือ p/bv ต่ำกว่า 1 นี่สิที่ดูแปลกอยู่ แต่ก็มีอยู่ให้เราพิจารณาลงทุนได้ (ต้องดูส่วนประกอบอื่นด้วย)

ในทางกลับกัน หลายบริษัทมีราคาหุ้นต่อมูลค่าทางบัญชีต่อหุ้น หรือ p/bv สูงมาก เช่น 5-10 เท่า แบบนี้เราจะบอกว่าราคาหุ้นของบริษัทนั้นแพงเกินไปทันทีก็คงไม่ถูกต้องนัก เพราะต้องดูองค์ประกอบอื่นอีกด้วยโดยเฉพาะอย่างยิ่งคือ ความสามารถในการทำกำไร ของบริษัทนั้น

ราคาหุ้นต่อมูลค่าทางบัญชีต่อหุ้น สำคัญหรือไม่


จะว่าไปแล้ว อย่างน้อยตัวเลขนี้ก็บอกเราได้ว่า ถ้าเราทำบริษัทมาเหมือนกันทุกประการกับบริษัทที่เราสนใจอยู่นี้ ณ เวลานี้เราควรจะทำบริษัทเองหรือซื้อหุ้นของบริษัทที่พิจารณาอยู่จะดีกว่ากัน อย่างน้อยตัวเลข ราคาหุ้นต่อมูลค่าทางบัญชีต่อหุ้น หรือ p/bv ที่ต่ำกว่า 1 ก็บอกเราได้ว่าเราได้ส่วนของผู้ถือหุ้นกลับมามากกว่าเงินที่เราจ่ายไป แต่อย่างไรก็ตาม
  1. "ความถูก" ของราคาหุ้นเมื่อเทียบกับมูลค่าทางบัญชีนั้นสำคัญ แต่ไม่ได้สำคัญที่สุด สิ่งที่สำคัญกว่าคือบริษัทจะต้องทำกำไร เพราะหากบริษัทขาดทุนแล้วมูลค่าทางบัญชี (Book Value) ก็จะลดน้อยลงไปเรื่อยๆ จนถึงจุดหนึ่งราคาหุ้นที่เราจ่ายไปจะกลายเป็นแพง นั่นคือราคาที่เราจ่ายไปต่อมูลค่าทางบัญชีต่อหุ้นในวันหน้าไม่ได้ต่ำอีกต่อไป
  2. เราต้องเข้าใจให้ได้ว่าทำไม p/bv จึงต่ำมากหรือสูงมาก โดยปกติแล้วถ้าบริษัทขาดทุนต่อเนื่อง p/bv มักจะต่ำ และถ้าบริษัทมีความสามารถในการทำกำไรสูง p/bv ก็มักจะสูงมาก (โดย p/e หรือ ราคาหุ้นต่อกำไรต่อหุ้นต่อปี มีค่าต่ำหรือมีค่าตามสมควรตามการเติบโตของบริษัทนั้น) แต่ เมื่อใดที่ p/bv มีค่าต่ำแบบไม่สมควร คือบริษัทก็สามารถทำกำไรได้ดี และเติบโตได้ จ่ายปันผลดี ก็อาจจะถือว่าเป็นโชคที่น่าพิจารณา ว่าควรจะคว้าเอาไว้หรือไม่
  3. มูลค่าทางบัญชีต่อหุ้น หรือ (Book Value - bv) นั้นสัมพันธ์กับ ROE (Return On Equity) ที่ปรากฏต่อผู้ซื้อหุ้น ถ้ามูลค่าทางบัญชีต่อหุ้นต่ำมากจะทำให้ตัวเลข ROE สูง แต่แม้ ROE มีค่าสูงแต่ราคาหุ้น (Price - p ซึ่งเป็นส่วนที่เราควักกระเป๋าออกไปจริงๆ) แพงมาก ก็จะทำให้ ผลตอบแทนต่อเงินที่เราจ่ายค่าหุ้น ไม่สูงนักซึ่งจะสะท้อนไปที่ p/e ที่มีสูงด้วย (ใช้ระยะเวลาตอบแทนนานขึ้น คือราคาที่จ่ายแพงขึ้น) แต่ถ้า ROE สูงด้วยและ p/bv ยังต่ำกว่า 1 อีกล่ะก็ จะยิ่งทำให้ผลตอบแทนต่อเงินที่เราจ่ายค่าหุ้นไปจริงๆ สูงมากเลยทีเดียว
  4. p/bv จะดูสำคัญมากในบางแง่มุมเช่น ถ้าเราต้องการซื้อบริษัทนั้นทั้งบริษัท โดยจ่ายเงินน้อยแต่หวังได้ทรัพย์สินทั้งหมดมาด้วย เรียกว่าได้กำไรเห็นๆ แต่ในกรณีที่เราเป็นรายย่อยเราคงไม่สามารถซื้อบริษัทนั้นได้ทั้งหมด แต่ก็มีความเป็นไปได้ในแง่ของการเก็งกำไรว่าผู้ที่มาซื้อจะให้ราคาที่ดีกว่าราคาหุ้นในกระดานพอสมควร เราที่แอบซื้อเอาไว้ก็สามารถเห็นเป็นช่องทางเก็งกำไรได้ (เป็นการเก็งกำไรแบบมีเหตุผล คือรู้ว่าค่าที่แท้จริงของมันเป็นเท่าไร)
  5. สิ่งหนึ่งที่ควรระวังหากเราจะใช้ มูลค่าทางบัญชีต่อหุ้น (bv) มาร่วมพิจารณาในการลงทุน ต้องระวังและดูว่าในการคำนวณหาส่วนของสินทรัพย์นั้นมีการบวก ค่าความนิยม2 และ/หรือ ทรัพย์สินไม่มีตัวตนอื่นๆ3 ไว้ด้วยหรือไม่ เพราะการบวกตัวเลขสองส่วนนี้เข้าไปจะทำให้ มูลค่าทางบัญชีต่อหุ้น (bv) สูงขึ้น และทำให้ p/bv ต่ำลง (ดูเหมือนราคาหุ้นถูกเมื่อเทียบกับสินทรัพย์ที่มี) แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่าเราเชื่อหรือไม่ว่าค่าความนิยม และสินทรัพย์ไม่มีตัวตนอื่นนั้นมีคุณค่าในการทำกำไรอย่างสมเหตุสมผลหรือไม่

