วันศุกร์ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2558

อยากขายหรือถึงอยากให้หุ้นขึ้น



ในรูปของการลงทุนผ่านตลาดหลักทรัพย์นั้น มีบุคคลหลายกลุ่มซึ่งแต่ละกลุ่มก็มีหลายแนวคิดอยู่ในตลาดพร้อมกันในเวลาเดียวกัน บางคนเมื่อลงทุนแล้วก็ใจเย็นหวังให้บริษัทเจริญเติบโตไปเรื่อยๆ และจ่ายปันผลสูง สม่ำเสมอรวมทั้งเติบโตไปตามยอดขายและขนาดของบริษัท หลายคนอาจจะคล้ายๆ กันนี้คือให้บริษัทมั่นคงเติบโตไปเรื่อย จะจ่ายปันผลมากหรือน้อยไม่สนใจเท่าไหร่นักขอให้ราคาหุ้นของบริษัทขยับสูงขึ้นไปตลอดก็พอใจแล้ว ทั้งสองกลุ่มนี้เรียกได้ว่าช้าๆ แต่มั่นคง ประมาณว่าไม่เป็นไรหรอกไม่ต้องรีบฉันรอได้

แต่แน่นอนว่ามีบุคคลอีกกลุ่มหนึ่งในตลาดหลักทรัพย์ซึ่งเป็นกลุ่มใหญ่กว่าทั้งหมด ที่เมื่อซื้อหุ้นแล้วก็เฝ้าแต่รอหวังให้หุ้นนั้นมีราคาสูงขึ้นทุกวี่ทุกวันอาจจะหวังให้สูงขึ้นไปตามดัชนีของตลาดหลักทรัพย์หรือว่าเอาชนะดัชนีของตลาดหลักทรัพย์ได้ยิ่งดี บุคคลกลุ่มนี้มักจะหาจังหวะซื้อและขายตามราคาของหลักทรัพย์ที่เปลี่ยนไปในตลาดในแต่ละวันโดยไม่ได้คิดคำนวนถึงความเหมาะสมและความสมเหตุสมผลว่าราคาที่แท้จริงของหุ้นหรือหลักทรัพย์นั้นควรจะเป็นเท่าไหร่ สุดท้ายแล้วเมื่อหุ้นเปลี่ยนแปลงราคาสูงขึ้นไปเขาก็มักจะชิงขายเพื่อทำกำไร เรียกได้ว่า "อยากขายหุ้นเพื่อทำกำไรอยู่ตลอดเวลา" นั่นเอง จริงอยู่ที่ว่าการทำกำไรนั้นเป็นสิ่งที่ดีและถูกต้องเป็นบางส่วนแต่ราคาที่ขายนั้นก็อาจจะยังต่ำกว่าราคาที่เหมาะสมอยู่ดีหรือตามภาษานักลงทุนที่เราเรียกว่าขายหมูนั่นเอง

ย้อนกลับไปดูกลุ่มนักลงทุนที่มีความสามารถคำนวณราคาที่เหมาะสมของหุ้นได้ นักลงทุนกลุ่มนี้จะใช้เวลามากในการค้นหาธุรกิจที่น่าลงทุน ธุรกิจที่สามารถเจริญเติบโตได้อย่างยั่งยืน ธุรกิจที่เจ้าของและผู้บริหารตั้งใจทำงานสร้างสรรค์สิ่งต่างๆให้บริษัทเติบโตขึ้นไปในอนาคต และถ้าเขาคำนวณแล้วว่าราคาที่เหมาะสมหรือมูลค่าที่เหมาะสมของบริษัทนั้นสูงกว่ามูลค่าตลาดที่เป็นปัจจุบันมากนักลงทุนกลุ่มนี้คงไม่รีรอที่จะเข้าไปลงทุนในธุรกิจนั้น (เราเรียกนักลงทุนกลุ่มนี้ว่านักลงทุนแนวเน้นพิจารณามูลค่าของกิจการ หรือ VI - Value Investor นั่นเอง) ซึ่งมักจะคิดตรงกันข้ามกับกลุ่มบุคคลที่อยากให้ราคาหุ้นสูงขึ้นเพื่อหาโอกาสขายอยู่ตลอดเวลา นักลงทุนเน้นมูลค่าเหล่านี้จะไม่ค่อยอยากให้ราคาหุ้นของบริษัทที่ตัวเองได้คำนวณหรือพิจารณาไว้แล้วเพิ่มสูงขึ้นในเวลารวดเร็วเกินไป อาจจะด้วยแผนกลยุทธ์การซื้อ หรือการเอารายได้อื่นมาทะยอยลงทุนเพิ่มก็ตามเขาเหล่านี้จะพยายามทยอยสะสมหุ้นของบริษัทที่สนใจนี้ไปเรื่อยๆ ในราคาที่ถูก เพื่อให้ได้ต้นทุนรวมที่ต่ำนั่นเอง นักลงทุนเหล่านี้ยังคงมีความสุขกับการที่ "หุ้น (ยัง) ไม่ขึ้น" แต่ผลการดำเนินการเติบโต และอาจจะจ่ายปันผลสูงอยู่ตลอด จนสักวันหนึ่งที่เหมาะสม มีการกระตุ้นบางอย่างเกิดขึ้นในบริษัท สิ่งดีๆ ก็จะถูกสะท้อนออกมาในราคาหุ้นที่พุ่งสูงขึ้นเอง

บางครั้งที่มีคนถามผมว่าหุ้นที่ซื้อไว้ขึ้นมากแค่ไหน หลายครั้งผมก็ยิ้มแล้วตอบว่ายังไม่ขึ้นหรอก ผู้ถามก็ถามกลับมาว่าแล้วพี่ไม่อึดอัดหรือ ผมจึงมักต่อไปด้วยเหตุผลที่เก่ามากข้างบนทั้งหมดว่า ตราบใดที่ผมยังมั่นใจว่าวิเคราะห์และคาดการณ์ไม่ผิด ผมจะรู้สึกเฉยๆ และยินดีนะ ผมจะอยากให้หุ้นเพิ่มราคาสูงขึ้นไปทำไมในเมื่อผมยังไม่ได้อยากขายมันและก็ยังคงอยากหาเงินมาซื้อมันเพิ่มอยู่

