วันอาทิตย์ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2560

ทฤษฎีความซวย


ทฤษฎีความซวย
ขึ้นปีใหม่ 2560 มาได้หลายวันแล้ว ถ้าเราหันมองดัชนี้ตั้งแต่วันแรกๆ ของปีก็เหมือนจะดูดี แต่หลังจากนั้นมาไม่นานก็ดูเหมือนหงอยเหงาไปอย่างเห็นได้ชัด ช่วงกลางเดือนมกราคมกลุ่มนักลงทุนต่างชาติและกองทุนสลับกันขายสุทธิออกมา ส่วนของกองทุนก็อาจจะเนื่องจากการสั่งขายหน่วยลงทุน LTF/RMF ที่ครบกำหนด แต่ในส่วนต่างชาตินั้นจะว่ากันจริงๆ ก็สุดจะคาดเดา (และโดยส่วนตัวแล้วผมก็ไม่ได้สนใจเท่าไรนัก) แต่ก็ปนมาด้วยข่าวที่อาจจะเป็นเรื่องดีเล็กๆ ก็คือ การที่อังกฤษอาจจะตัดสินใจเกี่ยวกับการออกจากยูโรอีกครั้ง ที่ว่าเป็นข่าวดีเล็กๆ เพราะปริมาณผลกระทบกับเศรษฐกิจไทยดูจะไม่สูงนัก (มาแต่แรกแล้ว) ก็ต้องคอยติดตามกันต่อไปครับ

ในระหว่างที่หุ้นยังอยู่ในช่วงของการ "ติ้ดชึ่ง" แบบนี้ ผมมีเรื่องเล่าถึงความโชคร้าย (ซวย นั่นแหละ) มาเล่าให้ฟังกันพลางๆ เพราะไม่นานมานี้ได้อ่านพบเรื่องสั้นๆ ด้านล่างนี้ จึงทำให้คิดขึ้นมาได้

"ผมเล่าให้พ่อฟังเกี่ยวกับเรื่องของนักพนันคนหนึ่งที่เล่นเสียเป็นประจำ วันหนึ่งเค้าได้ยินเกี่ยวกับการแข่งขันที่มีม้าเข้าแข่งขันเพียงตัวเดียว เขาเลยเอาเงินเก็บทั้งหมดมาเดิมพัน พอม้าวิ่งไปได้ครึ่งทาง ม้าก็กระโดดข้ามรั่วหนีไปเลย สิ่งต่างๆ สามารถออกมาเลวร้ายกว่าที่คนคิดได้เสมอ บางที “กรณีที่เลวร้ายที่สุด” หมายถึง “กรณีที่เลวร้ายที่สุดที่เราเคยเห็นในอดีต” แต่มันไม่ได้หมายความว่า ในอนาคตมันจะเลวร้ายไปกว่านั้นไม่ได้"

ผมเรียกมันว่า "ทฤษฎีของความซวย"
ทฤษฎีนี้ก็ไม่ใช่เป็นของใครที่ไหนหรอกครับ แต่เป็นของผมเอง จะเรียกว่าทฤษฎีของความซวย โดยมือเก่าหัดขับก็คงพอได้อยู่ (ฮา..)

คือ
"เมื่อเกิดการซวย มันจะซวยจนถึงที่สุด"

ทฤษฏีนี้มาจาก เหตุการณ์ที่ว่าเวลาที่เราทำงาน หรือทำอะไรก็ตามแล้ว "เมาหมัด" คือ ควบคุมสิ่งต่างๆ ไม่ได้ เริ่มผิดพลาด เรียกว่า "เริ่มซวย" ถ้าเราไม่หยุดมันเอาไว้ มันจะเกิดผลพวงความผิดพลาดต่อเนื่องให้เราเสียหายได้มาก มากขึ้น และมากที่สุด นั่นเอง

และกับพวกเราที่เป็นนักลงทุน (หรือ การทำอะไรก็ตามในชีวิตเรา) ต้องรู้จักหยุดความซวยนั้นไว้ได้

การ cut loss, การวางแผนกลยุทธ์ จัดพอร์ตการลงทุน (หุ้น, อสังหาฯ, ธุรกิจ, commodity, โลหะมีค่า, ของสะสม, ฯลฯ) จึงเป็นการป้องกัน "ความซวยจนถึงที่สุด" เหล่านี้ เมื่อรู้สึกแย่ อย่าเมาหมัด คิดให้ดี แล้วหยุดความแย่นั้นให้ได้ อย่าให้เราตกอยู่ตามสภาพของ "ทฤษฎีของความซวย" ได้

แน่นอนนะครับว่า ระวังให้มาก (คือ ฉลาด) ระแวงนิดๆ (คือ เฉลียว) แต่อย่ามากเกินไป ไม่อย่างนั้นเรรคงไม่กล้าทำอะไร  ความกล้าจะเกิดขึ้นได้ด้วยประสบการณ์ที่เราหาวิธี low risk - high return ได้ บวกกับการจัดการความเสี่ยงได้สำเร็จ ครับ

วันพุธที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2560

ลงทุนอย่างไรในปี 2560



ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเขียนถึงเรื่องนี้เพื่อนำมาคุยกับเพื่อนๆ ช้าเกินไปหรือไม่ เพราะนี่ก็เข้าสัปดาห์ที่สองของเดือนแรกของปี 2560 กันแล้ว แต่คิดว่าคงยังไม่สายเกินไปสักเท่าไรนะครับ เพราะการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ยังไม่เกิดขึ้นอย่างชัดเจนกับเศรษฐกิจและการดำเนินกิจการของบริษัทส่วนใหญ่ ก็เนื่องจากข้อเท็จจริงที่ว่านี่คือช่วงต้นปี เพิ่งเสร็จสิ้นจากการฉลองปีใหม่กันมาหมาดๆ ต่างคนก็กำลังค่อยๆ ปรับตัวเข้าสู่บรรยากาศของการทำงานตามปกติกัน ก็คงใช้เวลาสักหนึ่งหรือสองสัปดาห์ราวๆ นี้ แหละหลังจากนี้ไปเราก็คงจะเห็นว่าบริษัทต่างๆ จะเริ่มขยับตัวมีกลยุทธ์ในการทำธุรกิจต่อไป

ก่อนที่เราจะคุยถึงแผนการการลงทุนในปี พ.ศ. 2560 นี้ เราลองมองย้อนกลับไปในอดีตคือในปี พ.ศ. 2559 ที่ผ่านมาบ้างสักนิดว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง โดยในภาพรวมแล้วจะเห็นว่าการเติบโตของเศรษฐกิจไทยยังคงอยู่ในช่วงถดถอย การส่งออกไม่ดีนัก มองภาพรวมจะเห็นว่าราคาน้ำมันอเฉลี่ยอยู่ราว 40 เหรียญสหรัฐต่อบาเรล ซึ่งลงไปแตะจุดต่ำสุดที่ 27.82 เหรียญสหรัฐต่อบาเรล นอกจากนี้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์อื่นเช่น เหล็ก ก็ตกต่ำลงอย่างมาก (รวมทั้งอย่างอื่นด้วย) แสดงให้เห็นภาวะเศรษฐกิจที่ไม่ดีเท่าไรนักได้อีก โดยภาพรวมแล้ว เศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาขยายตัวลดลด (ร้อยละ 1.9) จีนขยายตัวลดลง (ร้อยละ 6) น้อยกว่าที่คาดการณ์กันเล็กน้อย แต่เนื่องจากสองประเทศนี้เป็นประเทศใหญ่ เมื่อเศรษฐกิจขยายตัวต่ำลง แต่ผลผลิตจากประเทศอย่างจีนที่เรียกว่าทำอะไรเล็กๆ ไม่เป็นไหลล้นออกมา ก็ทำให้บรรดาราคาสินค้าโภคภัณฑ์ทรุดลงไปด้วยอีกส่วนหนึ่ง