2ค่าความนิยม (Goodwill)


ค่าความนิยม เกิดเมื่อบริษัทได้ซื้อกิจการของบริษัทอื่นเข้ามา (กลายเป็นบริษัทย่อยของตัวเอง) ในรคาสูงกว่ามูลค่าทางบัญชีของบริษัทนั้น (เท่านั้น ไม่มีกรณีอื่น) เมื่อเป็นเช่นนั้นก็จะต้องมีวิธีการบันทึกให้รู้ว่าเงินส่วนเกินที่จ่ายไปนั้นอยู่ในรูปของอะไร ก็คือบันทึกไว้เป็นค่าความนิยมแทรกไว้ในสินทรัพย์ไม่มีตัวตนในงบดุลนั่นเอง โดยค่าความนิยมมีลักษณะต่อไปนี้

  • เป็นสินทรัพย์ไม่หมุนเวียนและไม่มีตัวตน
  • โดยปกติไม่มีการเสื่อมค่า (คาราคาซังอยู่ในบัญชี ฝั่งสินทรัพย์ อยู่แบบนั้นแหละ)
  • ถ้าตัดจำหน่ายให้เสื่อมค่าต้องมีเหตุผล จะตัดทีเดียวหรือ 3-5 ปีก็ได้ (แต่เนื่องจากค่าความนิยมไม่จำกัดอายุการใช้งาน ในทางภาษีจะตัดได้จำกัด ไม่เกินปีละ 10% ไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นรายจ่ายต้องห้าม - ต้องห้ามเพราะจะเป็นการตั้งใจทำให้บริษัทกำไรน้อยลงและจ่ายภาษีน้อยลง)
  • ถ้ามีการตัดจำหน่ายให้เสื่อมค่าจะต้องบันทึกไว้เป็นรายจ่ายในงบกำไร-ขาดทุน
  • โดยทั่วไปมีตัวเลขเป็นบวก แต่ค่าความนิยมเป็นลบก็ได้ คือซื้อบริษัทอื่นาในราคาต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชีของบริษัทนั้น