วันพฤหัสบดีที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2558

เกมการลงทุนแบบรายย่อย



ถ้าพูดในเรื่องของการลงทุนแล้วทุกวันนี้โชคดีที่เราสามารถลงทุนได้ในหลายรูปแบบ ผู้ที่ทำงานประจำก็อาจจะมีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของบริษัท ส่วนผู้ที่เป็นข้าราชการก็มีกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการที่ลงทุนในสิ่งต่างๆ มากมายไม่ว่าจะเป็น ตราสารหนี้ ตราสารทุน ตลาดเงิน รวมถึงตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ต่างๆ และมีการจัดสรรแบ่งปันการลงทุนออกเป็นส่วนต่างๆ (portfolio) ทั้งนี้ก็เพื่อให้เหมาะสมกับสภาพความเสี่ยงของผู้ลงทุนแต่ละคน นอกจากนี้ไม่ว่าเราจะลงทุนผ่านกองทุนต่างๆ ตามภาค (คล้ายจะ) บังคับดังกล่าวมาแล้วหรือไม่ก็ตาม เราก็ยังเลือกที่จะลงทุนเพิ่มเองโดยการซื้อหน่วยลงทุนในรูปแบบ LTF (Long Term Equity Fund) หรือ RMF (Retirement Mutual Fund) ที่ได้ผลประโยชน์ทางภาษีอีก ซ้ำยังสามารถลงทุนเองผ่านกองทุนในรูปแบบอื่นๆ ได้อีกสารพัด รวมทั้งการเลือกที่จะเป็นนักลงทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเองก็ได้ด้วย ซึ่งแบบหลงที่สุดนี้เรียกว่าเป็นนักลงทุนรายย่อยนั่นเอง

หากถามว่าทำไมถึงต้องลงทุนเองเหตุผลที่แต่ละคนตอบกันไปก็คงจะมีต่างๆ นานา แต่ส่วนใหญ่แล้วโดยสรุปก็คงไม่พ้นความต้องการที่จะได้ผลตอบแทนจากการลงทุนมากกว่าผลตอบแทนที่ลงทุนผ่านกองทุนต่างๆ นั่นเอง ในเรื่องนี้หลายคนอาจจะสงสัยว่าจะเป็นไปได้หรือในเมื่อกองทุนมีทั้งบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถสูง และยังมีข้อมูลต่างๆที่เกี่ยวเนื่องเกี่ยวข้องกับการลงทุนมากมายกว่านักลงทุนรายย่อยอีก ซึ่งถ้าพูดตามความเป็นจริงแล้วในส่วนของข้อมูลหรือในส่วนของบุคลากรนั้นอาจจะมีส่วนจริงอยู่ แต่กองทุนต่างๆก็มีข้อจำกัดหลายอย่างมากมายที่ไม่สามารถทำได้ในขณะที่นักลงทุนรายย่อยสามารถทำได้อย่างสบาย ตัวอย่างเช่นกองทุนที่มีนโยบายการลงทุนในหลักทรัพย์ขนาดใหญ่เท่านั้นก็จะไม่สามารถลงทุนในหลักทรัพย์หรือบริษัทขนาดเล็กได้ หรือกองทุนหลายกองทุนก็มีข้อกำหนดว่าจะต้องถือหลักทรัพย์และเงินสดเป็นสัดส่วนเท่านั้นเท่านี้จะถือเงินสดมากมายโดยไม่ถือหลักทรัพย์เป็นเวลานานก็ไม่ได้เป็นต้น (ในขณะที่เมื่อนักลงทุนรายย่อยเห็นท่าทางไม่ดี ก็สามารถขายหุ้นออกเพื่อถือเงินสดทั้งหมดก็ยังได้) หรือการที่กองทุนจะขายและซื้อหุ้นทีละมากๆ ก็ทำได้ยาก ไม่สะดวกเท่านักลงทุนรายย่อยที่มีขนาดของพอร์ตการลงทุนเล็กกว่ามาก สิ่งต่างๆเหล่านี้นี่เองที่ทำให้รายย่อยอาจจะลงทุนแล้วได้ผลดีกว่ากองทุนขนาดใหญ่ได้ แต่หากนักลงทุนรายย่อยทำตัวเหมือนนักลงทุนรายใหญ่คือซื้อหุ้นแต่ตัวใหญ่เท่านั้น หรือลอกการบ้านของกองทุนขนาดใหญ่อยู่ตลอดเวลา อย่างนี้โอกาสที่จะได้ผลตอบแทนที่ดีกว่ากองทุนต่างๆคงเป็นไปได้ยากเพราะต้องไม่ลืมว่านักลงทุนรายย่อยหลายหลายคนก็มีงานประจำ การซื้อขายหลักทรัพย์ต่างๆก็ไม่คล่องตัวเท่ากับกองทุนต่างๆ เรียกว่าเป็นรายย่อยแต่กลับไปเล่นในเกมของรายใหญ่หรือกองทุน ถ้าทำตัวแบบนี้ผมแนะนำว่าซื้อกองทุนน่าจะสบายใจกว่า การดูแลก็น้อยกว่าด้วย ทำงานประจำไปเรื่อยๆ ให้สบายใจน่าจะดีกว่า

คราวนี้กลับมาถึงด้านกลยุทธ์ของรายย่อยบ้าง ถ้าเรามองดูธุรกิจตามความเป็นจริงเราจะเห็นว่าธุรกิจขนาดเล็กหลายธุรกิจมีความสามารถในการเติบโตเมื่อเทียบกับตัวมันเองมากกว่าธุรกิจขนาดใหญ่ด้วยซ้ำไป เพื่อให้นึกภาพออกง่ายขึ้นลองดูธุรกิจขนาดใหญ่เช่นบริษัทปูนซิเมนต์ไทยซึ่งแน่นอนว่ามีความมั่นคงสูงมากและแน่นอนเช่นกันว่ามีการขยายตัวอยู่ตลอดเวลา แต่การที่จะทำให้บริษัทปูนซิเมนต์ไทยมียอดขายเพิ่มขึ้น 3 เท่าหรือมีกำไรเพิ่มขึ้น 3 เท่าในเวลา 3-4 ปีนั้นเป็นเรื่องที่แทบเป็นไปไม่ได้ในปัจจุบัน ในทางกลับกันถ้าเราพิจารณาบริษัทขนาดเล็กกว่า สมมติเช่นธนาคารหรือบริษัทผลิตอาหารขนาดจิ๋วที่กำลังขยายกิจการ การที่จะขยายจากบริษัทขนาดจิ๋วเป็นบริษัทขนาดเล็ก (ยังไม่ถึงขนาดกลางด้วยซ้ำไป) และมีกำไรเพิ่มขึ้น 2 ถึง 3 เท่านั้นเป็นเรื่องที่เป็นไปได้เลยทีเดียว และแน่นอนถ้ากำไรเพิ่มขึ้น 2 ถึง 3 เท่า ราคาหุ้นก็ย่อมมีโอกาสที่จะเพิ่มขึ้น 2 ถึง 3 เท่าด้วยเช่นกัน นั่นคือราคาหุ้นเพิ่มขึ้นตามผลประกอบการจริงๆ