เหตุการณ์สำคัญในปีที่ผ่านมา

  • การประมูลคลื่น 900 MHz
    ที่สุดท้ายก็ได้ผู้ชนะไป แม้จะราคาสูงไปสักนิดแต่ก็ถือว่าเป็นหน้าที่ของผู้บริหารของบริษัทต่างๆ จะต้องนำไปใช้ประโยชน์ให้ได้มากที่สุด จะมีที่ฮือฮาเป็นพิเศษก็ตรงที่มีการ "เบี้ยว"ของผู้เข้าประมูลรายหนึ่ง ที่ไม่ดำเนินการเซ็นต์สัญญาให้ครบถ้วน สุดท้ายก็โดนปรับไปตามกฏระเบียบที่ตกลงเอาไว้ตั้งแต่ต้น
  • Brexit
    คือการที่อังกฤษดำเนินการโหวตเสียงของประชาชนว่าตัวเองจะยังคงอยู่ในกลุ่มประเทศสหภาพยุโรปหรือ อียู (EU) หรือไม่ ซึ่งผลก็คงเป็นที่ทราบกันทั่วไปอยู่แล้วว่าประชาชนที่ต้องการออกจากอียูนั้นมีมากกว่า อย่างไรก็ตามเรื่องนี้ก็ใช่ว่าจะทำได้ทันทีเพราะต้องผ่านอีกหลายขั้นตอนรวมทั้งถ้าเราจะว่ากันตามความเป็นจริง อังกฤษเองก็ยังใช้เงินสกุลปอนด์สเตอร์ลิงเป็นของตัวเอง มีดินแดนเป็นเกาะที่ไม่ได้ติดต่อโดยตรงกับยุโรปส่วนอื่น (ไม่นับรวมอาณาจักรเล็กๆ น้อยๆ อื่น) ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในทางกายภาพจริงก็อาจจะไม่ได้มากนัก
  • การเลือกตั้งประธานาธิปดีสหรัฐ
    ทราบกันเรียบร้อยว่าผู้ที่จะเป็นประธานาธิปดีของสหรัฐอเมริกาคนต่อไปคือ โดนัลด์ ทรัมป์ แน่นอนว่าไม่ได้มาด้วยความบังเอิญ แต่เป็นการทำงานทางการเมือง การตลาด อย่างมีระเบียบแบบแผน ทรัมป์ ออกนโยบายหลายอย่างที่เรียกได้ว่าเป็น "อเมริกันจ๋า" คือรักษาผลประโยชน์ของชาวสหรัฐอเมริกาเป็นหลัก จนกระทั่งเมื่อหลังทราบผลการเลือกตั้งใหม่ๆ ก็มีการประท้วงของกลุ่มบุคคลที่ไม่พอใจและ/หรือเสียผลประโยชน์ในบางพื้นที่ แต่ในที่สุดก็ผ่านช่วงเวลานั้นไปได้ แม้ว่าทรัมป์เองมีนโยบายอเมริกันจ๋ามากมาย แต่ก็ใช่ว่าจะนำมาดำเนินงานได้ทันทีแบบพลิกฝ่ามือ เพราะยังต้องผ่านการพิจารณาจากหน่วยงานต่างๆ ก่อนนำมาใช้ได้จริง
  • เรื่องเศร้าเป็นที่สุดของปวงชนชาวไทย
    สุดท้ายที่เป็นเหตุการณ์เศร้าที่สุดของพวกเราชาวไทยก็อย่างที่ทราบกันดี และมีผลต่อบรรยากาศการลงทุนอยู่พอสมควรซึ่งคงเกินกว่าความสามารถทางข้อมูลที่จะวิเคราะห์ในส่วนนี้ได้
ทั้งหมดทั้งปวงแล้วก็ทำให้ดัชนีของหุ้นไทยเมื่อเปิดจนปิดตลาดในปี พ.ศ. 2559 มีการเปลี่ยนแปลงจาก 1286.26 จุดไปเป็น 1542.94 จุด หรือเปลี่ยนแปลงทั้งสิ้น 256.68 จุดคิดเป็นร้อยละ 19.95 นับว่าเป็นการฟื้นตัวจากปี พ.ศ. 2558 ที่แทบทั้งปีดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยมีอาการที่เรียกว่า "แกว่งตัวลง" (sideway down) เกือบตลอดทั้งปี ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะการปรับตัวได้ของธุรกิจหลายอย่างที่เกี่ยวกับราคาน้ำมัน และนโยบายต่างๆ ของรัฐบาลที่เร่งสร้างงานเกี่ยวกับสาธารณูปโภคและระบบขนส่งต่างๆ


แล้วปี 2560 นี้ล่ะ

ถ้าเราสังเกตการเปลี่ยนแปลงของดัชนีตลาดหลักทรัพย์ฯ ย้อนหลังไปสัก 4-5 ปีโดยไม่ต้องวิเคราะห์อะไรเพิ่มเติม จะเห็นว่าอยู่ในลักษณะ "ขึ้นหนึ่งปี ลงหนึ่งปี" ดังนั้นในปี 2559 ที่ผ่านมาดัชนีปรับตัวสูงขึ้นแบบ "แกว่งตัวขึ้น" เกือบทั้งปี พอมาปีนี้ดูแล้วคงน่าหวาดเสียว เพราะถ้าดัชนีที่ขึ้นมาทั้งปี 2559 เกิดจาก "ความคาดหวัง" หรือแรงเก็งกำไรในสภาพเศรษฐกิจ (ว่า การส่งออกจะดีขึ้น การผลิตและการจับจ่ายใช้สอยจะดีขึ้น) และการเมืองของไทย (การคาดหมายว่าจะมีการเลือกตั้ง) แล้ว หากเรื่องเหล่านี้เกิดความผิดหวังขึ้นมา จะเป็นตัวกระตุ้นแรงขายของนักลงทุนต่างชาติที่ก็ต้องตัดสินใจด้วยว่าจะย้ายเงินออกจากการลงทุนในประเทศไทยไปยังตลาดที่ใหญ่กว่า (สหรัฐอเมริกา, ยุโรป) ที่น่าจะมีแนวโน้มในการฟื้นตัวเช่นกัน (และ แน่นอนอย่างเถียงไม่ได้ว่ามีเสถียรภาพทางการเมืองสูงกว่า)

ราคาน้ำมันที่มีการแกว่งตัวอยู่นั้น โดยส่วนตัวผมไม่คิดว่าจะมีผลมากมายไปกว่านี้ เนื่องจากคงหาจุดสมดุลของตัวเองได้อยู่ในราว 45-65 เหรียญสหรัฐต่อบาเรลอยู่อย่างนี้ และในช่วงสูงสุดหรือต่ำสุดของตัวเลขดังกล่าวก็คงไม่สร้างผลกระทบกับภาพรวมของดัชนีมากนัก เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นไปแล้วย่อมทำให้บริษัทที่ข้องเกี่ยวกับการสำรวจ ผลิต และการกลั่นน้ำมันทั้งหลายได้เรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกันกับราคาต้นทุนที่ผันผวนแบบนี้ได้แล้วนั่นเอง

อีกสิ่งหนึ่งที่น่าจับตามองคือ อัตราดอกเบี้ยที่อาจจะเพิ่มสูงขึ้นได้ในปีนี้ แน่นอนว่าอัตราดอกเบี้ยมีความสัมพันธ์กับราคาหุ้น เพราะถือว่าเป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงต่ำชนิดหนึ่ง (ช่วงหลังมานี้ก็ชักไม่แน่แล้วนะครับ เพราะเราได้เห็นธนาคารน้อยใหญ่เกิดปัญหา จนกระทั่งล้มครืนก็มีแล้ว) เมื่อดอกเบี้ยเงินฝากสูงขึ้น จนใกล้เคียงกับเงินปันผลของหุ้น ถ้าบริษัทนั้นไม่แสดงศักยภาพการเจริญเติบโตที่ดีจริงๆ แล้ว นักลงทุนก็อาจจะโยกย้ายเงินออกมาไปยังที่มีผลตอบแทนเท่ากันแต่ดูว่าจะมีความเสี่ยงต่ำกว่าได้


แนวทางการลงทุนในปี 2560

เนื่องจากมีความคาดหวังว่าเศรษฐกิจโลกน่าจะฟื้นตัว (ด้วยระดับความมั่นใจที่น่าจะสูงกว่าเศรษฐกิจของไทย) ทางเลือกหนึ่งที่ดีในการลงทุนคือลงทุนในบริษัทที่ดำเนินงาน มีรายได้ มีการเติบโตในต่างประเทศด้วย และเมื่อมีแนวโน้มของอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น ย่อมต้องระวังบริษัทที่มีหนี้สูง จ่ายดอกเบี้ยมากจนทำให้มีผลการดำเนินงานหมิ่นเหม่ เพราะอาจจะพลิกจากกำไรเล็กน้อยกลายเป็นขาดทุนได้ กลุ่มรับเหมาก่อสร้างดูน่าจะยังถูกเก็งกำไรอย่างหวือหวา สินค้าทางการเกษตรน่าจะไปได้ดี แต่ในที่สุดแล้วหากเราไม่ได้ซื้อหุ้นทุกตัวในตลาด ผลการดำเนินงานของการลงทุนของเราก็คงขึ้นกับบริษัทที่เราเลือกเป็นหลักว่ามีการเติบโตแค่ไหน ลองมองหุ้นขนาดเล็กที่มีแนวโน้มการเติบโตดี แล้วมาดูกันว่าเราจะควานหาเพชรในตมได้หรือไม่ในปี 2560 นี้