3สินทรัพย์ไม่มีตัวตนอื่น


ที่จริงแล้ว ค่าความนิยมก็ถือว่าเป็นสินทรัพย์ไม่มีตัวตน แต่ที่แยกออกไปต่างหากเพื่อบางครั้งก็ถูกเขียนแยกให้เห็นในงบดุล (งบแสดงสถานะทางการเงิน) และอาจจะมีตัวเลขสูงกว่าสินทรัพย์ไม่มีตัวตนอื่นมาก นอกจากค่าความนิยมแล้วแน่นอนว่ายังมีสินทรัพย์ที่จับต้องไม่ได้อย่างอื่นที่แอบอยู่ในงบดุลฝั่งสินทรัพย์และสามารถทำให้ส่วนของผู้ถือหุ้นเพิ่มสูงขึ้นไปได้อีก เช่น
  • ลิขสิทธิ์ (copyrights)
  • สิทธิบัตร (patents)
  • สัมปทาน (franchise)
  • เครื่องหมายการค้า (trademarks)
  • สิทธิการเช่า
ซึ่งนักลงทุนต้องพิจารณาดูว่าสินทรัพย์ไม่มีตัวตนเหล่านี้สร้างคุณค่าให้กับบริษัทพอที่สมควรถูกบวกเข้ามาได้หรือไม่ (คือสร้างยอดขาย ทำกำไรได้หรือไม่) ในกรณีที่ตัวเลข "สินทรัพย์ไม่มีตัวตนอื่น" ในบัญชีมีค่าไม่สูงนัก (เช่น ไม่เกิน 5-10% ของ ทุน + กำไรสะสม) ก็คงไม่ต้องเป็นห่วงมากนัก แต่ถ้าบริษัทมีแต่ของจับต้องไม่ได้เต็มไปหมด นักลงทุนก็อาจจะต้องคิดสักนิดว่าของเหล่านั้นสร้างยอดขายและกำไรให้กับบริษัทได้จริงหรือไม่อย่างไร  ถ้าเราไม่เชื่อว่าจะสร้างเงินได้จริงก็ลองหักออกแล้วคำนวนส่วนของผู้ถือหุ้นที่เหลือ จากนั้นคำนวนมูลค่าทางบัญชีต่อหุ้นในแบบของเรา (แบบอนุรักษ์นิยม) ดูสักนิด ก็จะเห็นว่าราคาหุ้นบนกระดานนั้นถูกจริงหรือไม่ครับ

สรุป


โดยสรุปแล้ว p/bv นั้นเป็นสิ่งที่ควรดูในการลงทุน มันสำคัญแต่ก็ไม่ได้สำคัญที่สุด (p/e, การเติบโต, gpm, npm, d/e สำคัญกว่า) แต่อย่างน้อยในระหว่างที่เราค้นคว้าดู "คุณภาพ" ของ มูลค่าทางบัญชี (bv) เราก็จะได้เห็นว่าบริษัทมีสินทรัพย์อะไรบ้าง มี สินทรัพย์แฝง ที่มีคุณค่าต่อการสร้างรายได้และกำไรอยู่เป็นพิเศษหรือไม่ ซึ่งจะทำให้เราตัดสินใจในการลงทุนได้ดีขึ้นครับ

วันศุกร์ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

Window dressing คืออะไร



เพื่อนนักลงทุนคงเคยได้ยินคำว่าวินโดวเดรสซิง (Window dressing) กันหลายครั้งแล้วโดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาที่จะใกล้ปิดไตรมาส ก่อนจะมีเพื่อนเพื่อนพูดกันว่ามีการทำสิ่งที่เรียกว่าวินโดวเดรสซิงกัน หลายคนอาจจะทราบแล้วว่าคืออะไรแต่ก็คงมีนักลงทุนอีกหลายคนโดยเฉพาะมือใหม่ที่ไม่รู้ว่ามันคืออะไรผมก็เลยถือโอกาสช่วงปิดไตรมาสนี้มาเล่าให้ฟังกันครับ