สำหรับกองทุนที่จะต้องลงทุนในหุ้นขนาดใหญ่แล้วผลตอบแทนก็มักจะขึ้นลงไปตามดัชนีของตลาดหลักทรัพย์ แต่สำหรับนักลงทุนรายย่อยหากลงทุนในหุ้นของบริษัทขนาดเล็กลงที่ได้รับการคัดเลือกเป็นอย่างดีผลตอบแทนก็อาจจะไม่เป็นไปตามดัชนีตลาดหลักทรัพย์ก็ได้ ตัวอย่างก็เช่นกราฟที่ใช้ประกอบในบทความนี้ ในช่วงเวลา 2 เดือนที่ผ่านมาดัชนีตลาดหลักทรัพย์ลดลงกว่า 100 จุด (กราฟบน) ในขณะที่ราคาของหลักทรัพย์เพิ่มขึ้นกว่า 90% (กราฟด้านล่าง) เรียกได้ว่าราคาเพิ่มขึ้นอย่างไม่แคร์สือเลยก็ได้ นักลงทุนรายย่อยจึงควรทำงาน ทำการบ้านเพื่อหากิจการที่สามารถเติบโตขึ้นได้อย่างต่อเนื่อง มีภูมิคุ้มกันต่อสภาวะแวดล้อมที่ดีในที่สุดก็จะได้ผลตอบแทนที่ดีเอาชนะผู้เล่นรายที่ใหญ่กว่าได้ เรียกได้ว่าอยู่ในเกมของรายย่อยนั่นเอง

แต่อย่างไรก็ตาม การลงทุนนั้นเป็นเรื่องส่วนตัวและไม่ควรมุ่งหวังแข่งขันกับใคร ซึ่งในวันหน้าผมจะคุยให้ฟังถึงเรื่องนี้อีกทีหนึ่งครับ

วันศุกร์ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2558

ซื้อเฉลี่ย!



สิ่งหนึ่งที่พวกเราซึ่งเป็นผู้ลงทุนรายย่อยและอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ควรจะทราบ (จริงๆ ก็น่าจะทราบอยู่แล้ว แต่คงต้องย้ำเตือนอีกครั้งหนึ่ง) ก็คือ เราไม่สามารถควบคุมราคาหุ้นได้ เรียกง่ายๆ ว่ามันจะขึ้นหรือจะลงสิ่งที่เราทำก็คือสิ่งที่เราตัดสินใจทำอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือแม้กระทั่งตัดสินใจอยู่เฉยๆ (การอยู่เฉยๆ คือการตัดสินใจแล้วว่าจะไม่ทำอะไรนะครับ ไม่ใช่ยังไม่ได้ตัดสินใจ เพราะตลาดนั้นดำเนินต่อไปโดยไม่รอเรา) ดังนั้นเมื่อเราซื้อหุ้นแล้ว โดยสรุปแล้วจะมีหนทางที่เราทำเมื่อราคาหุ้นเปลี่ยนไปได้คือ ขายทำกำไร, ขายตัดขาดทุน, ไม่ทำอะไร และ ซื้อเฉลี่ย ซึ่งในตอนนี้เราจะคุยกันเรื่องของการซื้อเฉลี่ยกัน 

1. ซื้อเฉลี่ยขาลง
การ "ซื้อเฉลี่ยขาลง" เป็นสิ่งที่เพื่อนๆ นักลงทุนนึกถึงเป็นอย่างเดียวของการซื้อเฉลี่ยเลยทีเดียว เมื่อราคาหุ้นในตลาดตกต่ำลงหลายคนก็ซื้อเฉลี่ยเพื่อลดต้นทุนโดยรวมให้ต่ำลงซึ่งจะว่าไปก็จริง แต่ถ้าราคาหุ้นในตลาดลดลงต่อเนื่องไปอีก เราก็ขาดทุนอยู่ดี และขาดทุนมากขึ้นด้วย เพราะเอาเงินเติมเข้าไปมากขึ้นหากเราขายหุ้นนั้นออกไป จึงเป็นสิ่งที่ต้องระวัง อย่างไรก็ตามการเข้าใจการซื้อเฉลี่ยว่ามีเพียง "ขาลง" อย่างเดียวนั้นเป็นความเข้าใจถูกเพียงครึ่งเดียว (คือผิดอีกครึ่งหนึ่งนั่นแหละ)

2. การซื้อเฉลี่ยขาขึ้น
นี่เป็นสิ่งที่ขาดหายไปในการซื้อเฉลี่ย นอกจากการซื้อเฉลี่ยขาลงซึ่งอาจจะนำพาให้ขาดทุนเพิ่มขึ้นได้ ก็ยังมีการ "ซื้อเฉลี่ยขาขึ้น" อีก (นี่คืออีกครึ่งส่วนที่หายไป) จะว่าไปเป็นเรื่องที่ปลอดภัยมากขึ้น เพราะแม้ว่าการซื้อเฉลี่ยขาขึ้นจะทำให้ต้นทุนรวมสูงขึ้น (ซึ่ง ถ้าราคาหุ้นในตลาดเพิ่มสูงขึ้นต่อไปอีก หุ้นส่วนที่เราซื้อเพิ่มย่อมมีกำไรด้วย ทำให้ได้กำไรมากขึ้นไปด้วย

อย่างไรก็ตาม ในการซื้อเฉลี่ยนั้นจากประสบการณ์ผมมีข้อแนะนำต่อไปนี้คือ

1. ขาลงของหุ้นปั่น
ห้ามซื้อเฉลี่ยเด็ดขาด ถ้ารู้ตัวว่าซื้อหุ้นปั่น แล้วมันไม่ขึ้น ก็ต้องเตรียมขายตัดขาดทุน ถือกรรไกรไว้ในมือให้มั่น (อย่าลืมอ้าไว้ด้วย เดี๋ยวตัดไม่ทัน) หุ้นที่โดนทำราคาขึ้นมาโดยไร้พื้นฐานรองรับ หากถูกขายจนหมดแล้วย่อมร่วงหล่นเหมือนใบไม้ที่เหี่ยวเฉาแล้ว หาคำตอบไม่ได้เลยว่าเมื่อไรจะฟื้น

2. ขาลงของหุ้นดี มีปันผล ราคาเหมาะสมสูงกว่านั้นมาก
ถ้าลงเพราะลงตามตลาดแต่ไม่อยากขายแล้วซื้อกลับ หรือขายตัดขาดทุนตอนน้อยๆ ไม่ทัน จะขายก็เสียดาย เคยไหมครับ ขายปุ้บ เด้งปั้บเลย สิ่งที่เกิดขึ้นในเดือนที่ผ่านมาถึงต้นเดือนนี้ก็เห็นอยู่ (มีนาคม 2558 - ต้นเดือน เมษายน 2558) หุ้นลงมาหลายสิบจุด หลายคนถอดใจ สองวันต่อมาขึ้นไปหลายสิบจุดให้เจ็บใจเล่น ก็ซื้อเพิ่มได้ (เท่ากับได้ปันผลมากขึ้น) แต่ว่าต้องมีวิธีซื้อ คือให้มันกลับตัวก่อนแล้วค่อยซื้อเพิ่ม นี่ต้องว่ากันที่ว่าราคานั้นต่ำกว่าพื้นฐานพอสมควรนะครับ ไม่ใช่ว่าสูงกว่าพื้นฐานของมันแล้วยังหวังว่าจะให้มันขึ้นในเร็ววัน คงยาก