สุดท้ายนี้ก็ขอให้เพื่อนๆ นักลงทุนมีความสุข ประสบความสำเร็จในการลงทุนในปีนี้นะครับ

วันอาทิตย์ที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2560

สวัสดีปีใหม่ 2560 / 2017 - สรุปผลงานปี 2559


หมดปีเก่ากันไปอีกครั้งหนึ่งนะครับ เนื่องในเทศกาลปีใหม่นี้ ผมขออำนาจคุณพระศรีรัตนตรัย และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย รวมทั้งความเพียร ความขยัน มานะ อดทน ความกตัญญูรู้คุณ และมงคลชีวิตของตัวท่าน โปรดดลบันดาลให้ท่านจงมีความสุขกาย สบายใจ ปราศจาก ทุกข์ โศก โรคภัยทั้งหลายทั้งปวง และประสบความสำเร็จในทุกๆ สิ่งในปี พ.ศ. 2560 นี้ครับ

ในฐานะนักลงทุนอาชีพ เมื่อหมดปีหนึ่งๆ เราก็ควรติดตามสรุปผลงานกันสักครั้ง เท่าที่สังเกตเห็นได้ชัดเจนคือ ในปี พ.ศ. 2559 หุ้นกลุ่มที่ได้ประโยชน์ดูเหมือนจะเป็นกลุ่มพลังงานที่ราคาน้ำมันปรับตัวขึ้นค่อนข้างมาก กลุ่มค้าปลีกก็ดูจะทำยอดขายได้ดีขึ้น ในขณะที่กลุ่มธนาคารยังไม่โดดเด่นมากนักแต่ก็ถือว่าไม่น่าเกลียดหลายธนาคายังสามารถทำกำไรได้ดี กลุ่มที่ดูไม่ดีนักคือกลุ่มสื่อสารเพราะได้รับแรงกดดันจากค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นและทำให้ตลาดหวาดกลัวกันไปจนเรียกว่าเป็นกลุ่มสุสานไปก็มีซึ่งเราก็คงต้องติดตามกันต่อไปเพราะหลายท่านอาจจะเห็นว่าเป็นโอกาสก็ได้ ในปีที่ผ่านมามีหุ้นของบริษัทขนาดเล็กถึงกลางหลายบริษัทปรับตัวราคาสูงขึ้นมากก็มีให้เห็น ทั้งจากการคาดการณ์ที่มีความเป็นจริงปนอยู่มาก และปนอยู่น้อยก็ว่ากันไปตามแต่ละบริษัทนะครับ

สรุปผลงานส่วนตัว
  • ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยปิดปี 2558 เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2558 ด้วยดัชนีระดับ 1,288.02 จุด
  • และปิดปี 2559 เมื่อวันที 30 ธันวาคม 2559 ที่ระดับ 1,542.94 จุด
  • นั่นคือ ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ปรับตัวขึ้นในปี พ.ศ. 2559 เป็น 254.92 จุดหรือ 19.79%
  • ในขณะที่พอร์ตปรับตัวเติบโตขึ้น 86.59%
ถือว่าชนะตลาดได้พอสมควรทีเดียว 
ทั้งนี้ "พอร์ตการลงทุน" เมื่อหมดปี ผมได้มีการถือเงินสดและเปลี่ยนเป็นอสังหาริมทรัพย์ไว้บ้าง เป็นการกระจายความเสี่ยงให้ดียิ่งขึ้น อย่างไรก็ตามแน่นอนว่าโดยส่วนตัวแล้วก็คงหนีจากการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ไปไม่พ้น ซึ่งผมมองเห็นว่าปีหน้าที่จะถึงนี้นับว่าเป็นปีที่ท้าทายเป็นอย่างยิ่ง โครงการจำนวนมากของรัฐบาลกำลังดำเนินต่อไป ในขณะที่ราคาน้ำมันยังคงผันผวน อัตราดอกเบี้ย (จากข่าวและสภาพแวดล้อมล่าสุด) มีโอกาสที่จะปรับตัวเพิ่มขึ้น นับว่าเป็นสิ่งที่นักลงทุนต้องวางแผนรับมือให้ดีในไม่กี่วันที่จะมาถึงนี้

สุดท้ายนี้ ผมขอสวัสดีปีใหม่ 2560 กับเพื่อนๆ นักลงทุนอีกครั้ง และขอให้ทุกท่านประสบความสำเร็จ มีความสุขในการลงทุน กันทุกท่านครับ

วันจันทร์ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2559

วิธีประมาณการเติบโตของบริษัท

วิธีประมาณการเติบโตของบริษัท

การลงทุนในหุ้นนั้น นับว่ามีทั้งข้อดี และข้อแตกต่างจากการลงทุนในรูปแบบอื่นด้วยตัวเองมาก (แน่นอน ย่อมมีข้อเสีย แต่มักจะเกิดจากตัวของผู้ลงทุนเองเป็นส่วนใหญ่)  หลายคนเมื่อลงทุนโดยใช้การซื้อหุ้นเป็นเครื่องมือ ก็อาจจะกังวลในการขาดทุน ความเป็นจริงของการลงทุนในหุ้นข้อหนึ่งก็คือ "เราไม่สามารถบอกได้เลยว่าเราจะได้กำไรเท่าไร แต่เราสามารถบอกได้ว่าเราจะขาดทุนเท่านี้ล่ะ ผ่านสิ่งที่เรียกว่า การขายตัดขาดทุนหรือ cut loss" ดังนั้นก็ อย่ากังวลเกินไป เพราะยังแตกต่างจากการลงทุนอย่างอื่นอีกมาก ที่บางครั้งเราจำกัดการสูญเสียได้ยาก อาจจะเป็นหนี้สิน มีภาระผูกพันอื่นๆ อีกเยอะก็มี

คราวนี้หันกลับมาเรื่องหุ้นกันต่อ ว่า ถ้าเราอยากจะไม่ขาดทุนแล้ว จะมีหลักการอย่างไร หลักการหนึ่งก็คือ อย่าซื้อหุ้นแพงเกินไป (ดู วิชาที่สอง วิชาหามูลค่าที่แท้จริงของกิจการ ประกอบ) และ บริษัทต้องโต เพราะว่าเมื่อกิจการโตขึ้นไปเรื่อย สักวันหนึ่งหุ่นที่เราถือไว้จะ "ถูกลง" ไปเอง เพราะ P คงที่ตอนที่เราซื้อไว้ และ E หรือกำไรต่อหุ้นต่อปีมันเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ ค่า P/E ก็จะต่ำลงนั่นคือหุ้น (ในมือเรา ต้นทุนของเรา) ถูกลง และถ้าตลาดเห็นตามนั้น ก็จะให้ราคาหุ้นสูงกว่าที่เราซื้อเข้าสักวัน

ใช้อะไรประมาณการเติบโต

ทีนี้ คำถามคือ แล้วเราจะดูหรือรู้ได้อย่างไรว่าบริษัทจะโตขึ้น และเป็นเท่าไร เอาล่ะสิ ตรงนี้ล่ะที่ไม่ได้ง่ายนัก เพราะจะว่าไปคือเรากำลังสนใจ คาดการณ์ คาดเดา อนุมาน (สมัยนี้เรียกรวมๆ ว่า มโน หรือการมโนภาพ) ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในอนาคต แน่นอนเมื่อเป็นสิ่งที่ยังไม่ได้เกิดขึ้น ย่อมเป็นความเห็น การคาดการณ์ จึงต้องอาศัยจินตนาการอย่างเดียวเลย โดยจินตนาการที่ใกล้เคียงความจริงจะได้มาจากการที่เราคุ้นเคยกับอุตสาหกรรมนั้นๆ การประมาณกำไรก็ทำจากพื้นฐานสองประการคือ การประมาณรายได้ และ รายจ่าย นั่นเอง (ถ้าให้ดี แถมด้วยการลงทุนเพิ่ม ที่ตามมาด้วยหนี้สินและค่าเสื่อมราคา) หักลบกลบหนี้กันไปก็คือกำไรที่จะเกิดขึ้นว่าจะมากขึ้นหรือน้อยลง ขอเน้นอีกทีว่า สุดท้ายเราต้องประมาณ "กำไร" เป็นหลักนะครับ รายได้โตแต่กำไรลด แบบนี้บริษัทและราคาหุ้นก็คงไม่โตไปไหน แถมยังต้องคิดหนักหน่อยว่าบริษัทไปทำท่าไหนมา