โดยความหมายแล้วตามพจนานุกรมทั่วไป คำว่าวินโดวเดรสซิงหมายถึงการตกแต่งหน้าร้านเพื่อให้คนที่เดินผ่านไปผ่านมามองเข้ามาแล้วเห็นว่าจำหน่ายสินค้าที่สวยงามน่าสนใจและดูดี แต่ในอีกความหมายหนึ่งแล้วคำนี้อาจสื่อในความหมายที่ไม่ค่อยดีนักเช่นการตกแต่งเพื่อตบตาผู้ที่มองเข้ามา หรือถ้าจะเปรียบกับภาษาไทยก็อาจจะคล้ายกับสำนวน ผักชีโรยหน้า ก็ได้ผิดไปมากนัก

วินโดวเดรสซิงในธุรกิจ


ที่จริงแล้วคำว่าวินโดวเดรสซิงไม่ได้จำกัดเฉพาะเกี่ยวกับถ้าลงทุนในตลาดหลักทรัพย์หรือนักลงทุนเท่านั้นแต่รวมถึงธุรกิจหรือบริษัทต่างๆ ด้วย ตัวอย่างเช่นบริษัทที่มีผลการดำเนินงานไม่ดีนักเช่นมีการหมุนเงินสดไม่ทันแต่ไม่ต้องการที่จะปิดงบการเงินรายไตรมาสหรือรายปีแล้วดูว่าเงินสดติดลบ บริษัทก็ทำการดึงการจ่ายเงินออกไปเล็กน้อยทำให้ ณ จุดเวลาที่ปิดงบการเงินยังคงมีเงินสดเหลืออยู่ในมือมากและดูว่าดีไม่มีปัญหาอะไร

วินโดวเดรสซิงกับการลงทุน


คำนี้ในความหมายของการลงทุนจะหมายถึงการกระทำหรือไม่กระทำอะไรบางอย่างก่อนที่จะออกงบการเงินของกองทุนต่างๆเพื่อทำให้ตัวเลขในงบการเงินหรือตัวเลขที่แสดง ความสามารถหรือประสิทธิภาพของกิจการดูดีขึ้น ตัวอย่างเช่นผู้จัดการกองทุนอาจจะขายหุ้นที่เกิดการขาดทุนออกไปแล้วก็เปลี่ยนเป็นหุ้นที่มีการคาดหวังว่าจะได้ผลตอบแทนที่ดีในช่วงเวลาอันสั้น

สิ่งที่เกิดขึ้น


สำหรับนักลงทุนแล้ววินโดว์เดรสซิ่งดูเหมือนจะมีผลมากที่สุดก็คือการทำให้ดัชนีของตลาดหลักทรัพย์พุ่งสูงขึ้นในช่วงก่อนปิดไตรมาส อย่างไรก็ตามสำหรับนักลงทุนที่ลงทุนในกองทุนต่างๆแล้วก็ควรจะให้ความสนใจว่ากล่องทุนที่ตัวเองถืออยู่นั้นมีการทำวินโดว์เดรสซิ่งหรือไม่อย่างไร เพราะกองทุนที่จำเป็นที่จะต้องทำวินโดว์เดรสซิ่งอาจเป็นกองทุนที่มีผลการดำเนินงานโดยปกติไม่ค่อยดีนัก หรือร้ายแรงไปกว่านั้นก็คือมีบางช่วงบางตอนได้ทำการลงทุนนอกเหนือไปจากนโยบายหรือกลยุทธ์การลงทุนที่ได้บอกกล่าวแก่นักลงทุนเอาไว้ และโดยสถิติแล้วแม้ว่าการทำวินโดว์เดรสซิ่งจะทำให้ผลการดำเนินงานของกองทุนดูดีขึ้นในระยะเวลาสั้นแต่ในระยะเวลายาวนานแล้วผลที่ได้กลับเป็นตรงกันข้าม ซึ่งก็เป็นอีกหน้าที่หนึ่งของตัวนักลงทุนเองที่จะต้องคอยดูว่ากองทุนที่ตัวเองถืออยู่นั้นมีกิจกรรมแปลกแปลกใช่มิหรือไม่