การลงทุนจึงต้องมีการวางแผนกลยุทธ์ไว้ตั้งแต่แรกว่า ถ้าเป็นไปตามแผนจะทำอย่างไร ถ้าไม่เป็นไปตามแผนจะทำอย่างไร จริงๆ แล้วคือควรมีเงินสำรองเสมอ หรือถ้าไม่มีก็อาจจะต้องปรับพอร์ตก็ได้ คือแบ่งขายตัวอื่นที่ upside ต่ำกว่าหรือจ่ายปันผลน้อยกว่า ไปซื้อหุ้นของบริษัทที่ดีกว่า เป็นต้น นี่คือข้อดีของการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ คือเราสามารถโยกเงินไปมาได้เสมอครับ

งานรวมพลคนทำ Blog โดย Krungsri Guru

 

เมื่อช่วงค่ำของวันที่ 2 เมษายน 2558 ที่ผ่านมา ต้องขอบคุณธนาคารกรุงศรีอยุธยาที่ให้เกียรติเชิญไปร่วมงาน Blogosphere by Krungsri Guru ที่ Four Points by Sheraton บรรยากาศเป็นงานที่ทางธนาคารได้จัดให้ผู้ที่มีประสบการณ์และความรู้ด้านการเงิน การลงทุน และธุรกิจ ได้มาพบปะ พูดคุย แลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างเป็นกันเอง (และด้วยตัวเอง) ในงานมีดนตรีเพราะๆ ให้ผู้เข้าร่วมงานได้ผ่อนคลาย มีอาหารเล็กๆ น่ารักให้รับประทาน และที่เป็นสีสันคือการจับรางวัลเป็นของขวัญกลับบ้าน และสำหรับผู้ที่ไม่ได้รับรางวัลก็ได้รับของที่ระลึกกลับไปทุกท่าน

แต่สิ่งที่ได้รับคือ การได้รู้จักเพื่อนใหม่ ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นในด้านต่างๆ ต้องขอขอบคุณทางธนาคารกรุงศรีอยุธยาที่เล็งเห็นการต่อยอดความคิดของผู้รู้ทั้งหลายโดยไม่ได้ชี้นำใดๆ ทั้งสิ้นจริงๆ ต้องขอบคุณไว้ ณ ที่นี้ด้วยและขอให้ทำโครงการดีๆ เช่นนี้ต่อไปนะครับ



วันศุกร์ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2558

สร้างวินัยการออมเงินด้วยการลงทุนแบบประจำ



จริงอยู่ที่ว่าเงินทองนั้นไม่ได้เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตของคนเรา เพราะยังมีอาหาร ผู้คนรอบข้าง และสิ่งอื่นอีกมากมายที่ทำให้คนเรามีความสุขและใช้ชีวิตได้อย่างเป็นสุข เราต้องยอมรับว่าหลายอย่างไม่สามารถหาซื้อได้ด้วยเงิน รวมทั้งหลายอย่างเราก็ไม่ควรพยายามใช้เงินซื้อด้วยซ้ำไป แต่เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่าเงินก็สามารถใช้แก้ปัญหาได้หลายอย่างรวมทั้งสร้างความมั่นคงความสุขในชีวิตทั้งส่วนตัวและครอบครัวของเรา การที่จะเป็นคนมีเงินได้นั้นนอกจากจะต้องหาเงินเก่งไม่ว่าจะทำงานประจำทำการค้าขายใดก็ตามก็ยังจะต้องรู้จักนำเงินรายได้ส่วนที่ได้วางแผนไว้มาเก็บออมรวมทั้งทำให้งอกเงยอีกด้วย

การทำเงินให้งอกเงยเป็นสิ่งจำเป็นที่จะทำให้เรามีความมั่งคั่งทางการเงิน และรักษาค่าของเงินที่เรามีเอาไว้ เพราะเราคงรู้จักคำว่า "เงินเฟ้อ" เป็นอย่างดี เงินเฟ้อทำให้เงินของเรามีค่าลดน้อยลงในเวลาข้างหน้า เราจึงต้องทำเงินให้งอกเงยด้วยการลงทุนที่มีโอกาสชนะอัตราเงินเฟ้อได้ ซึ่งในปัจจุบันมีอยู่หลายวิธี ทั้งการนำไปลงทุนเองในธุรกิจ การนำเงินไปลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ด้วยตัวเอง และการนำเงินไปให้ผู้ที่มีความชำนาญลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ ตลาดทุน ตลาดเงิน ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์แทนเรา สำหรับคนที่มีเวลามากและมีความชำนาญสูง มีประสบการณ์ยาวนาน การทำธุรกิจก็อาจจะเป็นทางเลือกที่ดี แต่สำหรับมือใหม่แล้ว การทำธุรกิจย่อมแฝงไปด้วยความเสี่ยงมากมาย กว่าจะตั้งตัวได้ก็อาจจะล้มจนลุกไม่ขึ้นหรือใช้เวลานานมาก ยิ่งผู้ที่ทำงานประจำแล้วยิ่งยากที่จะมีเวลาทำธุรกิจใหญ่ๆ ได้ด้วยตัวเอง การลงทุนเองในตลาดหลักทรัพย์หรือตราสารทุนรวมทั้งตราสารหนี้ต่างๆ ก็ต้องใช้ความชำนาญเป็นพิเศษ ต้องฝึกฝน ดังนั้นในระหว่างที่ยังไม่พร้อมในการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูงด้วยตัวเอง ก็ยังมีทางเลือกอื่นในการลงทุนโดยอาศัยบริการของผู้ที่มีความชำนาญในการสร้างเงินให้งอกเงยแทนเรา การอาศัยบริการของกองทุนก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว

อย่างไรก็ตามการออมเงินโดยอาศัยบริการของกองทุนนั้นก็ยังมีสิ่งที่นักลงทุนหรือผู้ฝากเงินจะต้องเรียนรู้เช่นกัน เพราะถ้าซื้อหน่วยลงทุนจำนวนมากๆ เพียงครั้งเดียวแต่เป็นจังหวะเวลาที่ไม่ดีคือหน่วยลงทุนมีราคาสูงอาจจะเพราะเป็นช่วงเวลาที่ดัชนีของตลาดหลักทรัพย์มีตัวเลขที่สูงพอดี ในเวลาต่อมาดัชนีตลาดหลักทรัพย์ปรับตัวลงก็จะทำให้ราคาของหน่วยลงทุนลดลงตามไปด้วยจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับนโยบายการลงทุนของกองทุนนั้นๆ ว่าลงทุนแล้วผลที่ได้ขึ้นกับกับดัชนีตลาดหลักทรัพย์มากน้อยเพียงใด แต่จะว่าไปแล้วแม้ว่ากองทุนจะไม่ได้เลือกลงทุนด้วยวิธีการที่ทำให้ราคาของหน่วยลงทุนปรับตัวขึ้นลงตามดัชนีของตลาดหลักทรัพย์ก็ตาม ราคาของหน่วยลงทุนก็ยังคงขึ้นอยู่กับความเปลี่ยนแปลงอื่นๆ ในระบบเศรษฐกิจของโลกนี้อยู่ดีไม่ว่าจะเป็นตลาดเงิน ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ก็ตาม พูดง่ายๆ ก็คือการเลือกซื้อหน่วยลงทุนโดยหวังว่าจะซื้อได้ในราคาที่ต่ำ ต่ำมาก หรือต่ำที่สุดคงยากที่จะเป็นไปได้ในสภาวะปัจจุบันนี้ พอคิดไปกลัวมาว่าจะซื้อที่ราคาต่ำเพื่อให้ได้กำไรไม่ได้ ก็เลยไม่ได้เริ่มลงทุนเสียที นับว่าน่าเสียดายทีเดียว ทั้งเสียดายเงินที่บางทีเราก็นำไปใช้ในทางที่ไม่เกิดประโยชน์จริงไม่ได้มีโอกาสเพิ่มค่าของตัวเองให้มากขึ้นไปและเสียดายเวลาที่เงินนั้นสามารถไปทำงานแทนเราได้

โชคดีที่ผู้ออมเงินที่ต้องการลงทุนในสินทรัพย์ที่อาจแปรค่าไปมาได้แบบเรื่อยๆ เป็นประจำ ยังมีวิธีหนึ่งที่ถูกคิดค้นมาใช้กันเพื่อวัตถุประสงค์ให้ลงทุนได้ง่ายอยู่หลายวิธี หนึ่งในนั้นคือวิธีที่เรียกว่า Dollar Cost Averaging หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า DCA นั่นเอง

หลักการของวิธี Dollar Cost Averaging นี้อธิบายง่ายๆ ก็คือการนำเงินมาลงทุนด้วยจำนวนเท่ากันทุกช่วงเวลาเดียวกัน (เช่น 1000 บาททุกๆ 15 วัน, 5000 บาททุกๆ 1 เดือน เป็นต้น) ไปซื้อหลักทรัพย์หรือหน่วยลงทุนเป็นประจำด้วยเงินจำนวนนั้นเป็นประจำ นั่นหมายความว่าเมื่อใดที่ราคาของสินทรัพย์หรือหน่วยลงทุนมีราคาต่ำเราก็จะได้จำนวนสินทรัพย์หรือจำนวนหน่วยลงทุนเป็นปริมาณมากในการซื้อในครั้งนั้น และเมื่อใดที่ราคาของสินทรัพย์หรือหน่วยลงทุนมีราคาสูงขึ้นเราก็จะได้จำนวนของสินทรัพย์หรือจำนวนของหน่วยลงทุนเป็นจำนวนน้อยลงด้วยเงินจำนวนเท่าเดิมนั้น การลงทุนในลักษณะแบบนี้ในท้ายที่สุดแล้วผู้ลงทุนจะมีสินทรัพย์หรือหน่วยลงทุนที่มี "ราคาเฉลี่ย" ระดับหนึ่งซึ่งอาจจะไม่ใช่ราคาที่ต่ำสุดที่เคยเป็นแต่ก็ไม่ใช่ที่ราคาสูงสุดที่เคยเป็นของสินทรัพย์หรือหน่วยลงทุนนั้น และเมื่อเวลาผ่านไปย่อมเกิดการเปลี่ยนแปลงของราคาของสินทรัพย์หรือหน่วยลงทุนที่ผู้ลงทุนได้ซื้อสะสมเอาไว้และย่อมต้องมีช่วงเวลาใดช่วงเวลาหนึ่งที่ราคาสินทรัพย์หรือราคาของหน่วยลงทุนในตลาดมีค่าสูงกว่าราคาเฉลี่ยของสินทรัพย์หรือหน่วยลงทุนที่ผู้ลงทุนได้ซื้อเพื่อลงทุนเอาไว้ นั่นคือผู้ลงทุนจะได้กำไรจากการลงทุนแล้ว

ข้อดีของวิธีลงทุนแบบ DCA

1. เป็นวิธีการลงทุนที่มีโอกาสได้กำไรสูงมากในช่วงระยะลงทุนพอสมควรที่ไม่สั้นเกินไป คือยาวนานกว่าการเปลี่ยนแปลงขึ้นลงของราคาหลักทรัพย์หรือหน่วยลงทุนหนึ่งรอบ

2. เป็นวิธีที่ไม่ต้องการความชำนาญพิเศษใดๆ ของผู้ลงทุน ผู้ลงทุนไม่จำเป็นต้องมีความรู้ในการคาดการณ์เศรษฐกิจหรือสภาพแวดล้อม เพียงแต่ต้องมีวินัยทางการออมเงินจำนวนเท่ากันทุกระยะเวลาที่เท่ากัน เท่านั้นเอง ดังนั้นจึงเหมาะมากกับผู้ที่ทำงานประจำและ/หรือไม่มีเวลาในการหาจังหวะซื้อขายเพื่อการได้กำไร (ซึ่งในทางปฏิบัตินั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ผู้ที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์และซื้อขายเก็งกำไรด้วยตัวเองจะทราบเรื่องนี้ดี)

3. ผู้ลงทุนสามารถเลือกจำนวนเงินที่เหมาะสมในการออมแบบลงทุนของตัวเองในแต่ละครั้ง และเลือกความถี่ห่างได้เองอีกด้วย บางคนอาจจะทุกหนึ่งเดือน หรือบางคนอาจจะทุก 15 วัน หรือบางคนอาจจะทุกสองเดือนก็แล้วแต่การวางแผนการออมของแต่ละคน
4. เนื่องจากผู้ลงทุนจะต้องจ่ายเงินเพื่อซื้อสินทรัพย์หรือหน่วยลงทุนเป็นจำนวนเท่าๆ กันทุกระยะเวลาที่เท่ากันเพื่อกำไรในการลงทุนในท้ายที่สุด จึงเป็นการบังคับตัวเองให้มีวินัยในการออมเพื่อการลงทุนไปในตัว เพราะหากไม่ทำเช่นนี้ก็จะไม่ได้กำไรนั่นเอง

ข้อเสียของวิธี DCA

แน่นอนว่าวิธีนี้ง่ายและมีอัตราความสำเร็จสูง แต่ก็ย่อมมีข้อเสียอยู่บ้าง

1. ไม่ใช่วิธีที่มีประสิทธิภาพสูงที่สุด นั่นคือไม่ใช่วิธีที่ได้กำไรมากที่สุด แต่เมื่อเปรียบเทียบกับโอกาสสูงที่จะได้กำไรแล้ว ก็ยังนับว่าเป็นวิธีที่ง่ายและได้ผลมากอยู่