เราไม่สามารถประมาณได้ทั้งหมดหรอก

นักลงทุนคนหนึ่งๆ คงไม่มีความสามารถพอที่จะประมาณผลการดำเนินงานของบริษัทได้ทุกบริษัท หรือทุกกลุ่มอุตสาหกรรม เนื่องจากไม่มีความชำนาญมากมายหลากหลายขนาดนั้น เพราะย่อมมีความถนัดในธุรกิจเฉพาะด้านบ้าง รวมทั้งธุรกิจบางอย่างก็ยากที่จะประมาณการเติบโตได้แม้เป็นผู้บริหารเองก็ตาม (คือ มีตัวแปรรอบข้างมากที่มากระทบมากเกินไป) เช่น
  • บางธุรกิจอาจจะประมาณการเติบโตของกำไรได้ไม่ยาก เช่น เปิดสาขาใหม่ ก็ประมาณได้ตามสาขา จนกว่าสาขาต่างๆ จะมีครบหรือเริ่มแย่งลูกค้ากันเอง
  • บางธุรกิจดูเหมือนง่าย เช่น กลุ่มรับเหมา หรืองานที่มีความต้องการ แต่ด้วยความที่ต้องประมูลแย่งลูกค้ากัน จึงคาดการณ์กำไรยากมาก
  • บางธุรกิจ ออกผลิตภัณฑ์ใหม่เรือยๆ แทนของที่ตกรุ่น ล้าสมัย ก็ประมาณไม่ง่ายเช่นกัน เพราะของเก่าก็อาจจะยังขายได้ ในขณะที่ของใหม่อาจจะขายไม่ได้ดีก็ได้
  • บางธุรกิจ มีสัญญารออยู่ มีสิ่งแวดล้อมรอบข้างที่ชัดเจน ก็ประมาณได้ง่าย เช่น โรงไฟฟ้า ทางด่วน รถไฟฟ้า ฯลฯ (ประมาณๆ แล้วก็ใส่ MOS ไปหน่อย ก็ปลอดภัย)
  • บางธุรกิจมี อุปสงค์เพิ่มขึ้นมากตามจำนวนหรือพฤติกรรมประชากร ก็สามารถประมาณยอดขายและกำไรได้ไม่ยาก
  • บางธูรกิจมี ตัวแปรของการได้รายได้ และต้องจ่ายรายจ่ายซับซ้อน หรือมีลักษณะเป็นโภคภัณฑ์ (commodity) ก็ประมาณได้ยาก
  • ธุรกิจที่พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไปมาได้ง่าย ไม่แน่นอน ประมาณรายได้และกำไรยากมาก
  • บางบริษัท มีลดหนี้ จะด้วยวิธีการใดก็ตาม ก็จะทำให้ดอกเบี้ยจ่ายลดลง ทำให้กำไรเพิ่มขึ้นได้ แต่ก็ต้องดูว่าทำให้จำนวนหุ้นเพิ่มขึ้นหรือไม่ กำไรโตทันจำนวนหุ้นที่เพิ่มขึ้นนั้นหรือไม่ หรือ มีการขายทรัพย์สินบางอย่างออกไป ทรัพย์สินนั้นไม่ได้ใช้ประโยชน์จริงหรือไม่ จะทำให้กระทบกับราได้ในอนาคตอันได้มาจากทรัพย์นั้นไหม
เป็นต้น แต่โดยสรุปก็คือ ต้องคุ้นเคยกับอุตสาหกรรมนั้นๆ ล่ะครับ

ประมาณตัวเลขจากอะไร

ส่วนมากแล้วเราอาศัยการประมาณจากประวัติที่เป็นมา เช่น เคยมีสาขาเท่านี้ ยอดขายต่อสาขาเท่านี้ กำไรต่อสาขาเท่านี้ มีผลิตภัณฑ์เท่านี้ จะเพิ่มเป็นเท่านั้น หรือเคยทำกิจการนี้ จะขยายออกไปต่างประเทศซึ่งมีสภาพการณ์แบบนี้แบบนั้น ควรได้กำไรเท่านี้เท่านั้น เวลานี้มีลูกค้าเท่านี้ ต่อไปต้องมีมากขึ้นเป็นเท่านั้นเพราะว่า (เหตุผลใดๆ ที่เราเข้าใจ มั่นใจว่าจริง เช่น เมืองเติบโตขึ้น อุตสาหกรรมเติบโตขึ้น และอื่นๆ) คือต้องอาศัยของที่เกิดขึ้นแล้วคือกำไรในอดีตเป็นฐานในการคำนวณ แน่นอนว่า บางครั้งก็มีความคาดเคลื่อนในการประเมินและประมาณสิ่งต่างๆ ทำให้ต้องใช้สิ่งที่เรียกว่า Margin Of Safety ในการประมาณนี้ด้วย ว่าถ้าผิดพลาดไปเท่านี้ ก็ยังได้ตัวเลขที่มีความเสี่ยงต่ำในการนำไปตัดสินใจลงทุนอยู่

ผู้บริหาร

อีกส่วนหนึ่งที่ต้องไม่ลืมคือ ผู้บริหารบริษัทมีความสำคัญมาก ถ้าเป็นผู้กระตือรือร้นในธุรกิจ ขยายทั้งทางลึก ทางกว้าง หรือเล็งมองในการควบรวมกิจการ หรืออื่นๆ จะเป็นผลดีต่อการเติบโตของบริษัทอย่างมาก (ทั้งนี้ ต้องอยู่บนสมดุลของการสร้าง high return จาก low risk ด้วย) ต่างจากผู้บริหารที่ทำงานแบบเดิมๆ หลายสิบปีก็ไม่เคยเปลี่ยนอะไร บริษัทเคยดำเนินงานมาแบบไม่โตมา 5 ปี ถ้าเป็นอย่างนั้นเราก็คงยากที่จะหวังให้บริษัทโตได้มากมายอะไร (แม้เมื่อมีโอกาส ก็อาจจะคว้าไว้ไม่ได้ด้วยซ้ำไป)

ดังนั้นโดยสรุป คือต้องคุ้นเคยและติดตามสภาพการณ์ของอุตสาหกรรมนั้น ของบริษัทนั้นเป็นอย่างดี สามารถมองสภาพตลาด สภาพผู้บริโภค และความคิดของผู้บริหารได้ การเป็นนักลงทุน คุ้นแค่ 2-3 อุตสาหกรรม และ 3-4 บริษัทในแต่ละอุตสาหกรรมนั้นๆ ก็เพียงพอในการลงทุนให้ประสบความสำเร็จได้แล้ว ไม่ต้องรู้หมดเพราะมากมายเกินไป และถึงแม้เรารู้หมด เราก็ไม่มีเงินไปซื้อมันทั้งหมดอยู่ดี และถึงจะซื้อหมด มันก็กลายเป็นเบี้ยหัวแตกอีกอยู่ดีครับ