จะเห็นได้ว่า นอกจากความคิดหรือความรู้สึกว่าเมื่อใกล้สิ้นไตรมาสกองทุนต่างๆ จะพยายามซื้อหุ้นเพื่อดันดัชนีและราคาหุ้นที่ตัวเองถืออยู่ให้สูงขึ้น เพื่อให้ผลการดำเนินงานของกองทุนดูดี นักลงทุนหลายคนที่คอยดักขายหุ้นในราคาสูงก็อาจจะได้ประโยชน์ในช่วงเวลานี้ไปด้วย แต่จะเห็นว่าหากกองทุนทำเช่นนี้บ่อยๆ (อย่างน้อยก็คือรับของจากผู้ขายให้คนอื่นในราคาแพง) ในระยะยาวแล้วก็ไม่น่าจะเป็นการดีนั่นเอง ส่วนเราที่เป็นนักลงทุนรายย่อย ลงทุนเองบ้าง ซื้อหน่วยลงทุนบ้าง จะตัดสินใจอย่างไรกับส่วนไหนก็คงสามารถนำความรู้ไปจัดการได้แล้วนะครับ

วันพุธที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2559

BREXIT (British Exit)



ความจริงแล้วทีแรกผมคิดว่าจะไม่เขียนเกี่ยวกับเรื่องนี้แล้วเพราะมีผู้เขียนถึงจำนวนมาก แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อเราถือว่ามีผลกระทบต่อการลงทุนไม่มากก็น้อยรวมทั้งเพื่อเป็นการบันทึกไว้อ้างอิงในอนาคตและจะเพิ่มความคิดเห็นลงไปบ้าง เลยคิดว่าเราคุยกันสักหน่อยน่าจะเป็นการดี โดยพื้นฐานแล้วเรื่อง Britian Exit หรือรวมเป็นคำสั้นว่า BREXIT นี้เป็นเรื่องของประเทศอังกฤษซึ่งมีการทำประชามติเพื่อดูว่าประชาชนต้องการที่จะออกหรือจะอยู่ในกลุ่มประเทศยุโรปต่อไปหรือไม่

อาจจะมีคำถามว่าอยู่ที่นี่แล้วทำไมถึงมาพูดเรื่องการออกจากสารภาพยุโรปของประเทศอังกฤษก็ในเมื่อก่อนที่จะเข้าร่วมไม่ได้คิดให้ดีหรอกหรือ จริงๆ เวลานั้นก็คงคิดมาครั้งหนึ่งแล้วล่ะครับแต่ว่าพอเวลาผ่านไปก็มีปัญหาอื่นๆตามมาเยอะเช่น
  1. บางประเทศในยุโรปมีปัญหาหนี้สินรุงรังซึ่งกระทบต่อสมาชิกทั้งหมด แสดงให้เห็นว่า คนอังกฤษบางส่วนไม่อยากแบกปัญหานี้กับประเทศอื่นที่มีปัญหาไปด้วย 
  2. การอยู่ในกลุ่มประเทศยุโรปหรือ EU ทำให้มีการเคลื่อนย้ายคนไปมาเพื่อทำงานต่างถิ่นได้ง่ายขึ้น คนอังกฤษบางกลุ่มก็ต่อต้านการไหลเข้ามาทำงานของคนต่างชาติเหล่านี้ นอกจากนี้ยังมีปัญหาผู้อพยพที่ไหลเข้ามาในกลุ่ม EU อีกด้วย 
  3. มีกลุ่มคนที่อยากให้อังกฤษมีเสรีในการจัดทำข้อตกลงทางการค้ากับประเทศอื่นๆ ไม่ใช่ต้องไปขออนุญาตกลุ่ม EU ทุกครั้งซึ่งทำให้ไม่คล่องตัวหรือไม่ได้ตามที่ตัวเองต้องการ