2. วิธีนี้ยังมีโอกาสที่จะขาดทุนอยู่ แต่จะเกิดขึ้นเมื่อราคาของสินทรัพย์หรือหน่วยลงทุนมีราคาลดลงเรื่อยๆ ตลอดเวลาเป็นระยะเวลายาวนาน หรือสินทรัพย์นั่นมลายหายไป เช่น ถ้าสินทรัพย์นั้นเป็นหุ้นสามัญ ก็คือบริษัทขาดทุนจนเลิกกิจการและไม่มีสิ่งใดเหลือคืนแก่ผู้ถือหุ้น หรือในกรณีของกองทุนก็เช่น กองทุนขาดทุนจนล่มไป ซึ่งกรณีนี้เป็นไปได้ยากมากในปัจจุบันที่มีกฏหมายและระเบียบป้องกันไว้อย่างแน่นหนา หรือถ้าเป็นกองทุนที่อิงกับดัชนีของตลาดหลักทรัพย์ก็คือดัชนีลดต่ำลงเรื่อยๆ โดยไม่ฟื้นกลับขึ้นมาอีก ซึ่งก็เป็นไปได้ยากเช่นเดียวกัน

ในปัจจุบันมีธนาคารและสถาบันการเงินที่พร้อมที่จะให้บริการด้านการลงทุนในลักษณะต่างๆ และแน่นอนรวมทั้งวิธี Dollar Cost Averaging (DCA) พร้อมให้บริการอยู่ ผู้อ่านสามารถปรึกษากับเจ้าหน้าที่ของธนาคารได้ทันทีที่ต้องการซึ่งจะมีข้อดีแถมท้ายมาด้วยก็คือสามารถใช้ลดหย่อนภาษีได้อีกด้วย ธนาคารกรุงศรีอยุธยาก็เป็นหนึ่งในสถาบันการเงินที่มีบริการด้านนี้อยู่ด้วย ลองดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ลิ้งค์นี้ครับ
http://www.krungsri.com/bank/th/Planyourmoney/dca.html

ด้านล่างนี้เป็นภาพประกอบน่ารักๆ ของการลงทุนแบบ DCA จากธนาคารกรุงศรีอยุธยา เรียกว่าลงทุนไปเรื่อยๆ เหนือยก็อย่าพัก ทำเท่าที่ทำได้ มีความสุข สุดท้ายก็จะมีโอกาสประสบความสำเร็จได้สูงมากๆ นั่นเอง หากสนใจก็ลองติดต่อธนาคารได้นะครับ



วันพุธที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2558

ทำไมต้อง MOS

 
หลายคนคงเคยได้ยินคำว่า Margin Of Safety กันมาพอสมควร จริงๆ แล้วคำนี้ถ้าไม่ได้ใช้กับการลงทุนก็สามารถนำไปใช้ทั่วไปก็ได้ เช่น ในการออกแบบทางวิศวกรรมศาสตร์เพื่อเผื่อสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้น ก็ต้องมีการใช้ margin of safety เพื่อให้เกิดความปลอดภัยและระบบทางวิศวกรรมยังสามารถทำงานได้

ในโลกของการลงทุนแล้ว คำว่า Margin Of Safety (เรียกย่อว่า MOS) หรือ "ส่วนเผื่อเพื่อความปลอดภัย" เกิดขึ้นและเกี่ยวพันกับการลงทุนแบบเน้นมูลค่าของกิจการ เพราะถ้าเป็นการลงทุนวิธีอื่นแล้วอาจจะเป็นการยากที่จะเปรียบเทียบสิ่งที่อยากได้ สิ่งที่อยากเป็น สิ่งอยากจะเผื่อก่อนจะให้เป็น หรืออะไรแบบนี้เป็นต้น แต่เมื่อเป็นการลงทุนในแนวเน้นมูลค่าของกิจการหรือ Value Investment (เรียกย่อว่า VI) ซึ่งหัวใจของมันคือการประมาณการกำไร และ/หรือ อัตราการจ่ายปันผล และ/หรือ กระแสเงินสดอิสระที่กิจการสร้างขึ้นมาได้ (ปกติเราใช้ 3 วิธีนี้เป็นหลักซึ่งแน่นอนว่ามีวิธีอื่นอีกแต่ไม่ได้รับความนิยมเท่า) ของกิจการที่จะเกิดขึ้นใน 2-5 ปีข้างหน้าซึ่งจะนำไปสู่การคำนวณราคาที่เหมาะสม ทำให้เราสามารถตัดสินใจซื้อหรือขายหุ้นได้เมื่อเทียบกับราคาในตลาดหลักทรัพย์ หากราคาหุ้นต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริงมาก การซื้อหุ้นนั้นก็ย่อมปลอดภัยมากขึ้นหรือเรียกว่ามีส่วนเผื่อเพื่อความปลอดภัยมากหรือดีนั่นเอง

MOS หรือ Margin Of Safety เรียกได้ว่าเป็นหัวใจของการลงทุนแบบ Value Investment เลยก็ว่าได้ เพราะไม่ว่าจะคำนวณด้วยรูปแบบใด (P/E, DDM, DCF) ก็ย่อมเกิดจากการคาดหมายผลการดำเนินการของธุรกิจทั้งสิ้น นั่นคือเรากำลัคาดการณ์ในสิ่งที่เป็นอนาคตที่ยังไม่เกิดขึ้น ซึ่งอนาคตเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน สิ่งที่เราคาดการณ์อาจจะไม่เกิดขึ้น บริษัทอาจจะไม่มีผลกำไรมากดังที่เราคำนวณไว้ก็ได้ นอกจากนั้นแล้วแม้ว่าสิ่งที่เราคาดการณ์ไว้จะเป็นจริง ก็ยังอาจะจไม่เป็นจริงทั้งหมดสมบูรณ์ นั่นคือ

- การคำนวณต่างๆ ขึ้นกับสมมติฐาน ไม่มากก็น้อย ย่อมมีความผิดพลาดแฝงอยู่ได้
- การเปลี่ยนแปลงของราคา เกิดขึ้นได้เสมอ ไมว่าเราจเะเลือกหุ้นได้ดีขนาดใดก็ตาม ถ้ายังยังมี downside อยู่มากกว่า upside ก็จะยิ่งเสี่ยงมาก

ในการลงทุนที่ปลอดภัย ปกติแล้ว MOS ควรมีค่าอย่างน้อย 25% ในธุรกิจที่เรามั่นใจว่ามีความผิดพลาดในการตั้งสมมติฐานน้อย และมากกว่านั้นในธุรกิจที่อาจจะเกิดความผิดพลาดในการคาดการณ์ได้ง่าย เพื่อนๆ นักลงทุนก็ลองคำนวณและค้นหาที่เข้าข่ายปลอดภัยเหล่านี้ดูนะครับ ยิ่งถ้าสามารถหาหุ้นที่มี MOS สูงๆ ได้ระดับ 50-60% ยิ่งจะเป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงต่ำลงและให้ผลตอบแทนที่คาดหวังในระดับสูงได้ในเวลาเดียวกันเลย 