วันจันทร์ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2559

ถ้าบริษัทเคยขาดทุนมาก่อน เราจะหา P/E อย่างไร


ว่าด้วยค่า P/E

ในการลงทุนผ่านการซื้อหุ้นนั้น หนึ่งในวิธีคำนวณราคาที่เหมาะสมหรือดูว่าหุ้นนั้นราคาแพงไปหรือไม่ก็คือการใช้ค่าอัตราส่วน P/E โดย P คือ Price หรือราคาหุ้น (ตลาด เป็นผู้กำหนด หรือให้ราคา ไม่เกี่ยวกับการดำเนินงานของบริษัท) และ E คือ Earning หรือกำไรต่อหุ้นต่อปี (เป็นผลงานของบริษัท) เมื่อจับตั้งหารกันก็จะได้อัตราส่วน P/E ที่บอกเราว่าจะต้องใช้เวลานานเท่าไร (กี่ปี) จึงคุ้มค่าในการลงทุนซื้อหุ้นนั้น (ในราคานั้น) มา เช่น หากค่าอัตราส่วน P/E เป็น 3 คือต้องลงทุนนาน 3 ปีจึงคุ้มค่าเงินที่จ่ายค่าหุ้นไป (คือ ใช้เวลา 3 ปีบริษัทจึงทำกำไรได้เท่ากับราคาหุ้นที่เราจ่ายไป ไม่ใช่เอาเงินมาคืนเราในจำนวนนั้น โดยเงินอาจจะอยู่ในบริษัทบางส่วนเพื่อไปขยายงานต่อนั่นเอง) ถ้าบริษัททำกำไรได้น้อยลง หรือราคาหุ้นสูงมากขึ้น ค่าอัตราส่วน P/E ก็จะมากขึ้น เพราะ P มีค่ามาก (ราคาหุ้นแพง) และกำไรต่อหุ้น E มีค่าน้อย (ทำกำไรต่อหุ้นได้น้อย) เมื่อเอา P ตั้งแล้วหารด้วย E จึงมีค่ามาก ตัวอย่างเช่น 20 นั่นคือต้องใช้เวลา 20 ปีบริษัทจึงทำกำไรได้คุ้มค่าหุ้นที่เราจ่ายไป

หมายเหตุ
ถึงตรงนี้ อาจจะมีคนสงสัยว่า แล้วจะมีคนซื้อ-ขายหุ้นนั้นในราคานั้นหรือ ความเป็นจริงก็คือ "มีแน่นอน" ด้วยหลายเหตุผล เช่น เพราะมีบางคนคิดว่าแพงไปจึงขาย บางคนคิดว่าใน 1-2 ปีข้างหน้าบริษัทอาจจะทำกำไรได้มากกว่าที่เป็นอยู่ 5-6 เท่าตัว ณ วันนั้น P/E = 20 เวลานี้อาจจะเหลือ 3-4 ก็ได้ เป็นต้น ไม่อย่างนั้นก็คงไม่มีใครรุมซื้อหุ้น P/E ระดับ 90-100 ในวันนี้หรอกครับ

ค่า P/E ของบริษัทที่ไม่ทำกำไร

คราวนี้ อาจจะมีคำถามจากเพื่อนๆ นักลงทุนว่าถ้าบริษัทขาดทุนแล้วจะหา P/E อย่างไร ในเมื่อค่าของ P/E นั้นหาจาก ราคาหุ้น/กำไรต่อหุ้นต่อปี ในเมื่อ E นั้นติดลบ (คือ ขาดทุนแล้ว จะคำนวณได้อย่างไร) เพราะก็ไม่เคยเห็นว่าค่า P/E จะมีค่าเป็นลบ (ติดลบ คือน้อยกว่า 0) เสียที เพราะถึงแม้จะเขียนตัวเลขนี้ลงไปก็ไม่ประโยชน์อะไรในการคำนวณความถูก-แพงของหุ้นด้วยค่าอัตราส่วนนี้ หรือร้ายกว่านั้นอาจจะพาลทำให้เข้าใจผิดหนักเข้าไปอีก

ดังนั้นเราจะเห็นว่า ถ้าบริษัทขาดทุนในระยะเวลา 12 เดือนล่าสุด (สังเกตดูนะครับ ว่าเป็น 12 เดือนล่าสุด ไม่ใช่ ไตรมาสหรือ 3 เดือนล่าสุด) เว็บไซต์ของตลาดหลักทรัพย์จะแสดงค่า P/E ของบริษัทนั้นเป็น N/A นั่นคือไม่สามารถคำนวณออกมาได้

ถ้าบริษัทขาดทุนเรื่อยๆ เราจะหา P/E อย่างไร

แน่นอนว่าถ้าบริษัทยังขาดทุนเรื่อยๆ เราย่อมไม่สามารถหาค่า P/E ได้ เนื่องจาก E หรือ Earning จะติดลบตลอด ถ้าบริษัทไม่มีทีท่าจะฟื้นตัวได้ ก็ไม่ควรไปเสียเวลาพยายามหา P/E ของบริษัทนั้นเลย และเราก็ไม่ควรลงทุนด้วย เพราะจะกินทุนไปเรื่อย สุดท้ายก็ต้องเพิ่มทุน ทำให้เราเดือดร้อนอีก เพิ่มไปแล้วอาจจะไม่ทำอะไรให้แตกต่างจากเดิม ก็ขาดทุนและกินทุนไปเรื่อยๆ อีก ทำไปทำมาสุดท้ายก็ไม่พ้นต้องเข้าหมวดฟื้นฟูกิจการ โดนขังยาวจนกว่าจะสำนึกผิดปรับตัวใหม่ได้ (ซึ่งก็ไม่แน่ว่าจะเกิดขึ้นไหม)

บริษัทฟื้นตัว

มาถึงคำถามสำคัญคือ ถ้าบริษัทเคยขาดทุนมาก่อน เราจะหา P/E อย่างไร ถ้าบริษัทจะกลับตัวมามีกำไร จะมีโมเดลของมันเอง คือ เปลี่ยนลูกค้า เปลี่ยนธุรกิจ เปลี่ยนแนวคิดผู้บริหาร เปลี่ยนโครงสร้างทางการเงิน เปลี่ยนตลาดที่บริษัทนั้นเล่นอยู่ หรือแม้แต่ไม่ต้องทำอะไรเลยหากเกิดความผิดพลาดเนื่องมาจากสภาพแวดล้อมที่ควบคุมไม่ได้ชั่วคราว (เช่น น้ำท่วม แผ่นดินไหว วัตถุดิบขาดแคลนชั่วคราว เป็นต้น) ถ้าเราคิดว่าบริษัทมีโอากสจะฟื้นตัวได้ค่อยน่าสนใจ แต่ต้องดูว่าฟื้นแล้วจะมีกำไรเท่าไร กรณีที่เป็นเหตุการณ์แวดล้อมภายนอกชั่วคราว ก็อาจจะประมาณจากความสามารถในการทำกำไรเดิมก็ได้ จากนั้นประมาณการว่าเมื่อฟื้นตัวหรือกลับเข้าที่แล้วจะมีกำไรเท่าไร มีหนี้สินระยะยาว/หมุนเวียนเพิ่มขึ้นหรือไม่ มีการขาดทุนสะสมหรือไม่-เมื่อไรจะล้างขาดทุนสะสมหมด และการที่จะทำให้หุ้นขึ้นจริงๆ ได้คือ (1) จ่ายปันผลได้ (2) เพิ่มทุนในราคาสูงได้ (โดยเราซื้อมาก่อน ที่ราคาต่ำกว่า) กรณีนี้จะเกิดขึ้นได้จะต้องอนาคตดีมากๆ

การจะรู้ได้ว่า บริษัทจะกลับตัวทำกำไรได้ไหม เราต้องคุ้นเคยกับบริษัท เรียกว่า ใช้ข้อมูลวงในเป็นอย่างถูกกฏหมาย เคยได้คุยกับ ผบห. หรือได้ข้อมูลอื่นจากผู้บริหาร (ผ่านช่องทางถูกต้อง เช่น Opp. day, AGM, เอกสารชี้แจงตลาดหลักทรัพย์ฯ หรือสอบถามจาก IR เป็นต้น) แล้วเราต้องคาดการณ์เองจากสิ่งต่างๆ ในและรอบตัวบริษัท ว่าจะมียอดขายเท่าไร มีกำไรเท่าไร หารกับจำนวนหุ้นี่มีแล้วจะได้กำไรเท่าไร เมื่อได้กำไรต่อหุ้นกับราคาหุ้น ก็พอจะนำมาคำนวณค่าขออัตราส่วน P/E ได้แล้ว (ส่วนการเหมาะสมในการลงทุนหรือไม่ จะมีเรื่องอื่นอีก ไม่ใช่ลำพังค่าอัตราส่วน P/E เท่านั้น แต่อยู่นอกเหนือหัวข้อนี้ครับ)