ผลการทำประชามติ


หลังจากที่มีการทำประชามติเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2559 ที่ผ่านมาก็ปรากฏว่าประชาชนเกินครึ่งหนึ่งของอังกฤษเล็กน้อยต้องการที่จะออกจากสหภาพยุโรป (ออก 52% - อยู่ต่อ 48%) โดยถ้าดูตามภูมิศาสตร์แล้ว ประชาชนในสกอตแลนด์และกรุงลอนดอนเลือกที่จะคงอยู่กับสหภาพยุโรปในขณะที่ประชาชนที่อาศัยบริเวณรอบนอกเมืองใหญ่และบริเวณอื่นเลือกลงคะแนนเสียงที่จะแยกตัวออกจากสหภาพยุโรป อย่างไรก็ตามการตัดสินใจนี้ยังไม่ถือว่าเป็นที่สิ้นสุดเพราะว่าจะต้องผ่านสภาผู้แทนราษฎรของอังกฤษก่อนอีกครั้งหนึ่ง และกว่าจะดำเนินการออกได้จริงคงใช้เวลากว่าสองปี สิ่งที่เกิดขึ้นทันทีก็คือนายกรัฐมนตรีของอังกฤษที่รณรงค์ให้อังกฤษยังคงอยู่กับสหภาพยุโรป (David Cameron) ประกาศลาออกทันทีหลังจากที่ผลประชามติเป็นตรงกันข้ามกับนโยบายที่ตัวเองสนับสนุน เมื่อผลประชามติออกมาดังนี้ก็ดูเหมือนจะมีความขัดแย้งกันระหว่างผู้คนในอังกฤษที่บางส่วนก็ยังอยากที่จะอยู่กับสหภาพยุโรปในขณะที่บางส่วนก็ต้องการที่จะออกจากสารภาพยุโรป พูดไปพูดมาก็ดูเหมือนว่าบางแคว้นของสหราชอาณาจักรทำท่าทางอยากจะขอแยกตัวออกจากกัน แต่เรื่องนี้ก็คงเป็นเรื่องที่พูดกันโดยมีความเป็นไปได้ค่อนข้างน้อย

แต่สิ่งที่อาจจะตามมาอีกอย่างหนึ่งก็คือเมื่ออังกฤษคิดจะออกจากสหภาพยุโรปก็มีคำถามว่าประเทศอื่นๆ ในยุโรปเองที่มีแนวโน้มหรือเริ่มมีความคิดอยากออกอยู่แล้ว (เช่น ประเทศเนเธอร์แลนด์) จะดำเนินคล้อยตามทำประชามติแยกตัวออกไปหรือไม่เป็นต้นก็ต้องคอยติดตามกันต่อไป

ผลด้านการค้า


ในความเป็นจริงแล้วการออกจากสหภาพยุโรปของประเทศอังกฤษก็คงไม่กระทบกับประเทศไทยมากนักเนื่องจากว่าเราไม่ได้มีการค้าขายโดยตรงกับอังกฤษเป็นปริมาณที่มากมายนัก (ประมาณ 3.6 พันล้านดอลลาร์ หรือเพียง 1.5% ของการส่งออกทั้งหมดของไทย) โดยถ้าเกิดการแยกตัวจริงเราก็จะต้องทำข้อตกลงเรื่องเขตการค้าเสรี (FTA) กับอังกฤษเป็นการเฉพาะแยกจากสหภาพยุโรป สินค้าของไทยไปยังอังกฤษส่วนมากเป็น เนื้อไก่ รถยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ รวมทั้งเครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ (บริษัทเหล่านี้อาจได้รับผลกระทบ ต้องคอยจับตา) และถ้าปัญหาลุกลามไปถึงกับกลุ่มประเทศสหภาพยุโรปแยกตัวออกจากกันถึงตรงนั้นการค้าที่ประเทศไทยมีกับประเทศอื่นๆ ในสหภาพยุโรปก็คงส่งผลทางที่ไม่ดีแน่นอน แต่ก็คงเป็นเรื่องที่อยู่ห่างไกลความเป็นจริงและเวลาในปัจจุบันค่อนข้างมากดังนั้นคงไม่ต้องกังวลมากเกินไปนะครับ

ผลด้านการลงทุน


ในวันศุกร์ที่ 24 มิถุนายน 2559 ซึ่งเป็นวันที่ประเทศอังกฤษกำลังนับคะแนนประชามติกันอยู่ และมีแนวโน้มว่าจำนวนประชาชนที่ต้องการที่จะออกจากสหภาพยุโรปนั้นมีจำนวนมากกว่าส่วนที่ต้องการจะอยู่ต่อ ดัชนีหุ้นไทย จึงแสดงอาการตกใจไปด้วยโดยการลดลงจากดัชนีที่ปิดในวันพฤหัสบดีก่อนหน้าที่ 1436.40 จุด ลงไปที่จุดต่ำสุดคือ 1393.83 จุดหรือ - 42.57 จุด ก่อนที่จะขึ้นมาปิดการซื้อขายด้วยดัชนี 1413.19 จุด หรือลดต่ำลง - 23.21 จุด เรียกได้ว่าวันนั้นหุ้นแดงทั้งกระดานก็คงจะไม่ผิดนัก