การอบรม "เลือกหุ้นเด็ดวิถี VI กำไรชั่วโคตร" 21 มี.ค. 2558


เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2558 ที่ผ่านมาหลายคนคงได้มีโอกาสพบเจอและพูดคุยกันในงานอบรมการเลือกหุ้นในวิถี VI กำไรชั่วโคตรกันแล้วนะครับ ในการพูดคุยในครั้งนี้เราได้คุยกันถึงเรื่องวิธีการเลือกธุรกิจที่เราควรจะลงทุนด้วยว่าจะต้องดูอะไรเป็นหลักบ้างเพื่อที่จะป้องกันการขาดทุนและมีโอกาสในการทำกำไรที่มากที่สุดนั่นเอง เรายังได้คุยกันถึงเรื่องงบการเงิน สิ่งสำคัญในงบการเงินที่ต้องพิจารณา รวมทั้งกลยุทธ์ในการเริ่มซื้อหุ้น  นอกจากได้พบผมแล้วก็ยังได้พบเจอเพื่อนนักลงทุนท่านอื่นอีกด้วย นับว่าเป็นโอกาสอันดีที่เราได้รู้จักกันและมีเพื่อนนักลงทุนเพิ่มขึ้นมา การที่มีเพื่อนที่สนใจด้านการลงทุนและในโอกาสต่อไปก็จะมีความรู้ความชำนาญที่มากขึ้นในการลงทุนเป็นสิ่งที่ดีที่ทำให้เราสามารถพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและตัดสินใจลงทุนได้หลากหลายและกว้างไกลขึ้น
 
สิ่งสำคัญที่จำไม่พูดถึงไม่ได้เลยคือต้องขอขอบคุณสำนักพิมพ์ Thinkgood ที่เรียกว่าเป็นแม่งานในการจัดงานครั้งนี้ ทั้งการดูแลเรื่องสถานที่ การรับรองผู้เข้าร่วมอบรมสัมนา การดูแลเรื่องอาหารเครื่องดื่มต่างๆ นาๆ ที่เป็นไปได้ด้วยความเรียบร้อยเป็นอย่างยิ่ง
 
ถึงแม้ว่าโดยส่วนตัวแล้วจะใช้พลังงานมากแต่มีความสุขมากที่ได้พบกับเพื่อนเพื่อนนักลงทุนท่านอื่นและก็มีความสุขที่ได้ถ่ายทอดสิ่งที่เคยประสบมาทั้งส่วนที่สำเร็จและส่วนที่ล้มเหลวทั้งหมดก็เพื่อเป็นช่องทางหรือเส้นทางเพื่อให้นักลงทุนรุ่นใหม่ได้เดินไปอย่างถูกต้องโดยไม่ต้องผ่านวิบากกรรมมากนักเหมือนนักลงทุนรุ่นบุกเบิกที่ผ่านมา ถ้ามีโอกาสในการจัดกิจกรรมอย่างนี้อีกผมก็จะมาประชาสัมพันธ์ในบล็อกนี้นะครับ ขอบคุณมากครับ 

วันพุธที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2558

หุ้นขึ้นอย่ารีบขาย



ฟังไปฟังมาอาจจะละม้ายคล้ายคลึงกับสำนวนไทยที่ว่า น้ำขึ้นให้รีบตัก เสียอย่างนั้น แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เราน่าจะทราบไว้บ้างหรือถ้าให้ดีกว่านั้นก็คือทำให้เป็นนิสัยเลยก็น่าจะดีเพราะในวันใดวันหนึ่งเราคงจะต้องพบเจอกับเรื่องแบบนี้เป็นแน่ 

จะว่าไปเรื่องนี้ก็เกิดจากการที่เพื่อนคนหนึ่งถามว่า สมมติว่าถ้าเราซื้อหุ้นของบริษัทหนึ่งมา และถ้าหุ้นตัวนั้นเราถือไว้เป็นเวลานานแล้ว ผลตอบแทนขึ้นไปหลายเปอร์เซ็นต์ แต่ค่า P/E เริ่มพุ่งขึ้นสูงเช่น 20 และ P/BV ประมาณ 4-5 เท่าแล้ว แบบนี้เราสมควรถือต่อไหม โดยบริษัทนี้ก็สามารถทำกำไรมาได้โดยตลอด ก็นับว่าเป็นคำถามที่ฟังดูง่ายและสามารถเกิดขึ้นได้บ่อยเลยทีเดียว

จะว่าไปแล้ว ทุกครั้งที่เราจะซื้อเราก็ต้องคำนวณราคาที่เหมาะสมของหุ้นนั้นไว้ในใจแล้วว่าเป็นเท่าไร และเราก็คงซื้อเมื่อราคาในกระดานต่ำกว่าราคาที่เราคิดเอาไว้พอสมควร (มีส่วนเผื่อเพื่อความปลอดภัยเอาไว้) ไม่อย่างนั้นเราก็คงไม่ซื้อ หรือเข้าข่ายเป็นการเก็งกำไรไปนั่นเอง ในทำนองเดียวกันเมื่อเราต้องการขายหุ้น เราก็ต้องคำนวณราคาที่เหมาะสมใหม่ในปัจจุบันนั้นด้วยว่าเปลี่ยนไปจากเดิมตอนที่เราซื้อหรือไม่ เพราะเป็นไปได้มากที่เมื่อเวลาผ่านไป บริษัททำกิจการได้ดีขึ้นมาก จนพื้นฐานเปลี่ยนไปมาก คือมียอดขายมากขึ้น กำไรมากขึ้น รวมทั้งมีโครงการที่เล็งเห็นได้ว่ามีโอกาสสำเร็จสูงและทำให้กำไรจะเพิ่มต่อเนื่องอีกหลายปีและทำให้มูลค่าของบริษัทเพิ่มมากขึ้นไปอีกได้ ในกรณีอย่างนี้เราก็อาจจะถือไว้ต่อก็ได้ อย่างไรก็ตาม ถ้าเราเจอการลงทุน (ในหุ้นตัว) อื่นที่ดีกว่าเราก็อาจจะขายก็ได้ (บางส่วนก็ได้ หรือทั้งหมดก็ได้อีก)

ดังนั้น ก่อนจะซื้อหรือจะขาย สุดท้ายก็หนีไม่พ้นที่จะต้องดูให้เป็นว่า "ราคาตอนนี้กับราคาที่เหมาะสมนั้นแตกต่างกันอย่างไร" นั่นเองครับ

วันเสาร์ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2558

ปันผลคือคำตอบสุดท้ายหรือ

 