ข้อสังเกต

ปกติแล้ว ค่าของ P/E ที่แสดงในเว็บไซต์ต่างๆ มักเป็นค่าที่คำนวณจาก 12 เดือนล่าสุด นั่นหมายความว่าหากบริษัทขาดทุนในไตรมาส 1-3 ที่ผ่านมา และกำไรในไตรมาส 4 หรือไตรมาสล่าสุด ตัวเลขจึงอาจจะเป็น N/A ได้ ทั้งที่การขาดทุนในไตรมาส 1-3 อาจจะเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว เราสามารถคาดคะเนเอาว่าถ้าไม่มีเหตุการณ์อะไรผิดปกติ บริษัทจะมีกำไรใน 12 เดือนเท่าไร คิดเป็นกำไรต่อหุ้นเท่าไร และเป็นค่า P/E ปัจจุบัน (เพราะขึ้นกับ ราคาหุ้นปัจจุบันด้วย) เท่าไร แล้วนำไปประกอบกับการพิจารณาอื่นๆ เพื่อตัดสินใจว่าควรลงทุนในบริษัทนั้นต่อไปหรือไม่ ครับ

วันอาทิตย์ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2559

การใช้ข้อมูลวงในอย่างถูกกฎหมาย


ในการลงทุนนั้นข้อมูลต่างๆ เป็นสิ่งที่จำเป็นมากในการตัดสินใจ การได้ข้อมูลก็มีที่มาหลายหลาย วิธีหนึ่งที่เรามักได้ยินลงทุนพูดถึงก็คือการใช้ข้อมูลวงใน ข้อมูลวงในหลายอย่างก็ผิดกฎหมาย เช่น ถ้าผู้บริหารใช้ข้อมูลที่ตัวเองรู้มาใช้ในการซื้อขายหุ้นอย่างนั้นผิดกฎหมายแน่นอน แต่สำหรับนักลงทุนอย่างเราแล้วเราก็ยังมีการใช้ข้อมูลวงในหรือเสมือนกับเป็นข้อมูลวงในมาตัดสินใจในการลงทุนได้ และได้อย่างถูกต้องตามกฏหมายด้วย ข้อมูลวงในเหล่านี้ เช่น
  • เข้าใจธุรกิจของบริษัทและสภาพตลาด
  • ดูงบการเงินให้ทะลุปรุโปร่ง
  • พูดคุยกับผู้บริหารสามารถประเมินนิสัยใจคอแนวความคิดและความสามารถของผู้บริหารได้
  • สอบถามจากแผนก นักลงทุนสัมพันธ์ ของบริษัท
ข้อมูลทั้งสี่อย่างนี้หากนักลงทุนนำมารวบรวมประกอบการตัดสินใจได้ดีก็จะเปรียบเสมือนกับได้เปรียบนักลงทุนคนอื่นอยู่ไม่น้อยเลย ทีนี้เราก็มาดูทีละอย่างว่าเราสามารถเข้าไปอยู่ใน "วงใน" ของบริษัทได้อย่างไรโดยไม่ได้ทำผิดกฏหมาย

เข้าใจธุรกิจของบริษัทและสภาพตลาด

เรื่องนี้ก็เหมือนกับการที่เราต้องการเปิดธุรกิจของตัวเราเอง เราคงต้องดูก่อนว่าเราจะทำอะไร มีลูกค้ามากหรือน้อยแค่ไหน ในอนาคตแล้วลูกค้ามีแนวโน้มจะมากขึ้นหรือน้อยลง หรือต่อไปจะแย่ขนาดไม่มีคนใช้ของนั้นๆ ที่เราผลิตออกมาขายอีกแล้ว แน่นอนเราคงต้องรู้ว่าบริษัทกำลังทำกิจการที่ต่อไปจะมีลูกค้ามากขึ้น มีความสามารถในการต่อสู้แข่งขันได้ดี หรือดีกว่านั้นคือมีความแตกต่างจากธุรกิจเดียวกันหรือคล้ายกัน (ทดแทนกันได้) และแน่นอนว่าดีที่สุดคือเป็นธุรกิจที่ถูก "ป้องกัน" เอาไว้ได้ด้วยอะไรบางอย่าง เช่น ใบอนุญาต สัมปทาน ลิขสิทธิ์ สิทธิบัตร เป็นต้น ธุรกิจที่ดีจะมียอดขายที่สูงขึ้น มีผลิตภัณฑ์ใหม่เพิ่มขึ้นบ้าง ในเวลาที่ผ่านไป แต่ จุดผลิตภัณฑ์ใหม่จะต้องระวังด้วยคือ บางครั้งการออกนอกแนวทางที่ตัวเองชำนาญก็จะเป็นภัยกับธุรกิจเองได้เช่นกัน

ดูงบการเงินให้ทะลุปรุโปร่ง

ธุรกิจที่ดีจะต้องมีความสามารถในการทำกำไรที่ดี ถ้าเป็นธุรกิจที่ดีและมีสภาพตลาดที่ดี เติบโต จะมีผลทำให้งบการเงินดีขึ้นตามไปด้วยไม่มากก็น้อย จะเห็นได้จาก ยอดขายที่เพิ่มสูงขึ้น ค่าใช้จ่ายในการตลาดที่มีแนวโน้มคงที่หรือลดลง อัตรากำไรดีคืออย่างน้อยต้องไม่ลดลงเพื่อพยายามทำให้ยอดขายสูงขึ้น ทำให้กำไรก่อนหักภาษีเพิ่มขึ้น นอกจากนี้บริษัทที่ดีมักจะไม่ต้องลงทุนเพิ่มอยู่ตลอดเวลา (คือ ลงทุนใน เครื่องจักร อุปกรณ์มากๆ เป็นสิ่งที่ต้องระวังว่าเงินลงทุนนั้นจะตามมาด้วยค่าเลื่อมราคาที่ทำให้กำไรลดลง นอกจากนั้นถ้าไม่สามารถทำกำไรได้เร็วเกินกว่าที่เครื่องจักรและอุปกรณ์จะล้าสมัย ก็ยิ่งตกที่นั่่งลำบาก ต้องลงทุนใหม่ และไม่คุ้มค่าต่อไปเรื่อยๆ) บริษัทที่ไม่ต้องลงทุนเพิ่มมากนักแต่ทำยอดขายได้เพิ่มขึ้น (อาจจะ มีการจ้างบริษัทอื่นช่วยทำงน จ่ายเป็นค่าใช้จ่ายแปรผันไปแทน) จะทำให้คล่องตัวในการบริหาร มีภาระผูกพันน้อย มีหนี้สินระยะยาว (ไม่หมุนเวียน) น้อยและน้อยลงๆ เมื่อเวลาผ่านไป และถ้าบริษัทมีค่าเสื่อมราคาต่ำ ก็จะทำให้กำไรสูงขึ้นเมื่อยอดขายสูงขึ้นได้ไม่ยาก

พูดคุยกับผู้บริหารบ้าง

ข้อนี้ใครได้ยินครั้งแรกก็ต้องสงสัยในใจ ว่า แล้วเราจะพูดคุยได้อย่างไร การไปสอบถามข้อมูลต่างๆ เขาก็คงไม่ตอบหรอก หรือไม่ก็จะกลายเป็นการใช้ข้อมูลวงในไม่ใช่หรือ ความเป็นจริงแล้วเราสามารถ "พูดคุย" กับผู้บริหารได้โดยทางอ้อมหลายทางเช่น การฟัง Opportunity Day, การฟังการให้สัมภาษณ์หรือการให้ข่าวของผู้บริหาร นอกจากนั้นที่ชัดเจนขึ้นคือการ เข้าประชุมผู้ถือหุ้น ที่เราจะมีโอกาสได้ฟังการตอบคำถามสดๆ จากผู้ถือหุ้น หรือแม้แต่เราเป็นผู้ซักถามเองก็ยังได้ จากการฟังคำให้สัมภาษณ์ คำถาม คำตอบเหล่านี้ เอามาเปรียบเทียบกับ ธุรกิจ การตลาด และสิ่งที่ผู้บริหารนั้นทำมาในอดีต (ว่า เวลาผ่านไป ได้ทำ หรือ ทำได้สำเร็จตามที่ได้พูดไว้หรือไม่) ก็จะพอบอกนิสัยใจคอ ความมุ่งมั่น ความขยัน ความสามารถในการบริหารของผู้บริหารได้  แน่นอนว่ากูรูในการลงทุนได้มีความเห็นว่าเราควรลงทุนในบริษัทที่ไม่ต้องการ "คนพิเศษ" มาบริหารก็ยังทำกำไรได้ เรื่องนี้ผมยังคงเห็นด้วย 100% แต่การมีผู้บริหารที่สามารถนำพาให้บริษัทเติบโตไปได้ด้วยย่อมต้องดีกว่า จริงไหมครับ