อย่างไรก็ตามเพียงสองสามวันให้หลังดัชนีก็สามารถปรับตัวพุ่งทะยานขึ้นมาและมีเสถียรภาพดีขึ้นได้หลังจากที่พิจารณาได้แล้วว่าคงไม่ได้มีผลกระทบกับประเทศไทยมากนัก ถ้าจะว่ากันตามความเป็นจริงดัชนีของตลาดหลักทรัพย์ต่างๆ ทั่วโลกก็เริ่มปรับตัวกับขึ้นมาหลังจากทราบผลประชามติในสองสามวันให้หลังเช่นกัน (วันที่รู้ผลประชามติก็พากันร่วงลงไปพร้อมกับเราด้วย)

ด้านพื้นฐานเศรษฐกิจ


คราวนี้เราหันกลับมาดูผลทางด้านพื้นฐานเศรษฐกิจกันบ้างการออกจากกลุ่มยุโรปของสหภาพของประเทศอังกฤษนั้นถ้าเกิดขึ้นจริงก็อาจจะมีผลทำให้เงินปอนด์ของอังกฤษมีค่าตกลงเล็กน้อย นอกจากนั้นแล้วก็คงไม่มีผลอะไรมากมายนักเนื่องจากว่ากลุ่มประเทศยุโรปคงจะต้องร่วมมือและค่อยค่อยปรับตัวเพื่อให้ทุกประเทศสามารถดำเนินธุรกิจทั้งด้านการผลิตและการค้าด้วยกันต่อไปได้ ดังจะเห็นว่าคราวที่ประเทศกรีซออกจากกลุ่มสหภาพยุโรปนั้นในช่วงแรกก็มีการคาดการณ์ว่าจะเกิดผลเสียหายกระทบมากมาย แต่จริงๆ แล้วก็ยังไม่มีความเสียหายในวงกว้างให้เราเห็นชัดเจนมากนัก (แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าไม่มีปัญหาใดๆ นะครับ)

ในบางแง่มุมการอ่อนค่าของเงินปอนด์หรือเงินสกุลยูโรก็อาจจะเป็นผลดีกับบริษัทไทยบางบริษัทซึ่งมีหนี้สินในตระกูลเงินยูโรก็ได้ หมายความว่าเราก็ใช้เงินไทยจำนวนน้อยลงไปใช้หนี้ ถ้าบริษัทเหล่านั้นมีรายได้เป็นเงินไทยและมีหนี้สินเป็นเงินยูโรก็จะได้รับประโยชน์ไปเต็มๆ ในทางตรงกันข้ามถ้าเป็นบริษัทที่ส่งออกสินค้าไปขายประเทศอังกฤษการที่ค่าเงินต่ำลงก็อาจจะทำให้ต้องขายสินค้าเป็นเงินสกุลเงินปอนด์ในราคาที่สูงขึ้นอาจจะทำให้ขายยากขึ้น แต่คิดว่าบริษัทที่มีลักษณะอย่างนี้คงมีจำนวนไม่มากนัก สำหรับนักลงทุนก็คงจะต้องดูว่าเราถือหุ้นหรือเป็นเจ้าของบริษัทดังกล่าวเรานี้หรือไม่

โอกาสในการลงทุน


ในช่วงที่เกิดการตกใจอย่างไม่สมเหตุผลเช่นนี้และราคาหุ้นในกระดานลดต่ำลงโดยไม่สมเหตุสมผล นั่นหมายความว่าเรารู้แล้วมันไม่ได้เกิดผลกระทบที่รุนแรงหรือเป็นระยะเวลานานการที่หุ้นตกราคาต่ำลงก็เป็นโอกาสที่นักลงทุนสามารถเข้าไปซื้อสะสมไว้ได้ โดยส่วนตัวผมเองก็ช่วยโอกาสนั้นไว้เช่นกัน
ไว้เราคอยติดตามกันต่อไปนะครับว่าการที่อังกฤษประชาชนอังกฤษต้องการออกจากสหภาพยุโรปนั้นจะถูกตอบสนองโดยมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอย่างไรและประชาชนอังกฤษจะทำอะไรต่อไปโดยที่เราก็ต้องคอยติดตามผลการดำเนินงานของบริษัทที่เราถือหุ้นไว้ด้วยนะครับ