เมื่อพูดถึงการลงทุนโดยให้คำนิยามว่าเป็นการกระทำใดๆ เพื่อหวังผลให้ได้กำไรกลับคืนมา ก็คงจะต้องถือว่าการซื้อและขายหุ้นหรือผลิตภัณฑ์ทางการเงินต่างๆ ที่มีจำหน่ายอยู่ในตลาดหลักทรัพย์นั้นเป็นการลงทุนทั้งหมด เพราะต่างคนก็ต่างหวังว่าจะได้กำไรด้วยกันทั้งนั้น และการลงทุนในโลกนี้จะถุกแบ่งออกเป็นสองแนวทางใหญ่ๆ คือการลงทุนแนวพื้นฐานและการลงทุนในแนวเทคนิค

สำหรับการลงทุนแนวเทคนิคนั้นคงต้องใช้ ช่วงเวลา ราคา ปริมาณการซื้อขาย สามอย่างนี้เป็นต้นเรื่องในการคำนวณเพื่อทำการคาดการณ์สิ่งที่จะเกิดขึ้น (กับราคาของหุ้นนั้น) ต่อไปในอนาคต ซึ่งจะตรงหรือไม่ก็แล้วแต่มุมมองและการนำเครื่องมือต่างๆ สารพัดที่มีอยู่ไปใช้งาน เพราะว่าบางทีเครื่องมือหลายอย่างที่มีอยู่ก็ยังให้ผลออกมาต่างกันก็มี บางทีอาจจะต้องถือว่าเป็นโชคก็ได้ที่เลือกได้ถูกตัวและสามารถทำกำไรได้นั่นเอง

หันมาทางฟากของนักลงทุนที่อาศัยหลักการพื้นฐาน คนเหล่านี้ก็จะพิจารณาว่าธุรกิจที่ต้องการจะลงทุนนั้นคืออะไร ทำอะไร ใครเป็นลูกค้า มีข้อดีเสียต่างจากคู่แข่งอย่างไร มีใครบริหารงาน ตลอดไปจนผลของการดำเนินกิจการที่ผ่านมาว่ามียอดขายเป็นอย่างไร มีกำไรเป็นอย่างไร ทั้งสองอย่างนี้เติบโตขึ้นหรือไม่ และมีหนี้สินที่สามารถเลือกที่จะจัดการได้หรือไม่อย่างไร นักลงทุนแบบนี้ก็จะสามรถแยกธุรกิจ (และการลงทุน) ที่ดีออกจากที่ไม่ดีได้ ซึ่งสุดท้ายแล้วนอกเหนือไปจากราคาหุ้นที่อาจจะขยับตัวขึ้นแล้ว สิ่งหนึ่งที่นักลงทุนเหล่านี้อาจจะมองหาอยู่ก็คือ "ปันผล" นั่นเอง

ปันผล - สิ่งจับต้องได้

สมมติว่าเราซื้อหุ้นของบริษัทหนึ่ง อาจจะเป็นบริษัทที่อยู่นอกตลาดหลักทรัพย์ก็ได้ การจะขายหุ้นนั้นออกไปอาจจะเป็นเรื่องที่ยุ่งยากเอามากๆ ไหนจะต้องเสียภาษีเมื่อมีกำไรอีกด้วยซ้ำไป และถ้าถือหุ้นเอาไว้เฉยๆ โดยขายไม่ได้ สิ่งหนึ่งที่นักลงทุนแบบนี้จะได้รับก็คือเงินตอบแทนในรูปของปันผล สำหรับบริษัทเหล่านี้แล้วเงินปันผลอาจจะเป็นคำตอบแรกๆ เลยก็เป็นได้ แต่สำหรับบริษัทที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ล่ะ เงินปันผลจะเป็นคำตอบแรกและคำตอบสุดท้ายด้วยหรือไม่

ปันผลคือคำตอบสุดท้ายหรือเปล่า

สำหรับบริษัทที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ ที่มีหุ้นถูกซื้อขายไปมาอยู่ตลอดเวลาแล้ว ราคาของหุ้นย่อมขึ้นอยู่กับสารพัดปัจจัย ตั้งแต่เงินปันผล อัตราการเติบโต ความคาดหวังที่บริษัทจะมีโอกาสเติบโต รวมไปทั้งข่าวลืออีกสารพัด ดังนั้นการที่นักลงทุนหลายคน เข้าใจว่า VI ต้องซื้อหุ้นที่จ่ายปันผลสูงๆ เท่านั้นจึงไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด เพราะราคาของหุ้นของบริษัทนั้นโดยเนื้อแท้แล้วจะขึ้นกับ "ค่า (value) ของบริษัท" ว่าเมื่อดำเนินกิจการไปเรื่อยๆ แล้วจะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นหรือลดลงอย่างไร ถ้าบริษัทมีกำไรมาก นำเงินไปทำธุรกิจเพิ่มเติมได้มาก หรือแม้แต่ซื้อกิจการอื่น ย่อมทำให้มูลค่าของบริษัทนั้นเพิ่มขึ้นได้ (มาจากกำไรสะสมนั่นเอง) โดยอาจจะจ่ายปันผลน้อยหรือไม่จ่ายเลยก็ตาม (จริงๆ แล้วถ้ายิ่งไม่จ่ายปันผล จะยิ่งทำให้บริษัทเพิ่มมูลค่าได้มาก เพราะไม่มีกระแสเงินสดที่เป็นเงินปันผลไหลออก - ในงบกระแสเงินสด จะเป็นเงินสดไหลออกจากกิจกรรมการจัดหาเงิน) จะเห็นว่าแม้แต่นักลงทุนแนวเน้นมูลค่าระดับโลกอย่าง วอร์เรน บัฟเฟตต์ ก็ยังไม่ได้อาศัยแนวทางการจ่ายปันผลมากๆ นี้ นั่นคือหุ้นของบริษัทเบิร์กไชร์ แฮธาเวย์ เองก็ไม่ได้จ่ายปันผลให้กับผู้ถือหุ้น

จริงๆ แล้วบริษัทที่ไม่จ่ายปันผลนั้นอาจจะมีราคาหุ้นที่เติบโตกว่าบริษัทที่จ่ายปันผล มากกว่าปันผลที่จ่ายก็ได้ด้วยซ้ำเพราะสามารถนำเงินไปสร้างความเติบโตได้มากกว่าการจ่ายออกมาให้ผู้ถือหุ้น (และ ผู้ถือหุ้น ก็ต้องเสียภาษีอีก) การที่นักลงทุนแบบ VI เลือกหุ้นปันผลก็อาจจะเป็นเพราะต้องการรายได้ที่ไหลเข้ามาโดยไม่ต้องจัดการกับพอร์ต (ส่วนที่จ่ายปันผล) มากมายนัก ในขณะที่ปันผลก็เป็นเหมือนเครื่องประกันว่าราคาหุ้นจะไม่ตกต่ำมากเกินไปเมื่อเกิดอะไรขึ้น (ข่าวร้ายชั่วคราวในตลาด หรือเหตุการณ์ใดๆ  ที่ไม่ได้เกี่ยวกับความสามารถในการทำกำไรของบริษัท) เท่านั้นเอง