สอบถามจากแผนก นักลงทุนสัมพันธ์ ของบริษัท

เป็นอีกช่องทางหนึ่งที่เราสามารถทราบข้อมูลจากบริษัทได้ อย่างไรก็ตามก็ย่อมขึ้นกับแผนกนักลงทุนสัมพันธ์ของแต่ละบริษัทว่าสามารถให้ข้อมูลได้ชัดเจนหรือไม่ แน่นอนว่าทางแผนกนักลงทุนสัมพันธ์ไม่สามารถให้ข้อมูลตรงๆ ในหลายเรื่องได้เช่น การคาดการณ์ยอดขาย การคาดการณ์กำไร หรืออื่นๆ อีกหลายประการ เพราะอาจจะติดขัดกฏข้อบังคับหลายอย่าง อย่างไรก็ตาม นักลงทุนก็มีสิทธิถาม ทางฝ่ายนักลงทุนสัมพันธ์ก็มีสิทธิพิจารณาว่าจะตอบหรือไม่ หรือตอบได้เท่าไร จึงขึ้นกับความฉลาดในการถามของนักลงทุนเองด้วย เช่น อาจจะถามว่า จำนวนลูกค้าดูมากขึ้นหรือไม่ ยอดสั่งจองดูเป็นอย่างไร จำนวนสินค้าคงคลังมีมากขึ้นหรือน้อยลงหรือไม่ กำลังการผลิตเหลือหรือไม่ จากข่าว .... ที่ผ่านมา บริษัทได้รับผลกระทบอะไรหรือไม่ เป็นต้น หลายกรณีคำตอบก็มีประโยชน์มากในการตัดสินใจลงทุนด้วย

อย่างที่เขาบอกกันล่ะครับว่า ถ้าเราไม่ได้เป็นคนวงใน เราก็เป็นคนวงนอก แต่เราก็ต้องเป็นคนวงในให้ถูกวิธี ถูกกฏหมายด้วย ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำได้และทำให้มีโอกาสประสบความสำเร็จในการลงทุนมากขึ้นครับ

วันอาทิตย์ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

การประเมินมูลค่าหุ้นโดยการคิดลดเงินปันผล (DDM)

การคำนวณการคิดลดเงินปันผล (DDM - Dividend Discount Model)

การคำนวณราคาที่เหมาะสมของหุ้นมีหลายวิธี นักลงทุนแต่ละคนก็มีวิธีการเฉพาะตัวต่างกันไป สำหรับส่วนตัวผมแล้วผมใช้หลายวิธีผสมกัน และหนึ่งในนั้นคือการ "คิดลดเงินปันผล" หรือ Dividend Discount Model (DDM) โดยจะนำเอาราคาเหมาะสมหรือ Value ของหุ้นนี้ที่ได้จากวิธีคิดลดเงินปันผลนี้ไปถ่วงน้ำหนัก (weighted average) กับอย่างอื่น (เช่น กับมูลค่าเหมาะสมที่คิดด้วยวิธี DCF และวิธี P/E) อีกครั้งหนึ่ง เรียกได้ว่าบทความนี้คือเรื่องต่อเนืองหรือเสริม จากเรื่อง วิชาที่สอง วิชาหามูลค่าที่แท้จริงของกิจการ ซึ่งเป็นหนึ่งวิธีที่เราจะนำไป "ถ่วงน้ำหนัก" กับตัวเลขจากวิธีอื่นๆ นั่นเอง

ขอย้อนกลับสักนิดว่า ถ้าพูดถึงวิธีการคำนวณมูลค่าที่แท้จริง/เหมาะสมของหุ้นแล้ว นักลงทุนหลายคนหลายคนให้ความสำคัญกับวิธี "คิดลดเงินปันผล" มาก เพราะมีแนวคิดในการลงทุนบางแนวทางที่บอกว่า ผลตอบแทนจากการลงทุนจริงๆ ที่ได้แน่ๆ นั้นก็คือเงินปันผล การจะขายหุ้นที่ราคาสูงกว่าอาจจะทำไม่ได้ หรือไม่มีใครซื้อไปได้ง่ายๆ แต่ถ้าได้ปันผลแล้วล่ะก็ นั่นล่ะคือผลตอบแทนที่จับต้องได้โดยไม่ต้องขายหุ้นนั้นไปตลอดกาลก็ยังได้ อย่างไรก็ตาม สำหรับธุรกิจที่เติบโตเร็วมาก การจ่ายปันผลอาจจะน้อยหรือน้อยมาก ดังนั้นการนำวิธีคิดลดเงินปันผลเป็นหลักใหญ่ในการคำนวณมูลค่าที่แท้จริงก็คงไม่ถูกต้องนัก หรืออย่างน้อยๆ ถ้าจะนำไปรวมด้วยก็คงต้องให้น้ำหนักน้อยสักหน่อยในการคิดเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก

หลักการ

คราวนี้มาดูหลักการแบบวิชาการกันบ้างดีกว่าว่า การคิดมุลค่าที่แท้จริงของหุ้นด้วยวิธีการแบบ "คิดลดเงินปันผล" นี้คืออะไร หลักการนี้มีมาจากหลักการที่ว่า มูลค่าของบริษัทมีค่าเท่ากับปันผลที่จ่ายออกมาทั้งหมดในอนาคต โดยคิดลดเป็นจำนวนเงินในปัจจุบันแล้ว แนวคิดแบบนี้เรียกได้ว่า สามารถดูได้ว่าถ้าเราซื้อหุ้นมาแล้วเราไม่ขายมันเลย แต่เก็บเงินปันผลกินไปเรื่อยๆ นั้นจะคุ้มหรือไม่นั่นเอง


เงินมีค่าตามเวลา

หลายคนอาจจะสงสัยว่า "การคิดลด" ที่พุดถึงนี้คืออะไร คำนี้มีที่มาจากหลักการของเงินและเวลาที่ว่า "เงินมีค่าตามเวลา" นั่นคือเงิน 100 บาทในวันนี้จะมีค่ามากกว่าเงิน 100 บาทในอีก 1 ปีข้างหน้า และยิ่งมีค่ามากกว่า 100 บาทในอีก 2 ปีข้างหน้าด้วย เพราะ ถ้าเราเอาเงิน 100 บาทไปฝากธนาคารหรือซื้อพันธบัตรรัฐบาล ก็จะได้ผลตอบแทนเป็นดอกเบี้ย เวลาผ่านไป 1 ปีก็จะมีจำนวนรวมเกิน 100 บาท หรือถ้าเวลาผ่านไป 2 ปียิ่งได้ดอกเบียทบต้น ไปกันใหญ่... หรือจะคิดกลับกันก็คือ ถ้าเรามีเงิน 100 บาทในวันนี้ ในอีก 1 ปีข้างหน้าเงิน 100 บทก็จะไม่สามารถซื้อของได้เท่าวันนี้อีกเนื่องจากเงินเฟ้อ แต่โดยสรุปก็คือ เงินมีค่าตามเวลา เงินจำนวนเดียวกันในวันนี้ย่อมมีค่ามากกว่าเงินจำนวนเดียวกันในวันหน้า 

สามารถคำนวณได้ง่ายๆ ดังนี้
Future Value (ค่าของเงินในอนาคต) = Present Value (ค่าของเงินในปัจจุบัน) x (1 + r)n
หรือ
Present Value (ค่าของเงินในปัจจุบัน)  = Future Value (ค่าของเงินในอนาคต) / (1 + r)­­­n
โดย
n คือจำนวนปี
r คืออัตราเงินเฟ้อ หรืออัตราดอกเบี้ยตอบแทน (เช่น 5% ใช้ r = 0.05)

กรณีพิเศษ

การประมาณมูลค่าของบริษัทด้วยอัตราคิดลดเงินปันผลจะแม่นยำมากถ้าเป็นกรณีพิเศษบางอย่าง เช่น สามารถประมาณอัตราการจ่ายปันผลของบริษัทว่าเพิ่มขึ้นอย่างสม่ำเสมอทุกปีได้ (แต่ถ้าแม้ว่าในความเป็นจริงแล้วเราไม่สามารถรู้ได้ว่าในอีก 10 ปีข้างหน้าบริษัทจะยังคงเติบโตขนาดนั้นหรือไม่ แต่ การประมาณในระยะเวลา 4-5 ปีข้างหน้าให้แม่นยำ และมี margin of safety ในการลงทุน ก็พอเพียงที่จะลดความเสี่ยงได้แล้ว ส่วนการที่ "ตลาด" จะยอมให้หุ้นราคาพุ่งสูงขึ้นตามเราไปด้วยหรือไม่นั้น เป็นเรื่องของตลาดว่าจะ "เชื่อ" ในสิ่งที่เราเห็นก่อนคนอื่นนั้นหรือไม่)


ภาพด้านบนเป็นการจำลองการจ่ายเงินปันผลที่มีการเติบโตขึ้นในแต่ละปีที่ผ่านไป (สีส้ม) กับเงินปันผลนั้นที่ถูกคิดลดมาเป็นเวลาปัจจุบัน (คือ ปีที่ 0 จะอยู่ด้านซ้ายสุดของกราฟ) จำนวนเงินปันผลรวมที่มีค่า ณ วันปัจจุบันคือผลรวมของเส้นสีน้ำเงินทั้งหมดนั่นเอง ซึ่งสามารถคำนวณได้เป็นตัวเลขค่าหนึ่ง
 
หมายเหตุ
จะเห็นว่า อัตราการจ่ายปันผลสามารถเติบโตได้ตามเส้นสีส้มในภาพ แต่อัตราคิดลด (discount rate) จะต้องมีค่ามากกว่าอัตราเติบโตของเงินปันผล มิฉะนั้นแล้ว ความยาวของเส้นสีน้ำเงินในภาพ ซึ่งคือเงินปันผลที่คิดลดมาเป็นค่าปัจจุบัน จะไม่ลดลงเรื่อยๆ จนใกล้ 0 ในที่สุด (ทางด้านขวามือของภาพ) แบบนั้น ทำให้เราคำนวณผลรวมของเงินปันผลที่คิดลดมา ณ วันปัจจุบันได้เป็นค่าอนันต์ ซึ่งหมายความว่า ไม่ว่าราคาหุ้นจะเป็นเท่าใด หุ้นนั้นถูกเสมอ ซึ่งเป็นไปไม่ได้ในความเป็นจริง เพราะอย่างน้อยก็คงไม่มีบริษัทอะไรที่เติบโตเรื่อยๆ อย่างไม่มีที่สิ้นสุด

การคำนวณ

จากหลักการด้านบน และกรณีพิเศษดังกล่าว เราสามารถสรุปการคำนวณมูลค่าที่เหมาะสมของหุ้นได้เป็นสูตรสั้นๆ คือ

P = D / ( r - g )

โดย
D เป็นจำนวนเงินที่บริษัทจ่ายปันผลในปัจจุบัน (บาท) เช่น 3.8 บาท
r  เป็นอัตราเงินปันผลที่ต้องการ (บางคนอาจใช้ค่าเงินเฟ้อก็ได้) เช่น 6% ให้ใช้ตัวเลข 0.06
g = อัตราการเติบโตของปันผลต่อปี เช่นถ้าเราคาดว่าเป็น 3% ก็ใช้ตัวเลข 0.03
โดยที่ r > g (ถ้าน้อยกว่าจะคำนวณไม่ได้ เพราะอัตราเติบโตของหุ้นสูงมาก จนเรียกได้ว่าราคาเหมาะสมสูงมาก)
เช่น 3.8 / 0.06 – 0.03 = 3.8 / 0.03 = 126.66 บาท โดยประมาณ

นักลงทุนเองอาจจะมีคำถามอยู่ว่า แล้วจะใช้ตัวเลขต่างๆ นี้อย่างไร เพราะดูเหมือนกับต้องประมาณเอาทั้งนั้น เลยขอแนะนำ (โดยส่วนตัว) ดังนี้
- D คงไม่ต้องประมาณ ดูเอาได้จากประวัติการจ่ายปันผลในปัจจุบัน
- r แนะนำให้ใช้อัตราเงินปันผลที่ต้องการ หรือ ประมาณ 2 เท่าของอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาล แล้วแต่ว่าอะไรจะมากกว่า
- g คืออัตราเติบโต จะต้องประมาณเอา อย่างน้อยควรจะเป็นอัตราเติบโตเฉลี่ยต่อปีในระยะเวลา 5 ปีจากปัจจุบันที่เราคิดว่าบริษัทสามารถทำได้ ในการประมาณตัวเลขนี้ อัตราเติบโตที่ใกล้เวลาปัจจุบันกว่าจะมีน้ำหนักมากกว่า อัตราเติบโตในปีหลังๆ ที่ไกลกว่า

การนำ DDM มาใช้ในการเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก

เมื่อเราได้มูลค่าที่แท้จริง (ต่อหุ้น) จากการคำนวณด้วยวิธีคิดลดเงินปันผลนี้แล้ว เราก็จะต้องเอาไปเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักกับตัวเลขที่ได้จากวิธีอื่นต่อไป ผมมีข้อแนะนำวิธีการเลือกว่าจะให้มีน้ำหนักเท่าไร ดังนี้

- ถ้าบริษัทกำไรจริง จ่ายปันผลในอัตราที่สูงและเพิ่มสูงขึ้นให้น้ำหนักได้มาก
- ถ้าบริษัทกำไรไม่จริงหรือเป็นกำไรพิเศษชั่วคราวให้น้ำหนักน้อยหรือน้อยมาก
- ถ้าพอร์ตใหญ่มีความมั่นคงทางการเงินสูงมีรายได้หลายทางให้น้ำหนักมาก
- ถ้าจัดการพอร์ตบางส่วนที่มีส่วนที่เป็นหุ้นเติบโตสูงอยู่แล้วให้น้ำหนักมาก

ข้อควรสังเกต
  1. สูตรการคิดลดเงินปันผลนั้น จะใช้ตัวเลข g น้อยกว่า r จึงสามารถคำนวณออกมาได้ แต่บริษัทใดถ้ามี g สูงกว่า r ถือว่าน่าลงทุนมาก เช่น อัตราเงินเฟ้อหรือปันผลที่เราอยากได้คือ 7% แต่บริษัทโต 10% ต่อปีไปตลอด (เรียกได้กว่า ราคาไหนตอนนี้ก็ถุกหมด) แต่ในความจริงอาจจะไม่มีบริษัทแบบนั้น 
  2. ตัวเลข r ที่ปลอดภัยคือ อัตราเงินปันผลที่ต้องการ บวกกับอัตราเงินเฟ้อ เช่น เราต้องการปันผล 5% และเงินเฟ้อ 3.5% ก็ใช้ตัวเลข 8.5% หรือ 0.085 แทนลงในสูตร การคิดแบบนี้เป็นการคิดที่ดัดแปลงเกินเลยออกไปจากการตีค่าของบริษัท/หุ้นตามวิธีคิดลดเงินปันผลตามปกติ คือเราได้เงินปันผลด้วย และบริษัทเติบโตหนีเงินเฟ้อทันด้วย ถือว่าปลอดภัยมาก 
  3. บริษัทที่เติบโตตลอดเวลานั้นหาได้ยากมาก ดังนั้นการประมาณการเติบโต (ตัวเลข g) จะไม่สามารถเป็นจริงได้ตลอด แต่ในทางปฎิบัติแล้ว ถ้าประมาณได้ถุกต้องใน 4-5 ปีแรก ถือว่าดีมากแล้ว โดยที่ในปีที่ 6 และต่อๆ ไปอย่าให้บริษัทถดถอยลงก็แล้วกัน (โตช้าลงไม่เป็นไร ถ้าดตเร็วขึ้นถือว่าเป็นโชค ถึงเวลานั้นก็ต้องคำนวณมูลค่าที่เหมาะสมด้วยวิธีคิดลดเงินปันผลกันใหม่)

เพื่อนๆ นักลงทุนก็ทดลองกดเครื่องคิดเลขดูว่า หุ้นที่เรารักเราชอบที่จะลงทุนด้วยนั้นมีมูลค่าที่เหมาะสมเป็นเท่าใด อย่างน้อยก็จะเป็นการกระตุ้นให้เราคดาการณ์ผลประกอบการของบริษัทนั้นในอนาคตอย่างมีเหตุผล เพื่อนำมาคำนวณมูลค่าที่เหมาะสมโดยใช้วิธีการคิดลดเงินปันผลนี้ครับ